สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 699 พวกเจ้ากำลังตามหาข้าอยู่หรือ?
ทูตแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสามยืนตระหง่านอยู่กลางห้วงอากาศ
กาลอวกาศรอบด้านบิดเบี้ยว ปกปิดกลิ่นอายทั้งหมดของตนเองไว้
การที่สามารถเดินทางจากศูนย์กลางแห่งฟ้าดินมาถึงที่นี่ได้ ทูตแห่งนิจนิ
รันดร์ทั้งสามไม่เพียงแต่มีพลังฝีมือบรรลุถึงขอบเขตอิสระขั้น 3 เท่านั้น
แต่ยังเชี่ยวชาญวิธีการเก็บงำกลิ่นอายมากมายอีกด้วย
หากปราศจากอย่างหลัง เกิดเผชิญหน้ากับมารต้นกำเนิดเข้า
อย่าว่าแต่ขอบเขตอิสระขั้น 3 เลย แม้แข็งแกร่งดุจบุตรแห่งนิจนิรันดร์
ก็ยังต้องหนีหัวซุกหัวซุน
“ไม่ถูกต้อง”
หลังจากได้รับการเตือนจากชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงิน ชายหญิงที่อยู่
ด้านหลังก็เริ่มระแวดระวังขึ้นมาเช่นกัน
มิใช่ว่าพวกเขาไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ทันท่วงที แต่เป็นเพราะขอบเขต
การตรวจสอบของพวกเขานั้นด้อยกว่าชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงิน
หากเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ ที่จำนวน ‘มาร’ เบาบาง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
แต่เมื่อชายหญิงทั้งสองตรวจสอบไปยังบริเวณที่กว้างขึ้น ก็พบเช่น
เดียวกันว่าจำนวน ‘มาร’ ในพื้นที่ทั้งหมดนั้นเบาบาง
ในพื้นที่อื่น อย่าว่าแต่มารต้นกำเนิดเลย ทุกๆ ระยะห่างช่วงหนึ่งจะต้อง
ตรวจพบมหามารตนหนึ่ง
กระทั่งมารยักษ์อันน่าสะพรึงกลัวที่ใกล้เคียงกับมารต้นกำเนิด
ที่
นี้
ทว่า ณ ที่แห่งนี้
‘มาร’ ที่เคยอาละวาดไปทั่วโลกหล้าแห่งนี้ กลับกลายเป็นของหายากไปเสีย
แล้วงั้นหรือ?
อย่างน้อยจากผลการตรวจสอบของทูตแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสาม ก็พบเพียง
วิญญาณมารบางตนเท่านั้น ทั้งยังเป็นพวกที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาใหม่เมื่อไม่นาน
นี้
“หรือว่าเกิดเรื่องใหญ่อันใดขึ้นในบริเวณนี้?”
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินสบตากับทูตแห่งนิจนิรันดร์อีกสองคน สีหน้า
เคร่งขรึม
การที่พื้นที่ทั้งผืนไม่มี ‘มาร’ ที่พอมีฝีมืออยู่เลย ไม่ใช่เรื่องดีอันใด
ด้วยพลังของสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีทางทำเรื่องเช่นนีได้
ต่อให้ทำได้ ก็จะไม่ทำ
เว้นแต่จะมีพลังที่เหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง มิฉะนั้น การกวาดล้าง ‘มาร’ ใน
พื้นที่หนึ่ง จะยิ่งดึงดูด ‘มาร’ จำนวนมากขึ้นและแข็งแกร่งยิ่งกว่าให้เข้ามาใกล้
‘มาร’ ระหว่างฟ้าดินนั้นไร้ที่สิ้นสุด แม้แต่สำนักนิจนิรันดร์ ก็ทำได้เพียง
ต้านทานอย่างยากลำบาก
สำหรับขุมอำนาจสำนักอื่นๆ วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการซ่อนตัวอย่าง
สมบูรณ์ มิใช่การเผชิญหน้าโดยตรง
เพราะไม่มีทางต่อต้านได้หมดสิ้น
มารไม่มีวันตาย ต่อให้ร่างมารถูกทำลายล้าง ก็คงจะไปเกิดใหม่ในที่อื่น
“อักขระติดต่อของสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่ถูกทำลายไม่ได้กำลัง
เคลื่อนย้าย ทั้งยังไม่ถูกปราณมารกัดกร่อน…” ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงิน
ชิ้
นึ่
ขึ้
บื้
จิตใจไหววูบ อักขระสีครามชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเช่นกัน เขาตรวจสอบ
สัมผัสอย่างละเอียด
อักขระติดต่อที่สำนักนิจนิรันดร์มอบให้แก่สำนักศักดิ์สิทธิ์ต่างๆไม่เพียงแต่
มีความสามารถในการส่งสารและระบุตำแหน่ง แต่ยังสามารถรับรู้สภาพ
แวดล้อมรอบด้านอย่างคร่าวๆ ได้อีกด้วย
อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ อักขระติดต่อของสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้น
ก็ยังไม่ได้รับความเสียหายหรือผลกระทบใดๆ
“ตอนนี้จะทำอย่างไรดี?”
ทูตแห่งนิจนิรันดร์หญิงเอ่ยถาม
จำนวน ‘มาร’ ในบริเวณนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกไม่ชอบมาพากล
“ข้าขอดูอีกที”
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินพลิกมือขวา อักขระอีกชิ้นหนึ่งพลันปรากฏ
อักขระชิ้นนี้เป็นสีม่วง ระหว่างที่ลอยขึ้นลง คลื่นพลังที่ซ่อนเร้นสายหนึ่งก็
แผ่กระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง
“บริเวณใกล้เคียงไม่มี ‘มาร’ ที่แข็งแกร่งเกินไปอยู่”
ครู่ต่อมา ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินเก็บอักขระสีม่วงกลับคืนขมวดคิ้ว
กล่าว
การที่ไม่มีร่องรอยของ ‘มาร’ ในวงกว้าง อาจเป็นไปได้ว่าบริเวณนี้ได้ถือ
กำเนิด ‘มาร’ ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าขึ้นมาตนหนึ่ง
‘มาร’ แม้ไม่มีความคิด แต่ก็มีสัญชาตญาณ รู้ว่าเมื่อเผชิญหน้ากับ ‘มาร’ ที่
แข็งแกร่งกว่า จำเป็นต้องถอยหนี
แต่หลังจากที่ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินใช้อักขระพิเศษตรวจสอบแล้ว
กลับไม่พบร่องรอยกลิ่นอายของ ‘มาร’ ที่แข็งแกร่ง
“ประหลาด ประหลาดนัก”
ทูตแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสามสบตากัน
แม้แต่อยู่ ณ ศูนย์กลางแห่งฟ้าดิน ก็แทบไม่เคยประสบกับสถานการณ์เช่น
นี้
พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลไม่มี ‘มาร’ ทั้งยังไม่มีร่องรอยของ ‘มาร’ ทีแข็งแกร่ง
กว่า
แน่นอนว่า นี่เป็นข้อสันนิษฐานของทูตแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสามทีตั้งอยู่บน
พื้นฐานว่าสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ไม่มีพลังพอจะกวาดล้างบริเวณโดยรอบได้
และต่อให้มีพลัง ก็ไม่จำเป็นต้องลงมือกวาดล้างเป็นพิเศษ
“เช่นนั้น พวกเรายังจะไปสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์อีกหรือไม่?”
ทูตแห่งนิจนิรันดร์ชายอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“พวกเรามาที่นี่ โดยนำพาเจตจำนงของจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ผู้ยิ่งใหญ่มา
ด้วย”
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินกวาดตามองไปรอบๆ “หากสำนักเมฆาคราม
ศักดิ์สิทธิ์ล่มสลายแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปโดยธรรมชาติแต่จากสถานการณ์ที่
ตรวจสอบได้ผ่านอักขระติดต่อ สำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ยังคงอยู่”
ความหมายโดยนัยก็คือ
ยังคงต้องไป
“ก็จริง”
ทูตแห่งนิจนิรันดร์หญิงพยักหน้า
ปัจจุบัน ณ ศูนย์กลางแห่งฟ้าดิน ขุมอำนาจสำนักนิจนิรันดร์มากมายกำลัง
ต้านทานมารต้นกำเนิดอย่างยากลำบาก
ที่
น้ำ
ยอดฝีมือจำนวนมากร่วงหล่น ต้องรู้ว่ายอดฝีมือที่ตายด้วยน้ำมือของมาร
ต้นกำเนิดนั้น จิตใจและเจตจำนงจะถูกกัดกร่อน แม้แต่วิธีการรักษาชีวิตอย่าง
ร่างแยกและร่างอวตารก็ไร้ประโยชน์ จะร่วงหล่นดับสูญไปโดยสิ้นเชิง
ดังนั้นสำนักนิจนิรันดร์ในปัจจุบัน จึงต้องการสายเลือดใหม่อย่างเร่งด่วน
และส่วนหนึ่งของสายเลือดเหล่านี้ก็ต้องพึ่งพาอาศัยสำนักศักดิ์สิทธิ์และสำนัก
ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดจำนวนมากที่ยังคงสืบทอดกันอยู่
แม้สำนักศักดิ์สิทธิ์และสำนักศักดิ์สิทธิ์สูงสุดจะไม่เต็มใจนัก แต่ก็ไม่กล้า
ปฏิเสธ
ที่ปัจจุบันสำนักศักดิ์สิทธิ์และสำนักศักดิ์สิทธิ์สูงสุดสามารถยืนหยัดอยู่ได้
ภายใต้ภัยพิบัติ ‘มาร’ ก็เพราะขุมอำนาจสำนักนิจนิรันดร์ได้ตรึง ‘มาร’ กลุ่มที่
แข็งแกร่งที่สุดเอาไว้
หากขุมอำนาจสำนักนิจนิรันดร์ต้านทานไม่ไหว สำนักศักดิ์สิทธิและสำนัก
ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดอื่นๆ ก็จะถูก ‘มาร’ โจมตีทะลวงได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อขุมอำนาจสำนักนิจนิรันดร์ยืนหยัดอยู่ได้ สำนักศักดิ์สิทธิ์และสำนัก
ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดจึงจะมีความหวังที่จะสืบทอดต่อไป
“ไปกันเถอะ”
“แต่ต้องระวังตัวด้วย”
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินเก็บความคิดฟุ้งซ่าน กลับสู่การเดินทางมุ่ง
หน้าไปยังตำแหน่งของสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ต่อ
เพียงแต่เมื่อเทียบกับความเร็วก่อนหน้านี้ ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงิน
ระมัดระวังตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยพลังฝีมือของพวกเขา ในบริเวณนี้ ต่อให้บุกตะลุยไปข้างหน้าก็ไม่
เป็นไร แต่การหายตัวไปของ ‘มาร’ จำนวนมาก ทำให้ทูตแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสาม
ระแวดระวังในใจอย่างที่สุด
เวลาล่วงเลยไป
หนึ่งถึงสองปีต่อมา
ในที่สุดทูตแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสามก็มาถึงบริเวณใกล้เคียงเขาเมฆาคราม
ศักดิ์สิทธิ์
“ที่นั่นคือตำแหน่งของสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์”
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินมองไปยังยอดเขาสีเทาแห่งหนึ่งในระยะไกล
จากการรับรู้ผ่านอักขระติดต่อ เขามั่นใจว่านั่นคือเขาเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์
“ดูเหมือนไม่มีปัญหา”
ทูตแห่งนิจนิรันดร์สองคนที่อยู่ด้านหลังสังเกตอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง
ค่อยผ่อนลมหายใจเล็กน้อย
ด้วยพลังฝีมือของพวกเขา ย่อมมองออกได้โดยธรรมชาติว่ายอดเขาสีเทา
นั้นเต็มไปด้วยอักขระที่กำลังโคจรทำงานอยู่
นี่หมายความว่าภายในยังคงมีผู้ฝึกตนประจำการอยู่
หากถูก ‘มาร’ โจมตีทะลวงเข้าไปแล้ว ควรจะเป็นซากปรักหักพังถึงจะถูก
“ยังคงประมาทไม่ได้”
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างผลีผลาม
“บริเวณนี้ ‘มาร’ มากมายถึงเพียงนั้นหายตัวไป เหตุใดสำนักเมฆาคราม
ศักดิ์สิทธิ์จึงยังอยู่?”
“จริงด้วย”
ทูตแห่งนิจนิรันดร์อีกสองคนได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ยิ่
นี้
ดิ์
ธิ์
ยิ่งขณะนี้เขาเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ดูปกติมากเท่าใด ในสายตาของพวกเขา
ก็ยิ่งดูไม่ปกติมากขึ้นเท่านั้น
“ข้าจะแยกร่างอวตารสายหนึ่งออกไปก่อน ลอบเข้าไปในเขาเมฆาคราม
ศักดิ์สิทธิ์เพื่อตรวจสอบสักรอบ หลังจากยืนยันว่าไม่มีปัญหาใดๆ แล้วค่อยแจ้ง
ประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์” ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ได้
คิดจะให้ประมุขสำนักศักดิ์สิทธิออกมาต้อนรับในทันที
เขาอยากจะดูนักว่า สำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์อาศัยสิ่งใดจึงสามารถยืน
หยัดอยู่ในบริเวณนี้ได้?
“อืม”
ทูตแห่งนิจนิรันดร์สองคนที่อยู่ด้านหลังพยักหน้า
นี่เป็นวิธีที่รอบคอบที่สุดแล้ว
หากสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ไม่มีปัญหาใดๆ เป็นพวกเขาที่คิดมากไปเอง
ก็ไม่มีอะไรเสียหาย
แต่หากเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่สะเทือนฟ้าดินบางอย่างขึ้นมาจริงๆ
การกระทำเช่นนี้สามารถช่วยรักษาชีวิตได้!
ทูตแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสามมาพร้อมภารกิจ จะเกิดเรื่องอันใดขึ้นที่นี่ไม่ได้
เด็ดขาด
พลังต่อสู้ระดับขอบเขตอิสระขั้น 3 ถึงสามคนในคราวเดียว หากสูญเสียไป
สำหรับสำนักนิจนิรันดร์ในปัจจุบันแล้ว ก็นับว่าน่าปวดใจอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทูตแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสามได้เดินทางไปยังสำนัก
ศักดิ์สิทธิ์และสำนักศักดิ์สิทธิ์สูงสุดบางแห่งมาแล้ว ในมิติส่วนตัวยังพกพาผู้มี
แววเป็นยอดฝีมือจากสำนักเหล่านั้นมาด้วย
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินจิตใจไหววูบ
แยกกลิ่นอายส่วนหนึ่งออกมา ก่อเกิดเป็นร่างสายหนึ่ง นั่นคือร่างอวตาร
ร่างอวตารมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินเพียงแต่
กลิ่นอายอ่อนแอกว่ามาก และง่ายต่อการเก็บงำยิ่งกว่าเช่นกัน
ร่างอวตารของชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินก้าวเท้าออกไป ร่างหายวับ
กลิ่นอายหลอมรวมเข้ากับเขาเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์
ในฐานะทูตแห่งนิจนิรันดร์ เคยมาเยือนสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์หลาย
ครั้ง มหาค่ายกลป้องกันอักขระของเขาเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ ล้วนมีต้นกำเนิดมา
จากสำนักนิจนิรันดร์
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินย่อมเข้าใจมหาค่าย
กลป้องกันอักขระของเขาศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างดี จึง
สามารถลอบเข้าไปภายในเขาเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดายโดย
ธรรมชาติ
มหาค่ายกลป้องกันของสำนักก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟ้าดิน
และหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟ้าดินนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว
มหาค่ายกลป้องกันของสำนักหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟ้าดิน จะ
เน้นไปที่การเก็บงำกลิ่นอายและป้องกันปราณมารมากยิ่งขึ้น นี่ก็เป็นผลมาจาก
การที่สำนักนิจนิรันดร์ ณ ศูนย์กลางแห่งฟ้าดินยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
วื้ด~
อาศัยความคุ้นเคยกับคลื่นพลังของมหาค่ายกลป้องกันอักขระ
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินเดินทางมาถึงภายในเขาศักดิ์สิทธิได้อย่างราบ
รื่น
ศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์คนแล้วคนเล่ากำลังบำเพ็ญตนอย่างเป็นระเบียบ
เหล่าผู้อาวุโสต่างก็ทำหน้าที่ของตน
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
“ประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์?”
ดิ์
ธิ์
ุ
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินมาถึงตำหนัก ณ จุดสูงสุดของเขาศักดิ์สิทธิ์
พบประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังปิดด่านบำเพ็ญตนอยู่
ประมุขของสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงยอดฝีมือขอบเขตยั่งยืน
ขั้น 6 เท่านั้น ในขณะที่ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินคือขอบเขตอิสระขั้น 3 ภาย
ใต้ความแตกต่างของพลังฝีมืออันมหาศาลเช่นนี้ แม้จะเป็นเพียงร่างอวตารสาย
หนึ่ง ก็มิใช่สิ่งที่ประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์จะสามารถตรวจพบได้
“ทั่วทั้งเขาเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ ข้าตรวจสอบไปเกือบหมดแล้ว”
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินเดินออกจากตำหนัก ก้มมองลงไป
“ยกเว้นที่นั่น”
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินมองไปยังวิหารเมฆาคราม ผ่านการรับรู้ของ
ตน เขาสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่าที่นั่นคือความว่างเปล่า
มิใช่ว่าเขารับรู้ได้ว่ามีสิ่งใดอยู่ที่นั่น แต่เป็นการที่ไม่สามารถรับรู้ถึงกาล
อวกาศส่วนลึกของวิหารเมฆาครามได้เลยต่างหาก
“ไปดูสักหน่อย”
หลังจากลังเลชั่วครู่ ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินก็ตัดสินใจจะไปตรวจ
สอบดู
ขณะนี้เขาเป็นเพียงร่างอวตาร ต่อให้เผชิญกับอันตรายที่ไม่อาจต้านทาน
ได้จริงๆ อย่างมากก็แค่สูญเสียร่างอวตารร่างหนึ่งไปเท่านั้น
เมื่อคิดได้ดังนี้ ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินก็ก้าวเท้าออกไป ยืนอยู่ที่ทาง
เข้าวิหารเมฆาคราม
ส่วนลึกของวิหารเมฆาคราม
หลินหยวนพิจารณามองชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินที่เดินสำรวจไปทั่ว
เขาเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์หนึ่งรอบ
ที่
ตั้
ที่
ทั้
อันที่จริงแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ทูตแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสามเข้าใกล้เขาเมฆาคราม
ศักดิ์สิทธิ์ หลินหยวนก็สังเกตเห็นแล้ว
เพราะอย่างไรเสีย ผ่านอักขระติดต่อ หลินหยวนก็รู้ตำแหน่งการ
เคลื่อนไหวของทูตแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสามราวกับฝ่ามือ
การที่ทูตแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสามหยุดอยู่ไม่ไกลจากเขาเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์
จงใจแยกร่างอวตารสายหนึ่งลอบเข้ามาจนถึงปัจจุบัน ล้วนอยู่ในสายตาของ
หลินหยวนตลอด
“ระวังตัวดีเหมือนกัน”
“ไปพบพวกเขาหน่อยแล้วกัน”
หลินหยวนส่ายหน้าเล็กน้อย พลิกมือขวา
ทางเข้าวิหารเมฆาคราม
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินยังคงกำลังคิดว่าจะเข้าไปอย่างไร
ก็พลันพบว่ากาลอวกาศรอบด้านเปลี่ยนแปลงไป ตนเองกลับถูกเคลื่อน
ย้ายไปยังกาลอวกาศ ณ ตำแหน่งแห่งหนึ่งอย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย
ยังไม่ทันที่ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินจะได้ทันตั้งตัว
ภายนอกเขาเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์
กาลอวกาศ ณ จุดที่ร่างจริงของชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินและทูตแห่ง
นิจนิรันดร์อีกสองคนอยู่ พลันยุบตัวลง ราวกับถูกฉุดกระชากไปทั้งกาลอวกาศ
“ที่นี่คือ?”
ร่างจริงของชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินและทูตแห่งนิจนิรันดร์อีกสองคน
มองไปรอบๆ หนังศีรษะพลันชาวาบ