สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 707 ความน่าสะพรึงกลัวของหลิน
หยวน
สำนักนิจนิรันดร์ไร้ขอบเขต คือ สำนักนิจนิรันดร์อู๋เลี่ยง นะครับผมแปลมา
แต่มันเป็นชื่อผู้สร้าง เลยขอกลับไปใช้คำเดิมนะครับ
……….
ครืนนนนน——
พร้อมกับการฉุดกระชากของหลินหยวน ราวกับกำลังลากโลกต้นกำเนิดทั้ง
ใบ ไอมารอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ปกคลุมทั่วฟ้าดินทั้งสีทิศก็ปั่นป่วนเดือดพล่าน
ขึ้นพร้อมกัน
ภายใต้ท้องฟ้า เทพมารที่เดิมทีกำลังทอดสายตามองลงมา พลันเซถลา ใน
ที่สุดหางยักษ์ก็ดิ้นรนสุดกำลัง ประสานกับไอมารสี่ทิศ จึงสามารถสะบัดหลุด
จากหลินหยวนได้สำเร็จ กลับคืนสู่ด้านหลังอีกครั้ง
“ฮ่าฮ่าฮ่า พละกำลังไม่เลวเลยนี่”
หลินหยวนเหลือบมองมือขวาของตน บัดนี้พื้นผิวฝ่ามือเต็มไปด้วยหลุมดำ
พรุนหนาแน่น ล้วนเกิดจากการกัดกร่อนระหว่างที่กำหางยักษ์เอาไว้
หางยักษ์ของเทพมาร จะกำไว้ได้ง่ายดายเพียงนั้นเชียวหรือ? พลังสะท้อน
กลับรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น เพียงพอที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ
13 ต้องปวดหัวได้
หลินหยวนก็อาศัยการสร้างโลกอนุภาคเม็ดทรายอนันต์จนเสร็จสมบูรณ์
โดยสิ้นเชิง อาศัยโลกอนุภาคแต่ละโลกแบ่งเบาพลังสะท้อนกลับ จึงกล้าทำเช่น
นี้
“ท่านหยินเหอถึงกับ…”
สิ้
ในโลกเร้นลับ ประมุขสำนักหลายท่านตกตะลึงอย่างสิ้นเชิง
หากก่อนหน้านี้ หลินหยวนเป็นเพียงการต้านทานการโจมตีของเทพมาร
อย่างสุดกำลัง
เช่นนั้นเมื่อครู่ การที่เขาฉุดกระชากหางของเทพมาร ทำให้รากฐานของมัน
ไม่มั่นคง เกือบจะถูกลากไปด้วย นั่นหมายความว่าหลินหยวนมีพลังพอที่จะ
ต่อกรกับเทพมารได้ซึ่งๆ หน้าแล้ว
“ท่านหยินเหอมิใช่จ้าวแห่งนิจนิรันดร์ เหตุใดจึงสามารถสั่นสะเทือนเทพ
มารได้?”
สมองของผู้อาวุโสระดับสูงจำนวนมากของสำนักนิจนิรันดร์ว่างเปล่าไป
หมด
การต้านทานการโจมตีของเทพมารได้อย่างยากลำบาก กับการตอบโต้จน
สั่นสะเทือนเทพมารได้ เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
อย่างหลังหมายความว่าพลังห่างชั้นกับเทพมารไม่มากนัก หรืออาจกล่าว
ได้ว่าอยู่ในระดับเดียวกัน
ทั่วฟ้าดินทั้งสี่ทิศ เหล่ายอดฝีมือจากยอดสำนักศักดิ์สิทธิ์และสำนัก
ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ก็กำลังเฝ้ามองจับตาดูอยู่เช่นกัน
หลังจากหลินหยวนแสดงร่างจริงอันสูงเทียมฟ้าออกมา แม้จะอยู่ห่างไกล
เพียงใด ก็ยังคงสามารถมองเห็นได้อย่างเลือนราง ตระหนักได้ว่าเขากำลัง
ต้านทานการโจมตีของเทพมารอยู่
“ท่านหยินเหอสั่นสะเทือนเทพมารได้หรือ?”
“มิใช่ว่าเทพมารเทียบเคียงจ้าวแห่งนิจนิรันดร์หรอกหรือ?”
ยอดฝีมือทีละคนเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ การต่อสู้ระหว่างหลินหยวน
กับเทพมาร แม้โดยแก่นแท้แล้วจะเกี่ยวข้องกับความลึกล้ำนับไม่ถ้วน แต่สิ่งที่
แสดงออกมากลับเป็นหมัดต่อหมัด เท้าต่อเท้า
แยกแยะได้ไม่ยากนัก
หลุมดำพรุนบนพื้นผิวฝ่ามือขวาฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว
หลินหยวนมองไปยังเทพมาร แววตาเต็มไปด้วยจิตต่อสู้อันเข้มข้น
หลังจากหลอมรวมแหล่งกำเนิดนิจนิรันดร์แล้ว โลกอนุภาคเม็ดทราย
อนันต์ภายในร่างของเขาก็สร้างเสร็จสมบูรณ์โดยสิ้นเชิง โลกอนุภาคแต่ละโลก
สามารถประสานซึ่งกันและกัน พลังอำนาจที่ปะทุ
ออกมา แข็งแกร่งกว่าตอนที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์มิใช่แค่สิบเท่าร้อยเท่า
หรือ?
เป็นเพราะเหตุนี้เอง
หลินหยวนจึงสามารถเปลี่ยนจากสถานการณ์ที่ทำได้เพียงต้านทานการ
โจมตีของเทพมารอย่างยากลำบาก มาถึงระดับทีสั่นสะเทือนเทพมารได้
โดยตรง
เพราะหากเขาลงมือสุดกำลังในตอนนี้ ย่อมสามารถสร้างภัยคุกคามต่อ
เทพมารได้อย่างแน่นอน แม้จะยังไม่ถึงขั้นคุกคามถึงชีวิตแต่อย่างน้อยก็จะ
ทำให้อีกฝ่ายต้องรับมืออย่างจริงจัง
“เมื่อท่านมาแล้วไม่ตอบกลับก็เสียมารยาท”
หลินหยวนยิ้มพลางมองเทพมารที่ดูงุนงงเล็กน้อย
ร่างของเขาหลอมรวมเข้ากับกาลอวกาศโดยตรง หายไปจากจุดเดิม
“หืม?”
เทพมารที่เห็นฉากนี้ แววตาว่างเปล่าปรากฏความเคร่งขรึม ฟ้าดินแห่งนี้
เต็มไปด้วยไอมาร และไอมารก็เปรียบเสมือนอาณาเขตของเทพมาร บริเวณที่
ไอมารปกคลุม ก็คือขอบเขตการควบคุมของเทพมาร
ชั่
ที่
แต่ในชั่วพริบตาที่หลินหยวนหายไป เทพมารก็ตระหนักว่าตนเองสูญเสีย
การควบคุมฟ้าดินโดยรอบไปแล้ว
การสูญเสียนี้ เป็นการสูญเสียไปอย่างฉับพลัน โดยไม่มีลางบอกเหตุใดๆ
ชั่วพริบตาถัดมา
ร่างมหึมาของหลินหยวนปรากฏขึ้นข้างกายเทพมาร ยกมือตบออกไปฉาด
หนึ่ง
ร่างของเทพมารก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสูงเท่าหลิน
หยวน หางยักษ์ด้านหลังก็สะบัดอีกครั้ง
ปะทะเข้ากับฝ่ามือที่หลินหยวนตบออกมา
พรึ่บพรั่บ
กาลอวกาศและฟ้าดินจำนวนมากดับสลายไม่หยุดยั้ง การดับสลายนี้
เป็นการดับสลายถึงแก่นแท้ เพียงพอที่จะส่งผลกระทบที่ไม่อาจย้อนกลับคืนต่อ
แหล่งกำเนิดของโลกต้นกำเนิดได้ แต่ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นหลินหยวนหรือเทพ
มาร ต่างก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้
หลินหยวนยังมิได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 13 แม้รากฐานจะสะสมถึงขีดสุด แต่เมื่อ
เผชิญหน้ากับเทพมารที่เทียบเคียงจ้าวแห่งนิจนิรันดร์จริงๆย่อมไม่กล้าออมมือ
แม้แต่น้อย
ตูม!
การปะทะกันครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าเทพมารเป็นฝ่ายเสียเปรียบ การหายตัวไป
อย่างกะทันหันแล้วปรากฏตัวขึ้นใหม่ของหลินหยวน ทำให้มันไม่ทันตั้งตัว
ทำได้เพียงต้านทานอย่างยากลำบาก
ผลที่ตามมาคือ เทพมารถอยหลังไปหลายก้าว
ยังไม่ทันที่เทพมารจะมีปฏิกิริยาใดๆ
รั้
ร่างของหลินหยวนก็หายไปอีกครั้ง
“โฮก!!!”
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เทพมารคำรามออกมาโดยตรง!
เสียงคำรามนี้ ราวกับฟ้าดินพิโรธ เป็นเสียงคำรามล้างโลกทีส่งออกมา
‘คลื่นพลังสีดำ’ ที่เกิดจากเสียงคำราม กวาดออกไปทั่วทุกทิศทาง แผ่นดิน
ถูกฉีกกระชากในเสียงคำราม กาลอวกาศก็พังทลายในเสียงคำราม พื้นที่ส่วน
ใหญ่ ณ ศูนย์กลางแห่งฟ้าดิน ล้วนได้รับผลกระทบจากเสียงคำราม กำลังดับ
สลายไม่หยุดยั้ง
ส่วนโลกเร้นลับที่อยู่ไม่ไกล ในช่วงเวลาสำคัญก็มีสมบัติแห่งนิจนิรันดร์
สำหรับป้องกันอีกชิ้นทำงานขึ้น บวกกับเสียงคำรามนี้ของเทพมารมิได้มุ่งเป้า
ไปที่โลกเร้นลับ จึงสามารถต้านทานไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
‘คลื่นพลังสีดำ’ แผ่กระจายออกไป ร่างของหลินหยวนถูกบีบให้ปรากฏ
ออกมา จับจ้องไปยังเทพมารอยู่ไกลๆ
พลังอำนาจของคลื่นพลังสีดำนั้นแข็งแกร่งมาก แต่ก็ยังคงทำอะไรหลิน
หยวนในขณะนี้ไม่ได้ ระหว่างที่โลกอนุภาคเม็ดทรายอนันต์โคจรทำงาน พลัง
ทำลายล้างที่เกิดจาก ‘คลื่นพลังสีดำ’ ก็ถูกเจือจางลงในชั่วพริบตา
การโจมตีที่แข็งแกร่งเพียงใด เมื่อถูกกระจายออกเป็นส่วนอนันต์ดุจเม็ด
ทราย เฉลี่ยไปยังโลกอนุภาคแต่ละโลก ก็คงจะไม่มีภัยคุกคามมากถึงเพียงนั้น
แล้ว
“เสียงคำรามเทพมาร นี่คือเสียงคำรามเทพมาร เป็นไพ่ตายท่าไม้ตายของ
เทพมารแล้ว”
ภายในโลกเร้นลับ ประมุขสำนักหลายท่านมอง ‘คลื่นพลังสีดำ’ ที่แผ่
กระจายไปทั่วทิศด้วยความตกตะลึงอย่างยิ่ง
ที่
ในอนาคตต่างๆ ที่เหล่าจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ทำนายไว้ หลังจากทีเทพมารใช้
สัญชาตญาณของตนกดข่มเจตจำนงของโลกต้นกำเนิดได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็
จะลงมือจัดการกับโลกเร้นลับอย่างเต็มที่ และจะใช้กระบวนท่านี้
และตามคำทำนายของจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ บ่อยครั้งเมื่อถึงตอนทีเทพมาร
ใช้กระบวนท่านี้ สถานการณ์ของโลกต้นกำเนิดแห่งนี้ก็จะถือว่าเลวร้ายอย่าง
ที่สุดแล้ว
เพราะภายใต้เสียงคำรามเทพมาร แม้แต่โลกเร้นลับที่มีสมบัติแห่งนิจนิรัน
ดร์สำหรับป้องกันทีละชิ้นคอยคุ้มครอง ก็ไม่อาจต้านทานได้นานนัก
“ท่าไม้ตายที่เทพมารจะใช้หลังจากผ่านไปนับไม่ถ้วนปี ถูกท่านหยินเห
อบีบให้ออกมาใช้ก่อนเวลาหรือ?”
ประมุขสำนักนิจนิรันดร์อู๋เลี่ยงหัวใจสั่นสะท้าน เมื่อเฝ้าดูการต่อสู้ในระยะ
ใกล้ เขาย่อมมองออกถึงความเสียเปรียบของเทพมารได้
หากไม่ใช้เสียงคำรามเทพมารอีก ก็คงจะตกอยู่ในวังวนการหายตัวปรากฏ
ตัวไม่รู้จบของหลินหยวน
ถึงตอนนั้น ต่อให้เทพมารไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยสิ้นเชิงย่อมต้องสูญ
เสียความได้เปรียบในการเป็นฝ่ายรุกไป
“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว”
ส่วนผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักอื่นๆ อีกจำนวนมาก ต่างก็กลืนน้ำลาย
อย่างยากลำบาก
ยิ่งรู้มากเท่าใด ก็ยิ่งเข้าใจถึงความแข็งแกร่งของหลินหยวนได้มากขึ้น
เท่านั้น
นั่นคือเทพมารฃ!
หลินหยวนที่ต่อสู้กับเทพมารได้อย่างสูสี มีพลังระดับใดกันแน่?
ที่ห่างไกลออกไป
ที่
เทพมารที่ใช้เสียงคำรามเทพมารบีบให้หลินหยวนปรากฏร่างออกมา
ดวงตาว่างเปล่าจับจ้องไปยังหลินหยวนเขม็ง พลันหางยักษ์ด้านหลังสั่น
สะเทือน ก้าวใหญ่ๆ พุ่งเข้าสังหารหลินหยวน
รูปแบบการต่อสู้ของเทพมารนั้นดั้งเดิมอย่างยิ่ง ไม่ได้หลอมรวมเข้ากับ
กาลอวกาศแล้วหายตัวไปเหมือนหลินหยวน ที่เมื่อปรากฏร่างอีกครั้งก็มาอยู่
ข้างกายแล้ว
แต่ทุกก้าวใหญ่ๆ ที่เทพมารก้าวออกไป กาลอวกาศโดยรอบก็จะรวมตัวกัน
หนาแน่นขึ้นหนึ่งส่วน บวกกับ ‘คลื่นพลังสีดำ’ ที่เกิดจากเสียงคำรามเทพมาร
อันไร้รูปไร้ลักษณ์ก็ยังคงสั่นสะเทือนอยู่
“ปัง!”
หลินหยวนก็ก้าวใหญ่ๆ พุ่งเข้าไปเช่นกัน
เส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ที่เขาเดินนั้น เชี่ยวชาญการต่อสู้ประชิดตัวอยู่
แล้ว บวกกับโลกเม็ดทรายอนันต์สร้างเสร็จสมบูรณ์โดยสิ้นเชิง ทุกหมัดทุกเท้า
ล้วนมีพลังไร้ที่สิ้นสุดเสริมเข้ามา
ยิ่งไม่หวั่นเกรงรูปแบบการต่อสู้เช่นนี้
ในชั่วพริบตา ร่างมหึมาทั้งสองก็ปะทะเข้าด้วยกัน
“วู้ม~”
ดวงตาทั้งสองของเทพมารเต็มไปด้วยความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดทุกสิ่งที่มัน
มองไป ทั้งรูปธรรมและนามธรรมล้วนกำลังแปรเปลี่ยนเป็นไอมาร
ภายในร่างของหลินหยวนพลันสาดส่องประกายแสงจากอนุภาคนับไม่ถ้วน
โลกอนุภาคเม็ดทรายอนันต์ทั้งหมดโคจรทำงาน โดยมีจักรวาลภายในเป็นแกน
กลาง พลังที่ปะทุออกมาปะทะหักล้างดับสลายกับความมืดมิดในดวงตาทั้งสอง
ของเทพมารไม่หยุดยั้ง
นี้
ฉวยโอกาสนี้ มือซ้ายของหลินหยวนคว้าจับหางยักษ์ของเทพมาร ต้องการ
จะดึงร่างเทพมารขึ้นมา แต่จากนั้นเทพมารก็ส่งเสียงคำรามเทพมารออกมาไม่
หยุดยั้ง
‘คลื่นพลังสีดำ’ สั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องในระยะใกล้ แม้แต่หลินหยวน ก็
ยังต้องแบ่งสมาธิส่วนหนึ่งไปต้านทาน
“กระบวนท่านั้น?” ในโลกเร้นลับ ประมุขสำนักหลายท่านเห็นดวงตาทั้ง
สองของเทพมารเต็มไปด้วยความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด ในคำทำนายของเหล่า
จ้าวแห่งนิจนิรันดร์ ไม่เคยปรากฏฉากนี้เลยแม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดว่าแม้แต่ในท้ายที่สุด แม้จะมองผ่านเส้นเวลาในอนาคตจำนวน
มาก พวกเขาก็มิได้บีบให้เทพมารต้องใช้กระบวนท่านีออกมา
และความมืดมิดในดวงตาของเทพมาร เห็นได้ชัดว่ามีพลังสังหารแข็งแกร่ง
ที่สุด เหนือกว่ากระบวนท่าก่อนหน้านี้หลายกระบวนท่าอย่างมาก แม้แต่หลิน
หยวนก็ยังต้องต้านทานอย่างระมัดระวัง
“ตายซะ”
มือซ้ายของหลินหยวนคว้าจับหางยักษ์ของเทพมารอีกครั้ง มือขวาล็อก
คอหอยของเทพมารโดยตรง ต้องการฉีกร่างเทพมารเป็นชิ้นๆ แต่จากนั้น สอง
มือของเทพมารก็โอบกอดหลินหยวนโดยตรงกลิ่นอายของทั้งสองปะทะกัน
อย่างรุนแรง แม้แต่ไอมารที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ก็ยังดับสลายไปโดยสิ้นเชิงภาย
ใต้การสั่นสะเทือนอันรุนแรงนี้
ร่างกายเนื้อของเทพมารนั้นทรงพลังอย่างหาที่เปรียบมิได้เหนือกว่าหลิน
หยวนเสียอีก แต่หลินหยวนมีพลังเสริมจากโลกอนุภาคนับไม่ถ้วน ทั้งยังมี
จักรวาลภายในค้ำจุน ชั่วขณะหนึ่งการต่อสู้ของทั้งสองจึงตกอยู่ในภาวะ
ตึงเครียด
เสียงคำรามดังไม่หยุด คลื่นพลังสีดำถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย
หางยักษ์กวาดออกไป ฟาดเข้าใส่หลินหยวนครั้งแล้วครั้งเล่า
สิ่
นี้
แต่หลินหยวนหาได้ใส่ใจสิ่งเหล่านี้ไม่ รากฐานของเขาหนาแน่นบวกกับ
อิทธิฤทธิ์ป้องกันกายมากมาย ต่อให้ได้รับบาดเจ็บ ก็สามารถฟื้นตัวได้อย่าง
รวดเร็ว เป็นการแลกบาดแผลซึ่งกันและกันกับเทพมารโดยสิ้นเชิง
แน่นอนว่าเทพมารมีไอมารไร้ที่สิ้นสุดค้ำจุน โดยพื้นฐานแล้วก็มิได้รับบาด
เจ็บอันใดนัก
แต่เห็นได้ชัดเจนว่า เทพมารทำอะไรหลินหยวนไม่ได้เลยโดยสิ้นเชิง
ภายในโลกเร้นลับ
ยอดฝีมือจำนวนมากมองดูร่างมหึมาทั้งสองที่กำลังต่อสู้อยู่ภายนอกอย่าง
เงียบงัน
“ท่านหยินเหอถึงกับสามารถต่อสู้กับเทพมารได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?”
“จ้าวแห่งนิจนิรันดร์? ท่านหยินเหอต้องเป็นจ้าวแห่งนิจนิรันดร์แน่ๆ?”
ประมุขสำนักหลายท่านมองหน้ากัน เดิมทีพวกเขามั่นใจมากว่าหลินหยวน
มิใช่จ้าวแห่งนิจนิรันดร์
เพราะนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟ้าดิน ไม่เคยปรากฏ
ปาฏิหาริย์แห่งฟ้าดินของการก้าวเข้าสู่ความเป็นจ้าวแห่งนิจนิรันดร์เลยแม้แต่
น้อย
แต่บัดนี้ กลับไม่แน่ใจเสียแล้ว
ฟู่!
ภายในกาลอวกาศที่ดับสลายพังทลายเป็นผืน
เทพมารที่เดิมกำลังต่อสู้อยู่กับหลินหยวน หางยักษ์กวาดออกไปร่างพลัน
ถอยรุดไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว
“หืม?”
ที่
หลินหยวนก็หยุดมือเช่นกัน มองไปยังเทพมารที่หยุดอยู่ห่างไกล
ไม่นานนัก
ภายใต้สายตาของหลินหยวน
ร่างของเทพมารก็สลายตัวโดยตรง หลอมรวมเข้ากับไอมารอันกว้างใหญ่
ไพศาลโดยรอบ
“เทพมารถอยแล้วหรือ?”
หลินหยวนเข้าใจในใจ
เห็นได้ชัดว่า เทพมารตระหนักว่าหากยังคงต่อสู้กับหลินหยวนเช่นนี้ต่อไป
ตนเองจะถูกถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ อย่าว่าแต่ทำลายโลกเร้นลับเลย แม้แต่การใช้
สัญชาตญาณของตนกดข่มเจตจำนงของโลกต้นกำเนิดก็ยังทำไม่ได้
ที่ตอนแรกโจมตีโลกเร้นลับอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะเทพมารมองเห็น
ความหวังที่จะทำลายโลกเร้นลับได้ ขอเพียงตนเองโจมตีต่อไปสักล้านปีสิบล้าน
ปีก็พอ
แต่การต่อสู้กับหลินหยวนนั้นหรือ?
ดูตามแนวโน้มนี้แล้ว ต่อให้สู้กันสักร้อยล้านปีพันล้านปี ก็ไม่อาจตัดสินผล
แพ้ชนะได้
ดังนั้นจึงเลือกถอยหนีจากไปโดยตรง
เทพมารไม่มีเจตจำนงทางจิตใจที่ชัดเจน ไม่มีอารมณ์ซับซ้อนเช่นเรื่อง
หน้าตา
เมื่อพบว่าไม่มีประโยชน์อันใดต่อตนเอง ก็จะตัดสินใจเลือกทางทีเป็น
ประโยชน์ที่สุด
“ก็ดีเหมือนกัน”
หลินหยวนพยักหน้าเล็กน้อย
ในโลกเร้นลับ สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนเงยหน้าขึ้นมอง การหายไปของเทพมาร
ทำให้พวกเขาสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของหลินหยวนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ร่างจริง
สูงเทียมฟ้าหยัดยืนบนปฐพี เพิ่งเสร็จสิ้นจากการต่อสู้กับเทพมาร กลิ่นอายอัน
น่าสะพรึงกลัวที่ไหลเวียนอยู่บนผิวกายยิ่งแผ่แรงกดดันมหาศาลออกมา
“จบแล้วหรือ?”
ประมุขสำนักหลายท่านสีหน้าตื่นเต้น
ภายนอกโลกต้นกำเนิด
ภายในกาลอวกาศอันบิดเบี้ยวแห่งหนึ่ง
ร่างสูงตระหง่านสิบกว่าร่างยืนหยัดอยู่ที่นี่ สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยัง
โลกต้นกำเนิดที่อยู่ห่างไกลเป็นครั้งคราว
เพียงแต่ในขณะนี้ รอบๆ โลกต้นกำเนิด เต็มไปด้วยไอมารไร้ทีสิ้นสุด โลก
ต้นกำเนิดทั้งใบราวกับถูกห่อหุ้มด้วยความมืดมิดอันไร้สิ้นสุด
ทว่าในขณะนั้นเอง
หนึ่งในร่างสูงตระหง่านพลันสีหน้าเปลี่ยนไป สายตามองไปยังโลกต้น
กำเนิดที่อยู่ห่างไกลอีกครั้ง
สีหน้าปรากฏแววไม่กล้าเชื่อถือ:
“นั่นมัน?”