สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 717 พลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายชนิดที่
แปด
ในเส้นเวลาอนาคตต่อไป ความเป็นไปได้ที่หลินหยวนจะได้ปฏิสัมพันธ์กับ
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลามีมากกว่าเก้าส่วน
สาเหตุน่าจะมาจากนายท่านเก่าของน้ำเต้าหยก หรือก็คือสิ่งมีชีวิตแห่ง
กาลเวลาระดับ 13 ท่านนั้น
สีหน้าของหลินหยวนเผยแววเข้าใจอย่างถ่องแท้ สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา
ระดับ 13 สามารถสังเกตการณ์เส้นเวลาในอนาคตได้มากมาย
แต่ระหว่างเส้นเวลาที่แตกต่างกันนั้น เกี่ยวข้องกับเจตจำนงของเหล่า
ระดับ 13 ทีละตน
ทันทีที่เกิดการปฏิสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาขึ้นในเส้นเวลา
อนาคต
การเลือกของระดับ 13 แต่ละตน ล้วนจะก่อให้เกิดอนาคตทีแตกต่างกัน
ออกไป
ตัวอย่างเช่น หลินหยวนในปัจจุบัน
หลังจากที่ตระหนักได้ว่าจะมีการติดต่อกับระดับ 13 ในอนาคตอันใกล้
สามารถเลือกที่จะพบหน้า
หรือจะเลือกที่จะไม่พบหน้าก็ได้
ผลลัพธ์ล้วนขึ้นอยู่กับตัวหลินหยวนเอง
“พบสักหน่อยแล้วกัน”
นั่
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิอยู่ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลทีรกร้างว่าง
เปล่า
ไม่ได้คิดจะหลบหน้าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 แห่งความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหล
ในเมื่ออีกฝ่ายให้ความสนใจตนเองแล้ว ย่อมต้องมองเห็นอดีตและอนาคต
อย่างแน่นอน
ก็ไม่มีความจำเป็นต้องหลบซ่อน
อีกทั้งด้วยพลังและกำลังรบของหลินหยวนในปัจจุบัน
หากระเบิดพลังเต็มที่ ก็ไม่ด้อยไปกว่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13
ทั่วไป
ไม่ต้องพูดถึงว่ายังมีวิธีการรักษาชีวิตอีกมากมาย
โดยเฉพาะร่างต้นแท้จริงในโลกต้นกำเนิดอีกสองแห่ง
ออร่าแห่งความโกลาหลล่องลอยไปมา
หลินหยวนนั่งอยู่อย่างเงียบสงบ
ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกที่แตกต่างออกไป
ณ โลกต้นกำเนิดแห่งที่สอง จ้าวแห่งนิจนิรันดร์ทั้งสิบสามตนตามหา
หลินหยวนไม่รู้เรื่องล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อย
ณ โลกต้นกำเนิดแห่งแรก เหล่าบรรพบุรุษมาเยี่ยมเยือน
หากมิใช่เพราะบรรพบุรุษเลี่ยหยางแจ้งให้ทราบ
หลินหยวนก็คงไม่รู้เช่นกัน
รั้
นี้
ทว่าครั้งนี้
ตนเองกลับรู้ล่วงหน้าว่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 จะมาพบเขา
รอคอยอยู่ที่นี่แต่เนิ่นๆ
ความรู้สึกที่อยู่ภายใต้การควบคุมเช่นนี้ เป็นอนาคตที่ตนเองเลือกสรร
ทำให้ในใจของหลินหยวนค่อนข้างสะท้านไหว
ครู่ต่อมา
กาลอวกาศโดยรอบพลันแข็งตัวลงเล็กน้อย
ร่างทั้งเจ็ดปรากฏขึ้นอย่างเงียบงันไม่ไกลจากหลินหยวน
“หยินเหอ” ผู้นำ ‘หมัวซวีจวิน’ เอ่ยปาก ทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
บนใบหน้าของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งหกตนเบื้องหลังก็ปรากฏรอยยิ้มที่
เป็นมิตรเช่นกัน
หลังจากที่ตระหนักได้ว่าอนาคตของหลินหยวนนั้นไร้ขีดจำกัดแทบจะ
กลายเป็นจ้าวแห่งกาลเวลาอย่างแน่นอนแล้ว
พวกพระองค์เหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา ความคิดแรกย่อมเป็นการผูก
มิตรโดยธรรมชาติ
ส่วนการเป็นศัตรูเล่า?
ผลลัพธ์ของการเป็นศัตรูในเส้นเวลาอนาคตนั้นเรียกได้ว่าน่าอนาถอย่าง
ยิ่งยวด
ไม่มีสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาตนใดมีความกล้าพอที่จะเป็นศัตรูกับหลินหยวน
เมื่อถึงระดับ 13 แล้ว ระหว่างสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาโดยพื้นฐานแล้วไม่มี
การต่อสู้ฆ่าฟันอย่างไร้ความหมาย
ยิ่
“คารวะท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งกาลเวลา”
ในใจของหลินหยวนสงบลง ลุกขึ้นกล่าวทันที
ร่างทั้งเจ็ดเบื้องหน้า ก็คือสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งเจ็ดแห่งความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหลนั่นเอง
“ผู้ยิ่งใหญ่รึ?”
“ต่อหน้าหยินเหอเช่นเจ้า พวกเรามิอาจกล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่”
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่มีร่างเป็นคนหัวเป็นงูยิ้มกล่าว น้ำเสียงออกมาจาก
ใจจริง
ในสายตาของสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่าระดับ 13 สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลานั้นยิ่งใหญ่
หาใดเปรียบ แต่สำหรับหลินหยวนเล่า?
เหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาล้วนเคยเห็นผลลัพธ์การต่อสู้ของตนเองกับ
หลินหยวน และผลลัพธ์ของการถูกหลินหยวนสะสางในอีกหลายหมื่นปีข้าง
หน้า
“ห้วงมิติแห่งนี้ของพวกเรา สามารถให้กำเนิดหยินเหอเช่นเจ้าได้นับเป็น
โชคดีอย่างยิ่ง”
ผู้นำ ‘หมัวซวีจวิน’ มองหลินหยวน ยิ้มกล่าว: “ว่าไปแล้ว หยินเหอเจ้ากับ
ข้าก็นับว่ามีวาสนาต่อกัน คัมภีร์《สุญญาอนันต์》ที่เจ้าบ่มเพาะในปีก่อนๆ นั้น…”
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาอีกหกตนได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนแปลงเล็ก
น้อย
ความหมายในคำพูดของหมัวซวีจวินนี้ ชัดเจนว่ากำลังดึงความสัมพันธ์กับ
หลินหยวน
“คัมภีร์《สุญญาอนันต์》ลึกซึ้งกว้างใหญ่ ช่วยข้าได้มากนัก”
หลินหยวนพยักหน้ายอมรับ
อย่างน้อยในช่วงก่อนและหลังออกจากจักรวาลบ้านเกิด เคล็ดวิชาสืบทอด
ระดับ 13 《สุญญาอนันต์》 ก็ได้ช่วยเหลือตนเองอย่างมาก
จนกระทั่งเมื่อหมื่นปีก่อน 《สุญญาอนันต์》 กำลังจะก้าวเข้าสู่ชั้นที่ห้า หลิน
หยวนได้หลอมรวมมิติที่สมบูรณ์แบบของโลกต้นกำเนิดอีกสองแห่งเข้ากับ
จักรวาลภายในร่าง จึงทำให้เคล็ดวิชาสืบทอดประเภทนี้หลุดพ้นจากร่างเดิม
โดยสิ้นเชิง
“มีประโยชน์ก็พอแล้ว”
‘หมัวซวีจวิน’ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม ทันใดนั้นก็พลิกฝ่ามือขวาวัตถุพิเศษ
อีกหกชิ้นปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
“นี่คือเคล็ดวิชาสืบทอดขีดสุดอีกหกชิ้นที่ข้าก่อตั้งขึ้นพร้อมกันกับตอนที่
ก่อตั้งเคล็ดวิชาสืบทอด 《สุญญาอนันต์》 หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อหยินเหอเช่น
เจ้า”
‘หมัวซวีจวิน’ กล่าว
“เคล็ดวิชาสืบทอดอีกหกประเภทรึ?”
หลินหยวนมองวัตถุพิเศษทั้งหกชิ้นที่ลอยอยู่ ในใจไหวเล็กน้อย
รวมกับ 《สุญญาอนันต์》 แล้ว ทั้งหมดเจ็ดประเภทเป็นตัวแทนของเคล็ด
วิชาสืบทอดระดับ 13 ที่เป็นขีดสุดในเจ็ดด้านใหญ่ๆ ถือเป็นเส้นทางที่ ‘หมัวซวี
จวิน’ เดิน
เคล็ดวิชาสืบทอดแต่ละประเภท แบ่งออกเป็น 7 ขั้น โดยชั้นที่ 7 นั้นเป็น
เพียงทฤษฎี
ทันทีที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาสืบทอดทั้ง 7 ประเภทจนถึงขั้นที่ 7 ก็จะเป็นเวลาที่
‘หมัวซวีจวิน’ กลายเป็นจ้าวแห่งกาลเวลา
“ขอบคุณมาก”
ทั้
ชิ้
หลินหยวนไม่ปฏิเสธ รับวัตถุพิเศษทั้งหกชิ้นมาโดยตรง
สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยเหลือเขาได้จริง อย่างน้อยก็สามารถใช้เป็นข้อมูล
อ้างอิงได้
ในด้านรากฐานนั้น เขาได้หลุดพ้นจาก 《สุญญาอนันต์》 เดิมไปนานแล้ว แต่
ขีดสุดในด้านอื่นๆ นั้น สามารถดูได้
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
‘หมัวซวีจวิน’ ยิ้มกล่าว
ต่อไป
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาอีกหกตน ต่างก็มอบสมบัติล้ำค่าและของหายากบาง
อย่างให้
ในบรรดาสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งเจ็ดตน หลินหยวนพบเจ้าของหม้อ
มรรคาสุญญาทัณฑ์อย่างรวดเร็ว
และถือโอกาสคืนหม้อมรรคาสุญญาทัณฑ์กลับไป
บัดนี้อาวุธระดับ 13 ชิ้นนี้ สำหรับเขาแล้ว ไม่มีประโยชน์มากนัก
การกระตุ้นหม้อมรรคาสุญญาทัณฑ์สุดกำลัง เทียบกับการโจมตีสุดกำลัง
ของหลินหยวนเอง พลังอำนาจไม่ต่างกันมากนัก
นี่หลินหยวนยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 13 เสียด้วยซ้ำ ทันทีทีกลายเป็นสิ่งมี
ชีวิตแห่งกาลเวลา คาดว่าหม้อมรรคาสุญญาทัณฑ์คงจะกลายเป็นของไร้ประโย
ชน์จริงๆ
อันที่จริง สำหรับเจ้าของหม้อมรรคาสุญญาทัณฑ์แล้ว ประโยชน์ของหม้อ
มรรคาสุญญาทัณฑ์ก็ไม่ได้ใหญ่หลวงนัก มิฉะนั้นคงไม่ปล่อยให้มันสูญหายไป
ภายนอก
สิ่
หลังจากทำความคุ้นเคยกับหลินหยวนแล้ว สีหน้าของสิ่งมีชีวิตแห่งกาล
เวลาทั้งเจ็ดก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“หยินเหอ รอให้เจ้าก้าวเข้าสู่ระดับ 13 ค่อยร่วมสำรวจห้วงมิติแห่งนั้นกับ
พวกเราก็ได้”
หมัวซวีจวินมองหลินหยวน ยิ้มกล่าว: “ห้วงมิติแห่งนั้น กว้างใหญ่ไพศาล
อย่างยิ่ง อยู่เหนือกว่าความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลเสียอีกแต่ก็สับสน
วุ่นวายอย่างมาก อีกทั้งเจตจำนงแห่งวิถีที่โคจรอยู่ก็ใกล้จะพังทลาย ดังนั้นจึงไม่
ขับไล่พวกเราเข้าไป”
“แต่ก็เพราะเหตุนี้เอง สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาจำนวนมากจึงต่อสู้กันในห้วง
มิติแห่งนั้น การโคจรของวิถีที่นั่นหาได้ยาก มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบ่มเพาะ
ของพวกเรา”
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาอีกหกตนมองหลินหยวน
ห้วงมิติอันแสนโกลาหลแห่งนั้น มีร่องรอยการวางแผนของสิ่งมีชีวิตแห่ง
กาลเวลามากมาย สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งเจ็ดแห่งความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหล รวมกลุ่มกันอยู่ที่นั่น ถือเป็นกองกำลังที่น่าสะพรึงกลัวกลุ่มหนึ่ง
“ห้วงมิติที่ไม่ขับไล่ผู้คนภายนอกรึ?”
ในใจของหลินหยวนค่อนข้างประหลาดใจ
แต่ก็ยอมรับได้ทันที
ในมิติอันไร้สิ้นสุด มีห้วงมิติอยู่มากมาย
สัญชาตญาณของห้วงมิติจะขับไล่สิ่งมีชีวิตจากภายนอก แต่หาก
สัญชาตญาณการขับไล่นี้ถูกลบล้างไป การขับไล่ย่อมไม่มีอยู่โดยธรรมชาติ
เพียงแต่การจะทำถึงขั้นนี้ได้นั้นยากอย่างยิ่งยวด นอกจากจะต้องให้ห้วง
มิติเองไม่ต่อต้านแล้ว อย่างน้อยต้องเป็นระดับจ้าวแห่งกาลเวลาทุ่มสุดกำลัง
และต้องจ่ายราคาอันมหาศาลจึงอาจจะเป็นไปได้
“รอข้าก้าวเข้าสู่ระดับ 13 แล้วค่อยว่ากัน”
หลินหยวนกล่าว
เขามีความสนใจในห้วงมิติที่ไม่ขับไล่ผู้คนภายนอกอยู่บ้าง
แต่ก็เป็นเพียงความสนใจ แรงดึงดูดต่อเขาไม่ได้มากมายนัก
ห้วงมิติที่ไม่ขับไล่ผู้คนภายนอก หมายความว่าก่อนหน้าหลินหยวน มีสิ่งมี
ชีวิตแห่งกาลเวลาเข้าไปแล้วมากมาย
ผลประโยชน์ภายในโดยพื้นฐานแล้วถูกกวาดต้อนไปเจ็ดแปดส่วนแล้ว สู้
สำรวจโลกต้นกำเนิดต่อไปยังดีกว่า
จนถึงตอนนี้ หลินหยวนจึงตระหนักถึงคุณค่าอันมหาศาลของพิกัดโลกต้น
กำเนิดทั้งสามสิบสามแห่งส่วนลึกในประตูสู่ภพหมื่น
ห้วงมิติที่ถูกสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาจำนวนมากสำรวจมาหลายครั้งแล้ว ใน
สายตาของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งเจ็ดแห่งความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
ยังถือเป็นโอกาสวาสนาครั้งใหญ่
และห้วงมิติเช่นนี้ หลินหยวนครอบครองอยู่ถึงสามสิบสามแห่งอีกทั้งยัง
สามารถหลอมรวมเข้าไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“อืม”
“ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน”
“พวกเรารอหยินเหอก้าวเข้าสู่ระดับ 13”
หมัวซวีจวินกล้าเชิญหลินหยวน ก็ยังคงมีความมั่นใจอยู่บ้าง
ห้วงมิติแห่งนั้นสับสนวุ่นวายอย่างยิ่ง สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั่วไปที่เพิ่ง
เข้าไป ย่อมต้องถูกสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาตนอื่นกดข่มอย่าง
ทั้
ที่นั่
แน่นอน แต่พวกพระองค์ทั้งหกได้ดำเนินกิจการอยู่ที่นั่นมานานหลายปี
แล้ว
เพียงแค่หลินหยวนไปถึง ก็คงจะได้รับผลประโยชน์นานัปการ
สนทนากันต่ออีกครู่หนึ่ง
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งเจ็ดจึงค่อยๆ ทยอยจากไป
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลที่หลินหยวนอยู่ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
อย่างรวดเร็ว
ไม่มีผู้ใดรู้ว่า เมื่อครู่นี้เอง ณ ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลทีรกร้างว่าง
เปล่าธรรมดาแห่งนี้ ได้มีสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาเจ็ดตนมาเยือน
“บุปผาสองกำเนิดหยินหยาง”
แววตาของหลินหยวนลึกล้ำ มองไปยังช่องว่างระหว่างมิติอันลึกลับ
ภายนอก จิตวิญญาณต้นกำเนิดไท่จี๋ในขณะนี้ถือว่าเข้าใกล้ตำแหน่งของบุปผา
สองกำเนิดหยินหยางแล้ว
เพียงแค่ได้ของวิเศษแห่งมิติชิ้นนี้มา วิถีไท่จี๋แห่งความโกลาหลของหลิน
หยวนก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับที่ 3 ได้ในเวลาอันสั้น
ณ โลกต้นกำเนิดแห่งที่สอง
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิ
“ไอมารรึ?”
หลินหยวนแบ่งจิตสำนึกส่วนหนึ่งมาสังเกตการณ์ไอมารของโลกต้นกำเนิด
แห่งนี้
สิ่งที่เรียกว่าไอมาร ก็คือหนึ่งในพลังต้นกำเนิดของจ้าวเทียนกวงเป็น
รากฐานของร่างมารทมิฬ
“เทพมารรึ?”
หลินหยวนสัมผัสถึงตำแหน่งที่แน่ชัดของเทพมารได้อย่างเลือนราง
พระองค์ดำรงอยู่ในแดนต้นกำเนิดของโลกต้นกำเนิดแห่งนี้กำลังกดข่ม
เจตจำนงของโลกต้นกำเนิดอย่างสุดกำลัง ต้องการใช้ไอมารหลอมรวมอีกฝ่าย
“จ้าวเทียนกวง… ไม่ธรรมดา”
หลินหยวนยิ่งตระหนักถึงวิธีการของจ้าวแห่งกาลเวลาผู้นี้มากขึ้นเรื่อยๆ
การโคจรของเจตจำนงของโลกต้นกำเนิดแห่งหนึ่ง สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา
ทั่วไปอย่าว่าแต่กดข่มเลย แม้แต่จะสั่นคลอนก็ยังทำไม่ได้
แต่ร่างมารทมิฬของจ้าวเทียนกวง เพียงอาศัยสัญชาตญาณของตนเอง ก็
แทบจะทำเรื่องนี้ได้สำเร็จแล้ว แม้จะยังห่างไกลจากการกดข่มเจตจำนงของ
โลกต้นกำเนิดโดยสิ้นเชิง
แต่อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง
“หืม?”
ขณะที่หลินหยวนกำลังสังเกตการณ์ไอมารของทั้งโลกต้นกำเนิดต่อไปนั้น
เอง
ในใจพลันไหววูบ
ทันใดนั้นก็เห็นว่าในส่วนลึกของสายเลือดของหลินหยวน พลังรากฐานที
ละสายๆ สานสอดปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ราวกับมาถึงช่วงสุดท้าย พลัง
รากฐานทั้งหมดหลอมรวมกันอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก่อตัวขึ้นเป็นรอยประทับที่
ซับซ้อนอย่างยิ่งยวด ราวกับบรรจุกาลอวกาศนับไม่ถ้วนไว้ภายใน
“รอยประทับพลังศักดิ์สิทธิ์รึ?”
ในใจของหลินหยวนสั่นสะท้าน
ดิ์
ธิ์
ที่
ที่
เข้าใจได้ทันทีว่าพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายชนิดที่แปดของตนเอง ในที่สุด
ก็ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว
การตื่นขึ้นของพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายชนิดที่แปดนี้ ใช้เวลาของหลิน
หยวนไปถึงหมื่นกว่าปี
สาเหตุส่วนหนึ่ง ก็คือตอนที่จ้าวเทียนกวงพยายามทะลวงสู่ขั้นนั้นในตอน
นั้น แม้สุดท้ายจะล้มเหลว แต่จิตใจและเจตจำนงได้เผาไหม้ถึงขีดสุด ทลายขีด
จำกัดบางอย่างลงได้
ส่งผลให้ร่างกายเนื้อของสิ่งมีชีวิตในโลกต้นกำเนิดแห่งนี้ศักยภาพเพิ่มสูง
ขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่นั้นมา
ร่างกายเนื้อที่หลินหยวนมาจุตินี้ ก็ได้รับประโยชน์ไปด้วย พลังรากฐาน
สายเลือดที่ขัดเกลาจากเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ ก็ได้สัมผัสกับพลังรากฐาน
สายเลือดที่สูงส่งยิ่งขึ้น
ดังนั้นรอยประทับพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ควบแน่นขึ้นในท้ายที่สุด จึงใช้เวลานาน
ถึงเพียงนี้
“ไม่รู้ว่าพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายชนิดนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง?”
แววตาของหลินหยวนเต็มไปด้วยความคาดหวัง จิตใจหลอมรวมเข้าไปใน
รอยประทับพลังศักดิ์สิทธิ์นั้น