สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 728 ขอหลับสักงีบ
หลัวโหว่มองหลินหยวน สีหน้ากลับเลื่อนลอยอยู่บ้าง
ก่อนที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา เขาได้เห็นฉากที่หลินหยวนลงมือ ใน
ใจก็บังเกิดความรู้สึกว่าไม่อาจต้านทานได้
บัดนี้ได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาแล้ว เมื่อเผชิญหน้ากับมหา
ปราชญ์หยินเหอ เขาก็ยังคงรู้สึกว่าไม่อาจเทียบเทียมได้
“เชิญนั่ง”
หลินหยวนโบกมือคราหนึ่ง ทิวทัศน์โดยรอบพลันแปรเปลี่ยน
พาหลัวโหว่มายังคฤหาสน์ที่งดงามแห่งหนึ่ง
“ขอรับ”
สีหน้าของหลัวโหว่ยากจะหลีกเลี่ยงความประหม่า
ในชั่วขณะนี้เขาถึงกับไม่รู้ว่าผู้ที่ก้าวเข้าสู่ระดับ 13 คือตนเองหรือเป็นมหา
ปราชญ์หยินเหอที่อยู่เบื้องหน้ากันแน่
“ความรู้สึกของการเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลินหยวนยิ้มพลางมองหลัวโหว่
การปฏิบัติต่อระดับ 13 ที่เพิ่งก้าวขึ้นมาใหม่ผู้นี้ หลินหยวนค่อนข้างเป็น
มิตร
ส่วนใหญ่เป็นเพราะผ่านการสังเกตการณ์เส้นเวลาอนาคต หลินหยวนเห็น
ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาเป็นศัตรูต่อตนเองแต่อย่างใด
การมาของหลัวโหว่ครั้งนี้ มิใช่ต้องการมาแก้แค้นอะไรทำนองนั้น
นั้
แต่เป็นเพียงต้องการมาพบตนเองเท่านั้น
หากหลินหยวนเลือกที่จะปกปิดพลังของตนเอง แสร้งทำเป็นมหาปราชญ์
ไร้พ่ายธรรมดาคนหนึ่ง
หลัวโหว่กระทั่งอาจจะมอบวาสนาบางอย่างให้ เพื่อเป็นการขอบคุณ
ตนเอง
นี่ก็เป็นข้อสรุปที่หลินหยวนได้จากการสังเกตการณ์เส้นเวลามากมาย
เพียงแต่ ด้วยระดับที่หลินหยวนอยู่ ณ ปัจจุบัน ของประทานจากสิ่งมีชีวิต
แห่งกาลเวลาที่เพิ่งก้าวขึ้นมาใหม่ โดยพื้นฐานแล้วไม่อยู่ในสายตาเลย
หลัวโหว่เพิ่งเข้าสู่ระดับ 13 ยากจนข้นแค้น สมบัติส่วนตัวเทียบไม่ได้กับ
หลินหยวนเลยแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินคำถามของหลินหยวน เดิมทีหลัวโหว่คิดจะตอบว่า ‘ยอดเยี่ยม’
ก็ยอดเยี่ยมจริงๆ
หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับ 13 หลัวโหว่รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป
ราวกับเลื่อนระดับจากสองมิติสู่สามมิติ สิ่งมีชีวิตระดับ 12 และต่ำกว่านั้น
เบื้องหน้าเปราะบางราวกับกระดาษ
แต่พอนึกถึงความลึกล้ำหยั่งไม่ถึงของมหาปราชญ์หยินเหอผู้นี้คำว่า ‘ยอด
เยี่ยม’ ที่มาถึงริมฝีปาก ก็เปลี่ยนเป็น ‘ก็พอใช้ได้’
“แก่นแท้ชีวิตเพิ่งจะแปรเปลี่ยนสู่ระดับ 13 จำเป็นต้องเก็บตัวเพื่อปรับตัว
ทางที่ดีอย่าพยายามสังเกตการณ์เส้นเวลาอนาคตอย่างสุดกำลัง” หลินหยวน
มองหลัวโหว่อย่างยิ้มก็ไม่ใช่ไม่ยิ้มก็ไม่เชิง
ในขณะนี้หลัวโหว่กำลังพยายามสังเกตการณ์เส้นเวลาอนาคตของหลิน
หยวนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
นี่
สิ่
ที่
นี่ก็คือลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่มีประสบการณ์
มากกว่านี้สักหน่อย ย่อมตระหนักดีว่าการที่เส้นเวลาของสิ่งมีชีวิตตนหนึ่งพร่า
มัวจนไม่อาจสังเกตการณ์ได้นั้นหมายความว่าอย่างไร
ไหนเลยจะกล้าแอบมองต่อไปอีก?
“ขอรับ”
หลัวโหว่ตกใจในใจ รู้สึกว่าตนเองค่อนข้างหุนหันพลันแล่นไปบ้าง
รีบหยุดการสังเกตการณ์เส้นเวลาของหลินหยวนทันที
“วังวนแห่งกาลเวลาที่เจ้าติดอยู่คือสิ่งใด?”
หลินหยวนมองหลัวโหว่พลางถามอย่างสบายๆ
การก่อตัวของวังวนแห่งกาลเวลา มาจากกฎเกณฑ์สูงสุดของมิติอนันต์
ไม่อยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ของเส้นเวลา สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ
13 กระทั่งจ้าวแห่งกาลเวลาก็มิอาจหยั่งรู้ได้
นอกจากผู้ที่ประสบพบเจอด้วยตนเอง คนภายนอกย่อมไม่อาจรู้ได้
ก่อนหน้านี้ในการสนทนากับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งเจ็ดตนแห่งความ
ว่างเปล่าแห่งความโกลาหล หลินหยวนได้ทราบถึงบททดสอบที่แน่ชัดในวังวน
แห่งกาลเวลาที่ฝ่ายหลังประสบมาแล้ว
บัดนี้หลัวโหว่เพิ่งทะลวงผ่านวังวนแห่งกาลเวลามาไม่นาน หลินหยวนก็
ค่อนข้างอยากรู้ว่าอีกฝ่ายประสบพบเจออะไรในวังวนแห่งกาลเวลาบ้าง และ
บททดสอบของวังวนแห่งกาลเวลาที่มีต่อหลัวโหว่คืออะไร
วังวนแห่งกาลเวลาที่ผู้บรรลุขอบเขตโกลาหลขั้นสมบูรณ์แบบแต่ละคน
ต้องเผชิญนั้นแตกต่างกัน มุ่งเน้นไปที่จุดอ่อนของแต่ละคนโดยสมบูรณ์
“วังวนแห่งกาลเวลาที่ข้าติดอยู่…”
น้ำ
ความคิดของหลัวโหว่กระจัดกระจาย น้ำเสียงค่อนข้างเคร่งขรึมกล่าวว่า:
“ในวังวนแห่งกาลเวลา ข้ากลายเป็นขอทาน ยุคสมัยที่อยู่ก็เป็นยุคกลียุค ไม่อาจ
ใช้พลังเหนือธรรมชาติใดๆ ได้เลย แม้กระทั่งความเร็วในการคิด ก็ถูกจำกัดให้
อยู่ในระดับปุถุชน นอกจากมีความทรงจำที่สมบูรณ์แล้ว ก็ไม่ต่างจากปุถุชนเลย
แม้แต่น้อย”
สีหน้าของหลัวโหว่เผยแววหวาดผวาออกมา
นี่แตกต่างจากการกลับชาติมาเกิด แม้หลังกลับชาติมาเกิดจะสูญเสียพลัง
ทั้งหมดไป แต่กฎเกณฑ์ที่เชี่ยวชาญยังคงอยู่ ต่อให้ยังคงเป็นกายเนื้อปุถุชน ก็ยัง
สามารถยืมใช้การโคจรของกฎเกณฑ์เพื่อแสดงพลังที่น่าเหลือเชื่อออกมาได้
แต่เมื่อติดอยู่ในวังวนแห่งกาลเวลา ไม่สามารถใช้พลังเหนือธรรมชาติใดๆ
ได้ ก็คือความหมายที่แท้จริงของการไม่สามารถใช้พลังเหนือธรรมชาติใดๆ ได้
เลย แม้กระทั่งสัมผัสถึงความผันผวนของกฎเกณฑ์แห่งวิถีใดๆ ก็ไม่ได้
นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขแอบแฝงอีกอย่าง
นั่นคืออายุขัย
เมื่อสูญเสียการเสริมพลังจากพลังเหนือธรรมชาติ อายุขัยของปุถุชนก็มี
เพียงไม่กี่สิบปี
อยู่ในยุคกลียุค มีชีวิตอยู่เกินสามสิบปีก็ถือว่าอายุยืนแล้ว
“บททดสอบคือสิ่งใด?”
หลินหยวนถาม
“ให้ข้ายุติยุคกลียุค สถาปนาราชวงศ์ที่รวมเป็นหนึ่งเดียวขึ้นมา” หลัวโหว่
กล่าว: “ข้าเป็นเพียงขอทาน ไม่มีผู้หนุนหลัง ไม่อาจใช้พลังได้แม้แต่น้อย ตอน
นั้นกระทั่งกำลังจะอดตายอยู่แล้ว กลับต้องการให้ข้ายุติยุคกลียุค สถาปนา
ราชวงศ์ที่รวมเป็นหนึ่งเดียวขึ้นมา”
“ยากจริงๆ และก็เจาะจงมากด้วย”
หลินหยวนพยักหน้า
เขาเคยดูเส้นเวลาอดีตของหลัวโหว่ ทราบว่าสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่เพิ่ง
ก้าวขึ้นมาใหม่ผู้นี้ ช่วงเวลาอันยาวนานโดยพื้นฐานแล้วล้วนจมอยู่กับการบ่ม
เพาะ ไม่สนใจวัตถุภายนอก ส่วนการรวบรวมกำลังพล? ชักจูงผู้ใต้บังคับ
บัญชา? ยิ่งไม่เคยทำมาก่อน และไม่เคยคิดที่จะทำด้วยซ้ำ
และภายใต้เงื่อนไขที่ปุถุชนมีอายุขัยเพียงไม่กี่สิบปี ทันทีที่หลัวโหว่ก่อนจะ
ถึงขีดจำกัดอายุขัย ไม่ผ่านบททดสอบ ก็จะถูกลบความทรงจำของวังวนนี้ไป
เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ตามปกติแล้ว หากวังวนแรกไม่สามารถผ่านบททดสอบได้ วังวนต่อๆ ไป
อีกมากมายก็ไม่อาจผ่านบททดสอบได้เช่นกัน
สิ่งที่หลัวโหว่เชี่ยวชาญที่สุดคือการบ่มเพาะ เพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาสืบทอด
ระดับ 13 ประเภทนั้น ยินยอมอดทนต่อความทรมานมากมายนับไม่ถ้วน
แต่ในวังวนแห่งกาลเวลา กลับไม่ทดสอบการบ่มเพาะของเขาเลยแม้แต่
น้อย แต่ทดสอบในด้านที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“สุดท้ายเจ้าผ่านบททดสอบได้อย่างไร?”
หลินหยวนถามต่อ
“ข้าใช้เวลาห้าสิบปี ประสบความยากลำบากนับพันหมื่น ผ่านพ้นวิกฤต
ความเป็นความตายครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดก็รวมดินแดนครึ่งหนึ่งเป็นปึกแผ่น
กำลังจะทำศึกตัดสินกับศัตรูตัวฉกาจ ขอเพียงชนะ ก็จะสามารถผ่านบท
ทดสอบ สถาปนาราชวงศ์ที่รวมเป็นหนึ่งเดียวได้”
หลัวโหว่กล่าว
“เจ้าชนะรึ?” หลินหยวนมองหลัวโหว่
“ไม่ชนะ” หลัวโหว่ส่ายหน้า “ศึกตัดสินครั้งสุดท้ายนั้น ข้าแพ้ แพ้อย่างยับ
เยิน ผู้ใต้บังคับบัญชาคนสำคัญตายหมด แม้แต่ข้าก็ถูกจับเป็น”
นั้
ยี่
“ตอนนั้นข้าอายุหกสิบปีแล้ว อย่างมากก็มีชีวิตอยู่ได้อีกยี่สิบปีแพ้ศึก
ตัดสินครั้งนั้นไป ต่อให้เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ก็ไม่อาจกลับสู่จุดสูงสุดได้อีก ยิ่งไปกว่า
นั้นข้าถูกจับเป็นไปแล้ว”
น้ำเสียงของหลัวโหว่ค่อนข้างทอดถอนใจ
หลินหยวนเงียบฟัง
“เพียงแต่ศัตรูตัวฉกาจของข้าผู้นั้น บางทีอาจไม่อยากให้ข้าตายอย่าง
สบายนัก กลับไม่ได้ฆ่าข้า แต่กักขังข้าไว้ ทรมานทุกวี่วัน”
“อันที่จริง นี่ก็ไม่ต่างจากการฆ่าข้าโดยตรงเลยแม้แต่น้อย ตอนนั้นข้าก็ยัง
คงสิ้นหวังโดยสมบูรณ์ ข้าเป็นเพียงปุถุชน คนชราอายุหกสิบปี พลังกายพลังใจ
ล้วนกำลังเสื่อมถอย ทั้งยังถูกกักขัง บอกตามตรง ตอนนั้นข้าคิดจะตายๆ ไปเสีย
เริ่มต้นวังวนใหม่ ไม่ต้องรับความอัปยศอดสูสุดท้าย”
หลัวโหว่มองหลินหยวนกล่าวว่า: “เพียงแต่ในตอนสุดท้ายที่ข้าจะฆ่าตัว
ตาย พลันนึกขึ้นมาได้ว่า สำหรับพวกเราแล้ว ความอัปยศอดสูเล็กน้อยนับเป็น
สิ่งใดได้? ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ ขอเพียงบททดสอบยังไม่สิ้นสุด ก็ยังมีความหวัง”
“ศัตรูตัวฉกาจของข้าผู้นั้นมาทรมานข้าทุกวัน ข้าอดทนไว้ ผ่านไปเช่นนี้
สิบปี ด้วยสภาพร่างกายของข้าตอนนั้น อย่างมากก็มีชีวิตอยู่ได้อีกห้าปี”
“ในเวลานี้ จุดเปลี่ยนก็มาถึง”
“ศึกตัดสินครั้งนั้น แม้กองกำลังที่ข้าสร้างขึ้นจะถูกตีแตก แต่ก็ยังมีเศษเล็ก
เศษน้อยรอดชีวิตอยู่ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เหลือรอดเหล่านี้ไม่เสียดายสิ่งใด แฝง
ตัวเข้าไปในวังหลวง ในที่สุดก็ติดต่อข้าได้ต้องการช่วยข้าออกไป”
“เพียงแต่สภาพของข้าตอนนั้น ต่อให้ถูกช่วยออกไป ก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
ตรงกันข้าม ในวังหลวงแห่งนี้ ยังมีความหวังสุดท้ายอยู่เล็กน้อย”
“ดังนั้นข้าจึงวางแผนลอบสังหารครั้งหนึ่ง สุดท้ายก็สังหารศัตรูตัวฉกาจผู้
นั้นได้สำเร็จ บนซากศพของราชวงศ์ที่ศัตรูของข้าสถาปนาขึ้น สถาปนาราชวงศ์
ของข้าขึ้นมาใหม่”
นี้
ขึ้
ที่
สิ้
นั้
“ราชวงศ์นี้สถาปนาขึ้นในเดือนสุดท้ายก่อนที่ข้าจะสิ้นอายุขัยหลังจากนั้น
ข้าก็ทะลวงผ่านวังวนแห่งกาลเวลาได้สำเร็จ”
หลัวโหว่กล่าว
“ไม่ง่ายเลย”
หลินหยวนพยักหน้า
อันที่จริง ไหนเลยจะแค่ไม่ง่าย (มันไม่ใช่แค่ยากธรรมดาเท่านั้น)
นับตั้งแต่หลัวโหว่ติดอยู่ในวังวนแห่งกาลเวลา ทุกชั่วขณะล้วนประสบกับ
วิกฤตความเป็นความตาย ในยุคกลียุค ขอทานคนหนึ่ง
สามารถมีชีวิตรอดได้ก็นับเป็นปาฏิหาริย์แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสถาปนา
ราชวงศ์รึ?
และการพ่ายแพ้ในศึกตัดสินครั้งสุดท้าย ก็เป็นการโจมตีทีโหดร้ายอย่าง
หนึ่ง สุดท้ายต่อให้เห็นจุดเปลี่ยน ก็ไม่แน่ว่าจะคว้าไว้ได้ต่อให้คว้าไว้ได้ จะรับ
ประกันได้อย่างไรว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของหลัวโหว่ในตอนนั้นไม่มีใจเป็นอื่น?
“การพ่ายแพ้ในศึกตัดสินครั้งสุดท้าย ข้าถูกศัตรูตัวฉกาจทรมานสิบปี
เหตุผลที่สามารถอดทนได้ ก็เป็นเพราะตระหนักได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าชื่อเสียง สิ่งที่
เรียกว่าเกียรติยศและความอัปยศ ล้วนเป็นเพียงเมฆควันผ่านตา ไม่นับว่าเป็น
สิ่งใด”
หลัวโหว่มองหลินหยวนด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง
การที่เขาสละความยึดติดโดยสมัครใจ สละนาม ‘มหาปราชญ์ไร้พ่าย’ ก็
เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ยืนหยัดอยู่ในวังวนแห่งกาลเวลาได้
“วังวนแห่งกาลเวลา…”
หลินหยวนสัมผัสได้ถึงความยากลำบากของวังวนแห่งกาลเวลาอีกครั้ง
ที่
ไม่น่าแปลกใจที่ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลตลอดช่วงเวลาอัน
ยาวนาน ในที่สุดมีเพียงสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาเจ็ดตนเท่านั้นทีสามารถทะลวง
ผ่านวังวนแห่งกาลเวลาได้ ผู้บรรลุขอบเขตโกลาหลขั้นสมบูรณ์แบบนับไม่ถ้วน
ล้วนติดอยู่ข้างใน ไม่อาจหลุดพ้นได้
“หยินเหอ ท่าน…”
หลัวโหว่มองหลินหยวน อยากจะพูดแต่ก็หยุดไป
“ข้าก็เตรียมจะทะลวงสู่ระดับ 13 เช่นกัน”
หลินหยวนส่ายหน้าเบาๆ: “เพียงแต่ไม่รู้ว่าวังวนแห่งกาลเวลาที่จะกักขัง
ข้าจะเป็นเช่นไร”
เป็นไปตามคาด หลัวโหว่ได้คำตอบที่อยากรู้ในใจ มหาปราชญ์หยินเหอผู้
ลึกล้ำหยั่งไม่ถึงผู้นี้ แท้จริงแล้วยังมิใช่ระดับ 13
“ด้วยรากฐานของท่านหยินเหอ โอกาสที่จะทะลวงผ่านวังวนแห่งกาลเวลา
ย่อมต้องสูงกว่าข้ามากอย่างแน่นอน” หลัวโหว่กล่าวทันที
สำหรับเขาแล้ว การทะลวงผ่านวังวนแห่งกาลเวลายังพอมีหวังอยู่บ้าง แต่
เช่นหลินหยวนผู้นี้ ยังมิใช่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาด้วยซ้ำ กลับสร้างแรงกดดัน
มหาศาลให้กับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาเช่นเขาได้ หลัวโหว่ถึงกับไม่กล้าแม้แต่จะ
คิด
ต่อมา
หลินหยวนก็พูดคุยกับหลัวโหว่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่เพิ่งก้าวขึ้นมาใหม่ผู้
นี้อีกสองสามประโยค ชี้แนะอีกฝ่ายไปสองสามคำอย่างผ่อนคลาย
แม้หลัวโหว่จะเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาแล้ว แต่ก็เพิ่งจะก้าวเข้ามา ด้วย
ระดับขอบเขตของหลินหยวน มีคุณสมบัติที่จะชี้แนะได้อย่างสมบูรณ์
ครึ่งวันต่อมา
หลัวโหว่ออกจากที่พักของหลินหยวนไปอย่างค่อนข้างใจลอย
ที่
สิ่
หลังจากที่เขาทะลวงผ่านวังวนแห่งกาลเวลา กลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาล
เวลาแล้ว ก็ไปตามหาหลินหยวนเป็นอันดับแรก เดิมทีคิดจะชี้แนะมหาปราชญ์
ไร้พ่ายผู้นี้ที่ช่วยเหลือเขาทางอ้อมอยู่บ้าง
ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าตนเองซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลากลับถูก
ชี้แนะเสียเอง
“ปีศาจ”
หลัวโหว่คิดถึงเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญหน้ากับหลินหยวน
ในใจ แรงกดดันอันมหาศาลถึงขีดสุดนั้น ทำให้ตอนนี้เขายังคงรู้สึกใจสั่นอยู่บ้าง
“สิ่งมีชีวิตระดับ 12 สุดท้ายแล้วแข็งแกร่งขึ้นมาได้อย่างไร?”
หลัวโหว่ไม่อาจเข้าใจ และก็เข้าใจไม่ได้
เขารู้ดีถึงพลังของตนเองในตอนนี้ กับความแตกต่างก่อนที่จะทะลวงผ่าน
และความแตกต่างนี้ คือสิ่งที่ตนเองก้าวเข้าสู่ระดับ 13 แก่นแท้ชีวิตได้รับ
การแปรเปลี่ยนก้าวกระโดดอย่างไม่เคยมีมาก่อน และรับการหลั่งไหลของพลัง
ต้นกำเนิดของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลจึงจะบรรลุได้
หลินหยวนก้าวข้ามมันไปได้อย่างไร
อีกทั้งหลินหยวนไม่เพียงแค่ก้าวข้าม แต่ยังอยู่เหนือกว่าตนเองอย่างราง
เลือนอีกด้วย
ขณะที่หลัวโหว่กำลังครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว
หึ่ง~
ร่างสูงตระหง่านเจ็ดร่างจุติลงมา เป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาทั้งเจ็ดตนแห่ง
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนั่นเอง
“หลัวโหว่ ยินดีด้วยที่ก้าวเข้าสู่ระดับ 13” ‘ท่านหมัวซวีจวิน’ ผู้นำกลุ่มยิ้ม
พลางมองหลัวโหว่
นั้
“คารวะทุกท่าน” หลัวโหว่เห็นดังนั้น รีบทำความเคารพตอบ
แม้ทุกคนจะเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาเหมือนกัน แต่ตนเองเพิ่งจะก้าวขึ้น
มาใหม่ เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาอาวุโสทั้งเจ็ดตนนี้ ย่อมไม่กล้า
ทำตัวใหญ่โต
“เจ้าเพิ่งไปพบหยินเหอมา?”
ท่านหมัวซวีจวินเหลือบมองตำแหน่งที่หลัวโหว่ออกมา เอ่ยปากถาม
“ใช่ขอรับ”
หลัวโหว่ใจสั่นสะท้าน
พลันตระหนักได้ว่าตนเองไม่อาจเข้าใจพลังของหลินหยวนได้แต่สิ่งมีชีวิต
แห่งกาลเวลาโบราณทั้งเจ็ดตน ย่อมต้องรู้มากกว่าตนเองอย่างแน่นอน
“พลังของมหาปราชญ์หยินเหอ…”
หลัวโหว่ถามข้อสงสัยในใจทันที
แม้หลินหยวนจะบอกเขาตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบ
แต่หลัวโหว่ก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้
“พลังของหยินเหอรึ?”
ท่านหมัวซวีจวินเงียบไป
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาอีกหกตนข้างหลังก็เป็นเช่นเดียวกัน
อันที่จริงมิใช่ความเงียบ แต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร
“หยินเหอผู้นั้น ไม่อาจตัดสินด้วยหลักการทั่วไป เขาคือผู้ที่ต้องกลายเป็น
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาอย่างแน่นอน กระทั่งต้องกลายเป็นจ้าวแห่งกาลเวลา
ด้วยซ้ำ”
ท่านหมัวซวีจวินกล่าว
“ต้องกลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาอย่างแน่นอน?”
“ยังต้องกลายเป็นจ้าวแห่งกาลเวลาอย่างแน่นอนอีกรึ?”
หลัวโหว่ตกตะลึงในใจ
ต้องกลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาอย่างแน่นอน เขาสามารถเข้าใจความ
หมายได้
ก็คือสามารถทะลวงผ่านวังวนแห่งกาลเวลาได้อย่างแน่นอน
แม้เรื่องเช่นนี้จะเหลือเชื่ออย่างยิ่ง เพียงแต่นึกถึงแรงกดดันที่หลินหยวน
สร้างให้แก่เขา
หลัวโหว่ก็พอจะยอมรับได้
แต่ต้องกลายเป็นจ้าวแห่งกาลเวลาอย่างแน่นอน?
จ้าวแห่งกาลเวลา คือการดำรงอยู่ในระดับที่ 3 ของระดับ 13 สิ่งมีชีวิตเช่น
นี้ ได้เริ่มรวบรวมเส้นเวลาของตนเองแล้ว เหตุใดจึงจะเป็นสิ่งที่ต้องเป็นอย่าง
แน่นอนได้?
“เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ล่วงเกินหยินเหอใช่หรือไม่?”
ท่านหมัวซวีจวินถาม
“ไม่ขอรับ”
หลัวโหว่ตอบทันที
เขาก็ไม่ได้คิดจะทำเช่นนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่หลินหยวนมอบให้หลัวโหว่ก็
เลือกที่จะก้มหัวโดยตรง ไหนเลยจะกล้าล่วงเกิน
นั้
“เช่นนั้นก็ดี”
ท่านหมัวซวีจวินพยักหน้า “เรื่องของหยินเหอ ในภายหน้าเจ้าจะค่อยๆ
เข้าใจเอง”
“ตอนนี้รีบสร้างความมั่นคงให้กับขอบเขตและพลังโดยเร็ว มิติเทียนเหอ
แห่งนั้นต้องการเจ้ามาก”
ท่านหมัวซวีจวินกล่าว
“ขอรับ”
หลัวโหว่พยักหน้าตอบ
หลังจากพบกับหลัวโหว่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่เพิ่งก้าวขึ้นมาใหม่ผู้นี้แล้ว
ร่างของหลินหยวนก็หายไป กลับคืนสู่ทวีปแห่งความโกลาหลหยินเหออีก
ครั้ง
“ก่อนจะทะลวงสู่ระดับ 13 ขอหลับสักงีบให้สบายๆ”
หลินหยวนคิดในใจ ส่วนจะหลับนานเท่าไหร่?
สองพันปี
นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการบ่มเพาะ กลายเป็นมหาปราชญ์แล้ว
หลินหยวนก็ไม่เคยได้พักผ่อนอย่างสบายๆ เลย
ก่อนก้าวเข้าสู่ระดับ 12 กลุ่มอารยธรรมมนุษย์เผชิญแรงกดดันจากเผ่า
พันธุ์ต่างดาว เผชิญแรงกดดันจากความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
หลินหยวนไม่กล้าหยุดฝีเท้า
หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว ก็เป็นเช่นเดียวกัน หลินหยวนหากไม่บ่ม
เพาะ ก็กำลังทำความเข้าใจในวิถี
นื้
แม้ด้วยพลังของหลินหยวน ไม่ว่าจะเป็นร่างกายเนื้อ หรือจิตใจและ
เจตจำนงและวิญญาณ ล้วนอยู่ในสภาพดีเยี่ยม ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
แต่ก่อนที่จะทะลวงสู่ระดับ 13 หลินหยวนก็แค่อยากจะหลับสักงีบ
การเตรียมพร้อมที่สามารถทำได้ และรากฐานที่ควรมี เขาก็ทำได้และมี
แล้ว
“หลับเถอะ หลับเถอะ”
หลินหยวนค่อยๆ หลับตาลง ร่างแยกมากมาย ร่างจริงและร่างต้นกำเนิด
ในโลกต้นกำเนิดแห่งแรกและแห่งที่สอง ล้วนเข้าสู่การหลับใหล
การหลับใหลนี้ คือการหลับใหลอย่างลึกล้ำ เว้นแต่จะถูกคุกคามจาก
ภายนอก มิฉะนั้นจิตใจและเจตจำนงทั้งหมดจะอยู่ในสภาวะจมดิ่งล่องลอย
และการหลับใหลของหลินหยวน สำหรับความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
แล้วไม่ได้สร้างผลกระทบอะไรมากนัก ต่อให้ไม่หลับใหล เขาก็น้อยครั้งที่จะเข้า
มาแทรกแซงเรื่องราวในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
ท่ามกลางกาลเวลาที่ไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในที่สุดก็มาถึงสองพันปีให้
หลัง ซึ่งก็คือวันที่หลินหยวนสิ้นสุดการหลับใหลเตรียมพร้อมที่จะทะลวงสู่ระดับ
13