สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 756 ทะลวงสู่เส้นทางเซียน
ห้วงมิติเกิดการบิดเบี้ยว ร่างหลายสายปรากฏตัวขึ้น
ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุดคือชายหนุ่มผู้หนึ่ง เขามีผมดำตาดำ รูปร่างสูงสง่า กลิ่น
อายน่าสะพรึงกลัว
ส่วนร่างอื่นๆ อีกหลายสาย บ้างเป็นชายวัยกลางคน บ้างเป็นชายชราหลัง
ค่อม เห็นได้ชัดว่าเป็นบุคคลประเภทผู้พิทักษ์เต๋า
“นายน้อย เบื้องหน้าก็คือวังจักรพรรดิเทียนหยวน และยังเป็นทีพำนักของ
มหาจักรพรรดิเผ่ามนุษย์เราด้วย”
ชายชราหลังค่อมผิวหนังเหี่ยวย่นหยุดลง มองไปยังวังอันโอ่อ่าตระหง่าน
เบื้องหน้าแต่ไกล กล่าวเสียงเบา
“วังจักรพรรดิเทียนหยวนรึ?”
ชายหนุ่มผมดำสายตาคมกริบ ฉายแววเจตจำนงต่อสู้
นับตั้งแต่เมื่อสองหมื่นปีก่อนที่มหาจักรพรรดิเทียนหยวนกวาดล้างเขตต้อง
ห้ามเผ่าพันธุ์ต่างแดนจำนวนมาก เผ่ามนุษย์ก็เข้าสู่ยุคเฟื่องฟูแห่งการบำเพ็ญ
เพียรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ตลอดสองหมื่นปีมานี้ อัจฉริยะทางการบำเพ็ญเพียร กายหยาบพิเศษ และ
อื่นๆ ของเผ่ามนุษย์จำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงความ
สามารถของตนเองออกมาให้มากที่สุด
และในฐานะอัจฉริยะที่หาตัวจับยากทางการบำเพ็ญเพียร ย่อมมีเป้าหมาย
เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์โดยธรรมชาติจุดประสงค์ที่ชายหนุ่มผมดำ
มาเยือนในครั้งนี้ ก็คือเพื่อท้าทายมหาจักรพรรดิเทียนหยวน เป็นการปูทางสู่
เส้นทางจักรพรรดิของตนเอง
กึ่
นี้
หากว่ากันด้วยพลัง ชายหนุ่มผมดำเป็นกึ่งจักรพรรดิมานานแล้วในโลกนี้
อายุขัยของผู้บำเพ็ญเพียรที่ต่ำกว่ามหาจักรพรรดิขีดจำกัดสูงสุดอยู่ที่ราวหนึ่ง
แสนปี
อัจฉริยะทางการบำเพ็ญเพียรจำนวนมากใช้เวลาหลายพันปีถึงหมื่นปีก็
ก้าวเข้าสู่กึ่งจักรพรรดิ ชายหนุ่มผมดำก็เป็นเช่นนั้น
“นายน้อย ท่านจะท้าทายมหาจักรพรรดิจริงๆ หรือ?”
ชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งถามอย่างลังเล เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยมั่นใจในตัว
ชายหนุ่มผมดำนัก
“ท่านลุงลู่ ข้ากลายเป็นกึ่งจักรพรรดิมาหมื่นกว่าปีแล้ว เคยบุกเข้าไปใน
เขตต้องห้าม เคยประมือกับจอมราชันย์โบราณเหล่านั้น ไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่
ครั้งเดียว ต่อให้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมหาจักรพรรดิเทียนหยวน คาดว่าก็คงไม่พ่าย
แพ้ย่อยยับเกินไปนัก”
ชายหนุ่มผมดำกล่าว เขามาท้าทายมหาจักรพรรดิเทียนหยวนก็ไม่ใช่เพื่อ
เอาชนะอีกฝ่าย แต่ต้องการสัมผัสพลังของมหาจักรพรรดิในตำนานผู้นี้ในระยะ
ใกล้สักครั้ง
ผู้พิทักษ์เต๋าหลายคนได้ยินดังนั้น ก็มองหน้ากัน ไม่ได้กล่าวอะไรมากนัก
ชายหนุ่มผมดำสามารถล่าถอยจากเขตต้องห้ามได้อย่างปลอดภัยหลาย
ครั้งจริง แม้จะเป็นเพียงกึ่งจักรพรรดิ แต่พลังต่อสู้ก็ไม่ได้ด้อยกว่าจอมราชันย์
จักรพรรดิมากนัก
อาศัยสายเลือดพิเศษและเคล็ดวิชาสืบทอด กึ่งจักรพรรดิก็มีความหวังที่จะ
สังหารมหาจักรพรรดิข้ามระดับได้
เพียงแต่มหาจักรพรรดิเทียนหยวน?
มหาจักรพรรดิเทียนหยวนหาใช่จักรพรรดิธรรมดาไม่
ที่
มื่
มื่
ริ่
พลังต่อสู้ที่แสดงออกมาเมื่อสองหมื่นปีก่อน อย่างน้อยก็เริ่มต้นทีระดับ
จักรพรรดิไร้เทียมทาน
“วางใจเถอะ ต่อให้พ่ายแพ้ในมือมหาจักรพรรดิเทียนหยวนสภาพจิตใจข้า
ก็จะไม่มีความผันผวนใดๆ”
ชายหนุ่มผมดำกล่าว สำหรับมหาจักรพรรดิเทียนหยวน เขาก็เคารพ
ยำเกรงอย่างยิ่ง หากไม่มีมหาจักรพรรดิในตำนานผู้นี้ เผ่ามนุษย์จะมีช่วงเวลา
เฟื่องฟูแห่งการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ได้อย่างไร?
หากไม่มีมหาจักรพรรดิเทียนหยวนกวาดล้างเขตต้องห้ามเผ่าพันธุ์ต่าง
แดน อัจฉริยะทางการบำเพ็ญเพียรที่ถือกำเนิดขึ้นใน
เผ่ามนุษย์ ขอเพียงแค่แสดงความสามารถออกมาเล็กน้อย ก็คงจะถูกเผ่า
พันธุ์ต่างแดนขัดขวางลอบสังหาร
ชายหนุ่มผมดำรู้สถานการณ์ของตนเองดี หากไม่มีมหาจักรพรรดิเทียน
หยวนคอยข่มขู่ เขาบุกเข้าไปในเขตต้องห้าม จะสามารถล่าถอยออกมาได้อย่าง
ปลอดภัยโดยไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ได้อย่างไร?
จ้าวแห่งเขตต้องห้ามโบราณเหล่านั้นเพียงแค่ฟื้นคืนพลังบางส่วน ก็
สามารถทำให้เขาต้องจ่ายราคาที่ไม่อาจย้อนกลับได้แล้ว
กึ่งจักรพรรดิมีความหวังที่จะสังหารมหาจักรพรรดิข้ามระดับได้จริง แต่
ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่มหาจักรพรรดิที่แท้จริง การเผชิญหน้ากับจ้าวแห่งเขตต้องห้าม
โบราณเหล่านั้น แม้แต่มหาจักรพรรดิก็ยังต้องระมัดระวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งไม่
ต้องพูดถึงกึ่งจักรพรรดิเลยรึ?
“นายน้อยคิดเช่นนี้ได้ก็ดีแล้ว”
ผู้พิทักษ์เต๋าหลายคนถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย
พวกเขาล้วนเคยผ่านยุคสมัยที่เผ่าพันธุ์ต่างแดนมีอำนาจยิ่งใหญ่ก็ยิ่งรู้ซึ้ง
ถึงความน่าสะพรึงกลัวของมหาจักรพรรดิเทียนหยวนมากยิ่งขึ้น
ภายใต้การจับตามองของจอมราชันย์จักรพรรดิโบราณจำนวนมาก กลับ
สามารถกวาดล้างไปได้อย่างแข็งกร้าว จักรพรรดิจอม
ราชันย์ที่ถือกำเนิดขึ้นตลอดกาลสมัย ผู้ที่สามารถทำฉากนี้ได้ก็มีไม่กี่คน
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือ นับตั้งแต่ที่มหาจักรพรรดิเทียนหยวนลงมือ
เมื่อสองหมื่นปีก่อน ก็ไม่เคยลงมือเป็นครั้งที่สองอีกเลย นีก็เป็นเหตุผลที่ทำให้
อัจฉริยะทางการบำเพ็ญเพียรของเผ่ามนุษย์จำนวนมากในปัจจุบันปรารถนาที่
จะท้าทายมหาจักรพรรดิเทียนหยวน
อัจฉริยะทางการบำเพ็ญเพียรของเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่ล้วนเกิดภายในช่วง
สองหมื่นปีนี้ ไม่เคยผ่านยุคสมัยที่ถูกเผ่าพันธุ์ต่างแดนมองลงมา ความเคารพ
ยำเกรงต่อมหาจักรพรรดิเทียนหยวนจึงไม่ได้มาจากก้นบึ้งของจิตใจ
ยังสามารถมีความคิดที่จะท้าทายได้
ไม่นาน
ชายหนุ่มผมดำและคนอื่นๆ อีกหลายคนก็มาถึงนอกวังจักรพรรดิเทียน
หยวน
“คนเยอะมาก”
ชายหนุ่มผมดำกวาดตามองไปรอบๆ ในใจตกตะลึง
ทันใดนั้นก็เห็นว่านอกวังจักรพรรดิมีร่างหลายสิบถึงหลายร้อยร่าางนั่งขัด
สมาธิอยู่กระจัดกระจาย
ร่างหลายสิบถึงหลายร้อยร่างนี้ กลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งส่วนใหญ่
กลับไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาแม้แต่น้อย
“นั่นคือ…อวี้ไท่อินผู้มีกายราชันย์เทพจันทรากระจ่างรึ?”
“ยังมีเฮยฝอหวังผู้มีสายเลือดกลืนเทพอีกรึ?”
“กายโกลาหลที่หาได้ยากหมื่นปี…”
ชายหนุ่มผมดำขมับกระตุก
อวี้ไท่อินคือกึ่งจักรพรรดิที่หาตัวจับยากเมื่อหนึ่งหมื่นห้าพันปีก่อน กาย
ราชันย์เทพจันทรากระจ่างยิ่งเป็นกายหยาบพิเศษชั้นยอดในยุคสมัยเมื่อหนึ่ง
หมื่นห้าพันปีก่อนนั้น อวี้ไท่อินต่อสู้ไปทั่วเผ่ามนุษย์ไร้เทียมทาน ยิ่งกว่านั้นยัง
บุกเข้าไปในเขตต้องห้ามทีละแห่งๆประมือกับจอมราชันย์โบราณเหล่านั้น
น่าเสียดายที่ สุดท้ายอวี้ไท่อินกลับหายตัวไปอย่างกะทันหันชาวโลกล้วน
คิดว่ากึ่งจักรพรรดิที่หาตัวจับยากผู้นี้กำลังพยายามก้าวเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิ
เพียงแต่ไม่คิดว่า อวี้ไท่อินที่หายไปหนึ่งหมื่นห้าพันปี จะมาพบเจอที่นี่ได้
ยังมีเฮยฝอหวังผู้มีสายเลือดกลืนเทพไหลเวียนอยู่ ก็เป็นกึ่งจักรพรรดิที่หา
ตัวจับยากเช่นกัน เส้นทางที่เดินยิ่งเป็นการกลืนกินทุกสิ่ง ก็หายตัวไปอย่าง
กะทันหันในระยะหนึ่งเช่นกัน…
กายโกลาหลก็เป็นเช่นเดียวกัน การที่กายหยาบชนิดนี้ปรากฏขึ้นในยุค
ปัจจุบัน ยิ่งถูกยกย่องว่าเป็นมหาจักรพรรดิคนต่อไปของเผ่ามนุษย์ เพียงแต่
สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นกัน
ชายหนุ่มผมดำสังเกตอย่างละเอียด ในบรรดาร่างหลายสิบถึงหลายร้อย
ร่าง มีคนที่เขาเคยได้ยินชื่อ และก็มีคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อ
เพียงแต่ฝ่ายหลังกลับสามารถนั่งเคียงบ่าเคียงไหล่กับฝ่ายแรกได้เห็นได้ชัด
ว่าความแข็งแกร่งของพลัง ไม่ได้ด้อยกว่ากันมากนัก
“เจ้าก็มาท้าทายมหาจักรพรรดิเทียนหยวนด้วยรึ?”
ขณะที่ชายหนุ่มผมดำกำลังตะลึงงันอยู่นั้น อวี้ไท่อินที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดก็
ลืมตาขึ้น กล่าวตามสบาย: “จากตรงนั้นไป ระยะทางถึงวังจักรพรรดิมีทั้งหมด
สามสิบสามก้าว ขอเพียงเจ้าสามารถก้าวข้ามสามสิบสามก้าวนี้ไปได้ ไปถึงหน้า
วังจักรพรรดิ ก็จะได้พบมหาจักรพรรดิเทียนหยวน ถึงตอนนั้นก็จะสามารถ
ท้าทายได้แล้ว”
“ง่ายเพียงนี้เลยรึ?” ชายหนุ่มผมดำกล่าวออกมาโดยไม่รู้ตัว
ท้าทายมหาจักรพรรดิเทียนหยวน เพียงแค่ต้องเดินไปถึงหน้าวังจักรพรรดิ
เท่านั้น?
“ง่าย?” อวี้ไท่อินหลับตาลง
หลังจากได้รับคำชี้แนะจากอวี้ไท่อิน
ชายหนุ่มผมดำก็มาถึงตำแหน่งก้าวแรก
จากตรงนี้ไป ระยะทางถึงหน้าวังจักรพรรดิมีทั้งหมดสามสิบสามก้าว
“มหาจักรพรรดิเทียนหยวน”
ชายหนุ่มผมดำหัวใจเต้นแรงระรัว สีหน้าเคร่งขรึมก้าวออกไปหนึ่งก้าว
วินาทีถัดมา
จิตใจของชายหนุ่มผมดำก็ตกเข้าสู่โลกอันไร้ขอบเขตแห่งหนึ่ง
ที่นี่ฟ้าสูงดินกว้าง ตนเองราวกับธุลีเม็ดหนึ่ง แรงกดดันไร้รูปสายหนึ่งพัด
ถาโถมเข้ามา
ชายหนุ่มผมดำก็สัมผัสได้ถึงจิตใจที่พังทลาย โลกอันไร้ขอบเขตแตกสลาย
กลับสู่โลกภายนอกอีกครั้ง
เพียงแต่บัดนี้ชายหนุ่มผมดำเหงื่อเย็นไหลท่วม ก้าวที่ก้าวออกไปก็ถอย
กลับมา
“นี่?”
ชายหนุ่มผมดำไม่อยากจะเชื่อ
เขานึกไว้แล้วว่าสามสิบสามก้าวนี้ไม่ง่าย
ท้ายที่สุดนี่คือเกณฑ์ในการเข้าพบมหาจักรพรรดิเทียนหยวน
นั้
หากสามารถเข้าพบมหาจักรพรรดิเทียนหยวนได้อย่างง่ายดายเช่นนั้น
มหาจักรพรรดิเทียนหยวนก็ไม่ต้องบำเพ็ญเพียรแล้ว ใช้เวลาทั้งวันไปกับการ
เข้าพบผู้คนก็พอ
เพียงแต่ชายหนุ่มผมดำไม่คิดว่า ตนเองจะแม้แต่ก้าวแรกก็ยังก้าวออกไป
ไม่ได้
ระยะทางสามสิบสามก้าว แน่นอนว่ายิ่งก้าวยิ่งยาก
ก้าวแรกย่อมง่ายที่สุดโดยธรรมชาติ
“ตอนนี้ยังง่ายอยู่รึ?”
อวี้ไท่อินที่อยู่ไม่ไกลลืมตาขึ้น มองดูชายหนุ่มผมดำถาม
“ไม่ ไม่ง่ายเลย”
ชายหนุ่มผมดำส่ายหน้ากล่าว พลันมองไปยังร่างอื่นๆ อีกหลายสิบถึง
หลายร้อยร่างโดยรอบ “พวกเขา…”
“พวกเราก็เหมือนกับเจ้า มาเพื่อเตรียมท้าทายมหาจักรพรรดิเทียนหยวน”
อวี้ไท่อินกล่าว น้ำเสียงเจือความซับซ้อน
ชายหนุ่มผมดำตกอยู่ในความเงียบ
ล้วนมาท้าทายมหาจักรพรรดิเทียนหยวน?
แต่กลับหยุดอยู่เพียงนอกวังจักรพรรดิรึ?
เห็นได้ชัดว่าไม่มีผู้ใดเดินผ่านสามสิบสามก้าวไปถึงหน้าวังจักรพรรดิได้เลย
“ช่องว่างระหว่างพวกข้ากับมหาจักรพรรดิเทียนหยวน มากมายถึงเพียงนี้
เชียวรึ?”
ชายหนุ่มผมดำอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
ที่
ที่
ก่อนที่จะมา เขาได้เตรียมตัวไว้บ้างแล้วจริง แต่ล้วนเป็นการเตรียมพร้อมที่
จะพ่ายแพ้ในมือมหาจักรพรรดิเทียนหยวน
ส่วนเหมือนตอนนี้ ต้องการเข้าพบมหาจักรพรรดิเทียนหยวนด้วยสามสิบ
สามก้าว กลับแม้แต่ก้าวเดียวก็ยังก้าวข้ามไปไม่ได้ ความแตกต่างเช่นนี้ ทำให้
ชายหนุ่มผมดำค่อนข้างเสียอาการ
“ช่องว่าง?”
“พวกข้า?”
อวี้ไท่อินยิ้มออกมา
เขามองไปยังวังจักรพรรดิเทียนหยวนที่อยู่นอกสามสิบสามก้าวกล่าวเสียง
เบา: “ยืนอยู่ที่นี่มองดูวังจักรพรรดิ เจ้าจะพบว่ามันก็แค่นั้นแต่ทุกครั้งที่เจ้าก้าว
ออกไปหนึ่งก้าว เข้าใกล้วังจักรพรรดิมากขึ้น ก็จะพบว่ามันโอ่อ่าตระหง่านขึ้น
มาอีกมากโข”
“ในหมู่พวกเรา ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก้าวออกไปได้เจ็ดก้าวแล้ว ยืนอยู่ตรงนั้น
มองดูวังจักรพรรดิ ก็ได้เห็นมันบดบังฟ้าดิน ครอบคลุมฟ้าดินสรรพสิ่งแล้ว”
อวี้ไท่อินมองดูชายหนุ่มผมดำ กล่าวต่อไป: “แต่เจ้าที่อยู่นอกสามสิบสาม
ก้าว หรือมองดูวังจักรพรรดิจากที่ไกลกว่านั้น จะพบว่าวังจักรพรรดิก็ไม่ได้มี
อะไรมาก ระยะห่างระหว่างตนเองกับวังจักรพรรดิก็ไม่ได้ยากที่จะก้าวข้ามไป”
ชายหนุ่มผมดำได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าครุ่นคิด
ในบริเวณเนินเขาอันรกร้างแห่งหนึ่ง
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิ ตั้งแต่เมื่อหนึ่งหมื่นแปดพันปีก่อน เขาก็ได้ออกจาก
วังจักรพรรดิเทียนหยวนแล้ว เดินทางไปทั่วทุกแห่งหนในโลกต้นกำเนิดมหา
อ้างว้าง
“สำเร็จแล้ว”
ที่
หลินหยวนผ่อนลมหายใจเบาๆ พร้อมกับการที่สสารอมตะหลอมรวมเข้าสู่
กายเนื้อ กายหยาบส่วนสุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นแก่นแท้สสารอมตะโดย
สมบูรณ์ บัดนี้กายเนื้อและวิญญาณของเขาแข็งแกร่งถึงระดับที่ไม่อาจ
จินตนาการได้แล้ว
ต่อให้ไม่พึ่งพาวิธีการอื่นใด เพียงแค่อาศัยกายเนื้อ ก็สามารถกดข่มสิ่งมี
ชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 ขอบเขต 2 ทั่วไปได้แล้ว
และระดับ 13 ขอบเขต 2 เทียบเท่ากับเซียนราชาของโลกต้นกำเนิดแห่งนี้
เซียนโลกิยะเทียบเท่ากับระดับ 13 ขอบเขต 1 เซียนราชาที่อยู่เหนือกว่า
เซียนโลกิยะก็เทียบเท่ากับระดับ 13 ขอบเขต 2 ส่วนจ้าวระดับ 13 ขอบเขต 3 ?
ก็เทียบเท่ากับเซียนจักรพรรดิ
ส่วนเหนือกว่าเซียนจักรพรรดิ? ยังคงอยู่ในระดับ 13 ขอบเขต 3 เพียงแต่
จะเดินไปได้ไกลและลึกกว่าเซียนจักรพรรดิในขอบเขต 3
ในมิติอันไร้สิ้นสุด จ้าวระดับ 13 ขอบเขต 3 ก็มีความแข็งแกร่งอ่อนแอแตก
ต่างกันไป จ้าวที่แข็งแกร่งกระทั่งมีคุณลักษณะบางส่วนของสิ่งมีชีวิตแห่งกาล
เวลาอันสมบูรณ์แบบระดับ 14 สามารถย้อนกลับไปยังอดีตอันไกลโพ้นได้อย่าง
ง่ายดาย จากนั้นจึงเปลี่ยนแปลงอดีตในระดับที่ค่อนข้างใหญ่ ส่งผลกระทบต่อ
อนาคตได้
“เวลาสองหมื่นปี ในที่สุดก็ทำให้กายเนื้อเสร็จสิ้นการแปรเปลี่ยน”
หลินหยวนเผยรอยยิ้มบนใบหน้า เขาใช้เวลาสิบปี ก็แปรเปลี่ยนกายเนื้อไป
หนึ่งในสิบส่วน
ส่วนเก้าในสิบส่วนที่เหลือ กลับใช้เวลาไปถึงสองหมื่นปีเต็มๆการแปร
เปลี่ยนกายเนื้อ ยิ่งไปถึงช่วงหลังยิ่งยากลำบาก โดยเฉพาะส่วนสุดท้าย ใช้เวลา
ของหลินหยวนไปเกือบพันปีเต็ม
แต่การเก็บเกี่ยวก็ยิ่งใหญ่มหาศาลเช่นกัน
มื่
มื่
พื่
ที่
สิ่
เมื่อสองหมื่นปีก่อน หลินหยวนเพื่อที่จะกดข่มหุยจู่สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลา
ระดับ 2 ผู้นี้ ไม่เสียดายแม้แต่ร่างจริงและหยวนเสินทั้งหมดก็ยังต้องออกโรง
สุดท้ายกลับยังปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้
แต่ตอนนี้?
เพียงแค่อาศัยอาณาเขตที่กายเนื้อแผ่ออกมาโดยธรรมชาติ ก็สามารถกด
ข่มฮุยจู่ได้แล้ว หากลงมือสุดกำลัง ก็สามารถทิ้งกายเนื้อประจัญบานหลักของ
อีกฝ่ายไว้ได้อย่างง่ายดาย
พลังของหลินหยวนในตอนนี้ อาจจะใกล้เคียงกับจ้าวแห่งกาลเวลาระดับ 3
แล้วมั้ง?
“《สุญญาอนันต์》 ขั้นที่ 7 สำเร็จแล้ว”
หลินหยวนสำรวจจักรวาลภายในร่างกาย การมาเยือนโลกต้นกำเนิดแห่งที่
สาม นอกจากสสารอมตะจะนำมาซึ่งความช่วยเหลืออย่างมหาศาลแก่เขาแล้ว
การสัมผัสถึงการทำงานของมหาเต๋าต้นกำเนิดของโลกต้นกำเนิดแห่งนี้ ก็มีผล
ผลักดันที่ไม่สามารถทดแทนได้ต่อการสร้างสรรค์ 《สุญญาอนันต์》 ขั้นที่ 7 เช่น
กัน
เวลาสองหมื่นปี หลินหยวนก็ทำให้ 《สุญญาอนันต์》 ขั้นที่ 7 สมบูรณ์แบบ
โดยสิ้นเชิง บัดนี้ความกว้างใหญ่ไพศาลของจักรวาลภายในร่างกาย ไม่ได้ด้อย
ไปกว่าความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลแม้แต่น้อย
สามารถคาดการณ์ได้ว่า ทันทีที่หลินหยวนก้าวเข้าสู่ขอบเขต 2 เพียงแค่
การแปรเปลี่ยนโดยธรรมชาติของจักรวาลภายในร่างกายก็จะเหนือกว่าความ
ว่างเปล่าแห่งความโกลาหลแล้ว
“ข้าสัมผัสได้ว่า พลังของเจ้าทะลวงผ่านไปอีกแล้ว สัตว์ประหลาดเจ้ามัน
สัตว์ประหลาดชัดๆ” ไม่ไกลออกไป มนุษย์หินเจ็ดทวารตนหนึ่งราวกับสัมผัสได้
ถึงบางสิ่ง สายตาที่มองมายังหลินหยวนค่อนข้างด้านชา
เขาคือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ฟ้าประทานที่บ่มเพาะมานับร้อยล้านปีเริ่มต้นก็มี
พลังต่อสู้ระดับมหาจักรพรรดิแล้ว ตอนที่หลินหยวนพบอีกฝ่าย พลังของมนุษย์
นี้
หินเจ็ดทวารตนนี้ใกล้เคียงกับจักรพรรดิไร้เทียมทานแล้ว
วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ฟ้าประทานเช่นมนุษย์หินเจ็ดทวาร ได้รับการคุ้มครอง
จากสวรรค์ พรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวเหนือกว่าขีดจำกัดของสิ่งมีชีวิตที่ถือ
กำเนิดขึ้นตามปกติ
นี่ก็เป็นความคิดเดิมของมนุษย์หินเจ็ดทวาร เขาไม่มีความคิดทีจะแย่งชิง
กับมหาจักรพรรดิจอมราชันย์เหล่านั้นแม้แต่น้อย ต่อให้ในยุคบรรพกาล
มหาจักรพรรดิทีละองค์ผงาดขึ้นมา มนุษย์หินเจ็ดทวารก็ไม่เคยใส่ใจมากนัก
“ยังเทียบเซียนจักรพรรดิไม่ได้” หลินหยวนยิ้มกล่าว
เหตุผลที่เขาเลือกที่จะหยุดพักอาศัยอยู่ที่นี่ ก็เพราะที่นี่คือสถานที่บ่มเพาะ
วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ แฝงไว้ด้วยสสารอมตะที่เข้มข้นมีประโยชน์ไม่น้อยต่อการ
แปรเปลี่ยนของตนเอง
“เทียบเซียนจักรพรรดิไม่ได้รึ?” มนุษย์หินเจ็ดทวารมุมปากกระตุก
เซียนจักรพรรดิเป็นตัวตนเช่นใดกัน? ตั้งแต่โบราณกาลมาก็มีเพียงสอง
สามองค์เท่านั้น
“ข้าจะไปแล้ว” หลินหยวนลุกขึ้นยืน มองมนุษย์หินเจ็ดทวารแวบหนึ่ง
“ไปแล้ว?” มนุษย์หินเจ็ดทวารก็มองดูหลินหยวนเช่นกัน
การอยู่ร่วมกันมาหมื่นกว่าปี เขาก็มีความรู้สึกซับซ้อนมากมายต่อมหา
จักรพรรดิเทียนหยวนผู้ทลายความเข้าใจของตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าผู้นี้
เมื่อเทียบกับหลินหยวนแล้ว มนุษย์หินเจ็ดทวารไม่รู้ว่าใครกันแน่คือ
วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ฟ้าดินบ่มเพาะขึ้นมา
“อืม”
“ที่นี่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อข้ามากนักแล้ว”
หลินหยวนกล่าว
นี้
บัดนี้เขาได้ดูดซับสสารอมตะจนถึงขีดสุดแล้ว การดูดซับสสารอมตะต่อไป
ก็ไม่มีความหมายมากนัก
ส่วนแก่นแท้การทำงานของมหาเต๋าต้นกำเนิดของโลกต้นกำเนิดมหา
อ้างว้าง…ขอเพียงอยู่ในขอบเขตของโลกต้นกำเนิดมหาอ้างว้าง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด
ก็สามารถทำความเข้าใจการทำงานของมหาเต๋าต้นกำเนิดได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่
ที่นี่
บนสวรรค์ชั้นเก้า เบื้องหน้าวิหารเซียนทองสัมฤทธิ์แห่งหนึ่ง
ร่างของหลินหยวนปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
แก่นแท้ของวิหารเซียนทองสัมฤทธิ์ คือผนึกแห่งหนึ่ง
ผนึกจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกต้นกำเนิดมหาอ้างว้างกับเส้นทางเซียนไว้
ในอดีตเหล่าเซียนโลกิยะและเซียนราชาจำนวนมาก ก็สังหารเข้าสู่เส้นทาง
เซียนจากที่นี่
พร้อมกับการปรากฏตัวของหลินหยวน ภายในวิหารเซียนทองสัมฤทธิ์ ร่าง
ทีละร่างก็เดินออกมา
“ท่านเทียนหยวน”
“คารวะท่านเทียนหยวน”
ร่างจำนวนมากโค้งคำนับหลินหยวนอย่างเคารพ เมื่อแปดพันปีก่อน หลิน
หยวนเคยมาถึงนอกวิหารเซียนตามลำพัง เกือบจะทลายวิหารเซียนทั้งหลัง
นับตั้งแต่นั้นมา ตัวตนจำนวนมากภายในวิหารเซียน ก็เคารพนบนอบต่อ
หลินหยวนอย่างยิ่ง เพราะหลินหยวนเมื่อแปดพันปีก่อน ก็มีพลังต่อสู้ที่เหนือ
กว่าเซียนราชาทั่วไปแล้ว
ต้องรู้ว่า ต่อให้ในยุคบรรพกาล เซียนโลกิยะก็นับว่าเป็นพลังต่อสู้ชั้นยอด
แล้ว เซียนราชายิ่งหาได้ยากเพียงองค์เดียว
สิ่
“ท่านเทียนหยวน ต้องการให้พวกเราทำสิ่งใดหรือไม่?”
ร่างที่เป็นผู้นำกล่าวขึ้นทันที
นับตั้งแต่หลินหยวนทลายวิหารเซียนเมื่อแปดพันปีก่อน ก็ไม่เคยมาอีกเลย
การมาเยือนด้วยตนเองในครั้งนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่มาดูเฉยๆ
“เปิดผนึก”
หลินหยวนมองดูวิหารเซียนทองสัมฤทธิ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย: “ข้า
ต้องการเข้าสู่เส้นทางเซียน”