สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 67 ขอสมรสพระราชทาน (2)
ฉู่สวินหยางชั่งใจอย่างรวดเร็ว ประเมินเรื่องทั้งหมดอย่างรอบคอบอีกครั้ง จึงค่อยพยักหน้าแล้วเอ่ยกับเหยียนหลิงจวินอย่างจริงจังว่า “ข้าจะบอกให้ท่านพ่อระวังเรื่องนี้เอาไว้บ้าง”
เหยียนหลิงจวินยิ้ม
ครั้นฉู่สวินหยางเห็นรอยยิ้มสุขุมของเขา นางก็เกิดความรู้สึกลังเลขึ้นเล็กน้อย จึงเอ่ยปากอีกครั้ง “ถึงอย่างไรข้าก็ต้องขอบคุณเจ้า ที่วันนี้อุตส่าห์ตั้งใจมาบอกข้า”
เหยียนหลิงจวินมองนาง เพียงเสี้ยววินาทีสายตาของเขาก็พลันเข้มขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “เจ้าเชื่อคำพูดของข้าด้วยรึ”
ฉู่สวินหยางชะงักไป ตอนที่รู้สึกตัวก็ยังไม่รู้จะสรรหาคำใดมาตอบ
วาจาเหล่านั้นของเหยียนหลิงจวินล้วนเกี่ยวพันถึงเรื่องใหญ่หลวง ทั้งเขายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่ว่านาง…
กลับไม่ระแวงเขาแม้แต่น้อย ตั้งแต่ต้นที่เริ่มสนทนากันจนเวลานี้
ตั้งแต่เมื่อไรกัน ที่ความหวาดระแวงในใจนางที่มีต่อเขาเริ่มหายไป
จนถึงตอนนี้ แม้แต่เบื้องหลังของเขา นางก็ยังไม่รู้แน่ชัดเลยด้วยซ้ำ!
ฉู่สวินหยางยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น สายตามีแต่ความสับสน แม้เวลาจะผ่านไปในทีเดียวก็ยังตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เหยียนหลิงจวินเห็นความหงุดหงิดในดวงตานาง คล้ายว่าความชุ่มฉ่ำของสายฝนเอ่อท่วม ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกาย น่าหลงใหลสะกดใจคน
อาจเพราะความรู้สึกเป็นตัวผลักดัน ไม่ก็ความคิดที่ซุกซ่อนไว้เนิ่นนาน ทำให้เขาก้าวเท้าไปด้านหน้า
ฉู่สวินหยางที่กำลังหลุบตามองต่ำเพราะความเหม่อลอย พลันได้สติเมื่อเห็นชายเสื้อคลุมสีหมึกเข้ามาอยู่ในสายตา นางตกใจเงยหน้าขึ้น ปะทะกับรอยยิ้มอบอุ่นและอาวรณ์ในก้นบึ้งสายตาของเหยียนหลิงจวิน
ทั้งชาติก่อนและชีวิตนี้ ฉู่สวินหยางเคยเห็นรอยยิ้มของเขามานับครั้งไม่ถ้วน แต่สายตาที่ได้เจออยู่เบื้องหน้า ณ เวลานี้กลับทำให้นางรู้สึกไม่คุ้นเคย ในความทรงจำไม่เคยมีภาพนี้ คล้ายว่าเขาจะแสดงความรู้สึกเช่นนี้ออกมาเป็นครั้งแรก
“เจ้า…” เมื่อถูกเขาจับจ้องเช่นนี้ ฉู่สวินหยางพลันหน้าแดงระเรื่ออย่างไม่รู้ตัว เอ่ยปากกระอึกกระอัก
“ข้าดีใจยิ่ง” เหยียนหลิงจวินไม่รอให้นางเอ่ยปากก็เอื้อมมือมาจับนิ้วของนางไว้
อากาศปลายเดือนสิบ กอปรกับฝนที่ตกพรำ พาให้บรรยากาศมีความเย็นบางๆ ลอยวน มีเพียงอุณหภูมิในมือเขาที่อบอุ่นและน่าสงบใจ
ร่างของฉู่สวินหยางพลันแข็งทื่อ พยายามดึงมือกลับตามสัญชาตญาณ
เหยียนหลิงจวินเหมือนเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ปลายนิ้วออกแรงเล็กน้อย กุมนิ้วมือของนางไว้ไม่ยอมปล่อย
ฉู่สวินหยางที่แต่ไรก็ว่องไวฉลาดเฉลียว เวลานี้กลับพูดอะไรไม่ออก รู้สึกเพียงว่าดวงตาของเหยียนหลิงจวินมีเปลวเพลิงสว่างไสวสองดวงลุกโชนเริงร่า และกำลังแผดเผาดวงหน้าของนางจนทะลุเป็นสองรูโดยที่ไม่มีใครเห็น
สายตาที่ร้อนแรงและชัดเจนเช่นนี้ นางก็เพิ่งจะเคยเจอ สัญชาตญาณของนางจึงไม่อาจช่วยอะไรได้
เหยียนหลิงจวินมองตานาง แล้วเอ่ยย้ำอีกครั้ง “ซินเป่า วันนี้…ข้าดีใจยิ่งนัก”
เพราะฉู่สวินหยางมีใจหวาดระแวงเรื่องฐานะของเขา เขาเองก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าการจะให้นางขจัดความแคลงใจทิ้งไปไม่ใช่เรื่องง่าย เดิมคิดว่าต่อให้นางระวังตัวตลอดเวลา แต่ขอเพียงนางไม่ปฏิเสธหรือทำตัวห่างเหิน เท่านั้นเขาก็พอใจแล้ว ทว่าตอนนี้เขาเพิ่งค้นพบว่า…
ผลลัพธ์ที่เขารอคอยมันสวยงามกว่าที่เขาคาดหวังเอาไว้มากมายนัก
“ใครบอกเจ้า…” ฉู่สวินหยางชะงัก คิ้วขมวดมุ่นเป็นก้อน เพราะชื่อที่เขาหลุดปากเรียกนางอย่างสนิทสนม
ราวกับว่า…
มีเรื่องบางเรื่องที่อยู่นอกเหนือการคาดคะเนของนาง
เหยียนหลิงจวินจ้องนาง นัยน์ตามีรอยยิ้มอัดแน่น มันท่วมเอ่อออกมาอย่างไม่คิดเก็บงำ
เขาฉวยโอกาสตอนที่ฉู่สวินหยางมึนงง ขยับเท้าใกล้นางอีกก้าวหนึ่ง กระซิบเสียงแผ่วข้างใบหูว่า “เจ้าลืมแล้วรึ วันนั้นที่อยู่บนเรือ เจ้าเป็นคนขอข้าเอง ตอนนี้ข้าก็ทำตามที่เจ้าต้องการแล้ว”
อาจเพราะลมหายใจที่เป่ารด ทำให้อากาศร้อนอบอ้าว สมองของฉู่สวินหยางขาวโพลน ก่อนดวงหน้าจะขึ้นสีแดงก่ำในทันใด
นางถอยหลังพรูด สีหน้าโกรธเคือง “ก็แค่วาจาเรื่อยเปื่อยของคนเมา เจ้า…”
“วันนั้น…เจ้าเมาจริงๆ รึ” นัยน์ตาของเหยียนหลิงจวินสว่างวาบ ก้าวเท้าเข้ามาประชิดอย่างกัดไม่ปล่อย แล้วยังโน้มตัวเข้าหา จ้องหน้านางเขม็ง
ความจริงร่างกายของเขาไม่ได้เอนไปหานางมากนัก แต่เพราะฉู่สวินหยางร้อนตัว ถึงรู้สึกว่าระยะห่างในตอนนี้ออกจะคลุมเครือและไม่น่าไว้ใจ นางจึงเอนกายไปข้างหลังอย่างแนบเนียน เพื่อเว้นช่องว่างให้มากขึ้น
“เจ้ารู้?” ฉู่สวินหยางถาม “เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไร”
นางกัดริมฝีปาก บังคับตนให้สบตาเขาอย่างสงบ พยายามไม่เผยพิรุธออกไป แต่สุดท้ายกลายเป็นความกระอักกระอ่วนอย่างถึงที่สุด
วันนั้นนางเมาจริงๆ แต่ก็ยังมีสติชัดเจนอยู่ตลอดเวลา ระลึกอยู่เสมอว่าคนที่อยู่บนเรือกับนางเป็นใคร แต่เพราะเป็นความในใจที่กดเก็บมาเนิ่นนาน จู่ๆ ก็มีโอกาสให้นางระบายมันออกมา นางถึงได้ทำตามใจตัวเองไปเช่นนั้น เดิมนึกว่าเหยียนหลิงจวินเป็นคนมีความคิดลึกซึ้ง ทั้งยังเก็บความลับเป็น ย่อมรู้ว่านั่นเป็นวาจาที่นางเอ่ยออกมาเพราะเมามาย ไม่มีทางถือเป็นจริงเป็นจัง แต่นางกลับลืมไปเสียว่า…
หากเขาอยากพลิกหน้าขึ้นมาจริงๆ คนผู้นี้ก็เคยทิ้งความทรงจำฝังใจต่อนางไว้ในชาติก่อน
แล้วก็เป็นจริงดังนั้น…
การกระทำของเขาในเวลานี้ใกล้เคียงกับคำว่าหน้าหนาไร้ยางอาย
ฉู่สวินหยางเลือดขึ้นหน้า แต่เพราะตนเองทำเรื่อง ‘ไร้ยางอาย’ ไว้ก่อน นางถึงไม่กล้าโวยวาย
เหยียนหลิงจวินรู้สึกว่า แม้ด้านนี้ของนางจะเป็นสิ่งแปลกใหม่ ทว่ากลับเป็นตัวตนที่แท้จริง หาใช่เทพเซียนที่อยู่สูงส่งอยู่เบื้องหน้า แต่เป็นคนธรรมดาที่มีอารมณ์หลากหลาย
“รู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว” เหยียนหลิงจวินตอบไปตามจริง
ฉู่สวินหยางหงุดหงิด ริมฝีปากอ้าแล้วก็หุบอย่างไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี
ทั้งๆ ที่รู้ว่านางแกล้งเมา เขาก็ยังจะเล่นตามอย่างไม่ทักท้วงเนี่ยนะ
เขาเป็นคนประเภทไหนกัน
เหยียนหลิงจวินเห็นสีหน้าโกรธเคืองของนางแล้ว ก็ไม่อยากแกล้งต่ออีก จึงยักไหล่คล้ายว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ เอ่ยว่า “แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าคอแข็งแค่ไหน แต่เจ้าลืมไปว่าข้าเป็นหมอกระมัง เทียบยาที่ทำให้สร่างเมาก็พอรู้อยู่หลายขนาน ย่อมต้องรู้ด้วยว่าคนที่เมามายไม่ได้สติ ไม่มีทางจะสร่างเมาได้ทันทีในระยะเวลาสั้นๆ”
แต่ตอนนั้น ทันทีที่ฉู่สวินหยางลงจากเรือมาพบกับฉู่อี้เจี่ยนก็มีสติปลอดโปร่ง ไม่มีความเลอะเลือนแม้แต่นิดเดียว
ฉู่สวินหยางปิดปากเงียบ ทั้งยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไร…
กลายเป็นว่านางถือดีอวดฉลาดไปเสียอย่างนั้น?
“ช่างเถอะ ข้าไปหลอกเจ้าก่อน ถูกเจ้าหลอกคืน ทีใครทีมัน ข้าจะไม่คิดบัญชีกับเจ้า” ฉู่สวินหยางสูดหายใจลึกอีกครั้ง หมายสงบอารมณ์อย่างสุดความสามารถ นางตั้งสติแล้วออกแรงดึงนิ้วออกมาจากฝ่ามือของเขา ตอนที่ละสายตายังฉีกยิ้มให้เขาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลางกล่าวว่า “สาวใช้ของข้าคงใกล้จะกลับมาแล้ว”
เหยียนหลิงจวินหัวเราะ แต่ก็ไม่รื้อฟื้นต่อ ปัดไอชื้นบนเสื้อคลุมแล้วถอยหลังไปสองก้าว กล่าวว่า “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ที่นี่…”
เขาพูดค้างไว้ พลางกวาดตาสังเกตรอบด้านอย่างไม่ค่อยวางใจนัก
“ไม่มีอะไรหรอก” ฉู่สวินหยางตอบ “อยู่ในเมืองหลวง ไม่มีใครกล้าลงมือกับข้าอย่างโจ่งแจ้ง”
เหยียนหลิงจวินคิดไปคิดมาก็เห็นว่าถูกต้อง ถึงค่อยสบายใจ
เวลานี้ ปรอยฝนบางเบาด้านนอกได้กลายเป็นเม็ดฝนห่าใหญ่ ครั้นถูกลมแรงพัดเข้า แม้ทั้งคู่จะยืนอยู่กลางศาลา แต่ก็ชื้นเปียกไปทั้งตัว
เหยียนหลิงจวินหยิบร่มบนโต๊ะขึ้นมากาง หมุนตัวมาคว้ามือของฉู่สวินหยางอีกครั้ง แล้วยัดคันร่มใส่มือนาง จัดเรียงนิ้วทุกนิ้วของนางให้กระชับคันจับจนแน่น
ฉู่สวินหยางทำตามเขาด้วยความงุนงง จวบจนได้สติคืนมา เขาก็ส่งยิ้มสบายใจให้แล้วหมุนกายเข้าหาสายฝนที่ร่วงโรย
บนนิ้วของนางยังหลงเหลืออุณหภูมิจากมือของเขา มันทั้งแห้งผากและร้อนไหม้
หัวใจของฉู่สวินหยางไม่เป็นสุข ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัว “นี่!”
เหยียนหลิงจวินหยุดเท้า หันหน้ากลับไปหานาง
คนทั้งสองถูกขวางด้วยระยะห่างเกือบสองจั้ง มีสายฝนเม็ดใหญ่เป็นม่านกั้น…
เขาหลอมรวมไปกับภาพวาดทิวทัศน์ลายพู่กัน ส่วนนางยืนโดดเด่นอยู่หลังฉากฝนที่โปรยปราย
ฉู่สวินหยางกระชับร่มในมือ แต่ไม่ได้พูดว่าจะส่งคืนให้ เพียงบอกว่า “อีกสักพัก…เจ้าจะต้องกลับไปที่วังนอกเมืองใช่หรือไม่”
เมื่อครู่นางสังเกตเห็นความอ่อนล้าที่ปิดไม่มิดในรอยยิ้มเขา ขี่ม้าเร็วจากพระราชนิเวศน์ไปกลับเมืองหลวงต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยามครึ่ง ทั้งเขายังมาคอยนางอยู่ที่นี่ แสดงว่าเขาคงไปหานางที่วังบูรพาก่อนแล้ว เดินทางย้อนไปย้อนมาเช่นนี้อย่างน้อยก็ต้องทนทรมานไม่ต่ำกว่าสองชั่วยามแน่
ความจริงเหยียนหลิงจวินเพิ่งตัดสินใจเดินทางเข้าเมืองหลวงตอนเมื่อวานเย็น
เกี่ยวกับเรื่องสารลับระหว่างกษัตริย์โม่เป่ยกับฮ่องเต้ ซูอี้ทางนั้นส่งข่าวมาบอกเขานานแล้ว เดิมเขาคิดว่าจะชะลอไว้ก่อน รอให้เขาสืบความได้ชัดเจนแล้วค่อยบอกฉู่สวินหยาง แต่คิดไม่ถึงว่าจนตอนนี้ก็ยังหาช่องโหว่ไม่เจอ เช้าวานนี้ ตอนที่รุ่ยชินอ๋องไปเยี่ยมฉู่อี้เจี่ยนที่พระราชนิเวศน์ก็หลุดข่าวออกมา ว่าอีกไม่กี่วันงานแต่งเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างโม่เป่ยก็จะถูกกำหนดลงมาแล้ว ดังนั้นเขาจึงรอไม่ได้อีก รีบอ้างว่าจะเข้าเมืองหลวงมาหาตัวยา ห้อม้ามาตลอดคืน แต่เพราะตอนที่มาถึงเมืองหลวงก็ดึกดื่นแล้ว ไม่กล้าบุกไปหาคนที่วังบูรพา เช้าวันนี้ยังถูกซูอี้ขวางไว้เพราะเรื่องที่ทั่วป๋าไหวอันตามสืบข่าวหอเชียนจี วิวาทกันจบไปหนึ่งยก ฝืนทนมาถึงตอนนี้ รวมเป็นสองคืนหนึ่งวันแล้วที่เขายังไม่ได้หลับตาลงนอน
เหยียนหลิงจวินไม่ได้เก็บคำของฉู่สวินหยางมาคิดมาก เพียงถามกลับไปว่า “เจ้ามีอะไรจะฝากถึงท่านอ๋องเจี่ยนหรือ”
“ไม่มีหรอก” ฉู่สวินหยางเม้มปาก ลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็บอกว่า “เวลาฝนตก เส้นทางนอกเมืองเดินเหินลำบาก ถ้าเจ้าไม่รีบ รอพรุ่งนี้ให้ฝนหยุดแล้วค่อยกลับก็ยังไม่สาย”
เหยียนหลิงจวินอึ้งไป มองผ่านม่านฝนเห็นแววตาเลือนรางของนาง พลันไร้คำพูดไปชั่วขณะ ก่อนที่ดวงหน้าจะเผยยิ้ม แล้วพยักหน้ารับ “ก็ดี”
เสียงรถม้าดังแว่วมาแต่ไกล
“อีกสักระยะหนึ่ง ข้าจะแนะนำให้รุ่ยชินอ๋องรับท่านอ๋องเจี่ยนกลับไปรักษาตัวที่จวนต่อ” เหยียนหลิงจวินเอ่ยขึ้นมา จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงส่อแววแดกดัน “ข้าได้ชื่อเป็นถึงรองหัวหน้าสำนักหมอหลวง คงไม่ดีนักหากรับแต่เงินเดือน ทว่าไร้ผลงาน”
เขาไม่อาจละทิ้งเรื่องการรักษาฉู่อี้เจี่ยนไปกลางคัน แม้พระราชนิเวศน์จะห่างจากเมืองหลวงไปไม่ไกล แต่ถ้าเขาเอาแต่อยู่ที่นั่น หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่เมืองหลวงก็ย่อมยากจะควบคุม
“อ้อ!” ฉู่สวินหยางรับคำ แสดงว่าตนรับทราบแล้ว
เหยียนหลิงจวินจึงไม่รั้งกายอยู่ต่อ เขาหมุนตัวกลับ ไม่นานแผ่นหลังทรงพลังก็ถูกม่านฝนกลืนหาย ลบกลบร่องรอยก่อนหน้านี้ทั้งหมด
ฉู่สวินหยางก็หมุนกาย กางร่มแล้วเดินออกไปที่ข้างทาง
พวกชิงหลัวบังคับม้ามาถึง ทันทีที่รถม้าหยุดลง ชิงหลัวก็เตรียมร่มจะออกมารับนาง พอยื่นหน้าออกมาเห็นร่มกระดาษในมือนางก็ชะงักกึก
“กลับกันเถอะ” ฉู่สวินหยางยิ้มแล้วส่งร่มให้นาง ส่วนตนเองปีนขึ้นรถ ปัดหยดน้ำที่ติดชุดกระโปรงออกแล้วทิ้งตัวลงนั่ง
ชิงเถิงรีบเข้าไปดูแล ก่อนจะดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาให้นางเช็ด ทางหนึ่งก็เหลือบมองถุงหอมใบนั้นพลางบ่นงึมงำ “ของหล่นอยู่บนรถแท้ๆ เหตุใดตอนนั้นทำไมถึงหาไม่เจอ ทำเอาพวกเราต้องวิ่งไปเสียเที่ยว ท่านหญิงเปียกฝนหรือไม่เจ้าคะ หาชุดใหม่มาเปลี่ยนก่อนดีหรือไม่ ไม่อย่างนั้นจะถูกไอเย็นเล่นงานเอา”
“แค่เสื้อผ้าโดนน้ำเท่านั้น ไม่เป็นไรหรอก” ฉู่สวินหยางตอบ หยิบถุงหอมมาไว้ในมือแล้วพลิกเล่น
ชิงหลัวสั่งให้คนรถเดินทางกลับจวน จากนั้นก็เก็บร่มแล้วเดินเข้ามา
ชิงเถิงมองเห็นก็รีบแย่งมาไว้ในมือทันที กางออกมาดูด้วยความอยากรู้ “ร่มคันนี้ซื้อมาตั้งแต่เมื่อไรเจ้าคะ เหตุใดข้าถึงไม่เคยเห็นมาก่อน”
ฉู่สวินหยางไม่เคยใส่ใจเรื่องจุกจิกอย่างของกินของใช้ เสื้อผ้าเครื่องประดับต่างๆ ของนางล้วนมีสาวใช้ทั้งสองเป็นคนจัดการทั้งหมด ของที่เลือกใช้ล้วนแต่แวววาวเป็นประกาย แต่ร่มกระดาษสีขาวธรรมดาๆ คันนี้กลับดึงดูดความสนใจของชิงเถิงยิ่งนัก
—————————————————————–