สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 67 ขอสมรสพระราชทาน (3)
ร่มคันนั้นขาวปลอดทั้งคัน มีเพียงมุมหนึ่งที่ใช้หมึกดำวาดเป็นลายเส้นคร่าวๆ ดูรวบรัดหมดจด คล้ายจะเป็นป่าชอุ่ม กลางไพรมีคนสองคน เพราะว่ารูปวาดเล็กมาก เครื่องหน้ามองเห็นไม่ถนัด แต่จากเครื่องแต่งกายพอแยกออกว่าเป็นชายหญิงคู่หนึ่ง ชายหนุ่มในภาพเอนตัวอิงต้นไม้กำลังเป่าขลุ่ยยาวเลาหนึ่ง หญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้ายืนรับลม ชายกระโปรงพัดพลิ้ว แม้จะเป็นแค่เงาร่าง ทว่าท่าทางกลับดูปลอดโปร่งสบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก
“นี่เป็นฝีมือของจิตรกรท่านใด ช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก!” ชิงเถิงอดจะเอ่ยปากชมเชยไม่ได้
มุมปากของฉู่สวินหยางกระตุก คล้ายจะเป็นรอยยิ้ม
ภาพนั้น คนอื่นอาจไม่รู้ แต่นางเห็นแวบเดียวก็ดูออก...
เป็นการพบกันครั้งที่สองของนางกับเหยียนหลิงจวินที่หุบเขาเพลิงอัคคี
เพราะภาพวาดบนร่มใช้สีดำเพียงสีเดียว จึงยากที่จะดูออกว่านั่นคือป่าก่วมที่หนาแน่นดั่งเปลวเพลิง แต่เพราะคนวาดฝีมือสูงส่ง จึงวาดออกมาได้อย่างมีจิตวิญญาณ ในแวบแรกที่นางเห็น ก็คล้ายว่าตนได้เดินเข้าสู่หุบเขาเพลิงอัคคีซึ่งมีใบไม้สีแดงร่วงโรยเต็มพื้นอีกครั้ง
ดินแดนมหัศจรรย์เช่นนั้น นางจำได้เสมอไม่เคยลืม
ชิงเถิงยังเคลิบเคลิ้มอยู่กับภาพวาด ส่วนชิงหลัวมองรอยยิ้มประหลาดของนางราวกับคิดอะไรอยู่ในใจ
หลังจากกลับมาถึงจวน ฉู่สวินหยางก็ไปพบฉู่อี้อันในทันที วิเคราะห์ข้อมูลที่เหยียนหลิงจวินบอกกับนางให้ฉู่อี้อันฟังทั้งหมด
ฉู่อี้อันฟังไปอย่างเงียบๆ สีหน้าอารมณ์ไม่เปลี่ยนสักนิด
ฉู่สวินหยางฉงนอยู่ในใจ จึงลองเรียกเขาสักครั้งหนึ่ง “ท่านพ่อ!”
“อ้อ!” ฉู่อี้อันพลันได้สติ ก่อนจะปิดจดหมายราชการที่วางอยู่ด้านข้าง หันมามองนางแล้วเอ่ยว่า “เรื่องที่ฮ่องเต้กับกษัตริย์โม่เป่ยลอบติดต่อกัน ความจริงก่อนหน้านี้ข้าก็พอได้ข่าวมาอยู่บ้าง”
ฉู่อี้อันปกครองวังบูรพาได้อย่างมั่นคง คล้ายว่าตลอดทางที่เดินผ่านล้วนแต่ราบรื่นไร้ลมฝน ทว่าเบื้องหลังเขามีไม้ตายซุกซ่อนอยู่มากเท่าไร แม้แต่ฉู่สวินหยางเองก็ยังไม่ชัดเจนนัก
การที่เขาสามารถสืบข่าวของฮ่องเต้ทางนั้นได้ ฉู่สวินหยางไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อย แต่เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของฉู่อี้อันแล้ว นางก็ตระหนักได้ว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร
“ท่านพ่อก็ไม่รู้เช่นกันหรือเจ้าคะ ว่าพวกเขามีแผนอะไร” ฉู่สวินหยางถาม
ฉู่อี้อันมองนางครั้งหนึ่ง แม้จะไม่ได้ตอบออกมาตรงๆ แต่สายตาหนักใจที่เห็นได้รางๆ ก็บอกทุกอย่างชัดเจนแล้ว
หัวใจของฉู่สวินหยางยิ่งยากจะสงบ สองพ่อลูกต่างเงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายเป็นฉู่อี้อันที่เปิดปากออกมาก่อน “เรื่องนี้ข้าจะคอยระวัง เจ้าไม่ต้องกังวลมากนักหรอก ไม่ว่าฮ่องเต้จะมีแผนอะไร แต่คงไม่มีทางจุดไฟเผาตัวเองแน่”
“เจ้าค่ะ” ฉู่สวินหยางพยักหน้า รู้ว่าเรื่องบางเรื่องนางไม่อาจจัดการเองได้ ในใจจึงไม่กล้าผ่อนคลายแม้สักเสี้ยว
แน่นอนว่าฮ่องเต้ไม่มีทางจุดไฟเผาตัวเอง แต่นางก็ยังไม่ตัดความเป็นไปได้อีกข้อทิ้งไป ว่าไฟกองนั้นอาจจะแผดเผาผู้อื่นแทน…
หลังจากข้ามผ่านการสังหารนองเลือดครั้งสุดท้ายในชาติก่อน ฉู่สวินหยางก็เลิกเชื่อไปแล้วว่าฮ่องเต้จะคำนึงถึงสายสัมพันธ์ระหว่างบิดาและบุตร ตอนนี้ที่ต่างฝ่ายยังอยู่กันอย่างสงบ นั่นก็เพราะยังไม่ถึงเวลาที่ต้องพลิกหน้า
แต่วาจาเช่นนี้…
นางไม่อาจบอกให้ฉู่อี้อันฟัง เพราะอย่างไรเสียเขากับฮ่องเต้ก็เป็นบุตรบิดากัน!
ฉู่อี้อันเห็นท่าทางหม่นหมองของนาง ก็ลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดที่ด้านหลัง ยกมือลูบเรือนผมของนางเบาๆ “เรื่องใดๆ ล้วนมีพ่ออยู่ตรงนี้ หรือว่าซินเป่าไม่เชื่อใจพ่อเสียแล้ว”
ฉู่สวินหยางเงยหน้าขึ้นมองเขา สองพ่อลูกต่างมองตาแล้วส่งยิ้มให้กันอย่างเข้าใจ เวลานั้นพลันโยนเรื่องหนักอึ้งทิ้งไว้เบื้องหลัง
ฉู่สวินหยางนั่งเป็นเพื่อนเขาต่ออีกสักพัก เล่าเรื่องที่นางนัดเจอทั่วป๋าไหวอันอย่างคร่าวๆ ให้เขาฟังทั้งหมด แล้วจึงค่อยกลับไปพักผ่อนที่โถงจิ่นฮว่า
ฝนตกเปาะแปะตลอดทั้งคืน ฉู่สวินหยางหลับได้ดีผิดปกติ ตอนที่นางกำลังจมลึกสู่ห้วงนิทรา วันนี้ประตูใหญ่แห่งวังหลวงก็ได้เปิดออก เหล่าขุนนางที่รวมตัวกันอยู่ที่ท้องพระโรงกลับมีท่าทีแตกตื่น เกิดเป็นความสับสนอย่างที่ไม่เคยปรากฏ
องค์ชายห้าแห่งโม่เป่ยมาเยือนท้องพระโรงโดยไม่ได้รับเชิญ ประกาศขอสมรสพระราชทานกับธิดาองค์โตแห่งจวนอ๋องหนานเหอ ท่านหญิงอันเล่อผู้ครองสมญาหญิงงามอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ฉู่หลิงอวิ้น
เพราะเรื่องราวเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ความเงียบจึงเข้าครอบงำทั้งท้องพระโรง ทุกคนรวมทั้งฮ่องเต้ต่างก็แน่นิ่งไร้ปฏิกิริยาอยู่เป็นเวลานาน
หากว่าทั่วป๋าไหวอันพูดออกมาตั้งแต่แรกทีที่เข้าวัง ทุกคนก็คงจะไม่คิดมาก แต่นี่กลับทำเรื่องให้ยืดเยื้ออยู่หลายวัน แล้วจู่ๆ ก็โพล่งออกมาเช่นนี้ ผู้คนจึงรู้สึกฉงนและสงสัยกันเป็นธรรมดา
ฉู่ฉีเหยียนเป็นคนแรกที่ได้กลิ่นผิดปกติ มุมปากของเขาจึงยกเป็นรอยยิ้มงามตามแบบฉบับ เอ่ยเสียงมั่นใจว่า “องค์ชายบอกว่าต้องการแต่งกับพี่สาวของข้า? ข้าไม่ได้ฟังผิดไปกระมัง”
ทั่วป๋าไหวอันเบนหน้ามาสบตากับเขาครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ยกมือประสานต่อฮ่องเต้ที่นั่งอยู่เบื้องบน “ฝ่าบาท กระหม่อมอยากแต่งกับนางด้วยใจจริง มิเช่นนั้นคงไม่เข้าวังมาคารวะเป็นการณ์เฉพาะ แต่ก่อนตอนที่หม่อมฉันอาศัยอยู่ที่โม่เป่ยก็เคยได้ยินว่าท่านหญิงอันเล่อรูปโฉมโดดเด่น เป็นหญิงงามที่หาตัวจับได้ยาก หม่อมฉันชื่นชมท่านหญิงมานาน ขอฝ่าบาททรงส่งเสริมด้วย!”
ฮ่องเต้จ้องฎีกาในมืออยู่เนิ่นนาน ตอนนี้เพิ่งจะเงยหน้าขึ้น
เรื่องนี้…ถือว่าตึงมือนัก
การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์อย่างไรก็ต้องเกิดขึ้น เดิมคิดว่าหากทั่วป๋าไหวอันไม่เอ่ยปาก พระองค์ก็จะเลือกใครสักคนให้เขา แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับมาขอพระราชทานสมรสถึงตำหนักจินเตี้ยนอย่างเปิดเผย ทั้งผู้ที่ปรารถนายังเป็นแค่เชื้อพระวงศ์หญิงลำดับสามคนหนึ่ง หาใช่ธิดาของฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์ไม่ หากว่าพระองค์ไม่อนุญาต ก็จะกลายเป็นผู้ผิดต่อคำสัญญาเรื่องการเกี่ยวดองในครั้งนี้
แต่เหตุใดอยู่ดีๆ ทั่วป๋าไหวอันถึงได้มาขอสมรสพระราชทานกับฉู่หลิงอวิ้นได้
ฮ่องเต้เองตอนนี้ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจความคิดของทั่วป๋าไหวอันนัก แต่เรื่องนี้จำต้องจัดการให้จบต่อหน้าทุกๆ คน พระองค์ใช้ความคิดพักหนึ่ง จากนั้นก็ยันเข่าแล้วหัวเราะเสียงดัง ตรัสกับฉู่อี้หมินที่อยู่เบื้องล่างว่า “เหล่าเอ้อร์คนเขามาขอดวงใจของเจ้า ข้าผู้เป็นปู่อย่างไรก็ห่างออกมาลำดับหนึ่ง จึงต้องถามความเห็นของเจ้าก่อน ชายหนุ่มผู้นี้ ข้ามองแล้วว่าไม่เลว ในเมื่อเขาอยากจะเป็นเขยในจวนเจ้า เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร”
ฮ่องเต้กับหลัวฮองเฮาแตกต่างกัน การส่งฉู่หลิงอวิ้นออกไป สำหรับเขาแล้วไม่ได้มีสาระสำคัญใดๆ ทั้งสิ้น
ให้ฉู่หลิงอวิ้นแต่งออกไปอยู่โม่เป่ยอย่างนั้นรึ ฉู่อี้หมินไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย
ฉู่อี้หมินเก็บความแข็งทื่อบนใบหน้าไว้ไม่มิด แต่ยังคงพยายามรักษารอยยิ้มเอาไว้ กล่าวกับทั่วป๋าไหวอันว่า “องค์ชายห้าเมตตาแล้ว ข้าขอขอบใจเจ้าแทนบุตรสาว”
เปิดปากก็เอ่ยเบี่ยงประเด็น ก่อนจะโน้มตัวคารวะฮ่องเต้ที่นั่งอยู่เบื้องบน “ทว่าเสด็จพ่อ พระองค์ก็รู้จักอวิ้นเอ๋อร์ดี นางถูกฮองเฮาตามใจจนเสียนิสัย ดื้อรั้นยิ่งนัก องค์ชายห้าถูกใจนาง หม่อมฉันก็ไม่บ่ายเบี่ยง เกรงแต่ว่าด้วยนิสัยหัวแข็งของนาง เมื่อไปอยู่โม่เป่ยแล้วจะก่อเรื่องเข้า ทำให้ความน่าเกรงขามของราชสำนักเราต้องเสื่อมเสีย นั่นย่อมเป็นความผิดของกระหม่อม”
ทั่วป๋าไหวอันฟังออกถึงเจตนาบอกปัดในวาจาเขา แต่กลับทำเป็นไม่เข้าใจ ออกหน้ารับคำต่อด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านอ๋องคิดมากไปแล้ว ราชวงศ์โม่เป่ยของข้าหาได้มีระเบียบจารีตมากมาย อีกทั้งข้าก็สู่ขอนางด้วยใจจริง ย่อมไม่ปล่อยให้ท่านหญิงอันเล่อได้รับความลำบาก หากว่าท่านหญิงแต่งไปอยู่ที่โน่น ทั่วทั้งโม่เป่ยล้วนแต่ต้องเคารพให้เกียรตินาง ไม่มีทางใช้กฎเกณฑ์เหล่านั้นมาบีบคั้นนางแน่”
ฉู่อี้หมินสะอึกไป สีหน้าเริ่มย่ำแย่ขึ้นทุกที ขณะกำลังจะกล่าวเลี่ยง ก็ถูกฉู่ฉีเหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ลอบกระตุกชายเสื้อเอาไว้เสียก่อน
ก่อนหน้านี้ฉู่ฉีเหยียนไม่ได้ปริปาก ทว่าสายตากลับลอบสังเกตทุกกิริยาของทั่วป๋าไหวอันตั้งแต่ต้น เขารู้สึกว่าเรื่องวันนี้มีบางอย่างผิดปกติ จะต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่เขาไม่รู้อีกเป็นแน่
ดังนั้น ไม่ว่าจุดประสงค์ของอีกฝ่ายคืออะไร แต่การสมรสนี้ไม่อาจให้เกิดขึ้นได้เป็นอันขาด
ทว่าอีกฝ่ายยืนยันแน่วแน่ ทั้งยังอยู่เบื้องหน้าฝ่าบาท หากว่าเขาปฏิเสธชัดเจนจนเกินไป…
ฮ่องเต้คงเป็นคนแรกที่ต้องรู้สึกไม่พอพระทัยแน่
หลังจากกดอารมณ์ให้เย็นลงแล้ว ฉู่ฉีเหยียนจึงก้าวไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ได้รับความโปรดปรานจากองค์ชาย ถือเป็นโชคดีของจวนอ๋องหนานเหอ ทว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชั่วชีวิตของพี่สาวข้า คงต้องไต่ถามความเห็นนางสักคำ แล้วค่อยให้คำตอบแก่องค์ชาย”
คิดจะใช้แผนถ่วงเวลาสินะ?
ทั่วป๋าไหวอันแสยะยิ้มในใจ แต่บนใบหน้ากลับงบนิ่งดังเดิม หลังจากทำท่าไตร่ตรองแล้วก็ตอบว่า “ข้าได้ยินมาว่าธรรมเนียมการแต่งงานของพวกเจ้าชาวซีเยว่ต้องฟังคำสั่งพ่อแม่วาจาแม่สื่อ ทั้งท่านอ๋องหนานเหอก็ยืนอยู่ตรงนี้ จะตัดสินใจแทนบุตรสาวจวนตัวเองไม่ได้เลยหรือไร”
ความหมายในน้ำคำ คล้ายประชดว่าอีกฝ่ายช่างสะเพร่าเลอะเลือน ทว่าเมื่อคิดอย่างละเอียด มันสื่อถึงว่าฉู่อี้หมินช่างไร้น้ำยา…
แม้แต่งานมงคลของบุตรสาวยังไม่อาจตัดสินใจเองได้!
นี่ใช่การขอพระราชทานสมรสที่ไหนกัน? มันเป็นการท้าทายกันทั้งสิ้น!
ในใจของฉู่ฉีเหยียนเริ่มมีความเย็นเยียบแผ่ซ่าน...
หากทั่วป๋าไหวอันไม่ได้คิดจะขอพระราชทานงานมงคลจริงๆ แล้ววันนี้ที่เขามาทำเรื่องราวใหญ่โตกลางท้องพระโรงด้วยเหตุผลอันใด
ฉู่อี้หมินเดิมก็หาใช่คนมีความอดกลั้น ยิ่งถูกคำพูดของทั่วป๋าไหวอันเอ่ยกระทบครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนนี้หน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาวสลับกันมั่ว สีหน้าดูไม่ได้โดยสิ้นเชิง
ฉู่ฉีเหยียนคิดไม่ถึงว่าเขาจะโจมตีต่อหน้าธารกำนัล สีหน้าเข้มขึ้น เอ่ยว่า “องค์ชายระวังวาจาด้วย!”
เอ่ยจบก็ก้าวขาออกมายืนเบื้องหน้าฮ่องเต้ ประสานมือคารวะพร้อมกล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมกับท่านพ่อมิได้มีเจตนาเป็นอื่น เพียงแต่ฝ่าบาทก็ทรงทราบดี เสด็จย่าเองก็เคยตรัสเอาไว้ ว่างานมงคลของพี่หญิงต้องให้นางพยักหน้าตกลงก่อน จึงจะถือว่าอันตกลงโดยสมบูรณ์ แม้วาจาของฝ่าบาทจะแน่นหนักดั่งขุนเขา ทว่าเสด็จย่าก็เป็นมารดาของแผ่นดิน ต่อให้ท่านพ่ออยากจะตอบรับ อย่างไรก็ต้องแจ้งต่อเสด็จย่าสักคำ มิใช่เพื่อเหตุใดอื่น แต่เพราะความกตัญญูที่มิอาจมองข้ามพะยะค่ะ!”
หากว่าฮ่องเต้อยากให้งานมงคลนี้เกิดขึ้น เขาพูดอะไรไปก็คงไร้ประโยชน์ ต่อให้อ้างชื่อหลัวฮองเฮาก็ไม่มีความหมาย ทว่าด้วยเหตุผลนี้ มันพอจะกู้หน้าฉู่อี้หมินและจวนอ๋องหนานเหอคืนกลับมาได้เล็กน้อย ทั้งยังพอจะยืดเวลาออกไปได้สักระยะ บางทีอาจจะยังพอมีหนทางแก้ไข
เพียงแต่…
การจู่โจมของทั่วป๋าไหวอันในวันนี้ช่างประหลาดนัก ให้คิดอย่างไรเขาก็คิดไม่ตก!
ทั่วป๋าไหวอันได้ฟังดังนั้นก็ไม่ได้โกรธเคือง กลับพยักหน้าราวกับว่าเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้ง “ฮองเฮาเป็นถึงมารดาของแผ่นดิน เรื่องนี้ไม่อาจข้ามหน้าพระนางได้ ในเมื่ออ๋องหนานเหอมีความลำบาก กระหม่อมย่อมไม่ดันทุรังต่อ ทว่าเพื่อเรื่องนี้ กระหม่อมได้ทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อร้องขอต่อฝ่าบาท หลังจากที่ฝ่าบาทปรึกษากับฮองเฮาแล้ว ขอโปรดเร่งตอบกลับกระหม่อมจะได้หรือไม่”
ฮ่องเต้ไปพูดกับหลัวฮองเฮาด้วยตัวเอง? หลัวฮองเฮาจะกล้ามีคำว่า ‘ไม่’ หรือ
เดิมคิดว่าจะพอถ่วงเวลาไว้ได้ แต่กลับถูกวาจาสองสามประโยคของทั่วป๋าไหวอันทำแผนพังจนหมด!
เวลานี้ แม้จะเป็นฉู่ฉีเหยียนก็ไม่อาจหาเหตุผลมาบ่ายเบี่ยงได้อีก นัยน์ตาของเขาโชนแสง เบื้องลึกมีพายุโหมซัด เป็นความเงียบงันที่น่าขนลุก
ทั่วป๋าไหวอันย่อมรับรู้ได้…
การที่เขาเดินทางออกมาเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนี้ เดิมทีไม่หวังจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับใคร แต่เพราะฉู่สวินหยางบีบบังคับ จึงต้องสร้างความเกลียดชังระหว่างตนกับฉู่ฉีเหยียนอย่างไม่มีทางเลือก
สายตาของฉู่ฉีเหยียนทำให้เขาปวดศีรษะตุบๆ แต่ใบหน้าก็ยังประดับรอยยิ้มเอาไว้ เหมือนมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
ฮ่องเต้ชั่งใจอยู่นาน ตอนนี้ก็หาได้คิดวิธีอื่นใดออกอีก จึงได้แต่พยักหน้าเอ่ยตอบว่า “ย่อมได้ รอข้า…”
วาจายังไม่ทันจบ ก็มีขุนนางจากอีกด้านก้าวพรวดๆ ออกมาจากแถว คุกเข่าหลังตรงแน่วลงเบื้องหน้าพระพักตร์ เอ่ยเสียงเข้มเปี่ยมด้วยหลักการว่า “ฝ่าบาท เกรงว่างานมงคลระหว่างจวนอ๋องหนานเหอกับโม่เป่ยจะไม่อาจเกิดขึ้นได้พะย่ะค่ะ”
ทุกคนต่างตกตะลึง พากันมองตามเสียงไปด้วยความไม่เข้าใจเรื่องราวอย่างพร้อมเพรียงกัน
ซูหลินคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรง คารวะต่ำจนศีรษะติดพื้น เปล่งเสียงชัดก้องกังวานด้วยความมั่นอกมั่นใจ “เพราะว่าท่านหญิงอันเล่อหมั้นหมายกับกระหม่อมไว้ก่อนแล้ว นางไม่อาจแต่งให้กับองค์ชายห้าผู้นี้ได้อีกพะยะค่ะ”
—————————————————————–