สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 68 ควรยอมจำนนหรือไม่? (4)
ที่จวนอ๋องหนานเหอ ฉู่หลิงอวิ้นกำลังร้องห่มร้องไห้ สิ่งของในห้องถูกขว้างปาจนแตกละเอียดด้วยความเดือดดาล
นางนอนคว่ำร่ำไห้อยู่บนเตียง คนแซ่เจิ้งก็นั่งอยู่ข้างๆ หัวคิ้วพันกันยุ่ง พลางเอ่ยด้วยความเป็นห่วงว่า “เจ้าเลิกร้องไห้ได้แล้ว หาทางออกเช่นนี้ได้ถือว่าดีที่สุดสำหรับตอนนี้แล้ว ทั่วป๋าไหวอันก็บีบคั้นกันเกินไป หากเจ้าไม่แต่งให้สกุลซู เช่นนั้นจะตามองค์ชายห้ากลับไปอยู่ที่โม่เป่ยหรือไร”
“ข้าบอกว่าไม่แต่งก็คือไม่แต่ง!” ฉู่หลิงอวิ้นตวาดเสียงกร้าว เอื้อมมือไปคว้าหมอนแล้วเขวี้ยงลงบนพื้น
นางตะกายลุกขึ้นนั่ง คว้าแขนของคนแซ่เจิ้งด้วยน้ำตาอาบเป็นสาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเว้าวอนว่า “ท่านแม่ ท่านก็รู้ว่าข้าไม่เคยชอบซูหลิน หากว่าข้าคิดอะไรกับเขาจริงๆ ข้าจะรอจนวันนี้หรือ ตอนนี้ท่านจะให้ข้าแต่งกับเขาหรือเจ้าคะ ข้า…”
นางยิ่งพูดก็ยิ่งเกรี้ยวกราด โยนตัวใส่บ่าของคนแซ่เจิ้งแล้วร้องไห้ต่ออย่างรวดร้าว
“ความจริงซื่อจื่อซูก็ไม่เลว…” คนแซ่เจิ้งขมวดคิ้ว หลุดปากออกไป
“ไม่เลวอะไร?” คิดไม่ถึงว่าฉู่หลิงอวิ้นจะโมโหทันทีที่ได้ฟัง นางพลันเด้งตัวยืนขึ้น จ้องคนแซ่เจิ้งเขม็งด้วยตาที่บวมแดง ดวงหน้าสวยบิดเบี้ยวจนน่ากลัวเพราะความแค้นใจ “ท่านแม่ ข้าจะบอกท่านเป็นครั้งสุดท้าย ข้าไม่แต่ง!”
อารมณ์บนหน้าของคนแซ่เจิ้งพลันแข็งทื่อ ตาเบิกกว้าง ผ่านไปครึ่งวันก็ยังไร้ปฏิกิริยา
ฉู่หลิงอวิ้นเดือดดาลจนถึงขีดสุด ทั้งไม่เก็บกลั้นอารมณ์ เอาแต่ใช้สายตาลุกเป็นไฟจ้องมองนาง “หากพวกท่านบังคับข้า ถึงเวลานั้นข้าตัดสินใจทำอะไรลงไป ก็อย่ามาโทษข้าแล้วกัน!”
ระหว่างที่พูด มุมปากของนางก็แสยะเป็นยิ้มประหลาดน่ากลัว คนแซ่เจิ้งมองแล้วก็รู้สึกหวั่นใจขึ้นมา
คนแซ่เจิ้งพลันยืนขึ้นตามอย่างอดไม่ไหว “เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร หากยังพอมีวิธีอื่นแม้จะเพียงน้อยนิดให้เลือกได้ แม่มีหรือจะมาฝืนใจเจ้า แม่ก็มีเจ้าเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว เจ้าแต่งออกไปไม่เป็นสุข แล้วข้ามีความสุขหรือไร แต่ปัญหาจวนตัวแล้ว เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรได้ หรือจะให้พ่อเจ้าขัดราชโองการเล่า โม่เป่ยทางนั้นยังไม่เท่าไร แต่ถ้าแม้แต่สกุลซูยังกล้าหักหน้า ต่อให้เจ้ามีเสด็จย่าคอยให้ท้าย อนาคตก็ยากจะหาสกุลสูงศักดิ์เช่นนี้ได้อีก หรือเจ้าจะยอมลดตัวไปแต่งกับคนที่ต่ำกว่า”
นางยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห อกกระเพื่อมขึ้นลงมือฟาดลงบนโต๊ะแล้วกระแทกตัวนั่งบนเก้าอี้
ฉู่หลิงอวิ้นเพิ่งเคยเห็นมารดาที่อ่อนโยนและสูงสง่าเกรี้ยวกราดเป็นครั้งแรก ขณะตกอยู่ในความตะลึงก็ได้ยินประโยคข้างท้าย ดวงตาพลันสว่างวาบ
นางรีบดึงสติกลับมา อารมณ์สงบลงมาก สะบัดชายเสื้อครั้งหนึ่ง เอ่ยว่า “ต่ำกว่าข้าก็แต่ง ขอเพียงถูกใจข้าเป็นพอ แต่งกับคนที่ต่ำกว่าจะเป็นไรไป”
วาจายังไม่ทันจบดี ก็ได้ยินเสียงตวาดก้องมาว่า “หุบปาก!”
สองแม่ลูกสะดุ้งสุดตัว หันหน้ากลับไปมองพร้อมกัน ก็เห็นฉู่อี้หมินเดินข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าเดือดดาล
เขาชี้หน้าฉู่หลิงอวิ้นด้วยมือที่สั่นเทา ด่าทออย่างโมโหโทโส “เจ้าไม่รู้เลยหรือว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร เป็นถึงท่านหญิงจวนอ๋องหนานเหอ กลับเอ่ยวาจาต่ำช้าเช่นนี้หรือนี่ แต่งไม่แต่งอะไร? คำพูดเช่นนี้สมควรออกมาจากปากสตรีอย่างเจ้ารึ หากใครพูดออกไป เจ้าไม่ขายขี้หน้าคนอื่น แต่ข้ากับแม่เจ้ายังจะมีหน้าไปพบเจอผู้คนอยู่อีกหรือ”
ฉู่หลิงอวิ้นแม้จะถูกพะเน้าพะนอจนเย่อหยิ่ง แต่สำหรับผู้เป็นบิดานั้น นางกลับเกรงกลัวอยู่มาก ครั้นถูกฉู่อี้หมินตวาดใส่หน้าเช่นนี้ สีหน้าของนางจึงซีดเผือดไปทันที พลางกัดริมฝีปากด้วยความอดสู ไม่กล้าปริปากคัดค้านแม้แต่คำเดียว
“นายท่าน...” คนแซ่เจิ้งสงสารบุตรสาว จึงลุกขึ้นย่อกายคารวะฉู่อี้หมิน พลางเข้าไปลูบอกให้เขาคลายโทสะ เอ่ยว่า “อวิ้นเอ๋อร์นางยังคิดไม่ตก ท่านอย่าได้ถือสา ความจริงแล้วในสายตาหม่อมฉัน งานมงคลกับจวนอ๋องฉางซุ่นประเสริฐยิ่งนัก ซื่อจื่อซูผู้นั้น…”
ทันทีที่ฉู่หลิงอวิ้นได้ฟังดังนั้น น้ำตาพลันร่วงลงมาไม่ขาดสาย ไม่สนใจต่อความหวาดกลัวที่มีต่อฉู่อี้หมิน ปล่อยขาทิ้งเข่าลงพื้น หัวเข่าทับอยู่บนเศษแจกันที่แตกกระจาย กระโปรงพลันมีรอยเลือดไหลซึมออกมา
คนแซ่งเจิ้งตกใจ น้ำตาไหลพรากตามบุตรสาวไปด้วย ก่อนจะรีบร้อนเข้าไปดึงแก้วตาดวงใจให้ลุกขึ้น “เจ้าทำอะไรกัน มีอะไรก็บอกกับท่านพ่อเจ้าไปดีๆ ไม่ได้หรือ”
ฉู่หลิงอวิ้นเจ็บจนเหงื่อกาฬเย็นเยียบผุดออกมา แต่นางก็สะบัดมือผู้เป็นมารดาทิ้งอย่างดื้อรั้น แล้วคลานเข่าเข้าไปคว้าชายเสื้อคลุมของฉู่อี้หมิน เว้อวอนขอว่า “ท่านพ่อ ลูกขอร้องท่าน ท่านช่วยปฏิเสธงานแต่งครั้งนี้ด้วยเถิด ข้าไม่อยากแต่งให้ซูหลิน! ลูกไม่เคยร้องขออะไรต่อท่าน ขอแค่ครั้งนี้ ท่านพ่อช่วยลูกด้วยเถอะ!”
นางถูกเลี้ยงมาด้วยความทะนุถนอม แต่ไรก็ทนความลำบากไม่ไหว แม้จะเป็นแผนยอมเจ็บตัว แต่ฉู่อี้หมินก็รู้สึกตกตะลึงที่นางทำได้ถึงขนาดนี้
ดวงใจของคนแซ่เจิ้งปวดร้าวเหมือนถูกมีดกรีด นางรีบดึงชายแขนเสื้อเขาอีกคน “นายท่าน...ท่านว่า…เช่นนี้…”
ฉู่อี้หมินพลันคิดอะไรขึ้นมาได้ เหลือบมองฉู่หลิงอวิ้นที่ร่ำไห้ด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะสะบัดชายเสื้อหนีอย่างไร้อาลัย
“ลุกขึ้น!” เขาสั่งเสียงเข้ม
“ไม่! ถ้าท่านพ่อไม่รับปากลูก ลูกก็จะคุกเข่าอยู่แบบนี้!” ฉู่หลิงอวิ้นตัดสินใจเด็ดขาด ดวงหน้าขาวไร้สี แต่ก็ยังฝืนทนไม่ยอมขยับ
คนแซ่เจิ้งโถมตัวเข้าไปหา ตะครุบมือเขาไว้อย่างแรง “นายท่าน ในเมื่ออวิ้นเอ๋อร์ไม่อยากแต่ง เรื่องนี้ก็แล้วไปเถอะ หากท่านลำบากใจ ข้าเอง! ข้าจะไปขอร้องกับฝ่าบาทเอง ขอให้ฝ่าบาท…”
บัดนี้ผู้เป็นมารดาเจ็บปวดรวดร้าวแทนธิดา จึงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
ฉู่อี้หมินหันหน้ากลับไปมองฉู่หลิงอวิ้นด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น มีเพียงความลังเลชั่วแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ยอมอ่อนข้อ เพียงสั่งเสียงเย็นว่า “เมื่อครู่แม่นมเหลียงมาส่งข่าวจากในวัง เสด็จย่าของเจ้าไปขอสมรสพระราชทานกับสกุลซูเบื้องหน้าพระพักตร์แล้ว อย่างช้าสุดพรุ่งนี้เช้า พระราชโองการก็จะถูกสั่งลงมา เจ้าก็เตรียมใจแต่งออกไปอย่างสงบเถอะ!”
เขาพูดจบก็สาวเท้าเดินไปทางประตู
ร่างของฉู่หลิงอวิ้นโอนเอน สองขาที่เจ็บปวดพลันอ่อนยวบ ทิ้งตัวลงกับพื้น
คนแซ่เจิ้งก็ไม่คิดว่าหลัวฮองเฮาจะเคลื่อนไหวรวดเร็วถึงเพียงนี้ นางนิ่งงันไปพักหนึ่งถึงรู้สึกตัวคล้ายตื่นจากความฝัน ถามย้ำอีกครั้งว่า “กำหนดเรียบร้อยแล้วหรือเจ้าคะ”
“อืม!” ฉู่อี้หมินพยักหน้า ไม่เอ่ยวาจามากมาย เดินจากไปอย่างไม่หยุดฝีเท้า
“พวกเจ้าสองคน ยังไม่รีบพยุงอวิ้นเอ๋อร์ขึ้นมาอีก” คนแซ่เจิ้งยังมีเรื่องที่ต้องถามเขา ทางหนึ่งก็ก้าวขาตามออกไป อีกทางก็สั่งการจื่อซวี่และจื่อเหวย
ทว่ายังไม่ทันจบคำดี พลันได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมสูงดังมาจากฉู่หลิงอวิ้นที่อยู่ด้านหลัง “ท่านพ่อ!”
ฉู่อี้หมินมุ่นคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ หันหน้ากลับไปมอง คนแซ่เจิ้งที่ยืนข้างๆ เข่าอ่อน แทบจะทรุดลงกับพื้น
ระหว่างกลางถูกกั้นด้วยครึ่งหนึ่งของลานกว้าง ฉู่หลิงอวิ้นที่อยู่ในเรือน มือถือเศษกระเบื้องชิ้นหนึ่งจ่อเข้าที่ลำคอของตน สาวใช้สองคนตกใจหน้าไร้สี ยืนอยู่ด้านข้างไม่กล้าเคลื่อนไหว
ฉู่หลิงอวิ้นจ้องมองบิดา สายตาทอประกายคับแค้นออกจากเบื้องลึก เอ่ยเน้นทีละคำว่า “ถ้าพวกท่านบังคับข้า ข้าก็จะตายอยู่ตรงนี้”
“อวิ้นเอ๋อร์เจ้าอย่าวู่วามนะ!” คนแซ่เจิ้งโบกมือด้วยความลนลาน พูดจาสับสน
ฉู่หลิงอวิ้นก็ใจเด็ด นางกัดฟัน หยัดคอตั้งตรง ใช้ปลายแหลมของกระเบื้องกรีดเข้าที่ลำคอขาวผ่องจนมีเลือดซึมออกมา
คนแซ่เจิ้งหวีดร้องพยายามจะกระโจนเข้าไปหา แต่สายตาของฉู่อี้หมินเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บแล้วกระชากข้อมือของนางไว้
เขาจ้องมองฉู่หลิงอวิ้น
สายตาของพ่อลูกที่ปะทะกันเหมือนกำลังมองศัตรูคู่แค้น
“ขู่ข้ารึ?” ฉู่อี้หมินแสยะยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนไปพูดอีกเรื่องด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย “ยังไม่เคยมีใครยกเลิกสมรสพระราชทานกลางคันมาก่อน ถ้าเจ้ากล้า ข้าผู้เป็นบิดาก็จะไม่ห้ามเจ้า แต่ว่า…แม้เจ้าจะตาย ข้าก็จะให้คนหามศพเจ้าไปส่งสกุลซู”
ฉู่อี้หมินกล่าวจบก็กระชากคนแซ่เจิ้งออกนอกเรือนไป ไม่ใยดีต่อการดิ้นรนของภรรยาแม้แต่น้อย
ดวงตาของฉู่หลิงอวิ้นเบิกกว้าง นั่งเหม่ออยู่ที่เดิมเนิ่นนานไม่ขยับเขยื้อน...
แม้ใช้ความตายมากดดันก็ยังไม่ได้ผล?
นางรู้สึกว่าทั่วร่างไร้เรี่ยวแรง คล้ายว่าจมอยู่กลางน้ำลึกที่เย็นจับขั้วหัวใจ สายตาทอดมองไกลด้วยความสิ้นหวัง
สาวใช้สองคนขยับเข้าไปใกล้ทั้งน้ำตา ลองดึงมือนางด้วยความระวัดระวัง “ท่านหญิง ลุกเถอะเจ้าค่ะ”
ฉู่หลิงอวิ้นไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้สองคนหยิบเศษกระเบื้องในมือออก ให้พวกนางประคองไปนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านข้างอย่างไร้วิญญาณ
ทั้งสองไม่กล้าปลอบนาง ได้แต่จัดการบาดแผลให้นางอย่างรอบคอบใส่ใจ
ฉู่หลิงอวิ้นเป็นเหมือนกับหุ่นไม้ที่ให้คนเชิดได้ตามใจชอบ ดวงตาคลอปริ่มด้วยน้ำ แต่ไม่ปล่อยให้ไหลลงมา…
ไม่มีผู้ชม น้ำตาก็เป็นเพียงของประกอบฉาก เหตุใดต้องสิ้นเปลือง
นางควรยอมจำนนหรือ นางจะต้องแต่งกับซูหลินจริงๆ หรือ นี่เป็นเรื่องที่นางไม่เคยคิดมาก่อนเลย
ทางด้านฉู่หลิงอวิ้นยังตึงเครียด ฉู่อี้หมินทางนั้นพอคล้อยหลังก็สั่งคนให้ปิดตายเรือนของนาง หากไม่มีการออกนอกจวนอย่างเป็นทางการ ก็ไม่อนุญาตให้นางก้าวเท้าออกมาแม้แต่ก้าวเดียว
ฉู่ฉีเหยียนเพิ่งรู้เรื่องก็รีบตามมาดู ฉู่หลิงอวิ้นยังนั่งหน้านิ่งไร้อารมณ์อยู่ที่เก่า ไม่ยอมส่งเสียงสักแอะ ฉู่ฉีเหยียนเห็นท่าทางนางเป็นเช่นนั้น ก็ไม่เอ่ยวาจาจอมปลอมน่าฟัง เพียงนั่งเป็นเพื่อนนางสักพักก่อนจะจากไป
เขาเดินออกจากเรือนด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ก่อนจะเจอกับหลี่หลินที่สาวเท้าเข้ามาอย่างเร่งร้อน
“ซื่อจื่อ เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล คล้ายจะเกี่ยวกับวังบูรพาจริงๆ ขอรับ!” หลี่หลินปรี่มาถึง ก็รายงานผลกับฉู่ฉีเหยียนทันที
หัวใจของฉู่ฉีเหยียนพลันบีบรัด รีบห้ามเขาไว้ เอ่ยเสียงทุ้มว่า “กลับไปค่อยคุย!”
ทว่าสายเกินไปแล้ว เพราะด้านหลังมีเสียงเย็นเยียบไร้อารมณ์ของฉู่หลิงอวิ้นดังลอยมา “พวกเจ้าว่ามีเรื่องอะไรเกี่ยวกับวังบูรพาหรือ”
—————————————————————–