สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 69 แค้นใจ (1)
ฉู่ฉีเหยียนสูดความหนาวเหน็บเข้าปอด
“ท่านหญิง!” หลี่หลินเห็นสีหน้าของเขา อารมณ์บนใบหน้าก็เปลี่ยนโดยฉับพลัน ก้มหน้ากลั้นหายใจ ไม่กล้าปากมากแม้แต่คำเดียว
ฉู่หลิงอวิ้นยืนอยู่บนบันไดตรงประตู ดวงหน้าครึ่งหนึ่งถูกบดบังด้วยแสงโคมภายในเรือน สีหน้ายากจะคาดเดา แต่เสียงนั้นมีเพียงความเย็นชา ไร้ซึ่งเศษเสี้ยวความอบอุ่น
“เมื่อครู่พวกเจ้าบอกว่าเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับวังบูรพา” หลี่หลินไม่ตอบ ฉู่หลิงอวิ้นจึงก้าวเท้าเข้ามาใกล้อีก
บนหน้าของฉู่ฉีเหยียนมีความเคร่งเครียดอยู่หลายส่วน เดิมทีเขาไม่อยากให้กระทบอารมณ์ฉู่หลิงอวิ้น แต่ในเมื่อนางรู้แล้ว ถ้ายังปิดบังต่อไปเรื่องราวมีแต่จะกลับตาลปัตร
“ว่ามาสิ มีเรื่องอะไร” ฉู่ฉีเหยียนสูดหายใจลึก ล้มเลิกความคิดที่จะปกปิดนาง
หลี่หลินรู้ตัวว่าก่อเรื่องเข้าแล้วก็กระวนกระวายอย่างหนัก ได้แต่เปิดปากเล่าตามความจริง “ข้าน้อยได้รับคำสั่งจากซื่อจื่อให้ตามสืบเรื่องนี้เป็นพิเศษ องค์ชายห้าแห่งโม่เป่ยไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ว่า…”
เขาเล่าไปก่อนจะชะงักด้วยความหวาดกลัว หางตาแอบชำเลืองมองสีหน้าของฉู่หลิงอวิ้น แล้วเอ่ยต่อว่า “เมื่อวานตอนเที่ยง ท่านหญิงสวินหยางผลุนผลันออกจากจวนไปที่หอยลนที อยู่ที่นั่นประมาณครึ่งชั่วยามก่อนจะกลับไป เหมือนว่า…ไปเจอกับใครคนหนึ่ง”
สีหน้าของฉู่ฉีเหยียนอึมครึม แต่ไม่ได้เอ่ยวาจา
ฉู่หลิงอวิ้นพลันแค่นหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง “เจ้าจะพูดอะไรก็พูดออกมาทีเดียวเลย ต่อหน้าข้ายังจะอมพะนำอะไรอีก”
หลี่หลินยิ้มขื่นในใจ แต่เห็นว่าฉู่ฉีเหยียนไม่ได้คัดค้าน จึงฝืนเล่าเรื่องต่อ “ข้าน้อยรู้สึกประหลาดใจ จึงลองไปสืบที่ตำหนักรับรอง เมื่อวานตอนใกล้เที่ยงองค์ชายห้าไม่อยู่ที่ตำหนักจริงๆ แต่เพราะเขาเคลื่อนไหวลึกลับ มีเพียงองครักษ์ติดตามอยู่คนเดียว สุดท้ายไปที่แห่งใดก็สุดจะรู้ได้”
ฉู่สวินหยาง?
เรื่องนี้เป็นฝีมือของนาง?
แต่เหตุใดทั่วป๋าไหวอันจึงยอมให้นางบงการได้เล่า
อารมณ์ของฉู่ฉีเหยียนเปลี่ยนพลิกในทันที มุ่นคิ้วถามว่า “เท่านี้รึ?”
“ขอรับ!” หลี่หลินตอบ “องค์ชายห้าฐานะไม่ธรรมดา ตำหนักรับรองทางนั้นก็แทรงแซงเข้าไปลำบาก แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ คนที่ท่านหญิงสวินหยางไปพบเมื่อวาน มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นเขา”
“ฉู่สวินหยาง?” ฉู่หลิงอวิ้นขบริมฝีปาก สีหน้าเดี๋ยวขาวเดี๋ยวดำ เค้นเสียงชัดทุกคำ
หลี่หลินพูดจบไม่ทันไร ฉู่หลิวอวิ้นไม่รอให้ฉู่ฉีเหยียนเปิดปาก ก็สะบัดชายเสื้อหมุนตัวเข้าเรือนไปแล้ว
ฝีเท้าของนางร้อนเร่ง ชายกระโปรงสะบัดพริ้วอยู่เบื้องหลัง เกิดเป็นเสียงเสียดสีแฝงพลังอยู่เลือนราง
ฉู่ฉีเหยียนมองตามแผ่นหลังของนางไป หัวคิ้วยิ่งพันกันแน่น...
เกรงว่าเรื่องนี้ไม่อาจจบลงอย่างสวยงามได้เลย
หลี่หลินรู้สึกเสียใจมากกว่าเก่า เขาทิ้งเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าฉู่ฉีเหยียน “ข้าน้อยประมาทเอง เมื่อครู่…”
“ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก” ฉู่ฉีเหยียนยกมุมปากด้วยความกลัดกลุ้ม ก่อนจะเหลือบตามองคนสนิทครั้งหนึ่ง “ถ้าเรื่องนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล ช้าหรือเร็วนางก็ต้องรู้อยู่ดี”
ฉูู่หลิงอวิ้นไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาเอาเปรียบ ครั้งนี้โดนกลั่นแกล้งอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ต่อให้ตนไม่สืบ ลับหลังนางก็คงไปก่อเรื่องใหญ่โตแน่
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ในใจหลี่หลินก็ยังรู้สึกผิด เขาลุกขึ้นแล้วเอ่ยคำด้วยสีหน้าลำบากใจ “หากว่าเป็นฝีมือของวังบูรพาจริงๆ นั่นก็มิใช่เรื่องเล็กๆ ซื่อจื่อ พวกเขาควรทำอย่างไรดีขอรับ”
“วันพรุ่งนี้พระราชโองการจะถูกประกาศออกมาแล้ว เจ้าว่ายังทำอะไรได้อีก?” ฉู่ฉีเหยียนทำเสียงหยัน ย้อนถาม
หากรู้แต่ต้นว่าวังบูรพาอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ต่อให้มีผลประโยชน์มหาศาลรออยู่ เขาก็คงไม่ยุให้คนแซ่เจิ้งไปขอร้องหลัวฮองเฮาแล้ว แต่ว่า…
เสียใจตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว
หลี่หลินปิดปากเงียบ ก้มหน้าลงด้วยความตึงเครียด
“แต่ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เราเห็นภายนอกแน่” ฉู่ฉีเหยียนรำพึงกับตัวเอง ทอดถอนใจต่อแสงจันทร์ที่ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นฟ้า
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ เขาพลันเหล่มองหลี่หลินที่อยู่ข้างกาย เอ่ยว่า “เจ้าเคยเจอฉู่สวินหยาง ตามความคิดเจ้า หากว่านางมีแผนนี้อยู่ในใจ เหตุใดจึงทิ้งเบาะแสชัดเจนขนาดนี้ให้เราสืบพบ หากนางไปพบทั่วป๋าไหวอันจริง เหตุใดไม่พบกันอย่างลับๆ แต่กลับนัดเจอกันกลางวันแสกๆ”
หลี่หลินชะงักไป เพราะเขาไม่เคยพิจารณาถึงจุดนี้
ฉู่ฉีเหยียนหัวเราะเสียงขื่น นวดกลางหว่างคิ้วอย่างเหนื่อยล้า เอ่ยพลางส่ายศีรษะว่า “ช่างเถอะ เรื่องนี้กลับไปค่อยว่ากันใหม่”
เขาก้าวเท้าจากไป เดินไปได้สองก้าวก็หันหน้ากลับมาอีกครั้ง สั่งการว่า “อีกเดี๋ยวเจ้าส่งคนรู้งานจับตาดูที่นี่ไว้สักสองสามคนนะ”
ด้วยฉู่ฉีเหยียนรู้จักนิสัยของฉู่หลิงอวิ้น ผู้ป็นพี่สาวดี เดิมนางก็ไม่ชอบใจการแต่งงานครั้งนี้อยู่แล้ว ยิ่งมารู้ว่าถูกคนอื่นเล่นงาน ในใจย่อมไม่อาจทนอยู่เฉยได้
แต่ตอนนี้ไม้กลายเป็นเรือ ไม่ว่าจะเป็นแผนการของฉู่สวินหยางหรือไม่ เขาก็ไม่มีทางให้ถอย
ฮ่องเต้พระราชทานงามสมรส ส่วนหนึ่งก็เป็นฝีมือของหลัวฮองเฮา หากว่างานแต่งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น ย่อมเสื่อเสียไปถึงฮ่องเต้และฮองเฮา ผลลัพธ์เช่นนี้…
ไม่ใช่สิ่งที่จวนอ๋องหนานเหอจะแบกรับไหว
“ข้าน้อยรู้ว่าต้องทำอย่างไร ซื่อจื่อวางใจได้ขอรับ” หลี่หลินตอบ เขาสังเกตเห็นความอ่อนล้ากลางหว่างคิ้วของฉู่ฉีเหยียน จึงอดจะเอ่ยเตือนไม่ได้ “เพื่อวางเส้นทางการค้าสายตะวันตกเส้นใหม่ ช่วงนี้ซื่อจื่อต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงไปมาก ท่านต้องระวังสุขภาพของตัวเองด้วยนะขอรับ”
“เรื่องเล็กน้อยน่ะ ไม่ได้เหนื่อยมากนักหรอก” ฉู่ฉีเหยียนกล่าว ขบคิดเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสริมว่า “กลับไปเจ้าหาโอกาสพาจื่อเหวยมาพบข้าด้วย”
“ขอรับ!” หลี่หลินรับคำ
ฉู่ฉีเหยียนถึงหมุนกายจากไปก่อน
…
ภายในเรือน ฉู่หลิงอวิ้นนั่งหันหน้าให้แสง เครื่องหน้าประณีตยิ่งดูชดช้อยเมื่อกระทบกับแสงเทียนจากโต๊ะด้านข้าง ริมฝีปากแดงปลั่งดั่งเลือด อารมณ์เบื้องลึกในดวงตามีไอสังหารลอยออกมาเบาบาง
สาวใช้สองคนยืนอยู่ด้านหลังทั้งซ้ายและขวาอย่างระแวดระมัด แม้จะรู้ว่านางอารมณ์ไม่ดี แต่ก็ไม่มีใครอาจหาญเข้าไปปลอบนาง
นิ้วมือของฉู่หลิงอวิ้นวางอยู่บนกล่องชาดสีแดง ความคิดลอยล่องไปไกล แรงของปลายนิ้วไม่เสมอกัน เล็บคมที่ถูกตัดแต่งมาจึงควักเนื้อชาดจนกลายเป็นรู กล่องชาดทั้งกล่องพลิกคว่ำ สาดใส่กระโปรงสีท้องฟ้าของนางจนกลายเป็นสีแดงเข้ม ชวนให้รู้สึกแปลกพิกลเมื่ออยู่ภายใต้แสงเทียน
“ท่านหญิงระวังนะเจ้าคะ” จื่อเหวยครางเสียงต่ำ รีบเข้าไปประคองนาง ทางหนึ่งก็จัดการกระโปรงนางให้เรียบร้อย เอ่ยว่า “กระโปรงเปื้อนเสียแล้ว บ่าวจะช่วยท่านเปลี่ยนชุดใหม่นะเจ้าคะ”
“อย่างนี้ก็ดีแล้ว เจ้าไม่รู้สึกว่าสีนี้ดูเป็นมงคลหรอกรึ” ฉู่หลิงอวิ้นพลันเผยยิ้มให้ และดึงมือของนางออก
นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปด้านในห้อง พลางทิ้งคำพูดเอาไว้เบื้องหลังว่า “ไม่ใช่ว่าจะมีงานมงคลหรือไร พวกเจ้าไปเตรียมตัวเถอะ พรุ่งนี้ตอนรับราชโองการจะได้ไม่เกิดเรื่องผิดพลาด เดี๋ยวจะกลายเป็นขี้ปากคนอื่นอีก”
ไม่มีใครได้เห็นสายตาสว่างวาบ ทิ่มแทงดั่งมีดคมคู่นั้น…
‘ฉู่สวินหยาง คอยดูเถอะ! คิดจะเล่นงานข้า? ก็ต้องดูว่าเจ้ามีความสามารถพอหรือไม่!’
สาวใช้สองคนมองหน้ากัน ต่างก็รู้สึกหนาววูบอย่างไม่ได้นัดหมาย เพียงแต่ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ทั้งคู่ต่างผละสายตาหนี ด้วยไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว
จื่อซวี่เป็นคนดูแลอาภรณ์และเครื่องประดับภายในเรือนของฉู่หลิงอวิ้น จึงรั้งตัวอยู่เพื่อตระเตรียมเครื่องแต่งเต็มยศให้นางใช้รับราชโองการในวันรุ่งขึ้น
ส่วนจื่อเหวย ทันทีที่ออกมาจากเรือนก็ถูกหลี่หลินซึ่งรออยู่ตรงนั้นก่อนแล้วดักทางเอาไว้ แล้วพาไปพบฉู่ฉีเหยียนที่ห้องหนังสือ
ขณะนี้ ฉู่ฉีเหยียนกำลังพลิกอ่านจดหมายบางส่วนอยู่หลังโต๊ะ คล้ายว่าจะเป็นเรื่องสลักสำคัญ หว่างคิ้วจึงขมวดเล็กน้อยและเจือความตึงเครียดอยู่ตลอด เค้าโครงครึ่งหน้าถูกเงาของโคมไฟทาบทับ ชวนให้คนรู้สึกกดดันด้วยแรงมหาศาล แม้ดวงหน้านั้นจะรูปงามโดดเด่น แต่หลังจากที่เหลือบตามองอย่างรวดเร็วครั้งหนึ่งตอนที่ผ่านประตูเข้าไป จื่อเหวยก็รีบกดสายตาต่ำ คุกเข่าลงบนพื้นด้วยความนอบน้อม
ฉู่ฉีเหยียนใช้เวลาจัดการจดหมายเหล่านั้นอยู่สักพัก จื่อเหวยคุกเข่าจนขาแทบจะชาไปทั้งแถบ เขาถึงได้วางของในมือลง เอนกายพิงพนักเก้าอี้เอ่ยว่า “เล่าเรื่องทั้งหมดที่ท่านหญิงทำหลังจากที่กลับมาจากเมืองฉู่ให้ข้าฟัง ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ เล่ามาให้ข้าฟังทั้งหมด”
ฉู่หลิงอวิ้นกับฉู่ฉีเหยียนเป็นพี่น้องที่เกิดจากชายาเอก ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดีมาก แต่ก็มีเรื่องบางเรื่องที่ไม่อาจแบ่งปัน
—————————————————————–