สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 71 ขอใต้เท้าเหยียนหลิงยิ้มให้สักนิดจะได้หรือไม่ (4)
เหยียนหลิงจวินยืนตากไอเย็น ตรึกตรองอยู่เนิ่นนาน
หิมะเบาหวิวยังคงร่วงโรยลงมาไม่หยุด เพียงไม่นานก็ฝังกลบรอยเท้าที่ทิ้งไว้เป็นทางยาวรอบตัวเขาจนมิด ร่างที่ยืนสงบนิ่งใต้หิมะกลางป่าเหมยแดงคล้ายจะกลายเป็นหินจารึก ที่ตั้งตระหง่านอย่างเย่อหยิ่งและโดดเดี่ยว ค่อยๆ หลอมรวมเป็นของประดับชิ้นหนึ่งในฉากหิมะสีขาว
เวลานั้น ที่ด้านหลังภูเขาจำลองอีกลูกที่ห่างออกไป รอยยิ้มเย็นเยือกแปลกประหลาดปรากฏอยู่บนใบหน้าของสตรีผู้หนึ่ง
“เห็นแล้วใช่หรือไม่ พี่สามของเจ้าหาใช่คนธรรมดา กลางวันแสกๆ ยังประพฤติตัวชั่วช้าเช่นนี้ได้” ซูหว่านแสยะยิ้ม น้ำเสียงทั้งดุดันและอำมหิต
ฉู่เยว่เหยียนฟังอยู่ข้างๆ สายตาจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของเหยียนหลิงจวินซึ่งยืนไม่ไหวติงอยู่กลางหิมะไกลออกไป มือออกแรงบีบเตาพกเคลือบทองใบเล็กจนสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่กระดูกข้อต่ออยู่รางๆ
ฉู่สวินหยาง! ฉู่สวินหยางอีกแล้ว!
นางถือสิทธิ์อะไร
เหยียนหลิงจวินหล่อเหลาโดดเด่นถึงเพียงนั้น เหตุใดถึงไปคลุกคลีอยู่กับนางนั่นได้
นางอายุยังน้อย แต่ก่อนยังไม่เข้าใจว่าความรู้สึกระหว่างหนุ่มสาวคืออะไร แต่ตอนนี้ได้เห็นท่าทางที่ทั้งสองเดินเคียงคู่กัน แม้จะจากที่ไกลๆ ก็ยังรู้สึกทิ่มแทงสายตานัก!
ฉู่สวินหยางถือสิทธิ์อะไร? พวกนางฐานะเท่าเทียมกัน ไม่! ฐานะของนางยังจะสูงกว่าเสียด้วยซ้ำ ท่านตาของนางเป็นถึงติ้งเป่ยโหว[1] ตระกูลฝั่งท่านแม่มีทั้งชื่อเสียงและอำนาจ แต่เหตุใดนางถึงได้ต่ำต้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่เกิดจากคนชั้นทรามอย่างฉู่สวินหยางที่ไม่เพียงยึดความรักจากท่านพ่อไว้คนเดียว วันนี้ยังคิดจะผูกสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจหน้าใหม่ที่โดดเด่นเกินใครๆ อย่างเหยียนหลิงจวินอีก
ถือสิทธิ์อะไรกัน เหตุใดเรื่องดีๆ ในใต้หล้าถึงได้ถูกฉู่สวินหยางครอบครองไว้จนหมด
ฉู่เยว่เหยียนกัดริมฝีปากไม่พูดจา นัยน์ตาเบื้องลึกดำมืด ซูหว่านมองเห็นความริษยาและชิงชังในดวงตานั้นอย่างชัดเจน
ซูหว่านเผยยิ้ม จูงมือนางกลับไปที่ถนนสายเล็กๆ ด้านข้าง สาวใช้ที่รออยู่ไกลๆ กระวีกระวาดตามมาติดๆ
ทั้งสองคนเดินกลับไปด้วยต่างคนต่างใช้ความคิด ซูหว่านใช้หางตาสังเกตสีหน้าของฉู่เยว่เหยียน ก่อนจะจงใจเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ปีหน้าพี่สามของเจ้าก็อายุครบสิบห้าแล้วกระมัง ดูท่าผ่านปีใหม่ไปก็คงต้องคิดเรื่องออกเรือนแล้ว ไม่รู้ว่าใต้เท้าเหยียนหลิงจะผ่านเกณฑ์แล้วมีข่าวดีออกมาหรือไม่” วาจาเช่นนี้ ปกติก็ไม่ควรเอามาวิพากษ์กันลับหลัง เห็นได้ชัดว่าซูหว่านจงใจปลุกเร้าฉู่เยว่เหยียน พูดจบก็หลุดหัวเราะพลันเปลี่ยนเรื่อง
“แต่องค์รัชทายาทรักใคร่นางมาก เรื่องนี้ใครเขาก็รู้กันทั่ว จากท่าทีของนางกับใต้เท้าเหยียนหลิง เชื่อว่าแปดส่วนคงมีใจชอบพอกันอยู่บ้าง หากว่าตัวนางยินยอม องค์รัชทายาทคงไม่ขัดข้องเป็นแน่ เพราะอย่างไรความรู้ความสามารถของใต้เท้าเหยียนหลิงก็นับว่าอยู่แถวหน้า อายุเท่านี้ก็ควบคุมดูแลสำนักหมอหลวงได้แล้ว อนาคตจะรุ่งเรืองไปอีกไกลเท่าไรก็สุดรู้”
ฉู่เยว่เหยียนได้ฟังแล้วก็ยิ่งเหมือนถูกเผาด้วยไฟริษยา เอ่ยเสียงลอดฟันว่า “ก็แค่คนชั้นต่ำไร้ยางอาย!”
ซูหว่านหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นเบาๆ ว่า “เรื่องที่ข้าคุยกับเจ้าครั้งก่อน เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่”
ความคิดของฉู่เยว่เหยียนถูกกระชากกลับมาในทันที นางทำท่าไตร่ตรองพลางหลบตา ก่อนจะตอบกลับด้วยสีหน้าลำบากใจว่า “แม้นางนั่นจะน่ารังเกียจ แต่อย่างไรก็เป็นเลือดเนื้อของท่านพ่อ ข้าคุยเรื่องนี้กับพี่ใหญ่แล้ว แต่ว่าเขา…”
ฉู่ฉีฮุยไม่ยอมยื่นมือเข้ามายุ่ง นางเองก็จนปัญญา
“ท่านจ่างซุนมีจิตใจเมตตา จะระลึกถึงสายใยของพี่น้องก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้” ซูหว่านไม่ได้แปลกใจกับสิ่งนี้ แต่ถอนหายใจอย่างเสียดายไปครั้งหนึ่ง
ฉู่เยว่เหยียนกลัวว่านางจะไม่พอใจ รีบดึงชายแขนเสื้อของนางไว้ เอ่ยว่า “พี่หญิงซูอย่าได้ใจร้อน กลับไปข้าจะหาโอกาสคุยกับพี่ใหญ่อีก...”
“เจ้าจะร้อนรนไปไย ข้ามิได้โทษเจ้าเสียหน่อย” ซูหว่านยิ้ม ตบหลังมือของนางเป็นการปลอบโยน
ฉู่เยว่เหยียนเห็นว่ารอยยิ้มนางไม่ได้ดูเสแสร้งถึงค่อยสงบใจ แลบลิ้นเลียริมฝีปาก เอ่ยว่า “ข้ากลัวพี่หญิงจะคิดว่าข้าไม่พยายาม นางกล้าทำร้ายท่าน ท่านวางใจเถอะ ข้าจะช่วยท่านเอาคืนนางให้ได้”
ซูหว่านได้ฟังดังนั้นก็ขอบตาพลันแดงระเรื่อ กุมมือของนางอย่างซึ้งใจ “ได้ฟังคำนี้ของเจ้า ไม่เสียแรงแล้วที่ข้าให้เจ้าเป็นคนสนิทรู้ใจ”
ฉู่เยว่เหยียนเบาใจในที่สุด แต่วินาทีต่อมาก็เห็นนางขมวดคิ้วเป็นปม แล้วทอดถอนใจด้วยความกังวลเต็มหน้า กล่าวว่า “แต่ที่ข้าพูดเรื่องพวกนั้นกับเจ้าก็ไม่ใช่เพื่อตัวข้าเพียงคนเดียว ในเมื่อเจ้าเอ่ยปากเรียกข้าว่าพี่ อย่างไรข้าก็ย่อมจะมีใจคำนึงถึงเจ้าด้วย เมื่อครู่เจ้าบอกว่าท่านจ่างซุนไม่ยอมลงมือกับนางเพราะเห็นแก่สายโลหิตเดียวกัน พวกเจ้ามองผู้อื่นเป็นเหมือนคนในครอบครัว แต่ผู้อื่นก็ไม่แน่ว่าจะคิดอย่างเดียวกัน”
หัวใจของฉู่เยว่เหยียนกระตุกวูบ เอ่ยด้วยหน้าซีดเผือดว่า “พี่หญิงหมายถึงพี่รองฉีเฟิง…”
“อย่างไรก็คนละแม่” ซูหว่านพยักหน้าน้อยๆ อย่างเป็นนัย แต่เพราะอยากยุแยงออกหน้าถึงได้รีบเปลี่ยนไปพูดอีกเรื่องอย่างรวดเร็ว “มิใช่ว่าข้ายุยงให้พี่น้องแตกกัน แต่องค์รัชทายาทเอนเอียงไปทางฉู่สวินหยางมากเหลือเกิน ต่อไปเมื่อถึงเวลาเลือกผู้สืบทอด นางย่อมเข้าข้างพี่ชายของนางอยู่แล้ว ทันทีที่องค์รัชทายาทถูกนางโน้มน้าวความคิด เจ้าลองคิดดูแล้วกัน ว่าเวลานั้นท่านจ่างซุนจะต้องตกอยู่ในสถานะใด”
ฉู่เยว่เหยียนออกแรงบีบเตาพกในมือ สีหน้าไร้เลือด
สำหรับนางแล้ว การที่ฉู่ฉีฮุยหรือฉู่ฉีเฟิงจะได้ขึ้นเป็นผู้สืบทอดมีความแตกต่างกันมากเหลือเกิน ตอนนี้นางถูกฉู่สวินหยางถากถางไปครึ่งชีวิตแล้ว ต่อไปยังจะต้องถูกนางบีบคั้นอีกหรือ แค่คิดนางก็ไม่ยินยอมแล้ว!
“แต่ว่าพี่ใหญ่ก็พูดถูก หากว่าข้าแตะต้องนาง ท่านพ่อย่อมไม่ปล่อยไปง่ายๆ แน่” ฉู่เยว่เหยียนเอ่ยด้วยความลังเล
ซูหว่านได้ยินดังนั้นก็กลั้นขำไม่อยู่
“เด็กโง่ นี่เจ้าคิดไปถึงไหนแล้ว ข้ากับนางไม่ถูกกันก็จริง แต่พวกเจ้าอย่างไรก็เป็นพี่น้องร่วมสายเลือด ข้าจะให้เจ้าทำร้ายนางจริงๆ ได้หรือ ข้าบอกว่าพอจะคิดหาวิธีดึงนางมาเป็นพวกเดียวกันได้หรือไม่ หากว่านางสามารถยืนอยู่ข้างท่านจ่างซุนได้ ก็เท่ากับลดแรงหนุนสำคัญของคังจวิ้นอ๋องได้ นี่เป็นการซื้อขายที่ได้กำไรสองต่อเชียวนะ!”
ฉู่เยว่เหยียนไม่ทันคิดก็เบ้หน้าทันที เดินผละไปอีกด้าน เอ่ยว่า “ให้ข้าดึงนางมาเป็นพวก? แค่เห็นนางข้าก็ขยะแขยงแล้ว ยังจะให้ข้าปั้นหน้ายิ้มใส่นางอีกหรือ”
“ใครว่าจะให้เจ้าไปเอาใจนาง เจ้าลองคิดกลับกันสิ ทำให้นางต้องมาประจบเจ้าแทนไม่ดีกว่าหรือ” ซูหว่านแสยะยิ้ม ท่าทีแปลกออกไป สีหน้าเผยความลำพองมั่นอกมั่นใจอย่างชัดเจน
ฉู่เยว่เหยียนหันหน้าไปมองนางด้วยความงุนงง
ซูหว่านเผยยิ้มเป็นนัย เดินเข้าไปหาแล้วกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูนาง
ฉู่เยว่เหยียนฟังแล้วก็นิ่วหน้า ก่อนจะเริ่มโอนเอนอย่างชัดเจน
“วิธีนี้เป็นอย่างไร” ซูหว่านพูดจบแล้วก็ถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง
ดวงตาของฉู่เยว่เหยียนทอประกายตื่นเต้น เพิ่งรู้ตัวว่าหากมีใครมาเห็นคงไม่เหมาะถึงได้ก้มหน้าเก็บงำความคิด ทำทีเป็นลังเลไม่กล้าตัดสินใจ ก่อนจะอึกอักตอบว่า “วิธีนี้ไม่เลวเลย แต่ถ้าเกิดว่า…”
“จะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องลองจึงจะรู้” ซูหว่านกล่าว
ความจริงฉู่เยว่เหยียนเห็นดีเห็นงามไปด้วยแล้ว เพียงรอให้ซูหว่านเกลี่ยกล่อมอีกสองประโยคนางก็จะทำเป็นเออออตอบรับ แต่ผิดคาดที่ซูหว่านกลับไม่เอ่ยอะไรมากความ แค่ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ช่างเถอะ ข้าถูกชะตากับเจ้าถึงได้พูดมากเกินเรื่อง เจ้าฟังไว้ก็พอ ไปกันเถอะ อีกเดี๋ยวงานเลี้ยงก็จะเริ่มแล้ว” พูดจบก็เดินนำไปก่อนทันที
ฉู่เยว่เหยียนกัดปากไตร่ตรองสักพัก สาวใช้ข้างกายนางไม่รู้ว่าซูหว่านมาพูดเรื่องอะไร เพียงรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ปกติ หัวใจเต้นระรัวไปหมด
นางเดินใจลอยไปจนถึงตำหนักหลักที่จัดเลี้ยง ตลอดจนนั่งลงแล้วก็ยังมีท่าทางเหม่อลอยไร้วิญญาณอยู่
ฉู่หลิงอวิ้นมาถึงงานเลี้ยงก่อนแล้ว เวลานี้นั่งประจันหน้ากับซูหว่านจากฝั่งตรงข้ามไกลออกไป
ฮ่องเต้กับฮองเฮายังเสด็จมาไม่ถึง บรรยากาศภายในตำหนักจึงผ่อนคลาย เหล่าชายาขุนนางต่างก็ทักทายปราศรัยกันไปตามมารยาท
ไม่นานก็เห็นฉู่เยว่หนิงเดินจูงมือฉู่สวินหยางเข้ามาด้วยสีหน้าเบิกบานแช่มชื่น
ฉู่หลิงอวิ้นที่กำลังเสวนากับคนรอบข้าง พลันหันไปแลกเปลี่ยนสายตารู้กันกับซูหว่านโดยไม่มีใครเห็น ซูหว่านพยักหน้าเป็นนัยให้นางนิดๆ ฉู่หลิงอวิ้นจึงเบนสายตาหนีด้วยรอยยิ้มที่สุขุม
—————————————————————–
[1] โหว เป็นหนึ่งในชั้นบรรดาศักดิ์ (เทียบเท่าตำแหน่งพระยาของไทย) โดยเรียงจากขั้นสูงไปต่ำได้คือ อ๋อง, กง, โหว, ป๋อ, จื่อและหนาน