สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 72 งานมงคล (1)
หลังจากพิธีแต่งตั้งพระชายา สิ่งที่ถูกยกให้เป็นประเด็นร้อนก็คืองานมงคลระหว่างจวนอ๋องหนานเหอกับเมืองฉางซุ่น
เนื่องว่าอ๋องฉางซุ่นคนก่อนนับถือเป็นพี่น้องกันกับฮ่องเต้ ทั้งยังเป็นขุนนางที่ร่วมสถาปนาแคว้น ฮ่องเต้พระราชทานความกรุณาสูงสุดให้แก่สกุลซู พิธีสมรสยกให้กรมวังคอยดูแลจัดการ สิ่งของใดๆ ล้วนเลือกใช้แต่สิ่งสูงค่าที่สุดในระดับเดียวกัน
เทียบกับสองตระกูลเจ้าเรื่องที่วุ่นวายคึกคัก ที่ตำหนักบูรพาสองสามวันนี้ แต่ละวันของฉู่สวินหยางช่างผ่านไปอย่างเงียบสงบจนผิดปกติ
หิมะโปรยปรายตั้งแต่วันที่หก จนถึงกลางดึกวันที่แปด
เช้าตรู่วันที่เก้า ฉู่เยว่หนิงหอบชุดชงชาวิ่งมาหา ถือโอกาสเป็นมั่นเหมาะว่าจะให้ฉู่สวินหยางได้ชิมฝีมือนางให้จงได้
นี่เรียกว่าเป็นน้ำใจที่ยากจะบ่ายเบี่ยง ฉู่สวินหยางจึงสั่งให้คนปัดกวาดศาลาฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของสวนดอกไม้ ก่อนที่ทั้งสองคนอพยพไปที่นั่น
หิมะหยุดตกเป็นวันแรก บนต้นไม้ดอกไม้กลางสวนจึงเต็มไปด้วยหิมะทับถมเนื่องจากทำความสะอาดไม่ทัน ภายใต้แสงตะวันอบอุ่น หิมะสะท้อนแสงระยับตา กลับทำให้ทิวทัศน์เปล่าเปลี่ยวยามเหมันต์มีชีวิตชีวาขึ้นหลายส่วน
สองพี่น้องต้มชาสนทนาเรื่อยเปื่อยกันอยู่ที่ศาลา ก่อนจะเอ่ยถึงเรื่องงานมงคลของฉู่หลิงอวิ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เมื่อวานเป็นเทศกาลล่าปา[1] ได้ยินว่าเสด็จย่ายังประทานข้าวของตั้งมากมายยกให้เป็นสินเดิมของท่านหญิงอันเล่อ หากมิใช่กลัวผิดธรรมเนียมคงไม่จบแค่หนึ่งร้อยยี่สิบแปดคนหามแน่” ฉู่เยว่หนิงจิบน้ำชาพลางเอ่ยเบาๆ ในน้ำเสียงมีความอ่อนใจอยู่มาก แต่มิได้แฝงความอิจฉาแม้แต่นิดเดียว
หลัวฮองเฮาปฏิบัติต่อฉู่หลิงอวิ้นต่างออกไปจากคนอื่นๆ เก้าในสิบของเหล่าราชนิกุลหญิงล้วนมีใจริษยานางทั้งนั้น
ฉู่สวินหยางไม่สนใจอุบายชิงความโปรดปรานเล็กๆ น้อยๆ ของเหล่าสตรี แต่ไม่คิดว่าฉู่เยว่หนิงจะมีท่าทีสนใจเรื่องนี้อย่างมาก
นางหัวเราะคล้ายเจอเรื่องสนุก เอ่ยว่า “นางเป็นบุตรสาวสายหลักเพียงคนเดียวของจวนอ๋องหนานเหอ แค่ที่มารดาของนางมอบให้ก็ไม่น้อยแล้ว ยิ่งราชสำนักเองก็ต้องให้เกียรติสกุลซู บวกกับการออกหน้าของเสด็จย่า สองวันนี้ของขวัญจากสนมทุกคนในวังย่อมไม่มีทางตกหล่น เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องปกติ”
“ก็จริงอย่างว่า” ฉู่เยว่หนิงมุ่ยหน้า “เพราะงานแต่งต้องจัดในเมืองหลวง สองเดือนนี้จวนพักในเมืองหลวงของอ๋องฉางซุ่นก็ปรับปรุงตกแต่งใหม่เสียใหญ่โต มิได้บอกว่าหลังงานแต่งจะกลับลงใต้หรอกรึ ก็แค่อยู่ไม่กี่วัน สิ้นเปลืองจริงๆ”
ฉู่สวินหยางหัวเราะ นัยน์ตามีแสงไหววูบเล็กๆ หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประกายระยิบของหิมะด้านนอก
ซูหลินเฝ้าฝันถึงฉู่หลิงอวิ้นมาหลายปี วันนี้ได้สมดังปรารถนา ด้านงานมงคลย่อมต้องตระเตรียมทุกสิ่งให้สมบูรณ์ครบถ้วน ไม่ยอมให้นางในดวงใจต้องชอกช้ำ
แต่ก็อย่างว่า…
ไม่รู้ว่างานมงคลที่เขาตั้งอกตั้งใจจัดขึ้นและเฝ้ารออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นหายนะฉากหนึ่งหรือไม่
ฉู่เยว่หนิงบ่นกับตัวเอง ผ่านไปครึ่งวันก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากฉู่สวินหยาง นางจึงหันหน้าไปมอง “พี่สาม เจ้าคิดอะไรอยู่หรือ”
“อ้อ!” ฉู่สวินหยางพลันได้สติ มือที่ประคองชาร้อนยกขึ้นจิบ ค่อยเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ข้ากำลังคิดถึงเดือนห้าปีถัดไป วังบูรพาของพวกเราก็จำเป็นต้องซ่อมบำรุงบ้างแล้วกระมัง”
พูดแล้วก็แสร้งมองรอบด้านราวกับว่าต้องทำเช่นนั้นจริงๆ
ฉู่เยว่หนิงไม่เข้าใจ คิ้วขมวดอย่างมึนงง “ก็ยังดีๆ อยู่ จะซ่อมตรงไหน”
ฉู่สวินหยางกะพริบตา แล้วหัวเราะออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ พลันโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้นาง เอ่ยเสียงเบาว่า “วันนี้ที่ฮูหยินใหญ่กลับจวนท่านราชบัณฑิต คงไม่ใช่แค่เพื่อส่งข้าวของวันปีใหม่กระมัง”
ฉู่เยว่หนิงเห็นนางยิ้มอย่างแฝงเลศนัยก็นิ่งไป พอนึกขึ้นได้หน้าจึงแดงก่ำ หลุบสายตา เอ่ยอย่างหน้างอว่า “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร”
ฉู่สวินหยางเห็นหน้าน้อยแดงจนแทบสุกก็ยิ่งหัวเราะชอบใจ แกล้งอมพะนำว่า “เช่นนั้นก็ถือว่าข้าพูดไปเรื่อยเปื่อยแล้วกัน แต่ว่านะ…เมื่อวานข้าบังเอิญไปเจอตอนที่ฮูหยินใหญ่กับท่านพ่อคุยกันพอดี ได้ยินพวกเขาเอ่ยถึงคุณชายสกุลเหยา ท่านพ่อยังพูดเลยว่า…” นางพูดแล้วก็แสร้งลากเสียงยาว
ฉู่เยว่หนิงอายุยังน้อย อดกลั้นไม่เป็น สุดท้ายนางก็เงยหน้าขึ้นด้วยทนไม่ไหว จ้องริมฝีปากของอีกฝ่ายด้วยความขวยเขินและอยากรู้ มือก็บิดผ้าเช็ดหน้าไปมาอย่างประหม่า หลุดเสียงถามว่า “ท่านพ่อพูดถึงลูกผู้พี่ว่าอย่างไรหรือ”
ฉู่สวินหยางเห็นท่าทางดังนั้นก็พ่นเสียงหัวเราะพรวดออกมาอย่างหยุดไม่อยู่
ฉู่เยว่หนิงเพิ่งรู้ตัวว่าตนเสียกิริยาแล้ว ดวงหน้าของนางจึงยิ่งแดงจนแทบจะกลายเป็นสีเลือด กระทืบเท้าไปทีแล้วหมุนตัวหนี เอ่ยอย่างโมโหว่า “เจ้าแกล้งข้าเอาสนุกอีกแล้ว!”
“ใช่ที่ไหนกัน ข้าคิดว่าเจ้าอยากจะรู้เสียอีก” ฉู่สวินหยางยิ้มน้อยๆ อย่างไม่เห็นด้วย รินน้ำชาเติมให้ตนเองแล้วลิ้มรสด้วยความเอื่อยเฉื่อย
ฉู่เยว่หนิงรอจนร้อนใจไปหมด เห็นว่านางไม่มีท่าทีจะเอ่ยปากก่อน จึงอดจะเรียกนางอีกครั้งไม่ได้ “พี่สาม!”
“อยากรู้หรือ” ฉู่สวินหยางมองนางพร้อมรอยยิ้ม
ฉู่เยว่หนิงหน้าบาง ขบริมฝีปากแน่นไม่ยอมตอบ ได้แต่ทำหน้าอ้ำๆ อึ้งๆ กระอักกระอ่วนเป็นที่สุด
ฉู่สวินหยางทำเป็นเย้านาง หัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า “ท่านพ่อพูดว่า…”
นางเจตนาใช้น้ำเสียงหลอกล่อวกวน ยิ่งกระตุ้นให้ดวงหน้าฉู่เยว่หนิงร้อนฉ่ากว่าเก่า จากนั้นถึงได้เอ่ยต่อว่า “ท่านพ่อบอกว่าคุณชายสกุลเหยาผู้นั้น…ความจริงไม่เลวเลยทีเดียว!”
ฉู่เยว่หนิงได้ฟังดังนั้น มือที่ทาบอยู่บนอกด้วยความลุ้นระทึกถึงค่อยวางลงบนโต๊ะได้
ฉู่สวินหยางเห็นนางทำท่าโล่งอก ก็หัวเราะคิกคัก กระเซ้าไปว่า “ทีนี้สบายใจแล้วหรือยัง?”
ฮูหยินใหญ่สกุลเหยาเป็นคนใจเย็นสุขุม จัดการเรื่องราวได้เรียบร้อยเหมาะสม
มีจวนใดบ้างจะไม่ใช้บุตรสาวเพื่อไขว่คว้าอำนาจหรือดึงพรรคลากพวก อย่างเช่นชายารองเหลยนั้น ถึงกับส่งลูกสาวคนโตเข้าจวนผิงกั๋วกงอย่างไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม แต่เขยสกุลเหยาที่เลือกไว้ให้ฉู่เยว่หนิงแต่แรกนั้นเป็นหลานชายซึ่งเป็นญาติฝั่งแม่ของนางเอง
นายท่านสกุลเหยาเป็นคนมีความรู้กว้างขวาง นับเป็นปราชญ์ราชบัณทิตที่ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น หลังจากแคว้นซีเยว่สถาปนาขึ้นก็เคยเข้าร่วมในคณะขุนนาง เป็นที่นับหน้าถือตาอยู่ช่วงหนึ่ง ฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญและเชื่อใจเขามาก แต่เขารีบร้อนเกษียณอายุกลับไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเกิดตั้งแต่สิบปีก่อน
ส่วนคุณชายเหยาที่ฉู่สวินหยางพูดถึงก็คือหลานชายคนโตสกุลเหยา นามว่าเหยาจิ่นเซวียน ชาติที่แล้วฉู่เยว่หนิงก็แต่งให้เขา แม้ฉู่สวินหยางจะไม่เคยคบค้ากับคนผู้นี้ แต่ก็เคยเจอที่งานแต่งครั้งหนึ่ง ความประทับใจแรกไม่เลวทีเดียว แค่เห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นคุณชายที่เติบโตมาในครอบครัวบัณทิต มีน้ำจิตน้ำใจ ไม่ลำพอง ไม่ใจร้อน นับว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมอย่างมากคนหนึ่ง
นับแต่นายท่านสกุลเหยาเกษียณตัว สิบปีมานี้สกุลเหยาจึงไม่มีอิทธิพลใดๆ ต่อราชสำนัก ซ้ำยังมีท่าว่าจะค่อยๆ ถูกลืมเลือนไป สำหรับสตรีในเรือนที่วันๆ เอาแต่คิดเรื่องห้ำหั่นแก่งแย่งชิงดีแล้ว การที่ฮูหยินใหญ่ยังคงยึดมั่นการหมั้นหมายนี้ไว้ได้ถือว่าไม่ง่ายเลย
ฉู่สวินหยางเกิดในเดือนสาม ฉู่เยว่หนิงอ่อนกว่านางเดือนหนึ่ง ปีหน้าเดือนสี่ก็สามารถปักปิ่นได้แล้ว ความต้องการของฮูหยินใหญ่คือผ่านปีใหม่ไปก็กำหนดวันแต่งให้เรียบร้อยเสีย พอฉู่เยว่หนิงผ่านพิธีปักปิ่นแล้วก็สามารถเตรียมงานมงคลได้แต่เนิ่นๆ
เหยาจิ่นเซวียนกับฉู่เยว่หนิงเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ย่อมเคยพบหน้าค่าตา แม้ฉู่สวินหยางจะเป็นพี่สาว แต่พอถูกกระเซ้าเช่นนี้เขา นางก็หน้าตาแดงเถือกไปหมด
ฉู่เยว่หนิงอึดอัดเกินจะรับไหว ถ้าไม่ทำอะไรย่อมถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียวจึงเถียงสู้คอเป็นเอ็นว่า “เจ้าหัวเราะไปเถอะ ทีใครทีมัน ต่อไปนะ…ต้องมีวันที่ข้าเอาคืนได้แน่!”
ฉู่สวินหยางยักไหล่อย่างไม่แยแส เดิมก็ไม่เคยเก็บคำพูดนี้มาใส่ใจ แต่สายตาพลันเหลือบไปเห็นกิ่งเหมยแดงที่ยื่นออกมาจากหลังกำแพง ความคิดจึงลอยไปหาบุรุษชุดแดงที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ใต้หิมะในวันนั้นโดยไม่รู้ตัว
วันนั้นเขาพูดว่า…
ฉู่สวินหยางเหม่อลอยไปชั่วขณะ ทันใดก็ได้ยินเสียงหัวเราะเย่อหยิ่งของผู้หญิงดังขึ้น “โอ๊ะ พี่หญิงทั้งสองช่างอารมณ์สุนทรีนัก เหตุใดมาจิบชาชมหิมะที่นี่แล้วไม่เรียกข้าสักคำ”
ไม่ต้องบอกก็รู้คนที่มาย่อมเป็นฉู่เยว่เหยียนไม่ผิดแน่ ฉู่สวินหยางได้สติอีกครั้ง ค่อยๆ เคลื่อนสายตาไป ไม่ได้ส่งเสียง ตอนนี้แม้แต่ท่าทีตามมารยาท นางก็ไม่จำเป็นต้องมีกับฉู่เยว่เหยียน อีกต่อไป
ฉู่เยว่หนิงแม้จะไม่ชอบฉู่เยว่เหยียน ทว่านางก็ไม่ได้ใจร้ายซ้ำเติม ลุกขึ้นทักทายอย่างไม่อาจเลี่ยง “พวกเราก็แค่มานั่งเล่นเรื่อยเปื่อย”
ขณะที่ตอบก็รู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองไม่ปกติจึงได้เสริมต่ออีกประโยค “กำลังจะเตรียมตัวกลับพอดี น้องห้าอยากไปนั่งเล่นที่เรือนข้าหรือไม่”
ฉู่เยว่เหยียนเยื้องย่างเข้ามาในศาลา เพียงเหลือบมองฉู่สวินหยางแวบหนึ่งแล้วเข้าไปจับมือฉู่เยว่หนิงด้วยรอยยิ้มว่า “เดิมข้าก็ตั้งใจมาหาพี่สี่นั่นแหละ แต่พอไปที่เรือนหย่าถิงแล้ว พวกนั้นบอกว่าเจ้าออกมาที่นี่ ข้าเลยเดินตามหา”
ฉู่เยว่หนิงอึ้งไป รู้สึกประหลาดใจสุดๆ “หาข้า?”
“ใช่แล้ว!” ฉู่เยว่เหยียนเอ่ย ดึงแขนนางพลางยิ้มตาหยี หมายจะสนทนาด้วย แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปากก็เห็นฉู่สวินหยางที่ยังนั่งอยู่ข้างๆ จึงทำเสียงขึ้นจมูก เอ่ยว่า “ไปเถอะ พวกเราค่อยไปคุยที่เรือนเจ้าดีกว่า”
จากนั้นนางก็ลากฉู่เยว่หนิงออกมาจากศาลาอย่างไม่ยอมให้ใครคัดค้าน
ฉู่เยว่หนิงถูกลากตัวไป หันซ้ายทีขวาทีด้วยสีหน้าลำบากใจ
ฉู่สวินหยางเผยยิ้มบางๆ ให้นางบอกเป็นนัยว่าตนไม่เป็นไร จากนั้นก็มองคนทั้งสองพูดคุยกันเดินจากไป
—————————————–
[1] เทศกาลล่าปา ตรงกับวันขึ้นแปดค่ำเดือนสิบสองของปฏิทินจันทรคติของจีน เป็นวันเซ่นไหว้เทพเจ้าประจำธรรมชาติ บรรพชน และเทพประจำบ้านทั้งห้า เป็นเหมือนวันโหมโรงก่อนเทศกาลตรุษจีนหรือวันขึ้นปีใหม่ของจีน