สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 72 งานมงคล (3)
ฉู่หลิงอวิ้นเอ่ยออกมาว่า “ป้ากู้ ข้าทางนี้ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว เจ้าก็ไปช่วยท่านแม่รับรองแขกที่ด้านหน้าเถอะ วันนี้แขกที่จวนเยอะมาก ท่านแม่ดูแลไม่ไหวหรอก”
ป้ากู้คิดว่าอยู่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรให้ทำจึงรับคำเห็นด้วย
รอจนคล้อยหลังนาง ฉู่หลิงอวิ้นก็กุมขมับคล้ายอ่อนแรง เอ่ยพลางโบกมือว่า “นั่งมาครึ่งวันแล้ว ข้าเมื่อยไปทั้งตัว ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ข้าจะพักสักครึ่งชั่วยาม อีกเดี๋ยวพวกเจ้าค่อยเข้ามา”
สี่เหนียงไม่ขัดใจนาง เอ่ยคำคารวะแล้วก็ถอยออกจากเรือนไป
จื่อซวี่รีบปรี่เข้าหา รายงานอย่างร้อนใจ “ท่านหญิง ห้องพักเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านจะยกเลิกกลางคันหรือเจ้าคะ”
“เหอะ!” ฉู่หลิงอวิ้นพ่นเสียงหยันผ่านจมูก ริมฝีปากที่แต้มชาดแดงเหยียดยิ้ม ยิ่งให้ความรู้สึกงดงามแปลกตา เอ่ยเสียงน่ากลัว “ข้าคิดดีแล้ว หากว่าทางนั้นลงมือจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น เปลี่ยนเป้าหมายจะดีกว่า”
“อะไรนะเจ้าคะ?” จื่อซวี่ตกใจ เหงื่อเย็นผุดทั่วร่าง “มาถึงขนาดนี้แล้ว จะไปหา…”
“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องยุ่ง!” ฉู่หลิงอวิ้นตัดบทนางเสียงกร้าว “เจ้าไปเรียกจื่อเหวยกลับมาก่อนที่จะทำอะไรผิดพลาด”
“เจ้าค่ะ!” จื่อซวี่รู้จักนิสัยนางดี หากว่านางตัดสินใจแล้วก็จะไม่เปลี่ยนใจอีก แต่เดินไปได้สองก้าวก็หันศีรษะกลับมามอง “ที่ด้านหน้าทางนั้น…”
“ข้าไม่ยุ่ง ให้พวกนั้นไปวุ่นวายกันเองเถอะ!” ฉู่หลิงอวิ้นกล่าวว่า “ยิ่งทำเป็นเรื่องใหญ่เท่าไร ก็ยิ่งดีต่อตัวข้าเท่านั้น”
จื่อซวี่ก็ไม่เข้าใจว่านางคิดจะทำอะไร รู้เพียงว่าเรื่องราวไม่อาจชักช้า จึงรีบไปส่งข่าวให้จื่อเหวย
รอจนนางออกไป ฉู่หลิงอวิ้นก็หลับตาพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกให้สี่เหนียงเข้ามาแต่งตัวให้นางต่อ
จื่อเหวยพาคณะของฉู่สวินหยางออกไปจากเรือนฉู่หลิงอวิ้นทางนั้น
ฉู่เยว่หนิงสะบัดคราบน้ำชาบนกระโปรงด้วยสีหน้าเป็นกังวล กำลังจะสั่งให้สาวใช้ไปหยิบเสื้อผ้าที่รถม้า ฉู่เยว่เหยียนก็รีบกระโจนเข้ามาจากด้านข้าง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ให้สาวใช้ของเจ้าคอยดูแลเจ้าอยู่ทางนี้เถอะ ข้าจะไปหยิบมาให้เอง”
ฉู่เยว่หนิงรู้สึกระแวงกับท่าทีสนิทสนมอันไร้เหตุผลของนางจึงคิดจะปฏิเสธ แต่ฉู่สวินหยางกลับจับมือนางไว้แล้วพูดว่า “ข้าไปรอที่เรือนนั้นเป็นเพื่อนเจ้าเอง”
ฉู่เยว่หนิงขมวดคิ้ว แต่ก็อดทนไม่คัดค้าน
นัยน์ตาเบื้องลึกของฉู่เยว่เหยียนวาบแสงอำมหิตน่ากลัว…
นางรู้อยู่แล้วว่าฉู่สวินหยางจะต้องไปกับฉู่เยว่หนิง แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ
จื่อเหวยพาพวกนางไปที่เรือนหลังหนึ่งซึ่งอยู่ตรงมุมตะวันตกเฉียงใต้ของสวนดอกไม้ หญิงสาวที่มาด้วยกันมีทั้งสิ้นสี่คน ท่ามกลางคนทั้งหมด ฐานะของฉู่เยว่หนิงถือว่าสูงที่สุด นางจึงผายมือไปที่เรือนพักก่อนจะเอ่ยกับฉู่เยว่หนิงเป็นคนแรกว่า “ท่านหญิงทั้งสองเชิญทางนี้เจ้าค่ะ”
ฉู่เยว่หนิงไม่ได้คิดมาก กำลังจะก้าวขาเดิน ฉู่สวินหยางก็เอ่ยออกมายิ้มๆ “ข้าไม่เข้าไปดีกว่า ตรงมุมสวนดอกไม้ที่เลี้ยวมามีศาลาอยู่ ข้าไปรอเจ้าที่นั่นแล้วกัน”
สายตาของจื่อเหวยวาบแสง แต่ก็หลุบสายตาต่ำเพื่อเก็บซ่อนอารมณ์อย่างว่องไว
ฉู่เยว่หนิงพยักหน้า แล้วให้สาวใช้ประคองเข้าจวนไป
จื่อเหวยจิกเล็บกลางฝ่ามือสุดแรง พยายามตั้งสติแล้วส่งหญิงสาวสูงศักดิ์อีกสามนางแยกย้ายเข้าเรือนไป
ฉู่สวินหยางขยับยิ้มบางๆ หมุนกายพาชิงหลัวติดตามไปด้วย พอก้าวขาออกจากประตู ฝีเท้าของนางก็ชะงักหยุด หางตาเหลือบไปทางชิงหลัว
ชิงหลัวรับรู้ ยกมือชี้นิ้วแสดงทิศทาง ด้านหลังพุ่มไม้ที่ห่างออกไปเล็กน้อยพลันมีร่างเงาโผล่พรวดออกมาราวกับภูตผี นั่นคือผู้ติดตามข้างกายฉู่อี้อัน ลู่หยวน
“ไปเฝ้าที่เรือนหลังนั้นไว้ คอยดูแลน้องสี่ให้ดี” ฉู่สวินหยางออกคำสั่ง ฝีเท้าขยับเดินต่อราวกับว่ามันไม่เคยหยุดนิ่ง
ลู่หยวนรับคำ ยืดกายตรงแล้วหายตัวไปบริเวณด้านหลังของเรือนข้างๆ
ฉู่สวินหยางเข้าไปด้านในของศาลาพร้อมกับชิงหลัว
ด้านในเรือนพัก จื่อเหวยเดินกลับไปกลับมาไม่หยุดด้วยความกังวล…
พวกนางคิดไว้แต่แรกแล้วว่าฉู่สวินหยางจะต้องระแวง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องกับฉู่เยว่หนิง นางจะต้องตามเข้าไปในเรือนด้วย แต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจกะทันหัน แล้วท่าทางตอนที่ฉู่สวินหยางเดินจากไป ก็เห็นชัดว่านางมีใจสงสัยแล้ว
จื่อเหวยร้อนใจไปหมด ด้วยไม่รู้ว่าควรจะทำตามแผนต่อจากนี้หรือไม่ แต่คิดไปคิดมาอย่างไรก็ลงมือไปแล้ว จะให้กลับลำคงไม่ทันแน่ เมื่อชั่งใจดีแล้วและกำลังจะส่งสัญญาณลับ จื่อซวี่ก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาแล้วคว้าข้อมือของนางไว้เสียก่อน
จื่อเหวยใจหายวาบ พอมองเห็นชัดเจนแล้วว่าเป็นนางถึงค่อยถอนหายใจโล่งอก
“เจ้ามาได้อย่างไร”
“ท่านหญิงบอกว่าไม่ต้องยุ่งกับเรื่องทางนี้แล้ว” จื่อซวี่บอก
“เพราะเหตุใดกัน” จื่อเหวยกระซิบต่ำอย่างไม่อยากเชื่อ ทันคิดได้ว่ารอบเรือนมีล้วนแต่มีคน จึงตะครุบปากทันที ลากจื่อซวี่ไปแอบด้านข้างถามว่า “คนเข้าไปในเรือนแล้ว เกิดอะไรขึ้น”
“ท่านหญิงสั่งมา ไม่ต้องยุ่งแล้ว พวกเราไปเถอะ!” จื่อซวี่ตอบแล้วลากมือของนางให้ถอยหนีอย่างไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืน
ฉู่เยว่เหยียนทางนี้ไม่ได้ไปหยิบเสื้อผ้ามาให้ฉู่เยว่หนิง เพียงแค่เดินเล่นรอบสวนดอกไม้ไปรอบเล็กๆ รอบหนึ่ง ตอนที่กลับมาก็พาบุรุษผอมสูงในอาภรณ์สีท้องฟ้ากลับมาด้วย
สองคนเดินตามทางมาด้วยสีหน้าสดใสอิ่มเอิบ คาดไม่ถึงว่าจะเห็นฉู่สวินหยางนายบ่าวอยู่ในศาลาที่ห่างออกไป ฉู่เยว่เหยียนปฏิกิริยาไวกว่า รีบดึงบุรุษผู้นั้นไปหลบที่ด้านหลังภูเขาจำลองข้างๆ
บุรุษผู้นั้นไม่เข้าใจเรื่องราว ถามอย่างฉงนว่า “มีอะไรรึ”
ฉู่เยว่เหยียนขมวดคิ้วมองศาลาที่อยู่ไกลๆ กัดฟันเค้นเสียงอย่างแค้นใจ “นางนั่นมันเจ้าเล่ห์จริงๆ สุดท้ายก็ไม่เข้าไป!”
ชายหนุ่มได้ฟังคำก็มองตามสายตาของนางไป
ด้านในศาลาเห็นเพียงแผ่นหลังของดรุณีน้อยในชุดสีขาวราวกับหิมะ ทั้งรูปร่างและหน้าตาล้วนเห็นไม่ชัดเจน แต่สาวใช้อรชรชุดเขียวที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับเห็นบุคลิกผึ่งผายได้รางๆ
สายตาของบุรุษประกายแสงวาบวับ ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ ออกมาอย่างกระวนกระวาย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็แล้วไปเถอะ เจ้าก็รู้นิสัยขององค์รัชทายาท หากไปกระตุกต่อมโมโหของเขาเข้า…”
“มาถึงขนาดนี้แล้ว เจ้าคิดจะให้ข้าวางมือรึ” ฉู่เยว่เหยียนถลึงตามองเขาอย่างดุร้าย “ท่านแม่ข้าเป็นน้าหญิงแท้ๆ ของเจ้า ทุกวันนี้นางอยู่อย่างไม่สงบสุข เจ้าจะเอาแต่มองดู ไม่คิดจะช่วยอะไรหน่อยหรือ”
บุรุษผู้นี้ก็คือคุณชายรองแห่งเสนาธิการฝ่ายพิธีการสกุลเหลย เป็นญาติผู้พี่ซึ่งไม่เป็นโล้เป็นพายของฉู่เยว่เหยียน นามว่าเหลยซวี่
“ข้าไม่ได้บอกว่าจะไม่ช่วย” เหลยซวี่กระอักกระอ่วน ถูมือไปมาอย่างลำบากใจ “แต่ว่าท่านหญิงสวินหยางผู้นั้น…”
ฉู่สวินหยางเป็นถึงสุดรักสุดดวงใจของฉู่อี้อัน หนวดของเสือตัวนี้เขามิกล้าไปกระตุกเล่นหรอก
“เหอะ!” ฉู่เยว่เหยียนทำเสียงใส่ มุมปากเหยียดยิ้มหยัน เอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “เจ้าวางใจเถอะ ข่าวฉาวเช่นนี้ เพื่อรักษาชื่อเสียงของนางนั่น ท่านพ่อไม่มีทางตามขุดคุ้ยแน่ อีกอย่าง เจ้าก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย แค่ต้องการจะช่วยเหลือคนเท่านั้นเอง ท่านพ่อจะไปทำอะไรได้ อย่างไรพวกเราสองสกุลก็เกี่ยวดองกัน ต้องไว้หน้ากันอยู่แล้ว”
เหลยซวี่ยังคงลังเลเล็กน้อย
ฉู่เยว่เหยียนเอ่ยเสียงเย็นอย่างรำคาญใจ “รอบที่แล้วเจ้าหมดตัวที่โรงพนัน โฉนดที่ดินยังอยู่ในมือท่านแม่ข้านะ เจ้าคงไม่อยากให้ข้าเล่าเรื่องนี้ให้ท่านลุงฟังหรอกกระมัง ถ้าท่านลุงรู้ว่าเจ้าไปเล่นที่โรงพนันคืนเดียวแล้วเสียทรัพย์ของสกุลเหลยไปถึงหนึ่งในสาม เจ้าคิดว่าท่านลุงจะลงโทษเช่นไร”
เหลยซวี่ตกใจจนหน้าเสีย ยังไม่ต้องพูดถึงท่านพ่อว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แค่ท่านปู่รู้ เขาก็คงถูกตีขาหักแล้วถูกขับออกจากสกุลแน่
ตอนนี้เขาเป็นลูกไก่ในมือให้ฉู่เยว่เหยียนบีบต้อน แต่พอคิดถึงท่าทีของฉู่อี้อัน ใจเขาก็หวาดผวาไปหมด
ฉู่เยว่เหยียนกำจุดอ่อนของเขาไว้ จึงไม่กลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ เพียงเอ่ยว่า “เจ้ารอข้าตรงนี้ประเดี๋ยวเดียว ข้าจะไปหลอกให้นางเข้าไปในเรือน”
เหลยซวี่กัดฟันรับคำด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ
ฉู่เยว่เหยียนจัดเสื้อผ้าเล็กน้อยแล้วเดินจากไป…
ยังดีที่นางเตรียมการไว้ล่วงหน้า หลอกเอาของใช้ติดตัวของฉู่เยว่หนิงมาไว้ในมือแต่แรกแล้ว
หัวใจของเหลยซวี่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด จะพิจารณากี่รอบก็รู้สึกว่าไม่ควรวิ่งเข้าใส่คมดาบของฉู่อี้อัน ชั่งใจเสร็จก็ชักเท้าเตรียมหนี แต่ยังไม่ทันหมุนกายกลับก็รู้สึกชาหนึบที่ต้นคอ จากนั้นทั้งตัวคนก็หมดสติไป
ทางด้านฉู่เยว่เหยียนก็ทำทีเหมือนว่าตนเดินออกมาจากเรือนพัก ย่างเท้าแผ่วเบาไปทางศาลา
ฉู่สวินหยางได้ยินเสียงฝีเท้าจึงหันมามอง ไม่เอ่ยวาจาทำเพียงมองนางด้วยความจริงจัง
“ที่แท้พวกเจ้าก็อยู่ที่นี่เอง” ฉู่เยว่เหยียนเอ่ยทัก เดินตรงเข้าไปในศาลาอย่างไม่สนใจท่าทางของฉู่สวินหยาง ดึงถุงหอมออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้ห่างๆ “นี่ถุงหอมของพี่สี่ เมื่อครู่ข้าลืมคืนให้นาง ข้ายังมีธุระต้องทำ เจ้าเอาไปคืนให้นางแล้วกัน”
ท่าทางเป็นธรรมชาติสมจริง ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดสักกระผีก
ฉู่สวินหยางเหล่มองถุงหอมนั้นครั้งหนึ่ง
ชิงหลัวที่อยู่ข้างกายส่งสายตาเย็นชา กำลังจะเปิดปากแต่ฉู่สวินหยางเอ่ยไปก่อนว่า “ชิงหลัว รับไว้”
“เจ้าค่ะ ท่านหญิง!” ชิงหลัวกังวลในใจ แต่ก็รับถุงหอมมาอย่างระมัดระวัง
สายตาของฉู่เยว่เหยียนลอบกวาดมองครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ยืดตัวตรงแล้วหมุนกายจากไปอย่างกระฉับกระเฉง
“เป็นถุงที่นางยืมจากท่านหญิงสี่ไปเมื่อหลายวันก่อนเจ้าค่ะ” รอจนนางจากไป ชิงหลัวก็ทำหน้าเคร่งเครียด เอ่ยพลางตรวจสอบถุงหอมใบนั้น
“เดี๋ยว!” ฉู่สวินหยางยกมือห้ามนางไม่ยอมเข้าใกล้ของสิ่งนั้น
เพราะสองนายบ่าวระวังตัวอย่างดี ดังนั้นตั้งแต่ตอนที่ฉู่เยว่เหยียนหยิบถุงหอมออกมาก็กลั้นหายใจเอาไว้ตลอด
หลังจากครุ่นคิดพักหนึ่ง ฉู่สวินหยางก็สะบัดมือ ถุงหอมพลันถูกโยนขึ้นไปอยู่บนคานส่วนยอดใต้หลังคา ทิ้งไว้อย่างนั้นไม่สนใจอีก
“เจ้าไปดูด้านหน้าหน่อย วันนี้ใต้เท้าเหยียนหลิงน่าจะมาร่วมอวยพร เชิญเขามาพบข้าที” ฉู่สวินหยางเอ่ย สะบัดกระโปรงขึ้นแล้วเลือกนั่งลงบนม้าหินตัวหนึ่ง กำชับว่า “ระวังอย่าให้ใครสังเกตเห็น”
“เจ้าค่ะ บ่าวเข้าใจแล้ว!” ชิงหลัวรับคำอย่างระมัดระวัง ทันทีที่หมุนตัวกลับก็ได้ยินคนทำเสียงเหอะดังออกมาจากด้านหลังภูเขาจำลองที่ห่างไปไม่มาก
—————————————————–