สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย ภาค 1 - ตอนที่ 72 งานมงคล (2)
ชิงเถิงยืนอยู่ด้านหลังหัวเราะเสียงเย็น “ตีหน้าหวังผล”
ฉู่สวินหยางกระตุกยิ้มมุมปาก ยักคิ้วข้างหนึ่ง พลางส่งสายตาไปให้ชิงหลัว
“เจ้าค่ะ ท่านหญิง!” ชิงเถิงรับคำ แล้วพุ่งตัวตามไปยังทิศทางที่คนทั้งสองหายไป
ฉู่สวินหยางนั่งอยู่ที่ศาลาไม่ขยับ ยังคงชงชาดื่มด่ำอยู่กับภาพฉากหิมะต่อไปอย่างไม่อนาทรร้อนใจ จนเกือบใกล้เที่ยงวันแล้วถึงให้ชิงเถิงเก็บของกลับ
ไปถึงโถงจิ่นฮว่าไม่นาน ชิงหลัวก็ตามมาอย่างรีบร้อน
ฉู่สวินหยางวางหนังสือในมือลง เงยหน้าขึ้นมอง “เป็นอย่างไร”
“ฉู่เยว่เหยียนอยู่ที่เรือนหย่าถิง ขอให้ท่านหญิงสี่สอนงานเย็บปักให้ นางเพิ่งจะจากไปเมื่อครู่เจ้าค่ะ” ชิงหลัวพูดด้วยสายตาที่เข้มขึ้น มุมปากที่ยกโค้งเจือความเหยียดหยันแฝงความเย็นชากล่าวต่อว่า “ก่อนกลับ นางยืมถุงหอมที่ท่านหญิงสี่พกติดกายกลับไปด้วยเจ้าค่ะ”
“ถุงหอม?” ฉู่สวินหยางใช้นิ้วลูบอักษรที่เรียงตัวเป็นระเบียบบนหนังสือพลางยิ้มคล้ายจะขบขัน
“เจ้าค่ะ” ชิงหลัวพยักหน้า จงใจเอ่ยย้ำอีกรอบ “ไม่ใช่ชิ้นใหม่ แต่เป็นชิ้นที่ท่านหญิงสี่พกติดตัวไว้ตลอดเวลาเจ้าค่ะ”
ฉู่เยว่หนิงเป็นสตรีสูงศักดิ์ที่ฮูหยินใหญ่สอนสั่งมากับมือ ไม่ว่าจะพิณ หมากล้อม เขียนพู่กันหรือแม่กระทั่งวาดภาพล้วนแตกฉานทั้งสิ้นไป ฝีมือเย็บปักเป็นเลิศ ตามหลักแล้วหากฉู่เยว่เหยียนต้องการให้นางช่วยชี้แนะสิ่งที่ขาดตกก็หาใช่เรื่องแปลก แต่ทว่า…
“เข้าใจแล้ว!” ฉู่สวินหยางครุ่นคิดแล้วก็ส่ายหน้ายิ้มๆ อย่างมีเลศนัย วินาทีต่อมาก็ถามอีกว่า “ช่วงนี้ฉู่หลิงอวิ้นมีการเคลื่อนไหวผิดปกติบ้างไหมหรือไม่”
“ไม่มีอะไรพิเศษเจ้าค่ะ” ชิงหลัวส่ายหน้า “คนของเราคอยจับตาดูอยู่ นับแต่วันที่กลับจากในวังนางก็ไม่ออกนอกจวนอีก เพียงเตรียมตัวเข้าพิธีอย่างเงียบๆ เจ้าค่ะ”
ฉู่เยว่เหยียนเที่ยววิ่งทำเรื่องที่โน่นที่นี่ แต่คนที่ควรจะร้อนรนอย่างฉู่หลิงอวิ้นกลับวางท่านิ่งเฉยไร้เรื่องราวหรือนี่
การเคลื่อนไหวประหลาดย่อมต้องมีสาเหตุภายใน!
ดูท่าเรื่องสนุกที่นางเฝ้าคอยจะได้เวลาเปิดฉากแล้ว
“ข้ารู้แล้ว จับตาดูนางต่อไปเถอะ” ฉู่สวินหยางหัวเราะ แล้วโบกมือให้ชิงหลัว ชิงหลัวก็ไม่พูดมาก ผงกศีรษะแล้วล่าถอยไป
ผ่านไปอีกหลายวัน สถานการณ์ก็ยังสงบไร้คลื่นลม
เดือนสิบสองวันที่สิบหก ฤกษ์งามยามดี โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงกำลังจะเข้าพิธีมงคลสมรส
สองจวนอ๋องวุ่นจัดงานทั้งวันทั้งคืน รุ่งเช้าวันต่อไป ชาวบ้านก็พบว่าเส้นทางที่ขบวนเจ้าสาวต้องเคลื่อนผ่านถูกปูด้วยพรมแดงไปเสียสิ้น ประตูหน้าร้านทุกหลังมีโคมแดงขนาดเท่าๆ กันแขวนไว้ตลอดสองฟากฝั่ง สีแดงประดับยาวไปสิบลี้ บรรยากาศคึกคักเป็นมงคลแปลงโฉมเมืองหลวงครึ่งหนึ่งจนเหมือนใหม่
ฉู่หลิงอวิ้นออกเรือน วังบูรพาในฐานะผู้มาจากบรรพบุรุษเดียวกันย่อมต้องมาร่วมอวยพร สำหรับผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องจึงไม่อาจเลี่ยงไปร่วมแสดงความยินดีตามมารยาทได้
ขณะนี้ฉู่หลิงอวิ้นสวมชุดเจ้าสาวสีแดงนั่งอยู่หน้ากระจก ปล่อยให้เหล่าสี่เหนียง[1]แต่งตัวแต่งหน้าให้ตามอำเภอใจ บนชุดแต่งงานสีแดงสดปักลวดลายหงส์โบยบิน สะกดสายตา สูงสง่าหาใดเปรียบ
ดวงตาของฉู่เยว่เหยียนเป็นประกายทันทีที่ได้เห็น อดจะถลาเข้าไปลูบๆ คล้ำๆ ไม่ได้ เอ่ยอย่างอิจฉาจับใจว่า “ข้าจำได้ว่าผ้าผืนนี้เป็นหนึ่งในไหมบรรณาการจากเสฉวนที่ส่งเข้าวังมาเมื่อสองปีก่อนใช่หรือไม่”
“ท่านหญิงสายตาแหลมคมนักเจ้าค่ะ” สาวใช้นามจื่อซวี่ที่อยู่ด้านข้างยิ้มรับ น้ำเสียงแฝงความโอ้อวดลำพองเอ่ยว่า “ผ้าผืนถูกทำขึ้นโดยช่างปักเย็บมือหนึ่งในตอนนั้น ลวดลายสีสันเช่นนี้มีเพียงแค่สองผืน ครานั้นกุ้ยเฟยเคยเอ่ยปากขอจากฮองเฮา พระองค์ยังเสียดายที่จะยกให้ ตั้งใจเก็บเอาไว้ตัดชุดเจ้าสาวให้ท่านหญิงของพวกเรา”
ผ้าไหมจากเสฉวนผลิตออกมาน้อยมาก ในหนึ่งส่งมาบรรณาการไม่ถึงสี่ผืน และเพราะว่าเนื้อผ้าพิเศษแตกต่าง ทักษะการย้อมผ้าและพิมพ์ลายของซีเยว่ก็ยังมีอย่างจำกัด การจะย้อมให้ดีจึงยากยิ่งกว่ายาก ดังนั้นชุดเจ้าสาวบนตัวฉู่หลิงอวิ้นจึงถือว่าเลอค่าที่สุดแล้ว
“อย่างไรเสด็จย่าก็รักพี่หญิงที่สุด” ฉู่เยว่เหยียนเอ่ย แม้จะพูดประจบประแจง แต่น้ำเสียงก็ฟังดูเมื่อยขบอย่างเห็นได้ชัด
ฉู่หลิงอวิ้นขยับยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าทั้งอ่อนโยนและงามงด ดูถ่อมตนไม่ขัดตา
จากนั้นพลันได้ยินเสียงหัวเราะเสียดหูของสตรีดังขึ้นพร้อมเอ่ยว่า “อาภรณ์จะงามเพียงใด ก็มิอาจสู้วาสนาอันประเสริฐที่ได้รับสมรสพระราชทาน พี่ใหญ่กับซื่อจื่อซูเหมาะกันเป็นกิ่งทองใบหยก เป็นคู่ครองที่สมกัน ต่อให้เสื้อผ้าสูงค่าปานใดก็เป็นแค่บุปผาที่ประดับบนผ้าไหมเท่านั้น”
ผู้พูดคือดรุณีน้อยในชุดสีชมพูสดใส โครงหน้าละม้ายคล้ายคลึงฉู่หลิงอวิ้นอยู่หลายส่วน รูปลักษณ์แม้จะไม่โดดเด่นเทียบเท่าฉู่หลิงอวิ้น แต่ว่าเพริศพริ้งไม่สามัญ เป็นโฉมงามโดยกำเนิดอีกคนหนึ่ง
นางคือท่านหญิงรองแห่งจวนอ๋องหนานเหอ บุตรสาวอนุที่อ่อนว่าฉู่หลิงอวิ้นสองปี นามว่าฉู่หลิงซิ่ว
บรรยากาศในห้องนั้นคล้ายจะแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง สีหน้าของทุกคนแฝงความพิลึกพิลั่นอยู่เลือนราง มือที่คลึงถ้วยชาของฉู่สวินหยางชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองอย่างไม่ตั้งใจ คนอื่นๆ อาจจะไม่สังเกต แต่นางมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าดวงหน้าเปื้อนยิ้มของฉู่หลิงอวิ้นกระตุกเบาๆ
ในใจของฉู่สวินหยางฉีกยิ้มทันใด เดิมคิดว่าฉู่หลิงซิ่วทำไปเพราะความริษยา แต่วินาทีต่อมาก็พบดวงตาร้ายกาจของดรุณีตวัดผ่านพร้อมเอ่ยต่อว่า “ท่านว่าใช่หรือไม่เล่า พี่ใหญ่”
สองคำสุดท้าย คล้ายเป็นคำเรียกกระเง้ากระงอดสนิทสนม แต่หางเสียงจงใจยกสูงชัดเจนพอให้ฉู่สวินหยางฟังออกถึงเจตนาท้าทายยั่วยุ
หัวใจของฉู่สวินหยางกระตุกเบาๆ แล้วเงยหน้ามองนางเพิ่มอีกหน่อยอย่างไม่รู้ตัว
ฉู่หลิงซิ่วจ้องฉู่หลิงอวิ้น รอยยิ้มเปล่งประกายเจิดจ้า
ฉู่หลิงอวิ้นใช้สายตาเยือกเย็นจ้องตอบนาง สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ถอนสายตาไปพร้อมกับรอยยิ้ม
งานแต่งนี้นางไม่ชอบใจ แค่ให้แสร้งคล้อยตามก็ยังไม่อยากทำ
มาลาหงส์ถูกยกออกมาหลังจากนั้น ทุกคนจึงต้องพากันสรรเสริญเยินยอไปอีกยกหนึ่ง
ฉู่สวินหยางนั่งดื่มชาอยู่ห่างจากนางออกไป ชมดูความรื่นเริงในห้องด้วยรอยยิ้มแต่ไม่มีท่าทีจะร่วมวง
ฉู่หลิงซิ่วถูกทิ้งไว้ด้านข้างไร้คนสนใจ นางลอบกัดริมฝีปากแน่น จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นหน้ายิ้มอย่างว่องไวแล้วเดินเข้ามาหา
ฉู่เยว่หนิงถอยตัวออกมาจากกลุ่มแล้วทิ้งตัวนั่งข้างกายฉู่สวินหยาง กระซิบว่า “มารดาของหลิงซิ่วได้รับความโปรดปราน ชายาเอกในอ๋องหนานเหอจึงไม่ชอบพวกนางสองแม่ลูกเพราะว่าท่านหญิงอันเล่อไม่ยอมแต่งเสียที คนอื่นที่อายุน้อยกว่าจึงแต่งออกไม่ได้ เพราะตลอดมานางไม่ยอมเอ่ยถึงงานมงคล บุตรสาวอนุหลายคนที่ยังอายุน้อยก็รอดตัวไป ทว่านางถูกทำให้เสียเวลาน่ะสิ!”
ปกติสตรีในตระกูลสูงศักดิ์ของซีเยว่ พออายุได้สิบสามสิบสี่ก็เริ่มตระเตรียมเรื่องออกเรือนแล้ว หลังจากพิธีปักปิ่นผ่านไปก็จัดงานมงคลได้เลย
ผ่านปีนี้ไป ฉู่หลิงซิ่วก็อายุสิบเจ็ดแล้ว
สองปีสำหรับสตรีแล้วถือว่ามีค่ามหาศาล จึงไม่แปลกที่นางจะชิงชังฝังใจ อาจจะเพราะโอกาสมีมาไม่ง่ายดาย จึงอดจะซ้ำเติมเย้ยหยันฉู่หลิงอวิ้นในวันมงคลเช่นนี้ไม่ได้
ครั้นนึกถึงสีหน้าของฉู่หลิงอวิ้นเมื่อครู่ นัยน์ตาของฉู่สวินหยางพลันเข้มขึ้น ขยับยิ้มเล็กๆ แต่ไม่ได้พูดจา
ฉู่หลิงอวิ้นทางนี้ยังมีเรื่องมากประการต้องเตรียมพร้อม ทุกคนมาวุ่นวายอยู่พักหนึ่งก็ขอตัวจากไปอย่างมีมารยาท
ฉู่สวินหยางเดินเกาะกลุ่มออกไปพร้อมกับทุกคน จื่อซวี่พาสาวใช้เข้าไปเก็บกวาดถ้วยชาบนโต๊ะ
เมื่อครู่ทุกคนเอาแต่สนทนากัน ส่วนใหญ่ไม่มีใครได้แตะต้องชา แต่ไม่รู้เป็นมาอย่างไร จู่ๆ สาวใช้ที่ยกถาดชาก็กรีดร้องลั่น ทั่วร่างซวนเซ ก่อนจะโยนทั้งถาดไปข้างหน้า
ฝูงชนด้านข้างกำลังทยอยเดินออกไปด้านนอก พื้นที่คับแคบ คิดอยากจะหลบก็หลบไม่ทัน
ฉู่สวินหยางมองทิศทางที่ถ้วยชาลอยไป ไม่ได้พุ่งมาหานางแต่กลับลอยไปหาฉู่เยว่หนิงทางนั้น
แน่นอนว่าฉู่เยว่หนิงไม่ใช่ผู้รับเคราะห์เพียงคนเดียว หญิงสาวหลายคนต่างก็เสื้อผ้าเปรอะเละไปหมด ภายในห้องพลันเกิดเสียงร้องระงมไปทั่ว
สาวใช้ผู้นั้นรู้ตัวว่าก่อเรื่องเข้าแล้ว รีบร้อนคุกเข่า โขกศีรษะลงพื้นไม่หยุด “บ่าวสมควรตาย! บ่าวสมควรตาย!”
“หุบปาก! งานมงคลเช่นนี้ พูดจาเหลวไหลอะไรกัน!” ป้ากู้ที่มาช่วยดูแลฉู่หลิงอวิ้นร้องเอ็ดด้วยความโมโหทันทีที่มาถึง
สาวใช้ผู้นั้นหน้าตาซีดเผือดแล้วหุบปากฉับในทันใด
ผู้คนต่างมาร่วมแสดงความยินดีแต่กลับต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้ หญิงสาวหลายคนที่อาภรณ์เลอะเทอะต่างทำหน้าไม่สบอารมณ์ ทว่าก็ไม่กล้าโวยวายใหญ่โต
ป้ากู้เข้ามาขอโทษขอโพยด้วยหน้าเปื้อนยิ้ม เอ่ยว่า “สาวใช้นางนั้นมือเท้างุ่มง่าม ต้องขออภัยจริงๆ นะเจ้าคะ จื่อเหวย เจ้าพาคุณๆ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เรือนข้างก่อนเถอะ”
ปกติแล้วการมาร่วมงานพิธีเช่นนี้ บนรถม้าของคุณหนูทุกจวนล้วนมีตระเตรียมเสื้อผ้าสำรองเอาไว้เผื่อยามจำเป็นอยู่แล้ว
วันนี้เป็นวันงานมงคลของจวนอ๋องหนานเหอ ทุกคนจึงไม่สะดวกเอาความ
ป้ากู้ส่งทุกคนออกไปแล้ว หมุนตัวมาตวาดใส่สาวใช้ทันที “มีเรื่องอะไร”
“บ่าว…บ่าว…” สาวใช้ผู้นั้นอยากจะร้องทุกข์ แต่อีกทางก็กลัวจะล่วงเกินใคร ได้แต่เอ่ยด้วยน้ำตาคลอเอ่อว่า “บ่าวก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ เมื่อครู่คนในเรือนเยอะไปหมด ไม่รู้ว่าใครมาเหยียบชายกระโปรงบ่าว”
ป้ากู้ตีหน้าขึง กำลังจะต่อว่าตำหนิ ฉู่หลิงอวิ้นก็เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจขึ้นมาก่อนว่า “ป้ากู้ วันนี้ปล่อยไปเถอะ ไล่นางออกไปเสีย แล้วหาบ่าวคล่องแคล่วมารับใช้ข้าสักสองคนก็แล้วกัน”
การจัดพิธีมงคลล้วนแต่มีข้อห้าม ป้ากู้จึงไม่พูดอะไร เพียงโบกมือไล่คนออกไปก็เท่านั้น
ตอนที่ป้ากู้ไม่ทันสนใจ จื่อซวี่ฉวยโอกาสส่งสายตาให้ฉู่หลิงอวิ้นครั้งหนึ่ง
ฉู่หลิงอวิ้นเองก็ส่งสายตากลับผ่านกระจกทองเหลืองเบื้องหน้า ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อยโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
จื่อซวี่ชะงักกึก เวลานั้นเหมือนไม่รู้จะทำอย่างไรต่อดี
————————————————–
[1] สี่เหนียง หมายถึง หญิงแต่งงานแล้ว ทำหน้าที่คอยดูแลและช่วยเหลือเจ้าสาวในพิธีงานแต่งงาน