สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 10 สมัชชาเก้ามังกร
บทที่ 10
༺ สมัชชาเก้ามังกร (4) ༻
“เจ้าบอกว่าหมอนั่นเป็นคุณชายแห่งตระกูลเผิงอย่างนั้นหรือ?”
ชายหนุ่มหน้าตาอ่อนเยาว์ที่ดูเหมือนจะเพิ่งก้าวข้ามวัยยี่สิบได้ไม่นาน
เขากำลังมีเรื่องชกต่อยกับใครบางคน
ข้าขมวดคิ้วมองภาพตรงหน้า
“ทำไมทายาทสายตรงของตระกูลเผิงถึงมาอยู่ที่นี่?”
“ไหนจะเป็นถึงลูกหลานของตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์แท้ๆ แต่กลับมาก่อเรื่องโวยวายท่ามกลางผู้คนเช่นนี้อีก…”
“…อย่าบอกนะว่าไม่ใช่เรื่องโกหก?”
ไม่จริงหรอก มันต้องไม่จริงแน่ๆ
หากมีใครสักคนกล้าสวมรอยเป็นคุณชายแห่งสี่ตระกูลใหญ่ เช่นนั้นเจ้านั่นคงได้จบชีวิตก่อนรุ่งสางแน่นอน
ทันใดนั้น ภาพของเผิงอาฮี ที่ข้าเคยพบในตลาดพลันผุดขึ้นมาในความคิด
แต่ข้าก็สลัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ข้าไม่อยากเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย
ที่สำคัญในชาติก่อน ข้าไม่เคยได้ยินข่าวว่า คุณชายแห่งตระกูลเผิงเคยปรากฏตัวในการพิธีสมัชชาเก้ามังกร
ดังนั้น มันควรจะเป็นเพียงเรื่องไร้สาระที่ไม่มีผลกระทบใดๆ และควรจะจบลงโดยไม่มีปัญหา
มันควรจะเป็นเช่นนั้น…
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”
ข้าเตรียมจะเมินเฉยและจากไป แต่ทันใดนั้น ผู้อาวุโสสอง ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า
“ก็แค่… มีใครบางคนกำลังก่อความวุ่นวายอยู่น่ะขอรับ”
ข้าตอบไปอย่างขอไปที หวังเพียงจะจากไปโดยเร็ว
แต่ดูเหมือน ผู้อาวุโสสอง จะไม่ปล่อยข้าไปง่ายๆ
“ข้าตามหาเจ้าตั้งแต่เช้าจนปวดเนื้อปวดตัวไปหมดรู้ไหม”
“ท่านดูแข็งแรงกว่าข้าเสียอีก พูดอะไรไม่เข้าท่าเลย”
“เจ้ากล้าตอบข้าเช่นนี้รึ? ไม่เจอกันเพียงวันเดียว ฝีปากของเจ้าพัฒนาได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ? เช่นนั้นวรยุทธ์ของเจ้าก็น่าจะก้าวหน้าขึ้นเช่นกันนะ”
ว่าจบ ผู้อาวุโสสอง ก็ยื่นมือมาขยี้ศีรษะข้าจนยุ่งเหยิง
“อ๊า…เวียนหัวชะมัด…”
“ว่าแต่ ท่านตามหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ?”
ถ้าจะเรียกข้าจริงๆ ก็ใช้ให้ข้ารับใช้ไปตามหาก็ได้นี่นา แล้วทำไมถึงต้องมาหาข้าด้วยตัวเองล่ะ?
“อ้อ… ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก แค่เรื่องหลังจากศึกเก้ามังกรจบลง…”
“ข้าว่าแล้วไงว่าไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน! ข้าแสดงให้พวกเจ้าเห็นหมดแล้วมิใช่รึ!? หรือจะให้ข้าใช้เพลงดาบรัตติกาลทมิฬ ให้ดูตรงนี้เลยถึงจะเชื่อกัน!?”
“…เอ่อ… ใจเย็นก่อนเถอะ พวกเราก็มีขั้นตอนที่ต้องทำตาม…”
“ใจเย็นอะไรเล่า! ข้าเองก็มีเวลาไม่มากนะ! ไหนว่าถ้ายืนยันตัวตนได้ก็น่าจะเข้าได้ไม่ใช่หรือ!?”
เสียงโวยวายดังขึ้นทำให้ ผู้อาวุโสสอง ที่กำลังจะพูดกับข้า หันไปมองยังจุดเกิดเหตุ
ดาบเขี้ยวทมิฬกระบวนท่าดาบรัตติกาล
มันคือหนึ่งในวิชาดาบของตระกูลเผิง แถมยังเป็นสุดยอดวิชาที่ส่งต่อเฉพาะทายาทสายตรงเท่านั้น
ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่ปกติเท่าไร…
ข้าพยายามคว้าตัว ผู้อาวุโสสอง เอาไว้ก่อนที่เขาจะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่ว่า
“หืม? ผู้อาวุโสหายไปไหนแล้ว?”
ข้าเพิ่งเงยหน้าขึ้นมาเท่านั้น แต่ร่างของเขาก็หายไปจากตรงนี้แล้ว
“เจ้าหนูจากตระกูลเผิงอย่างนั้นรึ?”
ผู้อาวุโสสอง ยืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มผู้ที่อ้างว่าเป็นคุณชายเผิง
“อ๊ะ! เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบผู้อาวุโส!”
ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบอัตลักษณ์ถึงกับตื่นตระหนกและรีบทำความเคารพทันที
แน่นอนว่า คนของหน่วยกระบี่ที่ยืนรอดูเหตุการณ์อยู่ก็หันมาสนใจเช่นกัน
“อืม… ข้าก็ดีใจที่ได้พบเจ้าเช่นกัน ว่าแต่เจ้าหนูนี่เป็นคุณชายของตระกูลเผิงอย่างนั้นรึ?”
ชายหนุ่มที่กำลังโต้เถียงกับผู้ตรวจสอบปรับท่าทีใหม่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะประกาศตัวเสียงดัง
“ข้ามีนามว่าเผิงอูจินเป็นคุณชายแห่งตระกูลเผิง นับเป็นเกียรติยิ่งที่ได้พบ ปรมาจารย์หมัดเขี้ยวอัคคี ผู้อาวุโสสองแห่งตระกูลกู่!”
ปรมาจารย์หมัดเขี้ยวอัคคี
…เป็นฉายาของผู้อาวุโสสองเมื่อครั้งยังโลดแล่นในยุทธภพ
ผู้อาวุโสสอง ยิ้มกว้างเมื่อได้ยินคำพูดของเผิงอูจิน
ดูเหมือนเขาจะรู้สึกดีที่ได้ยินฉายาของตัวเองอีกครั้งหลังจากผ่านไปนาน
“เจ้าเป็นลูกชายของเจ้านั่นจริงๆ สินะ ร่างกายที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายดุดันเช่นนี้ หากมิใช่คนจากตระกูลเผิง ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้ ไหนจะใบหน้าที่ละม้ายคล้ายเจ้าผู้นำตระกูลนั่นอีก”
เรียกผู้นำตระกูลเผิงว่า “เจ้านั่น” อย่างนั้นหรือ…
ข้าคิดว่าคำว่า ‘ดุดัน’ นั้นคงเหมาะกับผู้อาวุโสสองมากกว่าเผิงอูจินเสียอีกนะ
“ว่าแต่ เจ้ามาที่นี่ทำไม?”
“ข้ามาเพื่อสมัครเข้าหน่วยกระบี่ของตระกูลกู่”
“คุณชายของตระกูลเผิงถึงกับทิ้งหน่วยกระบี่ของตนเองแล้วดั้นด้นมาถึงที่นี่?”
“ที่นั่นมันน่าเบื่อเกินไป”
คำตอบนั้นทำให้ผู้อาวุโสสองหัวเราะลั่น สายตาของเขามองเผิงอูจินราวกับเจออะไรที่น่าสนใจเข้าแล้ว
“เจ้านี่มันบ้าจริงๆ มีคนบ้าอยู่ในตระกูลเผิงด้วยรึ?”
“ขอบคุณขอรับ ข้ามักจะได้ยินเช่นนี้อยู่บ่อยๆ ”
“ข้าไม่ได้ชมเจ้าไอ้หนู!”
ในขณะที่เผิงอูจินประสานหมัดเพื่อแสดงความเคารพ ข้าก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่าง
แหวนสีดำสนิทที่สวมอยู่ระหว่างนิ้วมือของเขา
มันเป็นแหวนแบบเดียวกับที่เผิงอาฮีสวมใส่
เวรแล้ว… หมอนี่ของจริงแน่ๆ
เหตุใดคนจากตระกูลเผิงถึงได้มาอาละวาดที่นี่กัน?
“ข้าได้ยินมาว่า หากยืนยันตัวตนได้แล้ว ใครก็ตามสามารถสมัครเข้าร่วมได้ ข้าก็เลยมา แต่แม้ข้าจะแสดงให้ดูหมดแล้ว พวกเขาก็ยังบอกว่าไม่ได้”
“แล้วเจ้าได้รับอนุญาตจากพวกตระกูลเผิงหรือยัง?”
“ไม่มีทางได้รับอนุญาตอยู่แล้ว ข้าจึงหนีออกมา”
“…”
“เจ้านี่มันบ้าของจริง…”
ครั้งนี้ข้าคิดไม่ต่างจากผู้อาวุโสสองเลยหมอนี่มันบ้าแน่ๆ
ผู้อาวุโสสองกวาดตามองร่างของเผิงอูจินก่อนจะยิ้มออกมา
…ทำไมสายตานั่นมันดูเหมือนพวกวิปริตอะไรแบบนั้นนะ?
“ร่างกายเจ้าได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี อายุเท่าไรแล้ว?”
“ปีนี้ข้าอายุยี่สิบสาม”
“ยังเด็กอยู่แท้ๆ แต่กลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้… ตระกูลเผิงกำลังบ่มเพาะมังกรอยู่สินะ ถ้าเจ้าเด็กโง่ของทางข้าได้เจ้าสักครึ่งของเจ้าก็จะคงดี”
…เด็กโง่?
เดี๋ยวก่อน นั่นคงไม่ได้หมายถคงข้าหรอกนะ?
แม้จะถูกนำไปเปรียบเทียบเฉยๆ แต่ข้ากลับไม่รู้สึกขุ่นเคือง
เพราะหากบุรุษตรงหน้าคือ เผิงอูจิน จริงๆ
เขาคือมังกรโดยแท้จริง
จักรพรรดิดาบ เผิงอูจิน
ในอนาคต สมญานามนี้จะตกเป็นของเขา
เขาเคยเข้าปะทะกับ จ้าวแห่งความพ่ายแพ้ หนึ่งในสามจอมปราชญ์แห่งยุทธภพ และสามารถต่อสู้ได้อย่างสูสี แม้คู่ต่อสู้ของเขาจะเป็นผู้นำแห่งหน่วยอสูรทมิฬแห่งลัทธิมาร ซึ่งเป็นหน่วยที่อยู่ภายใต้บัญชาของมารสวรรค์โดยตรงก็ตาม
หากสามารถรับมือกับหนึ่งในสามจอมปราชญ์ได้อย่างสูสี นั่นหมายความว่าในแง่ของวิทยายุทธ ไม่มีผู้ใดสามารถประเมินขีดจำกัดของเขาได้อีกต่อไป
แม้สุดท้ายจ้าวแห่งความพ่ายแพ้จะพ่ายแพ้และตายลงด้วยมือของเผิงอูจิน แต่ก็เป็นเพราะเขาอ่อนล้าจากศึกก่อนหน้านั้น ทว่าเผิงอูจินกลับสามารถเอาชนะได้โดยลำพัง
หลังจากนั้น ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไป และจ้าวแห่งความพ่ายแพ้ก็ได้เป็นผู้มอบสมญานามจักรพรรดิดาบให้แก่เผิงอูจินด้วยตนเอง
ขณะที่ผู้อาวุโสสองลูบเคราที่ยาวของตนเอง ดวงตาเขาฉายแววซุกซนก่อนจะยิ้มกว้างอย่างมีเลศนัย…
“ตัวตนได้รับการยืนยันแล้ว ฝีมือก็ดูจะยอดเยี่ยม เช่นนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใช่หรือไม่?”
เดี๋ยวก่อน… นี่มันคำพูดบ้าบออะไรกัน?
ข้าเหลือบมองเจ้าหน้าที่ที่โต๊ะลงทะเบียน ซึ่งดูเหมือนจะคิดเช่นเดียวกับข้า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความลำบากใจ
“แต่ว่า…ท่านผู้อาวุโสสอง ขนาดนั้นเลยหรือ…”
“มีอะไรต้องกังวลกัน? เขามาที่นี่ด้วยความตั้งใจของตนเองมิใช่หรือ?”
“ถูกต้องขอรับ ข้าต้องการเข้าร่วมศึกเก้ามังกร และข้าอยากเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยกระบี่แห่งตระกูลกู่”
“เห็นหรือไม่ เขาต้องการเข้าร่วมขนาดนี้”
ดวงตาของเจ้าหน้าที่ที่โต๊ะลงทะเบียนสั่นไหวอย่างรุนแรง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความลังเล ไม่รู้ว่าควรจะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร
ในขณะที่เหงื่อของเขาไหลพรั่งพรูแทบจะกลายเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาเป็นการช่วยชีวิตเขาไว้
“ท่านพี่!”
เสียงตะโกนดังลั่นทำให้ทุกคนในบริเวณหันไปมอง
ผู้ที่ปรากฏตัวคือเผิงอาฮีที่ข้าเพิ่งได้พบเมื่อวาน!
“ไอ้บ้านี่!”
เสียงตวาดดังก้อง ก่อนที่เผิงอาฮีจะกระทืบเท้ากับพื้น ส่งแรงอัดผ่านร่างกายและพุ่งทะยานขึ้นกลางอากาศ
แรงถีบที่อัดแน่นด้วยพลังลมปราณถูกปล่อยออกมาเต็มกำลัง!
“อั่ก!”
เผิงอูจินถูกเตะเข้าเต็มๆ ที่ลิ้นปี่ ร่างของเขาถูกส่งลอยขึ้นไปกลางอากาศก่อนจะกระแทกลงกับโต๊ะลงทะเบียนจนกลิ้งไปกับพื้นอย่างหมดสภาพ…
“อ่า… นั่นคงเจ็บไม่น้อยเลยนะ”
หรือว่าเขาจะตายไปแล้ว…?
“ไอ้บ้านี่! เป็นถึงคุณชายของตระกูลแท้ๆ แต่กลับทิ้งจดหมายแค่ฉบับเดียวแล้วหนีออกจากบ้านอย่างนั้นหรือ!?”
ดูเหมือนว่าเผิงอาฮียังระบายความโกรธไม่พอ นางพุ่งเข้าไปกระหน่ำเตะซ้ำไม่ยั้ง
เผิงอูจินยังไม่ตายแน่นอนเพราะแม้จะโดนกระทืบอยู่ก็ยังส่งเสียงร้องโหยหวน
“อ๊าก…! เดี๋ยวก่อน…! เดี๋ยวก่อนสิ!”
“หนีออกจากบ้านแล้วสิ่งแรกที่ท่านทำคือสมัครเป็นหน่วยกระบี่ของตระกูลอื่นรึ!? ท่านบ้าไปแล้วจริงๆ ใช่ไหม!?”
อ่า… ตรงนั้นไม่น่าเตะได้นะ…
“พี่ชายจะตายแล้วนะ! อาฮี… พอเถอะ”
“ก็ตายไปซะเลยสิ! ตายไปซะ! ไอ้บ้า!”
“แล้วถ้าข้าตาย ใครจะเป็นผู้นำตระกูลกันเล่า!?”
“ไม่เกี่ยวกับข้า! ส่งให้หมาแถวบ้านรับตำแหน่งแทนยังจะทำได้ดีกว่าเจ้าอีก!”
“อ๊าาาาากกกก!”
ข้ามิอาจทนดูภาพอันโหดร้ายนี้ได้อีก จึงหันหน้าหนี ผู้อาวุโสสองเองก็ดูเหมือนจะเริ่มลำบากใจ เขาเอามือลูบแก้มตนเองด้วยท่าทีลังเล
ข้าก้าวเข้าไปหาเขาอย่างระมัดระวังก่อนจะกระซิบถาม
“พวกเราจะปล่อยไว้แบบนี้จริงๆ หรือ? ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้ คนหนึ่งอาจตายได้นะขอรับ”
“พวกคนตระกูลเผิงกระดูกหนาอย่างกับเหล็กกล้าพันปี ต่อให้โดนกระทืบขนาดนั้นก็ไม่ตายหรอก อย่าได้กังวลไป”
“แต่…ข้าว่า…มัน…”
“…ไม่น่าจะใช่นะ?”
เผิงอาฮีลงมือกระหน่ำเตะราวกับกำลังทุบหุ่นฝึกซ้อมอยู่พักใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ หยุดลง นางหายใจหอบหนักราวกับพึ่งผ่านการฝึกหนัก
บนพื้น เผิงอูจินยังคงนอนแน่นิ่ง ไม่รู้ว่าตายหรือยังมีชีวิตอยู่…
“ลุกขึ้น”
เผิงอาฮีเอ่ยเสียงเย็น แต่เผิงอูจินยังคงนอนแน่นิ่งเหมือนคนตาย
“หากเจ้ายังไม่ลุก ข้าจะหยิบก้อนหินขึ้นมาทุบส่วนนั้นของเจ้าให้แหลก”
“ข้าลุกแล้วขอรับ!”
ทันทีที่ได้ยินคำข่มขู่สุดโหด เผิงอูจินถึงกับเหงื่อแตกพลั่กและรีบลุกขึ้นนั่งราวกับพึ่งฟื้นคืนชีพ
เผิงอาฮีจ้องมองพี่ชายของตนเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความคิด
“เฮ้อ… เจอท่านแล้วก็ดี” นางเอ่ยเสียงแผ่ว “เอาล่ะ กลับบ้านกันเถอะ ท่านพี่”
หลังจากพูดจบ กลุ่มคนในชุดคลุมสีดำก็เดินเข้ามาใกล้
พวกเขาคือกลุ่มผู้ติดตามของเผิงอาฮีซึ่งรวมถึง เยบี องครักษ์ที่ข้าเคยพบเมื่อวาน พวกเขาล้วนเป็นคนของตระกูลเผิง
เมื่อเผิงอาฮีหันมาเห็นข้ากับผู้อาวุโสสอง นางถึงกับชะงัก สีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามาหา
“ต้องขออภัยที่ทำให้ตระกูลกู่ต้องเดือดร้อนเพราะปัญหาภายในของเรา”
“คราวนี้เป็นบุตรสาวของตระกูลเผิงรึ?”
“ใช่เจ้าค่ะ ข้ามีนามว่าเผิงอาฮีขอคารวะท่านปรมาจารย์หมัดเขี้ยวอัคคี”
“หึ นับว่าร่างกายเจ้าฝึกฝนมาได้ดีไม่แพ้พี่ชายของเจ้าเลย ข้าล่ะอิจฉาเจ้านั่นจริงๆ ” ผู้อาวุโสสองกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ
“เจ้าผู้นำตระกูลเผิงนั่น ดูเหมือนจะเป็นหมีตัวเบ้อเริ่ม แต่ลูกๆ ของมันกลับออกมาดีจริงๆ ”
…ใครกันแน่ที่ควรเรียกใครว่าหมี?
เผิงอาฮีไม่สนใจคำพูดของผู้อาวุโส นางยังคงรักษามารยาทและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ทางตระกูลเผิงจะไม่ลืมความเสียหายที่เกิดขึ้น และจะจัดการชดใช้ให้โดยเร็ว ข้าต้องขออภัยอีกครั้งที่สร้างความวุ่นวายให้กับพวกท่าน”
“เช่นนั้นก็เชิญเถอะ”
“พวกเราจะไม่รบกวนต่อไป และขอขอตัวกลับก่อน”
“ข้าไม่กลับ”
เผิงอูจินแทรกขึ้นมาทันที ทำให้เผิงอาฮีหันขวับไปมองเขาด้วยสายตาดุดัน…
“ท่านยังจะพูดเพ้อเจ้อไปอีกหรือ?”
“ข้ามิได้เพ้อเจ้อ ข้าไม่มีความคิดจะกลับไปที่ตระกูลเผิง”
“เหตุผลคืออะไรกัน? พี่ชาย ท่านกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?”
“เพราะตระกูลเผิงมันน่าเบื่อ”
…เหตุใดเจ้าคนบ้านี่ถึงได้พูดเรื่องความน่าสนใจอยู่ตลอดเวลากันนะ?
ราวกับเผิงอาฮีจะอ่านใจข้าได้ นางจึงสวนกลับทันที
“แล้วตระกูลกู่มันน่าสนใจกว่าหรือ? อย่างน้อยตระกูลอื่นๆ ยังมีอะไรสนุกกว่าตระกูลเผิงบ้างหรือ?”
“อย่างน้อยมันก็น่าสนใจกว่าที่บ้านเราแน่”
“ท่านพี่ ได้โปรดเถอะ ท่านควรโตได้แล้ว ท่านเป็นถึงคุณชายของตระกูลนะ”
“นั่นแหละเหตุผล ข้าจำเป็นต้องหาความสนุกก่อนจะต้องเป็นผู้นำตระกูล เพราะหนทางเดียวที่ข้าจะหลีกเลี่ยงตำแหน่งนั้นได้ มีเพียงสองทางหนึ่งคือข้ากลายเป็นคนพิการ สองคือต้องตาย ซึ่งข้ารังเกียจทั้งสองทาง”
เผิงอูจินปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าตัวเองเบาๆ แววตาของเขาฉายประกายแห่งความมุ่งมั่นที่แน่วแน่
“ข้าไม่อยากเป็นผู้นำตระกูล แต่มองจากสถานการณ์แล้ว ข้าไม่เห็นใครที่เหมาะสมเลยนอกจากข้า หากไม่นับเจ้าก็ไม่มีใครเลย คนอื่นๆ ภายในตระกูลเป็นแค่สัตว์ป่าที่สวมชื่อของตระกูลเผิง ต่อให้รวมกันทั้งหมดแล้วก็ยังไม่สามารถทนรับฝ่ามือของข้าได้เกินสามกระบวนท่า”
คำพูดของเขาเฉียบขาดและเด็ดเดี่ยว เป็นการประเมินเครือญาติของตนเองอย่างเย็นชา
มันแฝงไปด้วยความมั่นใจในตนเองและความหยิ่งทะนง แต่หากพิจารณาอย่างเป็นกลาง เผิงอูจินมีพรสวรรค์พอที่จะทำให้คำพูดนั้นกลายเป็นความจริงได้
“แน่นอน ข้าย่อมไม่สามารถให้เจ้าเป็นผู้นำตระกูลแทนได้ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรสุดท้าย ข้าก็ต้องขึ้นเป็นผู้นำตระกูลอยู่ดี นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าจึงยอมรับตำแหน่งคุณชายของตระกูลเผิง แม้ว่ามันจะน่ารำคาญและข้าไม่ต้องการก็ตาม”
เจ้านี่พูดเรื่องบ้าบออะไรออกมา… แต่ทำไมมันกลับฟังดูสมเหตุสมผลกันนะ? หรือว่าข้ากำลังจะเป็นบ้าไปกับมันด้วย?
เผิงอาฮีใช้มือกุมขมับ ลูบหน้าผากของตนเองไปมาเหมือนคนที่เริ่มจะปวดหัวหนักขึ้น
และในตอนนั้นเอง
ผู้อาวุโสสองก็สาวเท้าออกมาด้านหน้า…
“ข้าก็เห็นว่ามันดูสนุกดี เลยอยากรับเขาไว้เสียเลย” ผู้อาวุโสสองเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆ “แต่ก็นั่นแหละ ตระกูลเผิงเองก็คงไม่ปล่อยเรื่องนี้ง่ายๆ เช่นนั้นเรามาทำแบบนี้กันเถอะ”
เผิงอาฮีจ้องมองเขาด้วยแววตาไม่สบายใจ ในขณะที่เผิงอูจินกลับมีประกายคาดหวังอยู่ในดวงตา
“หากเจ้าสามารถเอาชนะข้าในการประลองได้ ข้าก็จะรับเจ้าเข้าหน่วยกระบี่ของตระกูลกู่”
“…ท่านพูดเรื่องอะไรไร้สาระอีกแล้ว?”
ข้าคาดหวังว่าจะมีวิธีการที่ชาญฉลาดกว่านี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้
ไม่ว่าในอนาคตเผิงอูจินจะกลายเป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่นับจำนวนได้ด้วยนิ้วมือหรือไม่ แต่ในตอนนี้ เขายังเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับช่วงปลายของขอบเขตปฐพีเท่านั้น ไม่มีทางที่เขาจะสามารถเอาชนะผู้อาวุโสของตระกูลกู่ได้
“…ไม่ต้องถึงกับเอาชนะข้าก็ได้” ผู้อาวุโสสองยิ้ม “ข้าจะให้เจ้าประลองกับข้าแค่สิบกระบวนท่า หากในสิบกระบวนท่านั้น เจ้าแตะโดนข้าได้เพียงครั้งเดียว ข้าก็จะยอมรับเจ้า”
“เท่านั้นก็พอแล้วใช่หรือไม่?”
แววตาของเผิงอูจินเปล่งประกายขึ้นทันที
แม้ว่าเผิงอาฮีจะดูเป็นกังวลจนไม่สามารถเอ่ยปากคัดค้านออกมาได้ แต่นางเองก็คงไม่กล้าแทรกแซงการตัดสินใจของผู้อาวุโสสอง
“ข้าจะให้เจ้าเพียงสิบกระบวนท่า หากแตะตัวข้าได้ แม้เพียงชายเสื้อ เจ้าก็จะเป็นผู้ชนะ”
ยังไม่ทันที่คำพูดของผู้อาวุโสสองจะจบลง เผิงอูจินก็คว้าดาบออกจากฝักและตั้งท่าพร้อม
…เดี๋ยวก่อน นี่จะสู้กันตรงนี้เลยอย่างนั้นหรือ!?
“เดี๋ยว”
ข้ายังไม่ทันพูดจบ กำปั้นของผู้อาวุโสสองก็กระแทกเข้าใส่ใบหน้าของเผิงอูจินเต็มแรง!
ผัวะ!
เสียงของแรงกระแทกดังสนั่นกว่าที่ควรจะเป็น และร่างของเผิงอูจินก็ถูกส่งลงไปกองกับพื้น
ไม่เหมือนกับตอนที่ถูกเผิงอาฮีเตะเมื่อครู่ครั้งนี้เขาไม่กลิ้งไปมา แต่จมลงไปกับพื้นในสภาพแน่นิ่ง…
ข้าชักไม่แน่ใจแล้วว่าเขาจะรอดหรือเปล่า…
“ข้าควบคุมแรงไว้แล้ว อีกไม่นานก็คงฟื้น”
“…ท่านผู้อาวุโส ข้าจำได้ว่าท่านบอกเพียงว่าจะหลบเท่านั้นมิใช่หรือ?”
“ข้าเคยพูดเช่นนั้นที่ใดกันเล่า?”
…ตาเฒ่าหน้าไม่อาย!
“ในเมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้ว เช่นนั้นก็ถือว่าเรื่องนี้เสร็จสิ้นแล้ว”
“แต่ว่าท่านเล่นซัดหมัดใส่เขาทันทีแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือ? อีกฝ่ายก็เป็นถึง”
“ถ้าดูท่าทางแล้วเป็นพวกน่ารำคาญ ทางที่ดีที่สุดคือทำให้มันเงียบ”
“…ปัญหาคือวิธีที่ท่านใช้คือความรุนแรงหรือไม่?”
“เจ้ากล่าวหาอะไรกัน! นี่มันเป็นการประลองที่ถูกต้องตามธรรมเนียมต่างหาก!”
“อีกอย่าง ท่านบอกว่าเพียงแค่แตะต้องตัวท่านให้ได้ก็พอใช่หรือไม่? แล้วตอนนี้กำปั้นของท่านก็สัมผัสเขาแล้ว เช่นนั้นก็นับว่าผ่านเงื่อนไขแล้วกระมัง?”
ข้าพูดขึ้นพลางจ้องหน้าเขาด้วยสายตานิ่งสนิท
ผู้อาวุโสสองถึงกับกระแอมไอหนึ่งครั้ง ก่อนจะค่อยๆ หันหลังและเดินออกจากที่ตรงนั้นไป
…ดูท่าทางเขาคงไม่ได้นึกถึงข้อนี้เลยจริงๆ …