สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 20 สิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง (2)
“ไอ้เวรเอ๊ย…”
กู่จอลยอบถึงกับคิดว่าตนเองหูฝาดไป
แต่ไม่…
คำด่านั้นชัดเจนและตรงไปตรงมา
“เจ้าว่าอะไรนะ คุณชายใหญ่?”
“เฮ้อ… ให้ตายสิ ข้าก็แค่อยากใช้ชีวิตเงียบๆบ้าง แต่ทำไมต้องมีคนมาคอยหาเรื่องไม่หยุดสักทีนะ”
ฟึ่บ!
ลมร้อนพุ่งผ่านกู่จอลยอบไป
ความร้อนแรงนี้ไม่ได้มาจากใครอื่น มันเป็นพลังของเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อที่เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
“อาวุโสสอง”
กู่หยางชอนเรียกขึ้น
“ว่าอย่างไร?”
“ข้าเริ่มประลองได้หรือยัง?”
หรือว่าข้าหูฝาดไปกันแน่…
เพราะที่ข้าได้ยิน มันช่างคล้ายกับว่าเขากำลังถามว่า
“ข้าฆ่าเขาได้หรือไม่?”
‘เขาแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว?’
ไม่น่าเป็นไปได้
ก็แค่ไม่กี่วันเอง ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่ได้รับพรจากสวรรค์ ก็ไม่มีทางเติบโตได้ถึงขนาดนี้ในช่วงเวลาสั้นๆ
‘หรือว่าเขามีพลังแบบนี้อยู่แล้วแต่แรก?’
การฝึกฝนพลังยุทธ์ ไม่ใช่แค่เพียงการพัฒนากล้ามเนื้อและร่างกาย แต่ยังหมายถึงการใช้พลังภายในให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ถ้าเช่นนั้น…สิ่งที่ข้าเห็นอยู่ตอนนี้ควรเรียกว่าอะไรดี?
‘น่าเหลือเชื่อ’
ระดับความเชี่ยวชาญที่เขาแสดงออกมา ราวกับคนที่ฝึกฝนเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว
เป็นไปได้อย่างไรกัน?
ถึงแม้พลังปราณและระดับวรยุทธ์ของกู่หยางชอนจะยังต่ำกว่ากู่จอลยอบอย่างเห็นได้ชัด แต่…
เขากลับไม่ได้เป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ
พลังของทั้งสองปะทะกัน ทำให้ลานฝึกเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ
แต่ไม่มีฝ่ายใดถูกบดขยี้โดยสิ้นเชิง และไม่มีใครตกใจไปมากกว่ากู่จอลยอบเอง
‘…เป็นไปได้ยังไง?’
ขยะของตระกูลกู่…
เมื่อปีที่แล้ว เขายังนอนกองอยู่แทบเท้าข้า อาเจียนออกมาด้วยความไร้ความสามารถแท้ๆ
แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น?
ภายในเวลาไม่ถึงปี เขามาถึงจุดนี้ได้อย่างนั้นหรือ?
“เริ่มประลองได้”
อาวุโสสองเอ่ยขึ้น
กู่จอลยอบจับจ้องไปที่กู่หยางชอนดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
เขายกกระบี่ไม้ขึ้นในลักษณะเฉียง พร้อมโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
กระบี่เจ็ดทิศเก้ามังกร
มันคือกระบี่หลักที่ใช้กันในตระกูลกู่
และมันเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์กับเคล็ดเพลิงบรรพชนที่กู่จอลยอบฝึกฝนมา…
กระบี่อันคมกริบของกู่จอลยอบ
กู่จอลยอบฝึกฝนวรยุทธ์ที่เน้นความเร็วและความคมกริบ โดยใช้กระบวนท่าชักดาบเป็นพื้นฐาน
เขามองดูกู่หยางชอนที่ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับแม้การประลองจะเริ่มขึ้นแล้ว
‘ข้ากังวลไปเสียเปล่า’
เขาคิดเช่นนั้น
ตั้งแต่หัวจรดเท้ากู่หยางชอนเต็มไปด้วยช่องโหว่ อีกฝ่ายคงต้องใช้พลังทั้งหมดของตนไปกับการต้านพลังปราณของข้าแน่ๆ
อีกไม่กี่ก้าวกู่หยางชอนก็จะเข้าสู่ระยะของดาบข้าแล้ว และเมื่อนั้น โอกาสชนะของข้าก็จะอยู่แค่ปลายดาบ
ถึงแม้เมื่อครู่จะเผลอใจไปกับวีซอลอาแต่ข้าก็ต้องไม่ลืมเป้าหมายที่แท้จริง
ไม่ว่ากู่หยางชอนจะเข้าประชิดมาด้วยวิธีใด ข้าจะโจมตีจุดตายของเขาทันที และเขาจะไม่มีทางป้องกันได้
ต่อให้ดิ้นรนขนาดไหน ข้าก็จะทำให้เขาพ่ายแพ้แบบหมดสภาพที่สุด
ข้าจะได้บรรลุเป้าหมาย และยังได้สาวใช้ที่งดงามไปพร้อมกัน
เป็นชัยชนะที่คุ้มค่าทั้งสองทาง
แต่ทันทีที่การประลองเริ่มขึ้นกู่จอลยอบกลับพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทำไมกัน?
‘ทำไมข้าถึงเข้าไปใกล้เขาไม่ได้?’
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
แค่พุ่งเข้าไปโจมตีเท่านั้นเองไม่ใช่หรือ?
ไม่ว่าจะเป็นพลังภายใน ความเร็ว หรือกำลัง ข้าก็เหนือกว่า
แต่ข้ากลับไม่สามารถขยับเข้าไปได้เลย
แปะ
เหงื่อเย็นหยดหนึ่งไหลลงมาตามแก้มของข้า
‘เป็นเพราะความร้อนสินะ’
ข้าพยายามหาเหตุผลให้ตัวเอง ข้าจะยอมรับไม่ได้ว่าตัวเองกำลังถูกกดดัน
ไม่มีทาง…
“นี่”
เสียงของกู่หยางชอนทำให้ข้าสะดุ้ง
“ทำอะไรอยู่?”
“…เจ้าหมายถึงอะไร?”
“เจ้าจะเอาแต่ยืนเฉยๆหรือจะบุกเข้ามา?”
“…ธรรมเนียมของการประลอง คือการให้ผู้ที่อ่อนแอกว่าเป็นฝ่ายเปิดก่อน”
“อ่อนแอ? เจ้าหมายถึงใคร? ข้าอย่างนั้นรึ?”
กู่หยางชอนหัวเราะเยาะ พลางเอ่ยอย่างเย้ยหยัน
“แล้วทำไมเจ้าถึงดูตัวสั่นนักล่ะ?”
กู่จอลยอบกัดริมฝีปาก
แม้แต่เขาเองก็รู้ว่าท่าทางของเขาในตอนนี้แปลกเกินไป
แล้วตอนนั้นเองกู่หยางชอนก็พูดขึ้นมา
“เมื่อกี้เจ้าบอกว่าข้าเคยพ่ายแพ้ให้เจ้าจนต้องนอนซมไปเดือนหนึ่งใช่ไหม?”
เขาหมุนคอไปมา เสียงกร๊อบ กร๊อบดังขึ้นอย่างน่าขนลุก
“แล้วมันเกี่ยวอะไร?”
กู่จอลยอบถามอย่างระแวดระวัง
กู่หยางชอนยิ้ม
“ข้าก็แค่คิดว่า…ถ้าให้เจ้าบาดเจ็บระดับนั้น มันคงจะพอดีๆล่ะมั้ง”
“…?”
ทันใดนั้น
กระแสร้อนแรงที่แผ่จากตัวกู่หยางชอนพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทำไมพลังถึงหายไปล่ะ?
กู่จอลยอบรู้สึกสงสัยเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ และแอบหัวเราะในใจ
‘พลังปราณของเจ้าเหือดแห้งไปสินะ ทีนี้เจ้าก็ใช้มันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว’
เมื่อไม่มีเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อคอยค้ำจุนกู่หยางชอนย่อมถูกแรงกดดันจากพลังของข้าบีบจนขยับตัวไม่ได้แน่
อาจารย์ของข้าเคยกล่าวไว้ว่าพลังของเคล็ดเพลิงบรรพชนนั้น แม้แต่ยอดฝีมือระดับหนึ่งก็ยังยากจะทานทน
เมื่อเวลาผ่านไปยอดอัจฉริยะของตระกูลกู่ย่อมต้องเป็นข้า ไม่ใช่ใครอื่น
กู่หยางชอนไม่มีทางต้านทานพลังของข้าได้แน่
เขาควรจะทนไม่ได้สิ…
‘หรือว่าสิ่งที่เขาทำก่อนหน้านี้เป็นแค่คำโอ้อวด?’
ถ้าเช่นนั้น ข้าก็แค่
“เจ้าบอกว่าให้ข้าบุกไปก่อนได้ใช่ไหม?”
“…ว่าอะไรนะ?”
กู่จอลยอบเบิกตากว้าง
กู่หยางชอนที่เขาคิดว่าไม่อาจขยับได้ กลับยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสบายๆ
“ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้าจะให้ข้าเป็นฝ่ายโจมตีก่อนได้ใช่ไหม?”
“ผู้ที่แข็งแกร่งกว่า….”
“เข้าใจแล้ว งั้นข้าไปล่ะ”
กู่หยางชอนไม่รอฟังประโยคจบด้วยซ้ำ
ร่างของเขา…
หายไปจากสายตาของข้าในพริบตา
‘…!’
คนที่ฝึกฝนวรยุทธ์อย่างข้า ย่อมมองเห็นได้ไกลและชัดกว่าคนทั่วไป
ยิ่งไปกว่านั้นข้าเป็นถึงยอดฝีมือระดับหนึ่ง ดังนั้นหากเขาจะหายตัวไปจากสายตาข้า นั่นหมายความว่า
เขาต้องมุดลงดิน หรือไม่ก็กระโจนขึ้นฟ้า
…หรือไม่ก็
‘เร็วกว่าข้า…?’
เป็นไปไม่ได้
เคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อเน้นการทำลายล้าง ขณะที่เคล็ดเพลิงบรรพชนเน้นความเร็ว
ไม่มีทางที่เขาจะเร็วกว่า
เพียะ!
“อึก!!”
แรงกระแทกพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของข้าทันที
โลกทั้งใบสั่นไหว
ข้าเซถลาพร้อมกับพลังภายในที่รวบรวมไว้แตกกระเจิง
เข่าของข้าทรุดลงกระแทกพื้น
แหมะ… แหมะ…
หยดสีแดงร่วงลงสู่พื้นดิน
ข้ากำลัง… กำลังเลือดกำเดาไหล…!
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน…”
สายตาของข้ายังคงพร่ามัว โลกทั้งใบยังคงสั่นคลอน
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“ประลองกันอยู่แท้ๆแต่เจ้ากลับเอาแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ข้าควรจะฆ่าเจ้าดีไหม?”
กู่หยางชอนยืนอยู่ตรงหน้า
เขาไม่ได้รีบเร่งเข้าจู่โจมต่อ แต่กลับจ้องมองข้าอย่างนิ่งเฉย
“ข้าตั้งใจเบี่ยงหมัดให้ไม่โดนคางแล้วนะ แล้วเจ้าจะทำเป็นอ่อนแอไปทำไม รีบลุกขึ้นมาได้แล้ว”
ข้ารวบรวมสติกลับมา แล้วฟาดกระบี่ไม้เข้าใส่เขา แต่เมื่อกระบี่ปราศจากพลังปราณแล้ว กระบี่ก็เป็นเพียงแค่เศษไม้เท่านั้น
ฉับ!
กู่หยางชอนคว้าข้อมือข้าก่อนที่ดาบจะฟาดลงมา
ไม่มีเวลาให้ข้าคิด
เพียะ!
กำปั้นของเขาฟาดซ้ำเข้าไปที่ใบหน้าของข้าอีกครั้ง
“อึก…!”
ศีรษะของข้าสะบัดขึ้นตามแรงกระแทก ก่อนที่ร่างของข้าจะถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไป
กู่จอลยอบกลิ้งไปตามพื้นหลายตลบ ก่อนจะหยุดอยู่ห่างออกไปราวห้าก้าว
ร่างกายของเขาสั่นสะท้านจากแรงกระแทก
แม้จะพยายามยันตัวลุกขึ้นมา แต่ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยเลือดจากจมูกที่แตก
กู่หยางชอนมองภาพนั้นก่อนจะถามขึ้น
“ข้าจะถามเป็นครั้งสุดท้าย… เจ้าจะให้ข้าบุกก่อนจริงๆหรือไม่?”
กู่จอลยอบตาเบิกกว้าง มือสั่นระริก
ขณะเดียวกันอาวุโสสองที่เฝ้ามองอยู่ก็คิดขึ้นมาในใจ
‘…เจ้าโง่ เจ้าก็บุกเข้าไปเรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือ?’
แต่เขาไม่ได้พูดออกมา
◇◆
ข้ามักได้ยินมาตลอดว่าศิลปะการต่อสู้มีไว้เพื่อปกป้องผู้อื่น โดยเฉพาะในตระกูลกู่ เราได้รับการปลูกฝังแนวคิดนี้มาตั้งแต่เกิด
เรียนวรยุทธ์เพื่อปกป้องผู้คน ฝึกฝนให้แข็งแกร่งเพื่อโอบอุ้มผู้อื่น เป็นคำสอนที่ข้าได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนฝังอยู่ในหัว
แต่เมื่อข้าเติบโตขึ้น ข้ากลับรู้สึกว่ามันเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ
เพราะความจริงแล้ว ศิลปะการต่อสู้ก็คือศาสตร์ของการฉีกกระชากและทำลาย มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อฆ่า
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันเพื่อปกป้องหรือทำลายเท่านั้นเอง เป็นเพียงทางเลือกของแต่ละคน
แต่ข้า…
ข้าได้เห็นความจริงของมันมากพอแล้ว ข้าเคยเผชิญกับมันมาอย่างเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว และข้าไม่ต้องการเผชิญมันอีก
….
ไอ้เด็กกู่จอลยอบนั่นคงคิดว่าพลังของข้าถูกใช้จนหมดแล้ว
แต่ไม่…
ความร้อนที่ข้าแผ่เมื่อครู่นี้ไม่ได้จางหายไป
ตรงกันข้าม ข้าเพียงแต่เก็บมันกลับเข้าไปในร่างกาย พลังภายในของข้ากำลังหมุนเวียนอยู่ภายในกระดูกและกล้ามเนื้อ
บีบบังคับให้ร่างกายตื่นตัว
นี่คือทักษะที่สามารถเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อฝึกเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อถึงระดับห้าดาราเท่านั้น!
ความต่างที่แท้จริง
ถึงข้าจะใช้เทคนิคนี้ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะแข็งแกร่งกว่ากู่จอลยอบ
สิ่งที่ลดช่องว่างระหว่างเรามีเพียงสิ่งเดียวสัญชาตญาณ
มือกระบี่ของยุคนี้ถูกฝึกมาเพื่อจัดการกับอสูรมารปีศาจเป็นหลัก นั่นหมายความว่าพวกเขาอาจจะยังไม่ชำนาญมากนักเมื่อเทียบกับการสังหารมนุษย์
นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าสามารถรับมือกับกู่จอลยอบและกู่ยอนซอได้อย่างไม่ยากเย็น
ถึงแม้ภายในร่างกายของข้าจะรู้สึกปั่นป่วนจากเทคนิคที่ใช้อยู่ แต่ภายนอก ข้ากลับไม่มีท่าทีแสดงออกมาเลย
‘…ร่างกายของข้ายังรับพลังนี้ไม่ไหว ข้าเพิ่งอยู่แค่ระดับสองดาราเท่านั้น’
ทุกครั้งที่ข้าหายใจ ลมหายใจขาวโพลนราวกับอากาศหนาวจัด ทั้งที่อุณหภูมิรอบตัวไม่ได้เย็นเลย
นี่เป็นผลกระทบจากเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อ
มากที่สุด…ข้าทนได้เพียงแค่ครึ่งเค่อ(ราว 7 นาที)
หากฝืนใช้มากกว่านี้ ข้าอาจจะลมปราณตีกลับได้จริงๆ
‘แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว’
กู่จอลยอบยังคงเซไปมา หายใจหอบหนัก
จากสภาพของเขา น่าจะได้รับบาดเจ็บภายในจากการที่พลังลมปราณสะดุดกะทันหัน
“รีบลุกขึ้นมาเถอะ ข้าจะให้เวลาเจ้า อย่ามาร้องทีหลังว่าโดนเล่นทีเผลอ”
ข้าพูดพลางกอดอก
กู่จอลยอบกัดฟันแน่นก่อนจะบังคับตัวเองให้ยืนขึ้น
แม้ว่าพลังไฟของเขาจะลดลงไปมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีพื้นฐานพลังภายในที่ลึกซึ้ง
“ข้าขออภัยที่ดูถูกคุณชายไป ข้าประเมินท่านต่ำเกินไป”
เขากล่าวอย่างสงบนิ่งขึ้นกว่าเดิม
“ไม่ต้องเสียเวลาพูดให้มาก เจ้าจะให้ข้าบุกก่อนอีกไหม?”
“ครั้งนี้ ข้าจะเป็นฝ่ายเปิดก่อน”
“ตามใจเจ้า”
กู่จอลยอบเช็ดเลือดที่ไหลลงมุมปาก พลางตั้งท่าดาบอีกครั้ง
กระบี่เจ็ดทิศเก้ามังกรเป็นกระบี่ที่เริ่มต้นและจบลงด้วยกระบวนท่าชักกระบี่
มันต้องไหลลื่นไร้ช่องโหว่ จึงจำเป็นต้องฝึกฝนให้คุ้นเคยกับเคล็ดเพลิงบรรพชนอย่างสมบูรณ์
ฟึ่บ!
กระบี่ไม้ของกู่จอลยอบฟาดออกมา พลังปราณร้อนแรงถูกส่งผ่านไปตามปลายดาบ
ข้าเพียงแค่เอียงตัวเล็กน้อย หลบคมกระบี่ไปได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นยังไม่ใช่การโจมตีที่แท้จริง
‘การโจมตีที่แท้จริงคือครั้งที่สอง’
กู่จอลยอบเสริมพลังปราณลงไปที่ขา ก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาข้า
ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนที่เขาจะถึงตัวข้า เขาหมุนตัวกลางอากาศเป็นครึ่งรอบ
กระบี่วงจักรสายลม
เป็นกระบวนท่าที่ใช้แรงเหวี่ยงเพื่อเพิ่มพลังของกระบี่
แม้ว่าพลังทำลายจะไม่สูงนัก แต่เป็นกระบี่ที่มีความเร็วสูงมาก
‘เขาเชื่อมกระบวนท่าได้ดี’
ดูจากการเคลื่อนไหวแล้ว ข้าเดาได้ว่าเขาต้องฝึกฝนมาไม่น้อย
แต่ถึงอย่างนั้น
มันก็ยังเป็นแค่กระบวนท่า
การหยุดกระแสการโจมตี
หากการโจมตีของกู่จอลยอบไหลลื่นดุจสายน้ำ
นั่นหมายความว่า
หากข้าตัดกระแสนั้นออกกลางคัน มันก็จะสูญเสียทิศทางไป
ข้าไม่ลังเลเลยที่จะพุ่งเข้าไปในระยะประชิด
กู่จอลยอบไม่ได้คาดคิดว่าข้าจะเป็นฝ่ายบุกเข้าหา แววตาของเขาเผยความตกใจออกมา
แต่แม้จะตกใจ เขาก็ไม่หยุดกระบี่
ปลายดาบที่เรืองพลังปราณร้อนระอุกำลังพุ่งลงมาตรงศีรษะของข้า
ตูม!
ข้าหมุนเวียนเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อจนถึงขีดสุด พร้อมกับปลดปล่อยพลังปราณทั้งหมดในร่างออกมาในคราวเดียว
พลังความร้อนแผ่กระจายไปทั่วลานประลอง แม้มันจะเป็นเพียงการปลดปล่อยพลังโดยไม่มีทิศทางแน่นอน แต่ในระยะประชิดเช่นนี้ ไม่มีทางที่กู่จอลยอบจะไม่ได้รับผลกระทบ
แม้รากฐานพลังของเขาจะเหมือนกับข้า แม้ความเสียหายที่เขาได้รับอาจจะไม่มากนัก แต่พลังที่แผ่ออกไปก็เพียงพอแล้ว
เพียงพอที่จะทำให้กระบวนท่าของเขาสะดุด เพียงพอที่จะทำให้เขาต้องหลับตาลงเพียงเสี้ยววินาที
และในการต่อสู้ของยอดยุทธ์ เสี้ยววินาทีเดียวก็เพียงพอจะตัดสินผลแพ้ชนะ
เพียะ!
หมัดของข้า พุ่งตรงเข้ากระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของกู่จอลยอบ
“อึก…!”
คราวนี้ ข้าไม่ได้ผ่อนแรงแม้แต่น้อย
แม้ร่างของกู่จอลยอบจะถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณ แต่หมัดของข้ายังคงพุ่งทะลุเข้าไปลึกกว่าที่คิด
ร่างของเขาทรุดลงกับพื้นทันที
“อึก…แค่ก…อึก…อ้วก…”
เขาคุกเข่าพร้อมกับอาเจียนออกมา
ข้าก้มลงมองร่างที่สั่นสะท้านของเขา ก่อนจะคิดขึ้นมา
ข้าควรฆ่าเขาดีหรือไม่?
ตั้งแต่เริ่มประลอง ข้าก็คิดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด
ข้ารู้ว่าไม่ควรทำ แต่พลังสังหารในตัวข้ากำลังพลุ่งพล่านจนข้าแทบจะควบคุมไม่อยู่
การอดกลั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
แต่เจ้านี่…
มันเอาแต่ยั่วโมโหข้าไม่หยุด
“จะพูดจาหาเรื่องข้า จะทำตัวอย่างไร หรือจะโลภอยากเป็นผู้นำตระกูล ข้าไม่สนใจ”
เสียงของข้าเย็นชา แค่ปล่อยพลังสังหารออกไปเล็กน้อยกู่จอลยอบก็ถึงกับตัวสั่น
“แต่เจ้ากลับเอื้อมมือไปหมายจะคว้าสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง”
ข้าไม่ชอบเลย…
คนที่คิดว่าอะไรๆก็ควรเป็นของตน
ข้าไม่สามารถฆ่าเขาได้
ให้ตายสิ…สถานะของข้าในตอนนี้มันสูงส่งเกินไป
ดังนั้น ข้าจะเอาคืนเพียงแค่หนึ่งเดือน
หนึ่งเดือน ที่ข้าต้องทนทุกข์เพราะเจ้านี่
…ข้าจะทำให้เขาได้รับมันคืนเท่ากัน
ข้าควรจะเริ่มตรงไหนดี?
กระดูกแขนดีหรือไม่?
กู่จอลยอบถนัดซ้าย…งั้นก็ต้องทำลายแขนขวาของเขา
ข้ายื่นมือออกไป
แต่แล้วก็มีใครบางคนคว้าข้อมือของข้าไว้ ก่อนที่ข้าจะทำอะไรลงไป
“พอแค่นี้เถอะ”
มือที่จับข้าไว้เป็นของอาวุโสสองข้ามองเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ทำไมต้องหยุดข้าด้วย? การประลองยังไม่จบ”
“กู่จอลยอบ… ไม่มีสภาพจะประลองต่อแล้ว เจ้าเองก็รู้ดีที่สุด”
เลือดกำเดายังคงไหลไม่หยุด น้ำลายปะปนกับอาเจียนยังติดอยู่ตรงมุมปากของเขา
หมัดของข้าที่ซัดเข้าลิ้นปี่ทำให้พลังของเขาสะดุด เขาไม่อาจแม้แต่จะขยับตัวอย่างอิสระ
ถึงอย่างนั้น ข้าก็ยังรู้สึกไม่พอใจอยู่ดี
[…มีคนจับตามองอยู่มาก]
เสียงกระแสจิตของอาวุโสสองทำให้ข้าต้องหยุดชะงัก
“เฮ้อ…”
ข้าถอนหายใจ ก่อนจะละมือจากเขาแล้วก้าวถอยหลัง
กู่จอลยอบถูกส่งมาจากอาวุโสหนึ่งแน่นอนว่าเขาย่อมไม่ได้มาคนเดียว
เมื่ออารมณ์ของข้าเย็นลง ข้าก็สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังได้ชัดขึ้น
ข้าจึงพูดออกไปโดยตรง
“ฝากบอกอาวุโสหนึ่งด้วย…ว่าถ้าเขาส่งคนมาแบบนี้อีก ข้าอาจจะเปลี่ยนใจ อยากเป็นผู้นำตระกูลก็ได้”
อย่าหาเรื่องให้ข้ารำคาญอีก
นี่คือคำเตือนของข้า
ข้าเลิกสนใจกู่จอลยอบแล้วเดินตรงไปหาวีซอลอา นางไม่แม้แต่จะเหลือบมองคนที่พ่ายแพ้ สายตาของนางจับจ้องมาที่ข้าเพียงคนเดียว
“คุณชาย… ท่านชนะแล้วหรือ?”
นางถามด้วยน้ำเสียงสั่นไหวเล็กน้อย นางคงกังวลว่าถ้าข้าแพ้ นางอาจต้องไปอยู่ที่อื่น
ข้าพยักหน้า
“ใช่ ข้าชนะแล้ว”
“ว้าว!”
วีซอลอายิ้มกว้างออกมาอย่างสดใส ก่อนจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
ข้าเห็นเช่นนั้นก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ มือของข้ายกขึ้นลูบศีรษะของนางเบาๆ
แค่ระดับนี้ก็พอแล้ว
แค่ระดับนี้สำหรับข้าก็เพียงพอแล้ว…