สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 19 สิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง (1)
ดูเจ้าเด็กนี่สิ…
แก้มที่แดงเรื่ออย่างน่าหงุดหงิด นัยน์ตาที่สั่นระริกอย่างน่าหงุดหงิด และสายตาที่ไม่กล้าสบตาตรงๆ นี่มันน่าหงุดหงิดยิ่งนัก
พอเห็นท่าทางน่ารำคาญของเจ้าเด็กหน้าหล่อนี่ ข้าก็สัมผัสได้ทันทีว่าเขาตกหลุมรักเข้าแล้ว
ก็คงไม่แปลก…
ด้วยเส้นผมที่เปียกชื้นเล็กน้อยและดวงตาที่ฉายแววสับสนของวีซอลอาทำให้ภาพลักษณ์ของนางเต็มไปด้วยพลังทำลายล้างเกินต้าน หากไม่ใช่ผู้ที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตจนจิตใจมั่นคงประหนึ่งบัณฑิตผู้ทรงภูมิ หรือยอดฝีมือที่บำเพ็ญตบะจากลัทธิเต๋าหรือพุทธ พวกเขาย่อมพ่ายแพ้ให้กับเสน่ห์นี้ในพริบตา
แม้แต่ข้ายังรู้สึกโงนเงนเล็กน้อย…แล้วเจ้านั่นจะทนไหวได้อย่างไร? ท้ายที่สุด เขาก็พ่ายแพ้อย่างหมดท่าให้กับวีซอลอา
“ชิ”
วีซอลอาทำหน้างุนงง ราวกับไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น นางจึงจ้องมองข้าด้วยสายตาไร้เดียงสา
ข้ารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เลยจับตัวนางดึงถอยหลังไปอีกเล็กน้อย
กู่จอลยอบเมื่อเห็นเช่นนั้น แม้จะเป็นสายเลือดเดียวกัน แต่เขาก็ยังต้องรีบควบคุมสีหน้า ทว่ากลับซ่อนแก้มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อไม่ได้
แม้แต่อาวุโสสองที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยังเผยรอยยิ้มขบขันจนปิดไม่มิด ขณะจับจ้องไปที่กู่จอลยอบ
‘อยากจะล้อเลียนแต่ต้องฝืนกลั้นสินะ’
เป็นพวกตาแก่ที่นิสัยเสียจริงๆ
“แค่ก! แค่ก!”
บรรยากาศดูน่าอึดอัดเล็กน้อย ทำให้กู่จอลยอบต้องกระแอมไอออกมา แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร
“ข้า…ข้าจะกล่าวใหม่อีกครั้ง ข้ากู่จอลยอบขอท้าประลองกับผู้สืบเชื้อสายเลือดจากสายหลัก!”
‘โธ่โว้ย อย่างน้อยก็มองข้าตรงๆ ตอนพูดสิ ไอ้เด็กบ้านี่…’
การที่เขาแอบเหลือบตาไปทางวีซอลอาอย่างเนียนๆมันเห็นได้ชัดเกินไป!
ข้าปัดมือไล่ๆอย่างไม่ใส่ใจ
“ประลองอะไรกัน ข้าไม่สนใจ กลับไปเสียเถอะ”
แค่ดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญ แถมอยู่ดีๆ โผล่มาแล้วขอประลองแบบนี้ก็ไม่ใช่พฤติกรรมที่ให้เกียรติกันเท่าไรนัก
ตรงกันข้าม มันออกจะเป็นการดูแคลนเสียด้วยซ้ำ
ข้ามีเหตุผลมากพอที่จะปฏิเสธ แต่ดูเหมือนกู่จอลยอบจะไม่พอใจกับท่าทีของข้า น้ำเสียงจึงเปลี่ยนไป
“หรือว่า…ท่านกลัว?”
“ใช่ ข้ากลัวมากเลยล่ะ”
“ท่านยังอ่อนแอเหมือนเดิมสินะ แค่เรื่องแค่นี้ก็จะหนีแล้วหรือ?”
“ถูกต้อง ข้านี่แหละอ่อนแอมากๆ เจ้าพูดถูกทุกอย่างเลย”
ข้าใช้วิชาฟังหูซ้ายทะลุหูขวา ทำเหมือนไม่ได้ยินที่เขาพูด จนดวงตาของกู่จอลยอบกระตุกยิกๆ อย่างเห็นได้ชัด
ลมหายใจของเขาหนักขึ้น แสดงให้เห็นว่าโกรธจนแทบระเบิดออกมาแล้ว!
แล้วจะทำยังไงล่ะ ข้าบอกว่าไม่ประลองไง
เช้าวันนี้ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสางกู่จอลยอบก็พาตัวเองมายังตระกูลสายหลักและเรียกร้องให้ข้าประลองด้วยกัน
อย่างเป็นทางการแล้ว ข้าคือฝ่ายที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปฏิเสธ
ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มหมดความอดทน ลมหายใจฟืดฟาดหนักขึ้นเรื่อยๆก่อนที่อาวุโสสองจะก้าวเข้ามาถามขึ้น
“จอลยอบ เจ้ามาท้าประลองถึงที่นี่ด้วยเหตุอันใด หรือว่าเพราะอาวุโสหนึ่งอย่างนั้นหรือ?”
อาวุโสหนึ่ง?
ข้าขมวดคิ้วเล็กน้อย
กู่จอลยอบชะงักไปกับคำถามของอาวุโสสองแต่กลับไม่ตอบอะไร
ทว่าความเงียบของเขาก็เพียงพอแล้วสำหรับข้า… ข้าเข้าใจเหตุผลได้จากสิ่งที่เขาไม่ได้พูด
‘ก็แค่เกมการเมืองไร้สาระสินะ’
ข้าเองก็สงสัยอยู่ว่าทำไมถึงเกิดเรื่องพิลึกแบบนี้ขึ้นมา นี่เป็นสาเหตุของมันสินะ
‘ข้ารู้อยู่แล้วว่าตอนนั้นไม่ควรประลองกับกู่ยอนซอ’
เป็นที่รู้กันทั่วว่าผู้คนในตระกูลต่างทราบถึงความทะเยอทะยานของอาวุโสหนึ่งแต่เหตุผลที่ไม่มีใครในสาขาหลักสามารถแตะต้องเขาได้ ก็เป็นเพราะ…ข้า
ผู้สืบสายเลือดจากตระกูลหลักที่ไม่มีพรสวรรค์แต่อย่างใด
หากกล่าวกันตามจริง ข้านั้นด้อยคุณสมบัติอย่างยิ่งสำหรับการเป็นผู้นำตระกูล ไม่เพียงแค่ความสามารถไม่ถึงขั้น แต่ข้ายังเป็นเพียงสายเลือดที่เกิดจากภรรยารอง
ดังนั้นอาวุโสหนึ่งจึงกลายเป็นตัวเลือกสำรองของตระกูลมาโดยตลอด เขาเองก็พยายามเปลี่ยนสถานะนั้นให้กลายเป็นโอกาสอันแน่นอน
แต่สถานะสำรองนี้เริ่มสั่นคลอน
เพราะข่าวที่ว่าข้าเอาชนะกู่ยอนซอในการประลอง
แม้หลายคนจะมองว่าเป็นเพียงเรื่องของโชคชะตา แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น และนั่นคงไม่เป็นที่พึงพอใจของอาวุโสหนึ่งเป็นแน่
“ก็เลยต้องมาทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้อย่างนั้นหรือ”
ข้ารู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา เลยเลือกที่จะเมินเฉยและหันหลังกลับไปยังลานฝึกซ้อมของตัวเอง
ทว่าอาวุโสสองเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“ไหนๆ เขาก็มาถึงที่นี่แล้ว เจ้าจะลองประลองสักครั้งไม่ได้หรือ?”
คำพูดของเขาฟังดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
ข้ามองไปที่เขาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย พบว่าบนใบหน้าเต็มไปด้วยความสนใจใคร่รู้
‘เจ้านี่ก็ต้องมีแผนอะไรสักอย่างอีกแน่’
“อาวุโสสอง ท่านต้องการให้ข้าถูกซัดจนนอนกองกับพื้นหรืออย่างไร? ทำไมต้องทำกับข้าแบบนี้?”
อาวุโสสองเหลือบมองไปที่กู่จอลยอบสลับกับข้า ก่อนจะยิ้มออกมาและกล่าว
“ตาแก่อย่างข้าคิดว่าเจ้าไม่น่าจะถูกซัดล้มง่ายๆหรอก”
เจ้าคนแก่เจ้าเล่ห์นี่!
ข้าหรี่ตาลงอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหันไปมองกู่จอลยอบอีกครั้ง…
แค่สบตาสั้นๆ ก็รู้ได้ทันที
‘เรื่องนี้คงจะยุ่งยากหน่อยแล้วล่ะ’
ข้าแน่ใจแล้ว… เจ้าคนโชคร้ายนี่แข็งแกร่งกว่ากู่ยอนซอแน่นอน
ถึงข้าจะไม่มีความสามารถพอที่จะประเมินพลังลมปราณของเขา หรือวัดระดับวรยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ แต่สัญชาตญาณของข้ากำลังบอกเช่นนั้น
หากว่ากันในแง่ของพลังภายในและความชำนาญในวรยุทธ์แล้วกู่ยอนซออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ
แต่ก็ใช่ว่านั่นจะหมายความว่ากู่ยอนซอแข็งแกร่งกว่า…
การที่ข้าหลบการโจมตีของกู่ยอนซอและเอาชนะเขาได้ ก็เป็นเพราะเรื่องนี้เช่นกัน
“อย่างไรก็ตาม ข้าจะไม่ประลอง” ข้าประกาศเสียงหนักแน่น “ข้าไม่ต้องการเข้าไปพัวพันกับเรื่องการเมืองไร้สาระแบบนี้”
อาวุโสสองดูเหมือนจะผิดหวังเล็กน้อย เขายื่นปากออกอย่างขัดใจ
ภาพของชายชราร่างใหญ่ยักษ์ทำหน้ามุ่ยแบบนี้…ให้ตายเถอะ มันทำให้ข้าขนลุกไปหมด
กู่จอลยอบเมื่อไม่ได้ตามที่หวัง ก็กัดริมฝีปาก เขาเผยสีหน้าผิดหวังออกมา…และมันเข้ากับหน้าตาอันน่ารำคาญของเขาเสียจริง
แล้วจู่ๆเขาก็หันไปพูดกับวีซอลอา
“แล้วท่านข้างๆ นี้เป็นสาวใช้ของสายหลักหรือ?”
แม้ว่าเขาจะไม่ติดขัดกับคำพูดของตนเอง แต่ก็ไม่อาจปิดบังน้ำเสียงสั่นไหวได้
วีซอลอาซึ่งยังห่มผ้าคลุมอยู่ เอียงคออย่างสงสัย
แค่ท่าทางนั้นเพียงเล็กน้อย กลับทำให้กู่จอลยอบถึงกับเซไปด้านหลัง ราวกับโดนกระแทกเข้าอย่างจัง
‘เจ้านี่…กำลังประลองอยู่คนเดียวหรือไง?’
“ใช่แล้ว ข้าเป็นสาวใช้”
เสียงของวีซอลอาใสกระจ่าง ขณะที่กู่จอลยอบรีบตั้งตัวขึ้นและหันกลับมามองข้า ก่อนจะพูดอย่างจริงจัง
“แม่นาง เจ้าจะรับใช้เจ้านายที่น่ารันทดผู้นี้ไปทำไมกัน มาอยู่กับข้าดีกว่า ข้าจะดูแลเจ้าให้ดีกว่าแน่นอน”
…อะไรกัน นี่มันคำเชิญเช่นบ้าบออะไรกัน?
คิดจะดูแลให้ดีขึ้นอย่างนั้นรึ? แล้วขณะที่พูดอยู่ยังอุตส่าห์หน้าแดงขึ้นมาอีก ช่างน่ารำคาญเสียจริง
ข้ารู้สึกว่าถ้ายังปล่อยให้เรื่องนี้ยืดยาวไป ข้าคงจะอารมณ์เสียกว่านี้แน่ จึงตัดสินใจขัดขึ้นกลางคัน
“เจ้าพูดบ้าบออะไร”
“ข้าชอบคุณชาย”
เสียงของวีซอลอาดังขึ้นมา ข้าไม่เคยได้ยินเสียงที่หนักแน่นเช่นนี้จากนางมาก่อน
ไม่ใช่แค่ข้าอาวุโสสองและกู่จอลยอบต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“ข้าจะไม่ไปอยู่กับใครนอกจากคุณชาย”
คำพูดของนางทำให้หัวใจของข้าสั่นสะเทือน
‘…ไม่ดีเลย’
นี่เป็นสถานการณ์ที่แย่ ข้ารู้สึกได้ถึงบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในอก จึงรีบยกมือขึ้นกดไว้
มันไม่ใช่คำสาปของจอมมารสวรรค์แต่กลับเป็นคำสาปที่เลวร้ายยิ่งกว่า
ข้าคิดว่า…เมื่อตายไปแล้ว ข้าคงจะหลุดพ้นจากมัน
แต่หากปล่อยไว้เช่นนี้ ข้าคงจะถลำลึกลงไปอีกครั้งแน่…
วีซอลอากำลังมองข้า
ดวงตาคู่นั้นกำลังจับจ้องมาที่ข้า
ไม่รู้ว่ามีอารมณ์อะไรแฝงอยู่ในนั้น… แต่สิ่งที่ข้ารู้แน่ๆ คือ ข้าไม่ควรมองสบตานางนานเกินไป
ข้าหันไปมองกู่จอลยอบแทน
ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับแรงกระแทกไม่น้อยจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แม้พยายามเก็บสีหน้าแต่ก็ทำได้ไม่หมด
ให้ตายสิ…มันชวนให้อารมณ์เสียจริงๆ
ข้าถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง พยายามขยับร่างกายที่เมื่อยล้า แล้วเดินผ่านกู่จอลยอบไป
“ตามมาเถอะ เจ้าต้องการประลองใช่ไหม ข้าจะประลองกับเจ้าเอง”
จากข้างหลัง มีเสียงร้อง “โอ้ว!” ดังขึ้นมา
…ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นอาวุโสสองแน่นอน
กู่จอลยอบกัดฟันกรอด ก่อนจะรีบเดินตามข้ามาติดๆ
เขาดูเหมือนจะพอใจที่ในที่สุดก็มีเป้าหมายให้ลงอารมณ์เสียได้
‘ทำไมข้าต้องโดนพัวพันกับเรื่องน่ารำคาญแบบนี้ตลอด?’
คำตอบก็ง่ายๆเพราะข้านั่นแหละที่หาเรื่องเอง
…ให้ตายสิ
“ข้าคงไม่น่าพูดออกไป”
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ลานฝึกซ้อมเพื่อประลอง ข้าก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา ทำไมข้าถึงเป็นพวกที่พูดอะไรไปก่อนแล้วค่อยมาเสียใจทีหลังอยู่เรื่อยนะ
ช่างเป็นนิสัยที่ข้าไม่ชอบในตัวเองจริงๆ
กึก กึก
ข้าหมุนตัวไปมา ขยับร่างกายให้คลายตัว เสียงกระดูกลั่นเบาๆ ตามข้อต่อ
ขณะนั้นเอง ข้าสังเกตเห็นว่าอาวุโสสองกำลังมองข้าด้วยสายตาแปลกๆ
“ทำไมท่านถึงอยากให้ข้าประลองนัก?” ข้าถามขึ้น
“ตาแก่อย่างข้าไม่ได้บังคับ เจ้าเป็นคนตัดสินใจเอง”
“แต่ท่านเป็นคนพูดจาหว่านล้อมให้ข้าทำไม่ใช่หรือ? อีกทั้งท่านยังไม่คิดจะห้าม กลับดูสนุกเสียด้วยซ้ำ แบบนี้จะไม่ให้ข้าโทษท่านได้อย่างไร?”
ข้าจงใจย้อนคืนคำพูดที่อาวุโสสองเคยกล่าวกับข้า หลังจากที่ข้าต่อยหน้าพวกตระกูลเผิงในงานประชุมสมัชชาเก้ามังกร
และดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจดี
“ฮ่าๆ ! ถูกของเจ้า ข้าก็มีส่วนผิดอยู่เหมือนกัน”
“แล้วทำไมท่านถึงอยากให้ข้าประลองกันแน่?”
[…เพราะอาวุโสหนึ่ง]
จู่ๆอาวุโสสองก็ใช้กระแสจิตคุยกับข้า ทำให้ข้ารู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
นานแล้วที่ข้าไม่ได้สื่อสารด้วยวิธีนี้
“หมายความว่าอย่างไร?” ข้าถามออกมาโต้งๆเพราะข้ายังไม่มีระดับพอจะตอบกลับด้วยกระแสจิต
ทำให้อาวุโสสองมองข้าด้วยสายตาเอือมระอา
[…เจ้าไม่คิดจะตอบกลับข้าเป็นกระแสจิตเลยหรือ? อย่างน้อยก็พยายามทำให้ดูเหมือนเป็นความลับหน่อยไม่ได้หรือไร?]
“ไม่เห็นจะสำคัญตรงไหน”
…อาวุโสสองพ่นลมหายใจออกมาเบาๆอย่างจนใจ
[…อาวุโสหนึ่งเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงมาก เจ้าก็คงรู้อยู่แล้ว หากเป็นเพียงแค่ความทะเยอทะยานในระดับที่เหมาะสม ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัญหาก็คือ…เขาไม่ลังเลที่จะใช้แม้แต่สายเลือดของตัวเองเป็นเครื่องมือ]
การประลองนี้เป็นเพียงเกมการเมือง
ตามที่อาวุโสสองว่าไว้ ไม่ว่ามองยังไง การประลองครั้งนี้ก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือทางการเมือง หากข้าแพ้ให้กับกู่จอลยอบอำนาจและสถานะของเขาในตระกูลจะเพิ่มสูงขึ้น
แต่ถ้าเขาแพ้ให้ข้า
‘ผลกระทบคงมหาศาล’
จากมุมมองของกู่จอลยอบมันคงเป็นเรื่องที่เขาไม่อาจแม้แต่จะจินตนาการได้
อาวุโสหนึ่งรู้เรื่องนี้ดี แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังสั่งให้กู่จอลยอบมาท้าประลอง
เขาคงมั่นใจอย่างเต็มที่ว่ากู่จอลยอบไม่มีวันแพ้
‘แต่เขาก็ใจร้อนเกินไป’
ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมอาวุโสหนึ่งถึงลงมืออย่างเร่งรีบและเต็มไปด้วยช่องโหว่เช่นนี้
มีอะไรที่ทำให้เขาต้องรีบร้อนขนาดนั้นกัน?
ข้าคิดพลางฟังคำพูดของอาวุโสสองจากนั้นก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้น
“…เอาล่ะ ในเมื่อข้าต้องมาเสียเวลากับเรื่องน่ารำคาญแบบนี้ ข้าก็ควรได้รับบางสิ่งตอบแทน ใช่ไหม?”
[…เจ้าว่าอะไรนะ…?]
“ถ้าข้าชนะ ข้าจะขอร้องท่านให้ทำอะไรสักอย่าง”
[เจ้าชนะแล้ว ทำไมข้าจะต้องทำตามคำขอของเจ้า?]
“หากท่านไม่ตกลง ข้าก็จะทิ้งตัวลงไปกลิ้งบนพื้นแล้วแกล้งแพ้เสียเลย”
[…เจ้าช่างพูดอะไรประหลาดจริง… หากเจ้าพ่ายแพ้ในสถานการณ์เช่นนี้ อนาคตการเป็นผู้นำตระกูลของเจ้าคงจะ…]
“อาวุโสสองท่านคาดหวังให้ข้าอยากเป็นผู้นำตระกูลเสียเหลือเกินนะ”
ข้าเริ่มหมุนข้อมือเพื่อปรับร่างกายให้พร้อม พลางเดินเข้าไปใกล้กู่จอลยอบ
“แต่ข้าไม่มีความคิดเช่นนั้นเลยสักนิด”
[…!]
อาวุโสสองอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
ทุกคนล้วนแต่เข้าใจว่าข้าปรารถนาจะเป็นผู้นำตระกูล
‘ข้าทิ้งความทะเยอทะยานพวกนั้นไว้ในชาติก่อนแล้ว’
ข้าคิดกับตัวเอง…หรืออาจจะพูดให้ถูกคือ มันไม่ใช่ความทะเยอทะยานเลยตั้งแต่แรก บางทีอาจเป็นเพราะข้ารู้สึกว่าตำแหน่งนั้นสูงเกินไปสำหรับตัวเอง?
ไม่ใช่หรอก…
มันเป็นเพียงสิ่งที่ไม่มีประโยชน์สำหรับข้าเท่านั้น
ข้ารู้ดีเกินไปว่าตำแหน่ง “ผู้นำตระกูล” หมายถึงอะไร และมันมาพร้อมกับภาระอะไรบ้าง
“ท่านพร้อมหรือยัง?”
“ก็คงประมาณนั้น”
กู่จอลยอบยกกระบี่ไม้ขึ้นมาเตรียมพร้อมรับการประลอง
พอได้เผชิญหน้ากันตรงๆข้ายิ่งมั่นใจขึ้นกว่าเดิม
เขาแข็งแกร่งกว่ากู่ยอนซอมาก
ก่อนที่การประลองจะเริ่มขึ้น จู่ๆ กู่จอลยอบก็เอ่ยปากขอโทษข้าเสียก่อน…
“ต้องขออภัยคุณชาย”
“อะไรของเจ้า อยู่ดีๆมาพูดเรื่องนี้ทำไม?”
“ข้าทำเกินไปในการประลองกับท่านเมื่อปีก่อน”
“ข้ากับเจ้าประลองกันมาก่อนงั้นหรือ?”
“ใช่ ข้าทำให้ท่านต้องนอนซมไปหนึ่งเดือนเต็ม”
…ตั้งหนึ่งเดือนเชียวหรือ?
แต่ทำไมข้าถึงจำไม่ได้เลย?
“คุณชายอ่อนแอเกินไป”
“นี่เจ้าหาเรื่องข้าอยู่สินะ”
“ข้าได้ยินว่าท่านชนะกู่ยอนซอแต่นั่นเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น”
“ใช่ ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
“แต่ดูเหมือนว่าท่านปู่ของข้าจะไม่ได้คิดเช่นนั้น นั่นจึงเป็นปัญหา”
“ใช่ๆข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
กู่จอลยอบหรี่ตาจับจ้องข้า คล้ายจะจับพิรุธ
อา…ดูเหมือนว่าข้าจะตอบไปแบบขอไปทีจนถูกจับได้
ไม่นานนัก เขาส่ายศีรษะสองสามครั้งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดต่อ
“ข้าไม่ต้องการรังแกคนอ่อนแอ แต่ข้ายิ่งไม่ต้องการให้คนอ่อนแอได้เป็นผู้นำตระกูล”
“เจ้าแน่ใจนะว่าจะพูดเรื่องนี้ต่อหน้าคนของตระกูลหลัก?”
มันเป็นคำพูดที่อันตรายเกินไปสำหรับการกล่าวออกมาตรงๆ
ฟึ่บ!
กระแสความร้อนพุ่งผ่านแก้มของข้า
มันมาจากตัวกู่จอลยอบ
ถึงแม้จะเป็นไฟเหมือนกัน แต่สิ่งนี้ต่างจากเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อที่ถ่ายทอดเฉพาะให้กับสายเลือดหลักของตระกูล
สิ่งที่กู่จอลยอบฝึกฝนนั้นคือ เคล็ดเพลิงบรรพชน
แม้ว่าทั้งสองวิชาจะเกี่ยวข้องกับไฟเช่นกัน แต่เคล็ดเพลิงบรรพชน มุ่งเน้นไปที่การควบแน่นพลังและเพิ่มความเร็ว ต่างจากเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อที่เน้นพลังทำลายล้าง
‘ระดับพลังของเขา… สามดารา?’
ความร้อนที่แผ่ออกมาจากกู่จอลยอบบอกให้ข้ารู้ว่าเขาอยู่ในระดับเดียวกับกู่ยอนซอ
ข้ากำลังคิดอยู่ว่าควรยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ดีหรือไม่…
[…เรื่องที่เจ้าเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้]
จู่ๆกระแสจิตของอาวุโสสองก็ดังขึ้นมา
เขาราวกับรอเวลานี้อยู่แล้ว…
“หากเจ้าชนะการประลองนี้ ข้าจะใช้ชื่อของข้าเป็นหลักประกัน และทำตามคำขอของเจ้า”
‘แบบนี้ข้าก็ยอมแพ้ไม่ได้ง่ายๆแล้วสินะ’
…ชีวิตข้ามักจะเป็นแบบนี้เสมอ
ข้าถอนหายใจอย่างปลงตก ก่อนจะเริ่มหมุนเวียน เคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อภายในร่าง
ทันทีที่พลังเริ่มไหลเวียน ความร้อนของข้าก็ค่อยๆผลักไสพลังของกู่จอลยอบออกไปทีละนิด
กู่จอลยอบสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวข้า นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย
แต่ก่อนที่การประลองจะเริ่มขึ้น เขาหันไปเรียกอาวุโสสอง
“อาวุโสสอง”
“ว่าอย่างไร?”
“ข้าก็ต้องการบางอย่างหากชนะการประลองเช่นกัน”
‘เจ้านี่คงได้ยินเรื่องที่ข้าคุยกับอาวุโสสินะ…’
ให้ตายสิ หูของเขาช่างไวเหลือเกิน
อาวุโสสองเหลือบมองข้าครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปตอบกู่จอลยอบ
“ตกลง ต้องมีเงื่อนไขที่ยุติธรรมเช่นกัน เจ้าต้องการอะไร?”
จากนั้นกู่จอลยอบก็ยกมือขึ้นชี้ไปทางใครบางคน
ปลายสายตาของข้าหยุดลงที่วีซอลอา นางกำลังหยิบขนมยักกวาชิ้นหนึ่งเข้าปากอย่างไม่รู้เรื่องอะไรเลย
“ข้าต้องการสาวใช้ผู้นั้น”
กู่จอลยอบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนา
ไม่ใช่ความหลงใหลทางกามารมณ์… แต่เป็นความหลงใหลที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
ข้าได้ยินแล้วก็
“ฮะๆ ”
อยากจะหัวเราะเสียจริง
“ไอ้เวรเอ๊ย…”
บางอย่างในตัวข้าขาดผึงลงทันที…