สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 52 มังกรกระบี่ดอกเหมย (2)
“สหายน้อย?”
ยองพุงเรียกข้าอีกครั้ง
แต่ข้ากลับไม่สามารถตอบคำถามของเขาได้ในตอนนี้
‘เมื่อครู่… มันคืออะไรกัน?’
ข้าคงได้ยินผิดไปเองแน่
เป็นแค่เสียงหลอน—ต้องเป็นเช่นนั้น
ถ้าไม่อย่างนั้น ข้าคงอยากกัดลิ้นตายไปเสียตรงนี้
‘ข้าคงฟังผิดไป ก็เพิ่งตื่นจากการนอนนี่นา’
ใช่แล้ว… ข้ายังไม่ได้ตื่นเต็มที่ คงเป็นแค่ผลจากการลืมตาขึ้นอย่างกะทันหันหลังจากพักผ่อน
ข้าพยายามรวบรวมสติ ก่อนจะรีบตอบกลับยองพุงให้เร็วที่สุด
“…ไม่มีอะไร…”
[โอ้! อะไรกัน! เจ้าหนู เจ้าด้ยินข้าพูดด้วยหรือ!?]
“เหวอ! บัดซบ!”
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ข้าก็สะดุ้งเฮือกพร้อมกับร้องออกมาอย่างลืมตัว
ผลที่ตามมาคือยองพุงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
แต่ข้าไม่มีเวลามาสนใจสีหน้าของเขา เพราะข้าพุ่งไปหลบอยู่ด้านหลังเขาทันที!
ยองพุงดูสับสนและร้องออกมาอย่างตกใจ
“สะ-สหายน้อย! ท่านเป็นอะไรไป!?”
“มะ-มะ-เมื่อกี้ ท่านไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยเหรอ!?”
“เสียงอะไร? ท่านหมายถึงเสียงสบถเมื่อครู่ของตัวเองหรือ?”
“ไม่ใช่! ไม่ใช่อันนั้น! ข้าหมายถึงเสียงของชายแก่ที่ดูดื้อรั้น เอาแต่ใจ และน่ารำคาญมาก!”
“ท่านพูดถึงเรื่องอะไรกัน…?”
[เจ้าหนู! เจ้ากล้าพูดว่าข้าดื้อรั้นอย่างนั้นรึ!]
“นี่ไงล่ะ!! ท่านไม่ได้ยินอะไรเลยจริง ๆ รึ!?”
ข้าแทบจะคว้าไหล่ยองพุงมาเขย่า แต่เขากลับมองข้าเหมือนกับว่าข้าเป็นตัวประหลาด
…ก็สมควรอยู่หรอก
เขาเพิ่งจะเดินมาเพื่อซักถามเรื่องของข้า แต่แล้วข้ากลับวิ่งไปแอบอยู่ด้านหลังเขาแทน
แต่เดี๋ยวนะ… ทำไมถึงไม่มีใครได้ยินเสียงนี้เลย!?
เสียงมันดังขนาดนี้แท้ ๆ!
หรือนี่คือ “กระแสจิต”? ไม่… มันต่างจากกระแสจิตโดยสิ้นเชิง
มันให้ความรู้สึกเหมือนเสียงนี้ดังขึ้นโดยตรงในสมองของข้า—ราวกับกำลังกระแทกเข้าไปในหัวข้าโดยตรง
[ไอ้เด็กเมื่อวานซืน! ตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ แค่สบตากับข้า พวกเจ้าก็แทบจะฉี่ราดอยู่แล้ว! แต่ตอนนี้กลับกล้ามาพูดจาลบหลู่ข้าอย่างนั้นรึ!? เฮ้อ… แก่แล้วคงถึงเวลาตายจริงๆ สินะ!]
‘ตอนที่ยังมีชีวิต…? อย่าบอกนะว่า—นี่เป็นผีจริง ๆ!?’
[หุบปากไปเลย เจ้าหนู! เจ้าเป็นบุรุษแท้ๆ แต่กลับขี้ขลาดเพียงนี้รึ!]
…นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน!?
ข้าไม่ได้เดินผ่านสุสาน หรือบ้านร้างที่ไหนเลยแท้ ๆ!
แล้วนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันถึงมาเกิดขึ้นกับข้า!?
[ข้าจะไปเข้าสิงเจ้าที่ไหนกัน!? เจ้านั่นแหละที่ยอมรับข้าเข้ามาเอง เจ้าหนูโง่!]
เสียงของวิญญาณลึกลับกล่าวอย่างขุ่นเคือง…
ข้าชะงักไปทันทีที่ได้ยินคำนั้นจากปากของมัน
…ข้ารับมันเข้ามาเอง? นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน!?
[เจ้ากล้าพูดเช่นนั้นหรือ!? แล้วตอนที่เจ้าดูดกินมันอย่างเอร็ดอร่อยล่ะหืม? แล้วมาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ตอนนี้น่ะ!? เจ้าไม่ละอายใจบ้างเลยรึ!?]
“เดี๋ยวก่อน! ข้าไปกินอะไรของเจ้ากัน!? หยุดพูดบ้าๆ ได้แล้ว!”
“สหายน้อย…?”
ยองพุงมองข้าด้วยสายตาหวาดระแวง แต่ข้าตัดสินใจเมินเขาไปก่อน
ตอนนี้ข้ามีเรื่องสำคัญกว่ามาก และข้าไม่มีเวลามาสนใจว่าเขาจะมองข้าอย่างไร!
[หึ! เจ้าทำเป็นไม่รู้เรื่องจริงๆ งั้นหรือ!? เจ้ากินเข้าไปจนท้องแทบแตก แล้วยังกล้าทำเป็นลืมอีกหรือ!]
ข้าขมวดคิ้วแน่น
…นี่มันพูดเรื่องอะไรกัน?
[ขนาดนี้แล้วยังจำไม่ได้อีกหรือ? เจ้าลืมไปแล้วจริงๆหรือว่าใครช่วยให้เจ้าทะลวงผ่านกำแพงขีดจำกัดของเจ้า?]
กำแพง…?
คำพูดของมันทำให้ข้านึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้
คืนก่อนที่ข้าจะทะลวงระดับสี่ดารา…
กลิ่นดอกเหมยที่อบอวลอยู่รอบตัว…
และในวันถัดมา แสงของวัตถุวิเศษที่ข้าพกไว้ดูเหมือนจะจางลง…
ข้าแทบจะเย็นวาบไปทั้งตัว—
…อย่าบอกนะว่ามันคือสิ่งนั้น!?
[ฮ่าฮ่าฮ่า! อย่างน้อยเจ้าก็ยังไม่โง่จนเกินไปนัก!]
…โอ้ สวรรค์…
[ด้วยความช่วยเหลือของข้า เจ้าสามารถก้าวข้ามกำแพงที่ปกติแล้วคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะผ่านได้! แต่กลับกล้าดูถูกข้าเช่นนี้… น่าชังนัก! เจ้าหนูนี่ช่างลำพองเกินไปแล้ว!]
ข้ารู้สึกวิงเวียนขึ้นมาทันที
…วัตถุวิเศษของสำนักฮวาซานมีคุณสมบัติแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน!?
หรือว่านี่มันไม่ใช่วัตถุวิเศษที่แท้จริง—แต่เป็นสิ่งที่สิงสถิตอยู่ด้วยวิญญาณกันแน่!?
นี่มันไม่ใช่ วัตถุวิเศษแล้ว! มันคือวัตถุอาถรรพ์ชัด ๆ!
[ข้าอยู่ตรงนี้ เจ้าก็ยังกล้าพูดจาไร้มารยาทเช่นนี้… ช่างกล้าจริง ๆ!]
ข้าสูดลมหายใจลึกก่อนจะถามกลับไป
‘เจ้าเป็นใครกันแน่ วิญญาณร้าย?’
[วิญญาณร้าย? เจ้าอย่ามาเทียบข้ากับสิ่งสกปรกพวกนั้น!]
ทันใดนั้น คลื่นพลังบางอย่างก็พุ่งเข้ามาปะทะร่างกายของข้า
เป็นพลังร้อนแรง… ไม่สิ มันไม่ใช่ความร้อนที่แผดเผา แต่เป็นพลังที่ให้ความรู้สึกสดชื่นและสงบนิ่ง
ลมปราณของข้าเริ่มเคลื่อนไหวไปเองโดยไม่ได้รับคำสั่งจากข้า
นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกายโดยที่ข้าไม่สามารถควบคุมได้ มันให้ความรู้สึกน่าขนลุก—
เหมือนมีแมลงนับร้อยนับพันกำลังคลืบคลานไปทั่วผิวหนังของข้า!
‘ข้าจะอาเจียนอยู่แล้ว…!’
แม้ว่าพลังที่มันส่งมาจะสงบนิ่งเพียงใด แต่การที่มันแทรกซึมไปทั่วร่างเช่นนี้ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าน่าพึงใจเลยแม้แต่น้อย
ข้ากัดฟันพยายามต้านทาน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ในขณะที่ข้ากำลังทนรับแรงกดดันนั้น เสียงของมันยังคงดังต่อไปไม่หยุด
[ข้าคือ… ประมุขสำนักฮวาซานรุ่นที่แปด!]
คำพูดของวิญญาณทำให้พลังในร่างของข้าปั่นป่วนอย่างควบคุมไม่ได้
พลังที่หนักอึ้งกดทับลงบนไหล่ของข้า ค่อยๆแทรกซึมไปทั่วร่าง จนกระทั่งมันทะลุเข้าสู่ตันเถียนของข้าอย่างสมบูรณ์
ยองพุงที่อยู่ใกล้ดูเหมือนจะตกใจ รีบเข้ามาประคองข้าไว้ แต่สติของข้าก็เริ่มเลือนรางลงเรื่อย ๆ
สติของข้าค่อย ๆ จางหายไป พื้นที่รอบตัวถูกปกคลุมด้วยสีขาวโพลน
และก่อนที่ข้าจะหมดสติ ข้าได้ยินคำพูดสุดท้ายของมัน—
[ข้าคือ กระบี่เซียนแห่งฮวาซาน… ชินชอล]
◇◆
ศึกมารโลหิต
นี่คือชื่อของสงครามที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน สงครามที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมารโลหิต
มันคือมหันตภัยครั้งใหญ่ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ยุทธภพ ก่อนที่มารสวรรค์จะปรากฏตัวขึ้น
แต่สิ่งที่แปลกคือ ข้อมูลเกี่ยวกับมารโลหิตกลับมีอยู่น้อยมาก
แม้แต่ในบันทึกประวัติศาสตร์ที่เหล่าปรมาจารย์บันทึกไว้ ก็มีเพียงการกล่าวถึงว่ามันเป็นยุคแห่งการสังหารหมู่
ว่ามันคือยุคที่แผ่นดินถูกย้อมไปด้วยโลหิตของผู้คน จนเหล่าผู้กล้าต้องรวมตัวกันเพื่อต่อต้าน
แต่ทำไมกัน?
เป็นเพราะข้าไม่เคยสนใจมันมาก่อน?
หรือเป็นเพราะข้อมูลเกี่ยวกับมันหายไป?
หรืออาจมีใครบางคนจงใจลบมันออกจากหน้าประวัติศาสตร์?
ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นเช่นไร ความจริงก็คือ—ข้อมูลเกี่ยวกับมารโลหิตนั้นน้อยมากจนน่าแปลกใจ
ในสงครามนั้น มีห้าผู้แข็งแกร่งที่สามารถหยุดยั้งมหันตภัยนี้ได้
-ราชาหมัดเหล็กทองคำ คึมอิลชอน
-ปราชญ์พุทธอัคคี เจิ้งหยาง
-กระบี่เซียนแห่งฮวาซาน ชินชอล
-หนึ่งกระบี่สายฟ้า นัมกุงมยอง
-ปรมาจารย์พิษนภา ถังเจมุน
แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี รายชื่อของพวกเขาก็ยังคงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของยุทธภพ
ในระหว่างการต่อต้านมารโลหิตคึมอิลชอนได้สละชีพ ทำให้ตระกูลคึมชอนที่เคยเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของยุทธภพล่มสลายไปพร้อมกับเขา
ถังเจมุนก็เช่นกัน การตายของเขาทำให้ตระกูลถังสั่นคลอนอย่างรุนแรง
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็สามารถยับยั้งมหันตภัยนี้ และปราบมารโลหิตลงได้สำเร็จ
ยุทธภพทุกวันนี้ดำรงอยู่ได้ ก็เพราะวีรบุรุษเหล่านั้น—ข้าได้ยินเรื่องราวนี้จนแทบจะชินชา
แม้ในภายหลัง เมื่อมารสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นและหมายจะครอบงำยุทธภพ เหล่ายอดยุทธ์ก็มารวมตัวกันต่อกรกับเขาอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในศึกมารโลหิต
และเพราะเหตุนี้ ข้าจึงไม่อยากจะเชื่อเลย…
ข้ากุมขมับแน่น หัวของข้าเต้นตุบๆ อย่างเจ็บปวด
“…ท่านว่าอะไรนะ?”
[ข้าคือ ชินชอล]
“เดี๋ยวก่อน… ท่านคือกระบี่เซียนแห่งฮวาซานอย่างนั้นหรือ?”
[หึ เจ้าเด็กน้อย นี่เจ้าจะถามข้ากี่ครั้งกัน?]
“ข้าว่าข้าถามไปสิบกว่ารอบแล้ว”
ข้าลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แต่พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ข้างนอก
ข้ากลับมาอยู่ในเกวียนอีกครั้ง—…
ข้าพยายามคิดว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเพียงความฝัน แต่ความหวังนั้นก็พังทลายลงทันทีที่ลืมตา
เพราะเสียงที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวนั้นยังคงดังขึ้นไม่หยุด
[ฝันรึ? เจ้าเด็กนี่! ปากเสียไม่มีเปลี่ยนเลยนะ!]
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและดื้อรั้นจนน่าหงุดหงิด
…แต่ว่า กระบี่เซียนแห่งฮวาซานอย่างนั้นหรือ?
ถ้าเติบโตมาในตระกูลยุทธภพ ย่อมไม่มีทางไม่รู้จักฉายานี้
หากถามว่าจอมยุทธ์คนใดในฮวาซานได้รับความเคารพมากที่สุด แน่นอนว่า หากไม่นับผู้นำสำนักในยุคปัจจุบัน ชื่อของกระบี่เซียนแห่งฮวาซานย่อมเป็นชื่อแรกที่ถูกเอ่ยถึง
เขาถูกยกย่องทั้งในแง่คุณธรรมและความสามารถ และเรื่องราวของเขาก็แพร่หลายไปทั่วทั้งยุทธภพ
[เฮ้อ เด็กสมัยนี้… นี่มันจริงๆเลย! สมัยข้านะ แค่ผู้อาวุโสพูดอะไรพวกเราก็ฟังและเชื่อหมดแล้ว!]
ว่ากันว่าเมื่อเขาเดินผ่านต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา ต้นไม้นั้นจะเบ่งบานด้วยดอกเหมย
[อย่างน้อย ถ้ามีผู้อาวุโสพูดอะไรออกมา เจ้าก็ควรจะน้อมรับสิ! แต่ดูเจ้าเข้า… แค่เรื่องนี้ยังกลัวจนตัวสั่น!]
“….”
…ให้ข้าเชื่อเรื่องนี้จริง ๆ น่ะหรือ?
คุณธรรมอะไรกัน? คนที่ข้ากำลังคุยอยู่ช่างเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและหยาบคายเกินกว่าจะเป็นคนที่ได้รับความเคารพจากคนทั้งยุทธภพ!
ดอกเหมยบานบนต้นไม้เหี่ยวเฉางั้นหรือ? ข้าว่าแค่ต้นเหมยยังคงแห้งตายไปหมดแล้วมากกว่า!
‘เรียกเขาว่าอสูรร้ายยังน่าเชื่อถือเสียกว่า’
เพราะพฤติกรรมของมันก็ดูจะใกล้เคียงกับสิ่งนั้นมากกว่าเสียอีก
ใช่ นี่ต้องเป็นอสูรร้ายแน่
มันต้องเข้าสิงข้าโดยที่ข้าไม่รู้ตัวแน่ ๆ
‘ให้ตายเถอะ ข้าต้องหาทางขับไล่มันออกไปแล้วหรือไม่?’
[บัดซบ! เจ้านี่คิดจะขับไล่ข้ารึ!? เจ้ากล้าใช้วิธีนั้นกับปรมาจารย์อย่างข้าเชียวหรือ!?]
ข้ากุมขมับแน่น ขณะที่หัวของข้าปวดตุบ ๆ ไม่หยุด
…ข้าจะต้องหาเค้าลางแห่งคุณธรรมของสำนักฮวาซานจากบุคคลนี้ได้อย่างไร?
นี่มันเป็นเรื่องที่ไม่อาจเชื่อได้เลยจริง ๆ
ฮีโร่แห่งฮวาซานจะกลายมาเป็นอสูรร้ายได้อย่างไร? นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะยอมรับได้ง่ายๆ เลย!
[ตอนที่เจ้าดูดกลืนพลังเข้าไป เจ้าก็ทำได้ดีไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมตอนนี้ถึงมากลับคำกันเล่า!]
“หยุดพูดเรื่องนั้นเสียที! ข้าไปกินอะไรของท่านกัน!?”
[โอ้โห เจ้าหนู เจ้ากล้าปฏิเสธอย่างหน้าตาเฉย? แล้วเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? เจ้าไม่ใช่ศิษย์ของฮวาซาน แต่กลับดูดซับพลังของข้าได้อย่างสมบูรณ์ เจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติหรือยังไง!?]
ข้าอ้าปากจะโต้เถียง แต่ก็ต้องกลืนคำพูดลงไป
…เมื่อคิดดูแล้ว เรื่องราวทั้งหมดมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว
กลิ่นหอมของดอกเหมยในคืนนั้น—
เสียงที่ข้าได้ยินตอนกลางดึก—
และแสงของวัตถุวิเศษที่เลือนจางลงในวันถัดมา—
ทั้งหมดนั้น… ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นเรื่องจริง…!
เช้าวันนั้นที่ข้าตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังระดับสี่ดารา…
แสดงว่าทั้งหมดนี้เป็นผลมาจาก เคล็ดวิชามารดูดกลืนสวรรค์ อย่างนั้นหรือ?
‘มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…?’
สิ่งที่ข้ายังสงสัยคือ—หากนี่เป็นผลจาก เคล็ดวิชามารดูดกลืนสวรรค์จริง
ก็หมายความว่ามันสามารถดูดกลืนพลังจากวัตถุวิเศษได้โดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรง…
ข้าเคยคิดว่าเคล็ดนี้ใช้ได้กับพลังของศิลาอสูรเท่านั้น แต่นี่มันกลับไปถึงขั้นดูดซับพลังจากวัตถุวิเศษได้เองโดยไม่มีการแตะต้องเลยด้วยซ้ำ…
‘…นี่มันยุ่งยากขึ้นแล้ว’
ก่อนหน้านี้ข้ายังไม่แน่ใจ เพราะวัตถุวิเศษที่อยู่กับข้าดูเหมือนจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่ยิ่งมาถึงจุดนี้ ข้าก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางหนีอีกแล้ว
[ร่างกายของเจ้านั้นมีพลังภายในอื่นแฝงอยู่… แล้วทำไมถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ได้กัน?]
“…ก่อนอื่น หากท่านเป็นกระบี่เซียนแห่งฮวาซานจริง เหตุใดท่านจึงอยู่ในสภาพเช่นนี้และพูดกับข้าได้?”
[ข้าก็บอกไปแล้ว เจ้าเด็กน้อย! เป็นเพราะเจ้าดูดกลืนพลังของศิลานั่นไปเอง!]
“หมายความว่าท่านอยู่ในวัตถุวิเศษนี้มาโดยตลอดอย่างนั้นหรือ?”
ถ้าวัตถุวิเศษนี้ถูกค้นพบมาหลายร้อยปี…
ก็หมายความว่าเขาอาจจะติดอยู่ในนั้นมาโดยตลอด?
เป็นไปได้หรือที่จิตวิญญาณของบุคคลหนึ่งจะติดอยู่ในหินเป็นเวลานานขนาดนั้น?
[ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าเพิ่งตื่นขึ้นมาได้ไม่นานเท่านั้น]
“ไม่นาน…?”
ข้าขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม
[ใช่แล้ว เจ้าเด็กโง่ ข้าเพิ่งฟื้นคืนสติหลังจากที่เจ้าหยิบศิลานั่นขึ้นมาเป็นครั้งแรก]
…ตอนที่ข้าได้รับวัตถุวิเศษจากผู้อาวุโสสองงั้นหรือ?
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง หมายความว่าเขาเพิ่งตื่นขึ้นมาหลังจากที่ข้าได้รับศิลานั่นไม่นาน…
ถ้าเขาพูดความจริง—มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
หรือว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงอาการหลอนจากผลกระทบของการดูดซับพลังของข้าเอง?
ข้าถึงกับต้องคิดไปไกลถึงขนาดนั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นกระบี่เซียนแห่งฮวาซานจริง หรือเพียงแค่วิญญาณเร่ร่อนที่แอบอ้างชื่อ สิ่งที่แน่นอนก็คือ ข้ากำลังเจอปัญหาใหญ่เข้าให้แล้ว
[น่าสมเพชนัก เจ้าคิดจะก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองโดยไม่รู้จักประมาณตน ข้าเห็นว่าเจ้ากำลังจะพลาดพลั้ง จึงช่วยเจ้าเอาไว้ แต่เจ้ากลับมองข้าเป็นอสูรร้าย!]
คำพูดของเขาทำให้ข้าชะงักไปเล็กน้อย
หากมองในแง่หนึ่ง มันก็นับว่าเป็นโชควาสนาเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ข้ารู้สึกได้ว่ากายาของข้ากำลังรับภาระหนักจากพลังลมปราณที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เพราะพลังจากวัตถุวิเศษ ข้ากลับสามารถทะลวงขีดจำกัดไปได้อย่างราบรื่น
…แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ข้าเองก็พยายามหลอกตัวเองมาโดยตลอด
และตอนนี้ คำพูดของมังกรกระบี่ดอกเหมย ก็เป็นการยืนยันอย่างชัดเจน—
พลังที่ข้าได้รับมา ได้แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของข้าไปแล้ว
ไม่ว่าข้าจะพยายามปกปิดมันแค่ไหน แต่กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมยก็ยังเล็ดลอดออกมาจากร่างของข้า
แม้ว่าข้าจะไม่ใช่ศิษย์ของฮวาซาน—แต่ข้ากลับได้รับพลังที่พวกเขาจะสามารถไขว่คว้าได้จากการฝึกฝนอย่างหนักเท่านั้น…!
“…ข้าควรทำอย่างไรดี?”
‘เฮ้ ข้าเผลอรับพลังของวัตถุวิเศษเข้าไป ข้าขอโทษ’
…จะให้ข้าพูดแบบนั้นแล้วจบเรื่องไปง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?
ปัญหามันไม่ได้อยู่แค่การที่ข้ามีพลังของสำนักฮวาซานทั้งที่ไม่ได้รับการยอมรับจากพวกเขาเท่านั้น
แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าก็คือ—ข้าไม่สามารถอธิบายได้ว่าข้าได้รับพลังนี้มาอย่างไร
ข้ากำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเองเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะหยันของวิญญาณ
[หึ! เจ้าจะมาโอดครวญอะไรอีก? ข้าไปบอกให้เจ้าดูดกลืนพลังตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?]
“เจ้าคิดว่าข้าอยากดูดกลืนมันนักหรือ!?”
[กลางดึกเจ้าดูดพลังราวกับสัตว์กระหายเลือด—แต่ตอนนี้กลับมาพูดว่าไม่ได้ตั้งใจ?]
…จริงของเขา
ข้ากินมันเข้าไปมากแค่ไหนกัน ถึงทำให้พลังนี้แสดงออกมาชัดเจนถึงเพียงนี้
ความจริงที่ว่ามันไม่ได้เกิดจากเจตนาของข้า ทำให้ข้ายิ่งรู้สึกแค้นใจและขุ่นเคือง
ให้ตายสิ เคล็ดวิชามารดูดกลืนสวรรค์… นี่มันจะทำลายชีวิตใหม่ของข้าไปถึงไหนกัน!?
ข้าพยายามข่มความหงุดหงิดที่พุ่งขึ้นมาแล้วเอ่ยถาม
“…ข้าถามหน่อยเถอะ ทำไมท่านถึงมาอยู่ในนี้?”
หากมันเป็นกระบี่เซียนแห่งฮวาซานจริง เหตุใดจึงต้องอยู่ในวัตถุวิเศษเช่นนี้?
และหากมันไม่ใช่กระบี่เซียนแห่งฮวาซานจริง—มันเป็นอะไรกันแน่?
ข้ารอคำตอบ ขณะที่วิญญาณนั้นเงียบไปชั่วขณะ
[…อืม…]
เขาลังเล? หรือเขากำลังเลือกคำพูดบางอย่างที่สำคัญ?
หลังจากความเงียบผ่านไปชั่วครู่ ข้าก็ได้ยินเสียงของเขาอีกครั้ง
แต่คราวนี้ น้ำเสียงของเขาเบาลงกว่าเดิมมาก
[…ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน… ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?]
ข้าถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเปิดประตูเกวียนออก
…นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
เขาไม่รู้? หรือเขาแค่แกล้งทำเป็นจำไม่ได้?
หากเป็นอย่างหลัง นั่นหมายความว่าเขาไม่อยากบอกข้า ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มันก็ไม่ได้ช่วยให้ข้าได้คำตอบอยู่ดี
กระบี่เซียนแห่งฮวาซานอะไรกัน…
ข้าคิดผิดจริงๆ นี่มันก็แค่วิญญาณเร่ร่อนตัวหนึ่งเท่านั้น
ข้าหยุดสนใจการสนทนาไร้สาระนี้และตัดสินใจออกไปข้างนอกแทน—!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนข้าจะหมดสติทำให้ข้าต้องรีบออกไปดูสถานการณ์ข้างนอก
[ไอ้เด็กนี่…! ข้าบอกว่าไม่ใช่ไง!]
“ไม่ใช่เหรอ… ก็จริงซะเมื่อไหร่กัน…”
“โอ้! สหายน้อย!”
เสียงสดใสของยองพุงทำให้ทั้งข้าและวิญญาณเงียบลงพร้อมกัน
เสียงของยองพุงดังมาจากไกลๆ แต่สิ่งที่ข้ากำลังเห็นกลับไม่เป็นเช่นที่คาดไว้
สถานการณ์มันดูผิดปกติ
ยองพุงที่เคยดูสงบและเรียบร้อย กลับตอนนี้มีท่าทางสับสนและน่าตกใจมากกว่าเดิม
เขาถูกมัดมือและขาอย่างแน่นหนา กำลังนั่งคุกเข่าลง พร้อมกับถูกคุกคามจากดาบของมูยอนที่จ่ออยู่ที่คอ
และที่ด้านหลังของเขา…
“สำนักฮวาซาน…?”
ท่ามกลางทหารของสำนักฮวาซานในชุดขาวที่ยืนขึงขังอยู่ในท่าทางพร้อมรบ ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าสถานการณ์นี้มันไปทางไหน พวกเขาก็ไม่น่าจะมีท่าทีอ่อนโยนแบบที่ยองพุงแสดงออกมาจริง ๆ
ข้าลืมตาไปอีกครั้งพร้อมกับตั้งใจมองไปที่ยองพุงอย่างตั้งใจ
เขายิ้มกว้างและมองมาที่ข้า
“ฮ่าฮ่า! สหายน้อย! ช่วยข้าออกจากที่นี่หน่อยได้ไหม!”
“…อะไรนะ?”
ความสดใสและเสียงที่เต็มไปด้วยพลังของยองพุงทำให้ข้าเผลอตอบกลับไปอย่างตกใจ
[มันทำอะไรกันอีกแล้ว?]
ดูเหมือนสถานการณ์มันจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้เสียแล้ว…