สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 51 มังกรกระบี่ดอกเหมย (1)
บทที่ 51 มังกรกระบี่ดอกเหมย (1)
*แก้คำนะครับ จาก เคล็ดมารเขมือบแก่น เป็น เคล็ดวิชามารดูดกลืนสวรรค์
ตระกูลนัมกุง หนึ่งในเสาหลักที่แข็งแกร่งที่สุดของฝ่ายธรรมะ เป็นตระกูลที่เชี่ยวชาญวิถีแห่งกระบี่โดยแท้ สมกับชื่อเสียงของพวกเขา
พวกเขาเชื่อมั่นว่าการฝึกฝนร่างกาย จิตใจ และพลังลมปราณจนถึงขีดสุด แล้วหลอมรวมทุกสิ่งเข้ากับกระบี่เพียงเล่มเดียว คือหนทางสู่จุดสูงสุดของวิถีแห่งกระบี่
สถานที่แห่งนี้คือศูนย์รวมของเหล่าผู้ฝึกกระบี่ ผู้ที่ไม่เคยหยุดฝึกฝนเพื่อบรรลุขอบเขตอันสูงส่งของกระบี่อย่างแท้จริง
หลักฐานยืนยันถึงความแข็งแกร่งของพวกเขาคือวิชากระบี่ประจำตระกูล เช่นกระบวนท่ากระบี่ราชันย์และกระบวนท่ากระบี่อันเลื่องชื่ออย่างกระบี่นภาไร้ขอบเขต
ตระกูลนี้เคยครองตำแหน่งกระบี่อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า” มาโดยตลอด… จนกระทั่งการปรากฏตัวของวีฮโยกุน
ปัจจุบัน สถานะของพวกเขาสั่นคลอนเล็กน้อย เพราะตำแหน่งกระบี่อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าเป็นของวีฮโยกุนแล้ว
ในขณะเดียวกันนัมกุงชอลชอนหนึ่งในสามจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพ ได้รับฉายาปราชญ์สวรรค์
แต่แท้จริงแล้ว นั่นไม่ใช่ชื่อที่เขาต้องการ
เขาเคยปรารถนาที่จะครองตำแหน่งกระบี่อันดับหนึ่งและเหยียบย่างขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยกระบี่ของตนเอง… ทว่านามนั้นกลับตกเป็นของวีฮโยกุนแทน
ฉายาปราชญ์สวรรค์ที่เขาได้รับ จึงมิอาจเทียบเคียงกับสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาโดยตลอด
ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่นัมกุงชอนจุนผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดอัจฉริยะแห่งยุคใหม่ ก็ถูกเรียกว่ามังกรสายฟ้า
ทว่า… เขาไม่ได้เป็นอันดับหนึ่งของยุคนี้ ผู้ที่คู่ควรกับตำแหน่งนั้นคือกู่ฮุยบี
ยิ่งไปกว่านั้น นัมกุงชอนจุนยังไม่สามารถครอบครองฉายามังกรกระบี่” ได้อีกด้วย
เขาได้รับฉายามังกรสายฟ้า” ก็เพราะเขาใช้กระบี่อันรวดเร็วควบคู่ไปกับพลังสายฟ้า… แต่นั่นก็เป็นเพียงมังกรสายฟ้า มิใช่มังกรกระบี่
ด้วยเหตุนี้ นัมกุงชอนจุนจึงต้องกัดฟันกล้ำกลืนความเจ็บปวด หลั่งน้ำตาเลือดด้วยความคับแค้น
เพราะในที่สุดแล้ว…
“มังกรกระบี่แห่งยุคนี้”
ไม่ได้เป็นของตระกูลนัมกุง… แต่เป็นของสำนักฮวาซาน
มังกรกระบี่ดอกเหมยแห่งฮวาซาน
อัจฉริยะหนุ่มผู้เป็นจอมกระบี่ดอกเหมย ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์
บุรุษผู้ที่ในอนาคตจะได้รับฉายา กระบี่ดอกเหมยไร้เทียมทาน
เขาคืออัจฉริยะที่ถูกยกย่องว่ามีพรสวรรค์ในกระบี่อย่างไร้ขีดจำกัด
บุรุษผู้ทำให้ดอกเหมยบานสะพรั่งที่ปลายกระบี่ของเขาตั้งแต่อายุยังน้อย และกำลังก้าวขึ้นเป็นสุดยอดจอมกระบี่แห่งยุค
และในตอนนี้… บุรุษคนนั้น กำลังยืนอยู่ตรงหน้าข้า
ชายหนุ่มที่ดูเหมือนอายุมากกว่าข้าสองถึงสามปี มัดผมไว้อย่างเรียบร้อย รูปลักษณ์สง่างามสะอาดสะอ้าน
แม้ว่าดวงตาของเขาจะดูอ่อนโยน แต่ลึกลงไป กลับเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่และความมุ่งมั่น
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“สหายน้อย”
“เหตุใดข้าจึงสัมผัสได้ถึงพลังของฮวาซานจากตัวเจ้า?”
ข้ารู้ตัวทันทีที่ได้ยินคำถามของเขา… ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เรื่องราวนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อไม่นานมานี้
เวลาผ่านไปเจ็ดวันนับตั้งแต่ข้าทะลวงถึงระดับสี่ดารา และกว่าครึ่งเดือนแล้วที่ข้าออกเดินทางไปยังฮวาซาน
ข้ายังจำสายตาของมูยอนได้ดี ตอนที่เขามองข้าด้วยความตกตะลึงเมื่อข้าปรากฏตัวในเช้าวันนั้น พร้อมกับพลังลมปราณระดับใหม่
หากเปรียบเทียบกับเมื่อก่อน บัดนี้แม้แต่การปะทะกับนัมกุงชอนจุนก็คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับข้าอีกต่อไป
แน่นอน หากอีกฝ่ายพัฒนาขึ้นในช่วงเวลานี้ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
แต่หากกล่าวถึงสถานะของข้าในตอนนี้ ข้าคงอยู่ในระดับเดียวกับยอดอัจฉริยะรุ่นใหม่ของยุทธภพ
และหากพิจารณาจากอายุของข้าแล้ว มันคงเป็นเรื่องที่มูยอนมองว่าเป็นความสำเร็จอันเหลือเชื่อ
…แม้ว่าในความเป็นจริง ข้าจะมาถึงจุดนี้ได้เพราะโชควาสนาและการใช้ทางลัดก็ตาม
แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ข้าก็ยังคงอยู่ในระดับสี่ดารา
และยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังสามารถใช้เคล็ดลับเฉพาะของตระกูลกู่ ซึ่งกักเก็บพลังปราณร้อนแรงไว้ในร่างกายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางกายภาพได้โดยไม่เป็นภาระต่อร่างกายอีกต่อไป
แน่นอนว่ามันยังคงมีข้อเสียอยู่—การเผาผลาญพลังปราณอย่างมหาศาลทำให้ไม่สามารถใช้ได้นานนัก
ฮี่ฮี่ฮิง—!
ตูม—!
เสียงกรีดร้องของสัตว์อสูรดังขึ้น ก่อนที่ร่างของมันจะกระแทกลงสู่พื้น ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
เมื่อมองดูร่างที่ล้มลงไป ข้าก็จำได้ว่ามันคืออสูรรูปร่างเหมือนม้า หากข้าจำไม่ผิด มันน่าจะเป็นม้าศึกเขียว
“โผล่มาแบบนี้ ข้าตกใจหมดเลยนะ”
ฟึ่บ!
ทันทีที่การต่อสู้จบลง ข้าก็ถอนพลังปราณที่ห่อหุ้มร่างกายกลับมา
เหตุที่ข้าเข้าปะทะกับสัตว์อสูรก็เป็นเพราะระหว่างเดินทางผ่านเทือกเขา จู่ๆ ก็พบกับประตูอสูรที่เปิดออกตรงหน้า และถือโอกาสนี้ ข้าเลยอาศัยการต่อสู้เพื่อทดสอบพลังของตนเองหลังจากทะลวงระดับสี่ดารา
มูยอนเองก็คงตระหนักถึงความสามารถของข้าในตอนนี้ดี จึงไม่ได้เอ่ยห้ามแต่อย่างใด
หากย้อนกลับไปพิจารณาการต่อสู้เมื่อครู่ ก็เห็นได้ชัดว่ามันแตกต่างจากเดิม
ภาระที่เกิดจากพลังปราณร้อนแรงลดลงอย่างมาก ความเร็วและพลังทำลายก็เพิ่มขึ้นตามระดับพลังภายในที่สูงขึ้น
บางที… ข้าอาจจะพึ่งก้าวเท้าเข้าสู่ระดับจอมยุทธ์ชั้นยอด
หากเทียบกับชีวิตก่อน ข้าก็สามารถบรรลุระดับนี้ได้ในช่วงอายุที่เร็วอย่างเหลือเชื่อ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกู่ฮุยบีซึ่งบรรลุระดับสี่ดาราตั้งแต่อายุสิบเจ็ด
หากผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะสูงสุดในประวัติศาสตร์ตระกูลกู่สามารถทำได้ในช่วงวัยนั้น ข้าเองก็คงต้องเตรียมรับแรงกดดันมหาศาลเมื่อกลับไปยังตระกูลอย่างแน่นอน…
“สายตาของผู้อาวุโสสองคงสร้างความกดดันไม่น้อยแน่…”
บางทีเขาอาจจะหัวเราะด้วยเสียงแปลกประหลาดก่อนพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนผู้อาวุโสหนึ่งเองก็คงไม่พอใจข้ามากเช่นกัน
แม้ว่าหลังจากเหตุการณ์ปะทะกับกู่จอลยอบ เขาจะยังไม่แสดงท่าทีใด ๆ เพิ่มเติม แต่ข้าก็มั่นใจว่าเขาคงกำลังคิดหาวิธีบางอย่างอยู่ แน่นอนว่าแนวทางที่เขาคิดคงไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก
“ถ้าเป็นไปได้ ขอให้พวกมันอยู่นิ่ง ๆ เถอะ”
ข้าหวังว่าอย่างน้อยพวกเขาจะไม่เผยความทะเยอทะยานออกมา และพยายามรักษาตำแหน่งของตัวเองเอาไว้เฉยๆ
เพราะถ้าหมาป่าเฒ่าพวกนั้นคิดจะขยับเขี้ยวเล็บออกมาโดยไร้เหตุผล ข้าคงต้องเสียเวลาไปกับการจัดการพวกมันอีก
“แต่ถ้าพวกมันคิดจะยื่นออกมาเมื่อไหร่ ข้าก็จะจัดการถอนมันออกให้หมด”
“ว่าอย่างไรนะขอรับ คุณชาย?”
มูยอนหันมาถาม ข้าจึงตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่มีอะไรหรอก แค่พูดถึงฟันผุในปาก ข้าเองก็มีอยู่ซี่หนึ่ง แต่ยังไม่เจ็บเลยปล่อยไว้เฉยๆ”
“ฟันผุหรือขอรับ?”
“อืม หวังว่ามันจะไม่เริ่มปวดขึ้นมา ถ้าเริ่มปวดเมื่อไหร่ ข้าคงต้องถอนมันทิ้ง”
หากปล่อยให้ปวดเรื้อรัง สุดท้ายก็ต้องถอนออกอยู่ดี…
“การจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับ!” เสียงของหนึ่งในองครักษ์ดังขึ้น
ข้าหันไปถามมูยอนด้วยท่าทีเรียบเฉย
“แล้วกระดูกกับหนังจะเอาไปด้วยไหม?”
“คงเก็บไปได้แค่บางส่วน ที่เหลือคงต้องทิ้งไว้”
“น่าเสียดาย”
หนังและกระดูกของสัตว์อสูรสามารถขายทำเงินได้
หนังของพวกมันแข็งแกร่งและเหนียวกว่าสัตว์ธรรมดามาก จึงสามารถนำไปใช้ได้หลายทาง
โดยเฉพาะสัตว์อสูรบางชนิดที่หายาก ส่วนประกอบของมันยังสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตโอสถได้อีกด้วย
แม้ว่ามันจะเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำสุดในหมวดสีเขียว แต่มันก็ยังมีค่าอยู่ดี ข้าจึงอดรู้สึกเสียดายเล็กน้อยไม่ได้
“ยังไปได้ไม่ถึงครึ่งทางเลยงั้นหรือ…”
ข้ารู้สึกว่าเดินทางมานานมากแล้ว แต่เส้นทางข้างหน้ายังเหลืออีกไกลโข
เมื่อคิดย้อนกลับไป ข้าก็อดรู้สึกว่าเหตุผลที่ตัดสินใจเดินทางครั้งนี้มันช่างโง่เง่าจริง ๆ
ทั้งหมดเพราะหลงเชื่อคำล่อใจของ โอสถไท่เซียน
“ไม่… โอสถไท่เซียนน่ะ… ใช่ มันคุ้มค่าอยู่นะ”
ข้าทำได้เพียงพยายามโน้มน้าวตัวเองด้วยคำพูดเดิมซ้ำไปซ้ำมาในแต่ละวัน บางทีข้าอาจจะไม่เหมาะกับการเดินทางไกลจริง ๆ
ข้าทิ้งตัวพิงเกวียนเพื่อเตรียมออกเดินทางอีกครั้ง แต่ทันใดนั้น วีซอลอากลับเข้ามาใกล้แล้วเริ่มดมกลิ่นรอบตัวข้า
“อะไรของนาง… หรือว่านางกลายเป็นสุนัขไปแล้ว?”
ด้วยพฤติกรรมแปลกประหลาดของนาง ข้าอดไม่ได้ที่จะสะบัดนิ้วดีดหน้าผากนางไปหนึ่งที
“อึก!”
วีซอลอาสะดุ้งเฮือก ร้องเสียงสั้นๆ ก่อนจะถอยหลังไปทันที
ข้าเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า…
วีฮโยกุนอยู่ด้านหน้า!
ข้าเผลอตีหน้าผากหลานสาวของเขาต่อหน้าต่อตา…
แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่เกิดจากสัญชาตญาณ ข้าก็ยังรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้…
ข้าเหลือบมองอย่างระมัดระวัง แต่ดูเหมือนกระบี่สวรรค์จะไม่ได้ใส่ใจอะไร เขายังคงบังคับม้าต่อไปอย่างสงบนิ่ง
“…อะไรของเจ้า อยู่ๆ มาดมกลิ่นทำไม?”
ข้าไม่อาจพูดตรงๆ ว่าทำตัวเหมือนสุนัขได้ จึงพยายามใช้คำพูดที่ฟังดูเบาลงเล็กน้อย
วีซอลอาลูบหน้าผากของตนเอง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
“คุณชาย… มีกลิ่นดอกไม้”
“กลิ่นดอกไม้อะไร?”
“ข้าไม่รู้… แต่มันเป็นกลิ่นดอกไม้แน่ ๆ”
ข้าฟังแล้วก็ชี้ไปที่มุมหนึ่งของเกวียน
“ไม่ใช่ข้าหรอก คงเป็นกลิ่นจากตรงนั้น”
ที่มุมของเกวียน มีหีบไม้เล็กๆวางอยู่ นั่นคือสิ่งที่ข้าใช้เก็บ วัตถุวิเศษ ที่ข้าแบกติดตัวมาตลอด
ตั้งแต่ข้าเก็บมันไว้ในอกเสื้อ กลิ่นดอกเหมยก็ลอยฟุ้งออกมาไม่หยุด จึงต้องหาหีบมาปิดกั้นมันไว้
นอกจากช่วยให้จัดเก็บได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยป้องกันกลิ่นและแสงของมันเล็ดลอดออกมาด้วย
ถึงแม้ว่าข้าจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังดีกว่าการปล่อยให้วัตถุวิเศษนี้ดูดกลืนพลังของข้าไป
“…ไม่ใช่นะ ข้ายังได้กลิ่นจากท่านอยู่ดี”
ข้าเลือกที่จะเมินเสียงบ่นพึมพำของวีซอลอา
ก่อนหน้านี้ นางยังถือกล่องที่ข้าใช้เก็บวัตถุวิเศษ แล้วพูดคนเดียวกับมันอีกด้วย
ทำให้ข้าเริ่มสงสัยว่า นางอาจจะอ่อนเพลียจนมีอาการประหลาดไปเอง ข้าจึงไม่ได้ใส่ใจนัก
ข้าพอจำได้ว่าเมื่อครู่ นางพูดว่าท่านปู่ “สวัสดี ท่านเป็นใคร?”
ดูเหมือนว่าวันนี้นางจะเหนื่อยมาก ข้าเลยเลือกที่จะไม่กวน
…ไม่ใช่ว่าข้ากลัวที่นางพูดคนเดียวหรอกนะ
“ในโลกนี้ไม่มีผีหรอก…”
แม้ว่าข้าจะย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ แต่ก็ยังไม่เคยเห็นภูตผีที่ไหน
…ข้าจะพูดอีกครั้ง ข้าไม่ได้กลัว
คนที่เคยอยู่ในลัทธิมารอย่างข้า จะกลัวผีได้ยังไงกัน
ข้าเลือกที่จะเมินเหงื่อเย็นที่ไหลลงมาตามหลัง แล้วค่อยๆ หลับตาลง
สิ่งเดียวที่ข้าคิดถึงในตอนนี้ก็คือ—
“ขอให้ถึงฮวาซานเร็ว ๆ เถอะ”
“เดินทางไกลน่ารำคาญสุดๆ ข้าจะไม่ทำอีกเด็ดขาด”
หลังจากกลับไป ข้าจะขังตัวเองอยู่ในตระกูลอย่างน้อยหนึ่งปีและทำแต่เรื่องของตนเอง นั่นคือสิ่งที่ข้าตั้งใจไว้
หลังจากนั้น เกวียนก็เดินทางต่อไปเรื่อยๆ
ข้าเองก็กึ่งหลับกึ่งตื่น สลับกับสัปหงกไปตลอดทาง
เพื่อให้เดินทางได้ไกลขึ้นก่อนค่ำ พวกเราจึงไม่หยุดพักเลย
ไม่รู้ว่าเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว ทันใดนั้น…
ครึ่ก!
เกวียนสะดุดกระทันหันและหยุดลงทันที!
แรงกระแทกทำให้ร่างของข้าพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ว้าย!”
วีซอลอาส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ ร่างของนางเอนไปข้างหน้าอย่างแรง
ข้าไม่มีเวลาคิด รีบปล่อยพลังลมปราณโอบล้อมตัวนาง ก่อนจะใช้แขนรับไว้เพื่อไม่ให้นางล้มลง
แม้ว่าแรงกระแทกจะไม่รุนแรงมากนัก แต่ข้าก็ไม่อาจประมาทได้…!
โชคดีที่วีซอลอาเพียงแค่เซจนเส้นผมยุ่งเหยิงไปหมดเท่านั้น แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ
ข้าเปิดประตูเกวียนออกทันทีและก้าวลงไปด้านนอก
“เกิดอะไรขึ้น?”
น้ำเสียงของข้าแฝงไปด้วยความไม่พอใจโดยไม่รู้ตัว เพราะข้าถูกปลุกจากการนอนหลับอย่างกะทันหัน
เมื่อออกไปข้างนอกด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ข้าก็พบว่าเบื้องหน้าขององครักษ์ของข้ามีใครบางคนยืนขวางอยู่
“…อะไรเนี่ย”
ข้ากำลังจะถามสถานการณ์ แต่คำพูดกลับหยุดลงทันทีเมื่อได้เห็นเสื้อผ้าของชายผู้นั้น
ชุดขาวสะอาดปักลวดลายกลีบดอกเหมยสีแดง กระบี่ที่ห้อยอยู่ตรงเอวมีลวดลายดอกเหมยประดับอยู่
มีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่บุรุษในชุดเช่นนี้สังกัดอยู่ …สำนักที่ข้ากับมารสวรรค์เคยร่วมมือกันทำลายล้างไปในอดีต
“ต้องขออภัยที่ข้าต้องเสียมารยาทเช่นนี้ ข้ามีเรื่องอยากสอบถามเล็กน้อย”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ นุ่มนวลเข้ากับภาพลักษณ์ของเขา
ใบหน้าคุ้นเคย น้ำเสียงที่เคยได้ยินมาก่อน
ไม่ผิดแน่—
คนที่ข้าเคยเป็นผู้ลงมือสังหารกับมือเอง… ผู้ที่เป็นปรมาจารย์กระบี่คนสุดท้ายของฮวาซาน
“ข้ามีนามว่ายองพุง แห่งสำนักฮวาซาน”
บุรุษที่ปัจจุบันได้รับสมญานามว่า มังกรกระบี่ดอกเหมย
“จอมยุทธ์แห่งฮวาซานกล้าทำเรื่องอันตรายเช่นนี้ได้อย่างนั้นหรือ?”
มูยอนกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิ ข้าเดาว่าอีกฝ่ายคงจะจงใจขวางเกวียนของพวกเราอย่างกะทันหัน
โดยปกติ ข้าเองควรเป็นฝ่ายสอบถามเรื่องนี้ แต่เพราะข้ายังตั้งสติไม่ทัน มูยอนจึงก้าวขึ้นมาจัดการแทน
ได้ยินเช่นนั้น ยองพุงมีสีหน้าลำบากใจ รีบโค้งตัวขอโทษ
“ข้าต้องขออภัย ไม่ได้ตั้งใจจะขวางเส้นทางของท่าน แต่ข้ามีเรื่องที่จำเป็นต้องตรวจสอบ”
“เรื่องอะไร?”
“ข้าอยากยืนยันว่ามีศิษย์ของฮวาซานอยู่ในเกวียนนี้หรือไม่”
สิ่งที่เขาชี้ไป—คือเกวียนที่ข้าโดยสารอยู่
ข้าขมวดคิ้วทันที
…ศิษย์ของฮวาซาน?
คำพูดที่เขาพูดออกมากะทันหัน ทำให้ทุกคนแสดงสีหน้างุนงง
“ข้าสัมผัสได้ถึงพลังที่คุ้นเคยตั้งแต่ไกล ข้าจึงมาตรวจสอบด้วยตนเอง แต่ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร”
ยองพุงถอนหายใจโล่งอก ราวกับเขากังวลมาตลอด
“แต่ถึงกระนั้น ข้ายังมีอีกเรื่องที่อยากรู้”
ขณะที่เขากล่าวจบ—
กลิ่นหอมคุ้นเคยลอยมากระทบปลายจมูกของข้า…
เป็นกลิ่นของดอกเหมยที่ข้าได้กลิ่นมาตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมา กลิ่นหอมนี้อยู่ใกล้มาก เพราะยองพุงที่อยู่ห่างออกไปเมื่อครู่ ได้เคลื่อนตัวมายืนตรงหน้าข้าในชั่วพริบตา
“สหายน้อย”
เสียงของยองพุงอ่อนโยนแต่หนักแน่น
แต่สำหรับข้า… น้ำเสียงนั้นกลับซ้อนทับกับเสียงร้องคำรามของเหล่าผู้คนใต้เงาแห่งการทำลายล้างของฮวาซานในอดีต
[พวกเราทำอะไรผิดกัน…!! เหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนี้กับเรา!!]
“เหตุใดข้าถึงสัมผัสได้ถึงพลังของฮวาซานจากตัวเจ้า?”
ข้ากลืนน้ำลายลงคอทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น
และในหัวข้า ก็มีเพียงความคิดเดียวที่แล่นเข้ามา…
‘ฉิบหายแล้ว’
…นี่มันแย่จริง ๆ …
“หืม…?”