สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่17 หากจำเป็น (2)
ข้าสอดม้วนสารเข้าไปในอกเสื้อก่อนจะเดินไปตามถนนพร้อมกับมูยอน
แม้ว่าจะเป็นเส้นทางเดียวกับครั้งก่อน แต่ครั้งนี้ข้าไม่ได้หอบเหนื่อยเหมือนเดิม
การฝึกฝนช่วยให้ร่างกายของข้าแข็งแกร่งขึ้น แม้เพียงเล็กน้อย
‘จริงๆ แล้ว ที่ข้าหอบหนักขนาดนั้นแต่แรกนั่นแหละที่ผิดปกติ’
ข้ายิ้มบางๆ ให้กับความคิดของตนเอง ก่อนจะก้าวผ่านตรอกแคบๆ ไป
เมื่อเดินมาอีกเล็กน้อย สายตาของข้าก็สะดุดเข้ากับอาคารเก่าคร่ำคราสาขาของพรรคฮ่าวเหมินในมณฑลซานซี
อย่างไรก็ตาม มีบางอย่างแตกต่างไปจากครั้งก่อน
ชายฉกรรจ์ที่เคยแต่งตัวเป็นนักเลงข้างถนน ตอนนี้กลับสวมชุดคล้ายกับที่โทอุนชูหัวหน้าสาขาเคยสวม
เมื่อข้าเดินเข้าไปใกล้ หนึ่งในนั้นก็เอ่ยทัก
“ยินดีต้อนรับขอรับ คุณชายกู่”
“อะไรกัน? ครั้งนี้แต่งตัวกันเรียบร้อยเชียวนะ”
“ขออภัยสำหรับการเสียมารยาทครั้งก่อนขอรับ”
ชายที่เคยสบถด่าข้าก่อนหน้านี้ ตอนนี้มัดผมให้เรียบร้อยและแต่งกายอย่างสุภาพจนแทบจะดูเป็นคนละคน
“ข้าไม่ถือสาหรอก แล้วข้าต้องไปที่ไหน? ลงไปชั้นใต้ดินเหมือนครั้งก่อนหรือไม่?”
“ไม่จำเป็นแล้วขอรับ คุณชาย”
ข้ามองตามเสียงที่ดังขึ้นจากด้านบน
โทอุนชูกำลังก้าวลงมาจากบันไดอย่างช้าๆ
“แตกต่างจากครั้งก่อนนะ ครั้งนี้เจ้ามาปรากฏตัวทันทีเลย”
“ข้าจะให้แขกคนสำคัญรอนานได้อย่างไร? ย่อมต้องมาต้อนรับด้วยตัวเองสิ”
“เช่นนั้นแสดงว่าครั้งก่อน ข้าไม่ใช่แขกสินะ?”
ข้าจงใจหาเรื่องแหย่ แต่โทอุนชูกลับเพียงแค่หัวเราะโดยไม่กล่าวอะไร
ข้าเองก็ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด แม้ว่าจะยังสามารถพูดจาต่อความได้อีกมาก แต่ข้าเองก็อยากให้ธุระนี้จบลงโดยเร็ว
ข้าก้าวขึ้นไปยังชั้นสองของอาคารตามหลังโทอุนชู ต่างจากชั้นล่างที่เต็มไปด้วยฝุ่นและความเก่าคร่ำคร่า ชั้นสองกลับสะอาดสะอ้านเป็นพิเศษ
เมื่อข้านั่งลงแล้ว สมาชิกของพรรคฮ่าวเหมินก็รีบยกชาเข้ามาเสิร์ฟ
แต่มูยอนก้าวขึ้นมาขวางไว้ก่อนที่ข้าจะรับ มันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเขาไม่เชื่อใจคนของพรรคนี้
การกระทำนั้นทำให้คนของฮ่าวเหมินรู้สึกขุ่นเคืองจนเผลอแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา แต่ไม่ทันที่เขาจะพูดอะไรออกมา เสียงของโทอุนชูก็แทรกขึ้นมาอย่างเย็นชา
“ระวังสีหน้าของเจ้าให้ดี นี่คือแขกคนสำคัญของเรา”
เสียงของนางเย็นเยียบเสียจนแม้แต่ข้ายังรู้สึกได้
“…ขออภัยขอรับ หัวหน้าสาขา”
“ขอโทษข้าไปทำไม? เจ้าควรขอโทษคุณชายกู่ต่างหาก”
“ขออภัยขอรับ คุณชาย”
ข้าสะบัดมืออย่างไม่ใส่ใจเพื่อแสดงว่าไม่ถือโทษ
จากนั้นข้าก็ละสายตาจากลูกน้องของพรรค แล้วจ้องไปที่โทอุนชู
‘น่ารำคาญจริง…’
สุดท้ายแล้ว ทุกสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ตอนนี้ก็เป็นเพียงละครตบตากันเท่านั้น
มูยอนทำเช่นนี้ ข้าย่อมรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว
รวมถึงการที่โทอุนชูจะคอยตำหนิลูกน้องของนางอย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งการแก้ไขคำพูดของลูกน้องให้ถูกต้อง
ทุกสิ่งล้วนเป็นการแสดง
พวกเขาอาจต้องการแสดงให้ข้าเห็นว่าพวกเขาให้ความเคารพข้า หรืออาจต้องการควบคุมการสนทนาให้เป็นไปในทิศทางที่ตนต้องการ
แต่สำหรับข้าแล้ว มันเป็นเพียงการเสียเวลาที่ไร้ประโยชน์
“ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าพยายามจะแสดงอะไรให้ข้าเห็น แต่ตอนนี้พวกเจ้ากำลังเสียเวลาของข้าไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นเข้าสู่ประเด็นเสียทีเถิดหัวหน้าสาขา”
ข้าไม่ต้องการเสียเวลาไปกับละครเหลวไหลพวกนี้
คำพูดของข้าที่ปะปนไปด้วยความรำคาญทำให้โทอุนชูหยุดชะงัก
แม้สีหน้าของนางจะอ่านยากเพราะดวงตาของนางเป็นเส้นเล็กๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ข้าคิดว่าข้อความของข้าคงไปถึงแล้ว
ในที่สุดโทอุนชูก็ถอนหายใจออกมา
“…ข้าไม่แน่ใจว่าควรปรับแก้ข้อมูลเกี่ยวกับท่านคุณชายจากตรงไหนก่อนดี”
“ข้าเคยบอกไปแล้วว่าข้อมูลที่พวกเจ้ามีเกี่ยวกับข้า ‘น่าจะถูกต้อง’ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร”
โทอุนชูหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบเงียบๆ ก่อนที่นางจะเริ่มพูดเข้าสู่ประเด็น
“ภารกิจที่ท่านคุณชายมอบหมายให้เรา หากพวกเราสามารถทำสำเร็จ ท่านจะให้ข้อมูลกับเรามากแค่ไหน?”
“มากแค่ไหน? หมายความว่าพวกเจ้าไม่คิดจะให้ข้าบอกทั้งหมดงั้นหรือ?”
“พวกเราคือผู้ที่ค้าขายข้อมูล เรารู้ดีว่าข้อมูลที่ท่านคุณชายถือครองนั้นมีค่ามากเพียงใด”
บุคคลที่พรรคฮ่าวเหมินพยายามตามหาแต่ไม่เคยพบ ตอนนี้กลายเป็นว่าข้าคือคนที่ถือครองข้อมูลนี้แต่เพียงผู้เดียว
แน่นอน ข้าไม่มีทางเปิดเผยทุกอย่างในคราวเดียว
การช่วยเหลือประมุขพรรคฮ่าวเหมินจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
แม้ว่าแผนการช่วยเหลือจะล้มเหลวและประมุขพรรคฮ่าวเหมินจะต้องตายในที่สุด แต่ข้อมูลของเขาก็ยังมีค่าไปอีกหลายปี
โทอุนชูไม่รู้เรื่องนี้ นางจึงต้องอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันเป็นอย่างมาก
‘ข้าไม่รู้ว่าโทอุนชูมีความสัมพันธ์อะไรกับประมุขพรรคฮ่าวเหมินกันแน่ แต่ถ้าตามข้อมูลที่ข้ามีในอดีต นางจะได้เป็นประมุขคนต่อไป’
ถ้าเป็นเช่นนั้น นางต้องมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเขาแน่ หากไม่มีความสัมพันธ์กัน นางก็ไม่มีความจำเป็นต้องเป็นผู้นำแผนการช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านางอาจกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เร่งด่วน แต่กลับไม่มีท่าทีร้อนรนหรือลนลานต่อหน้าข้าเลย
ข้าไม่แน่ใจว่านางซ่อนอารมณ์ได้ดี หรือเพียงแค่ต้องการข้อมูลของข้าเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองกันแน่
แต่ถึงที่สุดแล้ว ข้าก็ไม่จำเป็นต้องรู้
ไม่ว่านางจะมีความสัมพันธ์อะไรกับประมุขพรรคฮ่าวเหมินหรือไม่ก็ตาม ไม่ใช่เรื่องที่ข้าต้องกังวล
แต่หากว่าความสัมพันธ์นั้นมีความสำคัญ…
บางทีข้าอาจต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์
‘หากจำเป็น…’
“ว่าแต่… หัวหน้าสาขา เจ้าเชื่อคำพูดของข้าจริงหรือ?”
หากเป็นข้าเองก็คงไม่เชื่อ เด็กที่ยังไม่ถึงวัยอันควรโผล่มาพร้อมกับข้อมูลสำคัญ ใครเล่าจะเชื่อได้ง่ายๆ
โทอุนชูยิ้มบางก่อนจะตอบ
“ในเมื่อข้าไม่มีทางเลือกมากนัก ข้าย่อมไม่มีเวลามาตั้งคำถาม”
นั่นเป็นคำพูดที่ข้าเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้
“…เช่นนั้น เจ้าก็ไม่ต้องกังวล ข้าจะให้ข้อมูลที่จำเป็นโดยไม่มีการกั๊ก”
“เข้าใจแล้ว”
นางไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่เสริมรายละเอียดของงานที่ตกลงกันไว้
“กำหนดเวลาของภารกิจคือหนึ่งเดือนเราอาจจัดการได้เร็วขึ้น แต่จะไม่ให้ช้ากว่านี้”
“…หนึ่งเดือนสินะ”
พอถึงตอนนั้นก็คงเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว ถือว่าเป็นระยะเวลารอคอยที่ไม่นานนัก
ข้ากำลังเรียบเรียงความคิดของตนเองอยู่ ทันใดนั้นโทอุนชูก็เอ่ยขึ้น
“…ข้าขอถามอะไรอย่างหนึ่งได้หรือไม่?”
“ถ้าเป็นเรื่องที่ข้าตอบได้”
“ท่านประมุข….”
นางหยุดคำพูดกลางคัน
ดูเหมือนว่านางอยากจะถามเกี่ยวกับความเป็นความตายของประมุขพรรคฮ่าวเหมิน
ข้ารู้ว่านางรู้คำตอบดีอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่านางจะยังไม่พร้อมรับฟัง
ข้าจ้องมองนาง ก่อนจะพูดขึ้น
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่า… นี่ไม่ใช่คำถามที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเจ้าในตอนนี้”
การที่ข้าคิดว่าโทอุนชูมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประมุขพรรคฮ่าวเหมิน เป็นเพียงแค่การคาดเดาของข้าเท่านั้น
แต่ตอนนี้ นางเพิ่งทำให้ข้ามั่นใจมากขึ้น
แน่นอนว่า ถ้าเป็นคนของฮ่าวเหมินข้าต้องคิดเผื่อไว้เสมอว่าคำพูดของพวกเขาอาจเป็นเพียงแค่การแสดง
แต่ในกรณีนี้ ข้าคิดว่าโทอุนชูพลาดเองโดยไม่ได้ตั้งใจ
เพราะแม้ว่าข้าจะไม่สามารถอ่านสีหน้านางได้ เนื่องจากนางสวมหน้ากากหนังมนุษย์และต่อให้ไม่สวมก็ตาม นางก็ไม่ใช่คนที่จะแสดงอารมณ์ออกมาง่ายๆ
ดังนั้นข้าไม่สามารถบอกได้ว่านี่เป็นเพียงความผิดพลาดจากความร้อนรน หรือเป็นกลยุทธ์ของนาง
แต่สุดท้ายแล้ว ข้าไม่ได้ใส่ใจ
ข้าตัดสินใจพูดออกไป
“เทือกเขาเยจอก”
ทันทีที่ข้าพูดจบ แววตาของโทอุนชูก็เบิกกว้างเล็กน้อย
เทือกเขาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ตำแหน่งที่แท้จริงของประมุขพรรคฮ่าวเหมินแต่เป็นที่ตั้งของหนึ่งในสาขาของตำหนักรัตติกาล
‘แม้ว่าข้าจะไม่รู้ตำแหน่งที่แน่นอน…’
เหตุผลที่ข้าเลือกบอกสถานที่นี้ก็เพราะว่าที่นั่นมีข้อมูลที่โทอุนชูต้องการ
“ถือว่าเป็นเงินมัดจำสำหรับงานนี้ ข้าคิดว่าคงเพียงพอแล้ว”
เชื่อหรือไม่ ก็แล้วแต่นาง
“แต่หากเจ้าคิดจะเข้าไปตรวจสอบ แนะนำให้พานักพรตผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลไปด้วย”
ตำหนักรัตติกาลย่อมไม่ปล่อยให้สถานที่ของตนเองปราศจากมาตรการป้องกัน
สาเหตุที่สหพันธ์ยุทธภพไม่สามารถหาตำหนักหลักของตำหนักรัตติกาลได้ก็เพราะอิทธิพลของค่ายกลเหล่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงถือว่าการสนทนาระหว่างข้ากับโทอุนชูสิ้นสุดลง
ข้าหันหลังให้กับนางแล้วออกเดินทางกลับตระกูลกู่
‘หนึ่งเดือน…’
เป็นเวลาที่นานเกินกว่าจะปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ
◇◆
ข้ากลับออกมาที่ตลาดอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปตามทางกลับจวนตระกูล
เป็นธรรมดาไปแล้วที่ข้าจะแวะซื้อขนมยักกวาระหว่างทาง
แน่นอน ข้าไม่ได้ซื้อให้ตัวเอง แต่ซื้อให้วีซอลอา
ไม่ใช่แค่ข้าเท่านั้น แม้แต่บ่าวรับใช้ในเรือนของข้าก็ชอบหาขนมไปให้วีซอลอากันทั้งนั้น
เพราะเหตุนี้เอง นางจึงดูมีน้ำมีนวลขึ้น ต่างจากตอนที่ข้าพบนางครั้งแรก
สายลมพัดผ่านร่างข้า
“ตอนนี้ยังเป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศเลยเย็นสบายอยู่… แต่เดือนหน้าก็จะเป็นฤดูร้อนแล้ว ข้าคงต้องทรมานอีกแน่ๆ ”
มูยอนเอ่ยขึ้นอย่างปลงๆ
หนึ่งเดือนหลังจากนี้ก็จะเข้าสู่ต้นฤดูร้อน
ข้าพยักหน้าช้าๆ
‘ฤดูร้อนงั้นหรือ…’
ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านหัวของข้า ราวกับว่ามีบางอย่างที่ข้าควรจะจำได้แต่กลับเลือนลาง
‘ทำไมข้ารู้สึกไม่สบายใจ?’
ตึก!
ข้าหยุดเดินทันที
ความทรงจำที่เหมือนถูกปิดกั้นด้วยม่านหมอกค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น
‘…ทำไมข้าถึงเพิ่งนึกออกตอนนี้กัน?’
ในช่วงเวลานี้ของปี มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น
“คลังลับของตระกูลกึมชอน ถูกค้นพบ”
ตระกูลกึมชอนเป็นตระกูลพ่อค้าผู้ร่ำรวย เคยเป็นเจ้าของกิจการการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอดีต
สถานที่นี้ถูกค้นพบครั้งแรกโดยตระกูลถังแห่งเสฉวน
แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันกลับตกไปอยู่ในมือของสำนักประตูสวรรค์ฝ่ายอธรรมที่ตั้งอยู่ในเสฉวนเช่นกัน
สองกลุ่มนี้เป็นคู่ปรับกันมาเนิ่นนาน และต่อมาสำนักประตูสวรรค์ก็เลือกเข้าร่วมกับลัทธิมาร
‘คลังลับของตระกูลกึมชอน… อยู่ในเสฉวนสินะ’
…เป็นปัญหาจริงๆ
ข้าพยายามนึกถึงสถานที่และช่วงเวลา
การค้นพบคลังลับจะเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูร้อน
หากสุดท้ายมันต้องตกไปอยู่ในมือของสำนักประตูสวรรค์ข้าย่อมอยากชิงมันมาเสียก่อน
แต่ปัญหาก็คือ…
‘ข้าไม่มีทางไปเสฉวน’
ข้ายังติดภารกิจกับพรรคฮ่าวเหมินอยู่ และถึงแม้ข้าจะมีเวลาหนึ่งเดือน แต่ข้าก็ไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่จะเดินทางไปไกลถึงเสฉวนได้
ควรจะหาเหตุผลไปท่องเที่ยวดีหรือไม่?
‘…แต่ไม่มีทางที่ตระกูลจะอนุญาต’
ข้าไม่สามารถเดินไปบอกตระกูลว่า”มีสมบัติซ่อนอยู่ในเสฉวน ข้าต้องไปเอามา”แล้วหวังว่าพวกเขาจะยอมให้ข้าไปได้
แม้ว่าคลังลับของตระกูลกึมชอนจะไม่มีทองคำเงินตรามากมาย แต่ก็มีโอสถล้ำค่าที่หาได้ยากเป็นจำนวนมาก
ว่ากันว่าประมุขสำนักประตูสวรรค์สามารถบรรลุระดับแปรสภาพก่อนที่เขาจะกลายเป็นจอมมาร ก็เพราะได้รับประโยชน์จากสมบัตินี้
‘อย่างน้อยข้าก็อยากกันไม่ให้มันตกไปอยู่ในมือของพวกมัน’
แม้ว่าข้าจะไปเองไม่ได้ แต่ข้าก็ไม่อยากให้เหล่าผู้ที่กำลังจะกลายเป็นมารได้มันไป
แน่นอนหากข้าได้มันมาเองก็ย่อมดีกว่า
แต่หากไม่สามารถทำได้ ข้าก็ควรหาทางอื่น
“หรือว่าข้าควรเผยแพร่ข่าวให้กับพรรคยาจกไปเสียเลย?”
แม้ว่าคนที่เชื่ออาจมีไม่มากนัก แต่ก็อาจช่วยให้ข้าเร่งเวลาและบิดเบือนเส้นทางของเหตุการณ์ได้
ข้ารู้ดีว่าหากข้าส่งข่าวนี้ออกไปพรรคยาจกอาจจะสนใจหรืออาจจะไม่สนใจเลยก็ได้
ความจริงก็คือเหตุผลที่ข้าลังเลที่จะทำเช่นนั้น ก็เพราะความโลภของตัวเอง
แม้ว่าข้าจะตั้งใจใช้ชีวิตให้สงบสุขหลังจากย้อนเวลากลับมา แต่เมื่อเห็นขุมสมบัติอยู่ตรงหน้า ข้าก็อดไม่ได้ที่จะอยากคว้ามันไว้
“บ้าเอ๊ย… นี่ข้าเป็นอีกแล้ว”
บางครั้งข้าก็ต้องรู้จักละทิ้งบ้าง ข้ายังจำได้ว่าชีวิตก่อนหน้านี้ข้าได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาจากความเจ็บปวดมากแค่ไหน
แต่ตอนนี้ ข้ากลับกำลังปรารถนาในสิ่งที่เกินเอื้อมอีกครั้ง
‘ทำไมข้าถึงต้องนึกถึงมันขึ้นมาตอนนี้กันนะ…’
ข้าถอนหายใจก่อนจะเหลียวมองรอบๆ เพื่อหาอะไรบางอย่างที่ช่วยเบี่ยงเบนความคิด สายตาของข้าหยุดลงที่ร้านขายซาลาเปาและเกี๊ยวที่มีควันร้อนๆ ลอยฟุ้ง
ข้าจำได้ว่าครั้งก่อนที่ข้ากิน มันอร่อยมาก ข้าตัดสินใจเดินตรงไปทันที
“คุณชายจะซื้อซาลาเปาด้วยหรือขอรับ?”
“ใช่ คราวก่อนมันอร่อยมาก”
“แต่เมื่อครู่ท่านใช้เงินไปหมดแล้วตอนซื้อขนมยักกวา…”
“เจ้าจ่ายให้ข้าก่อนสิ”
“…ว่าอะไรนะขอรับ?”
“จ่ายให้ข้าก่อน”
“…ขอรับ”
มูยอนถอนหายใจเงียบๆ ก่อนจะหยิบเงินออกมาอย่างไม่เต็มใจ
ข้าเหลือบมองสีหน้าหม่นหมองของเขาแล้วเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกผิด
‘เดี๋ยวครั้งนี้ข้าจะคืนเงินให้จริงๆ …’
ข้าสัญญากับตัวเอง
…ข้าหมายความตามนั้นจริงๆ
หลังจากซื้อซาลาเปาเสร็จ ข้าก็เดินทางกลับไปยังจวนตระกูลกู่
เมื่อข้ามาถึง พระอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว
ทันทีที่ข้าก้าวเข้าสู่เขตเรือนพักวีซอลอาก็กระโดดเข้ามาหาข้าด้วยความกระตือรือร้น ตั้งใจจะรับเสื้อคลุมของข้าไป
ข้ายื่นเสื้อคลุมให้นาง พร้อมกับส่งขนมยักกวาที่ซื้อมาให้
ทันทีที่เห็นขนม นางก็ยิ้มกว้างอย่างสดใส ก่อนจะรีบวิ่งไปหาเหล่าบ่าวรับใช้ในเรือนเพื่อแบ่งให้พวกเขา
แค่เห็นภาพนั้น ข้าก็รู้สึกว่าการซื้อขนมมาครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ดี
‘เรื่องคลังลับของตระกูลกึมชอนนั้น… แม้จะน่าเสียดาย แต่เดิมมันก็ไม่ใช่ของข้าอยู่แล้ว’
ไม่มีเหตุผลอะไรที่ข้าจะต้องอาลัยอาวรณ์ในสิ่งที่ไม่เคยเป็นของข้าแต่แรก
หากไม่มีหนทาง ข้าก็ทำอะไรไม่ได้
…แต่แล้ว
“ข้าคือกู่จอลยอบ”
เสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นข้างหน้าข้า
“ข้าเป็นสายเลือดหลักของตระกูลกู่ ขอท้าประลองกับท่าน”
ใครจะไปคิดว่า”ทางออก”จะเดินมาหาข้าเอง?