สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 18 วีซอลอากับความทรงจำในความฝัน
บางครั้งวีซอลอาก็ฝันแปลกๆ เช่นในวันนี้
ฝันถึงค่ำคืนที่ดวงจันทร์เลือนหาย ฝันว่าตนเองกำลังแกว่งกระบี่
สำหรับนางแล้ว ความฝันเช่นนี้คือฝันร้าย
เพราะทุกครั้งที่นางฟาดฟันด้วยกระบี่ของตน มีผู้คนนับไม่ถ้วนล้มตายและแม้จะเห็นภาพเหล่านั้น แต่นางในความฝันกลับไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
สิ่งที่นางกลัวไม่ใช่เลือดหรือเสียงร้องของผู้คนแต่เป็นสายตาอันเดือดดาลของผู้ที่จ้องมองมาด้วยความโกรธแค้น
แต่ในความฝัน นางกลับไม่สนใจมันเลยแม้แต่น้อย
กระบี่เล่มนั้นช่างงดงามเหลือเกิน
มันดูคล้ายกับกระบี่ที่ท่านปู่เคยให้ดูในอดีต
ท่านปู่ของนางไม่ชอบให้วีซอลอาถือกระบี่ เมื่อนางพยายามทำตามและหวังจะได้รับคำชม นางกลับถูกตำหนิอย่างรุนแรง
และในวันนั้นเอง ท่านปู่ของนางร้องไห้
มันเป็นครั้งแรกที่นางเห็นน้ำตาของท่าน
เห็นเช่นนั้น นางจึงสัญญากับท่านปู่ว่าจะไม่เล่นกับกระบี่อีก
หลังจากนั้น ท่านปู่ก็หยุดร้องไห้
…แต่นางรู้ดีว่า แม้เขาจะไม่ร้องออกมา แต่ในใจเขากำลังร้องไห้อยู่ตลอดเวลา
คนอื่นๆ บอกว่าท่านปู่เป็นคนใจดี อ่อนโยน แต่มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ความจริง
ท่านปู่กำลังร้องไห้อยู่เสมอ
เขามักจะพูดขอโทษกับนางตลอดเวลา แต่ไม่เคยบอกว่าเสียใจเรื่องอะไร
นางสงสัยว่ามันเป็นเรื่องเดียวกับที่พี่สาวของนางพูดเสมอหรือไม่
“เจ้ายังเด็ก เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้”
แต่วีซอลอาไม่อยากเป็นเด็กตลอดไป
ในความฝัน นางตัวสูงขึ้น ผมยาวขึ้น
และที่สำคัญผมของนางเป็นสีขาวต่างจากเส้นผมสีดำของนางในปัจจุบัน
…และนางก็งดงามมาก
แม้ว่าพี่สาวและพี่ชายในตระกูลมักบอกว่านางเป็นเด็กที่น่ารัก แต่เมื่อเทียบกับตัวเองในความฝัน นางกลับรู้สึกว่าตัวเองในฝันงดงามกว่ามาก
นางจะโตขึ้นมาเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่?
เมื่อคิดเช่นนั้น จู่ๆภาพของคุณชายกู่ก็ปรากฏขึ้นมาในหัว
“ท่านไม่เคยบอกเลยว่าข้าสวย…”
ทุกคนชมว่านางดูดีเมื่อรวบผมขึ้น ดังนั้นนางจึงรีบไปหากู่หยางชอนเพื่ออวดให้เขาดู แต่แทนที่เขาจะชม เขากลับหลบตา
“หรือว่าในสายตาของเขา ข้าไม่น่ารักกันนะ?”
กู่หยางชอนเป็นคุณชายที่ใจดี ตั้งแต่นางอยู่กับท่านปู่มาเขาคือเพื่อนคนแรกที่นางเคยมี
ครั้งแรกที่พวกเขาพบกัน พวกเขาเป็นเพื่อนกัน แต่ท่านปู่ของนางบอกว่าต่อจากนี้ต้องเรียกเขาว่า”คุณชาย”
นางไม่สามารถเรียกเขาว่า”เพื่อน”ได้อีกต่อไป เพราะหากทำเช่นนั้นจะถูกตำหนิ
ดังนั้น นางจึงเรียกเขาว่า”คุณชาย”
ตอนแรกกู่หยางชอนดูน่ากลัวในสายตาของนาง แต่เมื่อรวบรวมความกล้าพูดคุยกับเขา นางก็พบว่าเขาเป็นคนที่ดี
เขากินมันเผาของนางและบอกว่ามันอร่อย เขาให้ขนมยักกวากับนาง
เมื่อนางกินขนมนั้นครั้งแรก นางตกใจมาก
มันอร่อยกว่ามันเผาหลายเท่า
หลังจากนั้น นางก็ไม่กินมันเผาอีกเลย
กู่หยางชอนยังคงให้ขนมยักกวากับนางทุกวัน
เขาเองก็น่าจะกินด้วยกัน แต่ว่า…
กู่หยางชอนบอกว่าสิ่งหวานๆ นั้นเขาไม่ชอบ แต่เมื่อข้าไปถามพี่สาวคนอื่นๆ พวกนางกลับบอกว่าคุณชายชอบของหวานมาก
ก่อนที่ข้าจะมาอยู่ที่นี่ เขากินมันทุกวัน
หรือว่า… ตอนนี้เขากำลังโกหกเพื่อให้ข้าได้กินแทน?
แต่ซาลาเปานึ่ง… เขาดูจะชอบมันจริงๆ
เมื่อวานเขาก็ซื้อทั้งขนมยักกวาและซาลาเปาให้ข้า และเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ข้าได้เห็นเขายิ้ม
เมื่อเห็นรอยยิ้มของเขา ข้ากลับรู้สึกปวดหน่วงในอกโดยไม่รู้เหตุผล
ข้าบอกเรื่องนี้กับท่านปู่ และท่านปู่ก็มองกู่หยางชอนด้วยสายตาที่น่ากลัว
ข้าไม่เคยเห็นท่านปู่ทำหน้าแบบนั้นมาก่อน
เมื่อวานนี้เอง คุณชายมองข้าแล้วบอกว่า”เจ้ากินขนมเยอะขึ้น หน้าเริ่มกลมขึ้นแล้วนะ”
…เขาช่างใจร้าย!
ข้าจะไม่กินขนมยักกวาอีกแล้ว!
‘…’
ไม่สิ… ข้าจะไม่กินแค่วันละสองชิ้นเท่านั้น!
แต่บางครั้ง คุณชายก็มองข้าด้วยแววตาแบบเดียวกับท่านปู่
ตอนที่เขาเห็นข้าครั้งแรกบนถนน ตอนที่สุนัขตัวใหญ่ปรากฏขึ้นระหว่างทางกลับบ้านในรถม้า
ทุกครั้งที่เขามองข้า สายตาของเขาเหมือนกับของท่านปู่ไม่มีผิด
ทำไมกันนะ?
ข้ามีความสุขดีแท้ๆ
หรือว่าทั้งคุณชายและท่านปู่คิดว่าข้าไม่มีความสุข?
ข้าไม่เข้าใจ…
◇◆
ความฝันของข้ายังคงดำเนินต่อไป
วันนี้ฝันร้ายดูแปลกออกไป
ปกติข้าจะตื่นขึ้นมาแล้ว แต่คราวนี้ภาพในความฝันกลับดำเนินต่อ
ข้าเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ข้างในเต็มไปด้วยผู้คนที่ดูโกรธแค้น พวกเขาดูเหมือนกับพวกที่ข้าเพิ่งต่อสู้เมื่อครู่และข้าก็เริ่มต่อสู้อีกครั้ง
ทั่วร่างของข้าเปื้อนไปด้วยเลือด ข้าคงได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แต่แปลกนักข้าไม่รู้สึกเจ็บเลย
ข้ารู้สึกว่าข้าแข็งแกร่งมาก
แม้ว่าผู้คนจำนวนมหาศาลจะกรูกันเข้ามา ข้าก็สามารถจัดการพวกเขาได้ทั้งหมด
เหมือนเรื่องเล่าที่ท่านปู่เคยเล่าให้ข้าฟังก่อนนอน
ในเรื่องเล่าของท่านปู่ท่านปู่คือคนที่แข็งแกร่งที่สุด
เขาเคยเล่าว่ามีศัตรูเป็นร้อยเป็นพันเข้ามา แต่เขาสามารถปราบพวกมันได้ทั้งหมด
ข้าเคยคิดว่าท่านปู่พูดเกินจริง แต่บางที…มันอาจเป็นเรื่องจริง?
ในที่สุด ข้าก็เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ และได้พบกับชายคนหนึ่ง
เขาดูเหมือนเป็นคนดี แต่ไม่รู้ทำไมข้ารู้สึกหวาดกลัวโดยไม่รู้เหตุผล
‘ทำไมเจ้าถึงทำเช่นนี้?’
ข้าในความฝันเอ่ยปากพูดออกไปน้ำเสียงของข้าก็งดงามราวกับใบหน้า
ข้าจะกลายเป็นเช่นนั้นเมื่อโตขึ้นจริงหรือไม่?
ข้าถามเขาด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเฉียบ และชายใจดีที่ดูน่ากลัวก็ตอบกลับมา
“ซอลอา… เจ้ามาช่วยข้าแล้วสินะ…”
“หุบปากไปซะ”
“อย่าเรียกชื่อข้าด้วยปากสกปรกนั่น”
“ตอบมามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไร?”
“อะ… อะไรนะ…?”
“ข้ารู้ทุกอย่างแล้ว อย่ามาตีหน้าซื่อ”
“เจ้าคิดว่าอยากจะผ่าร่างของเจ้าคนละสองท่อนเดี๋ยวนี้หรือไม่?”
“อย่าทำให้ข้าหมดความอดทนตอบมาเสียดีๆ ”
ขะ ข้ากลัว…!!
ใบหน้าของข้าในความฝันงดงามราวเทพธิดา แต่คำพูดที่ออกมานั้นเย็นชาและโหดร้ายเกินไป
…ข้าไม่อยากพูดเช่นนั้นเมื่อโตขึ้นเด็ดขาด!
หรือเป็นเพราะคำพูดของข้า?
สีหน้าของชายคนนั้นเปลี่ยนไปทันที จากชายใจดีที่ดูน่ากลัวกลายเป็นชายที่ดูน่ากลัวจริงๆ
“อา… ข้าถูกจับได้สินะ? น่าเสียดายจริงๆ อีกนิดเดียวเท่านั้น…”
“เจ้า…!”
“ไม่เป็นไรหรอก ขนาดนี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว”
กร๊อบ… กร๊อบ…
เสียงน่าขนลุกดังมาจากร่างกายของชายคนนั้น
ร่างกายของเขาค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างอย่างน่าสะอิดสะเอียน
“สายเกินไปแล้ว ซอลอา เจ้าควรจะรู้ตัวให้เร็วกว่านี้”
ร่างของเขาค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น
ข้ารู้ตัวดีว่าอีกฝ่ายกำลังจะโจมตี
ข้าจึงเร่งพุ่งเข้าไปฟาดฟันเขาด้วยกระบี่อันงดงามของข้า
แต่กระบี่นั้น…ไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย
“อะไร…!”
ข้าตกใจจนเผลออุทานออกมา
และในตอนนั้นเอง… บางสิ่งก็พุ่งออกมาจากร่างของเขา
ฮี๊!
มันแทงทะลุร่างของข้า!!
อะไรบางอย่างที่แหลมคมพุ่งทะลุผ่านร่างของข้า ทั้งที่ข้าเคลื่อนไหวได้เร็วเพียงนั้น แต่ข้ากลับหลบการโจมตีของเขาไม่พ้น
จากนั้นเขาก็เหวี่ยงข้าลงไปกระแทกพื้น
โครม!
ร่างของข้าลอยกระเด็นและกระแทกเข้ากับผนัง
ข้ากลัวเหลือเกิน
ทุกสิ่งดูสยดสยองจนข้าอยากจะลืมตาตื่นจากความฝัน
ข้าต้องตื่นได้แล้ว…! ข้าไม่อยากเห็นอะไรแบบนี้…! ได้โปรดเถอะ…!!
แต่ฝันร้ายยังดำเนินต่อไป
ข้าในความฝันกำลังจมดิ่งลงสู่ความตาย
ข้าอยากเรียกหาท่านปู่
ท่านปู่จะช่วยข้าได้แน่ ท่านปู่แข็งแกร่งที่สุด
ในตอนนั้นเอง ข้าก็พูดบางอย่างออกมา
“…ไม่เอา”
เสียงนั้นเบาจนข้าแทบไม่ได้ยิน
ชายที่น่ากลัวค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ข้าจะทำอย่างไรดี? ข้าควรทำอะไรดี…?
เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าข้า แล้วพูดขึ้นมา
“ช่างโง่เขลานัก… ไม่ใช่แค่เจ้า ซอลอา แม้แต่หมอนั่นก็ด้วย”
“โดยเฉพาะหมอนั่น น่าสมเพชที่สุด”
“คิดว่าตัวเองกำลังปกป้องใครกัน?”
คำพูดของชายคนนั้นทำให้ข้าน้ำตาไหล
หมอนั่น… คือใครกัน?
ข้ากำลังฝันของตัวเองแท้ๆ แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย
ข้าเกลียดมัน…
ชายคนนั้นกำลังจะทำบางอย่างกับข้าอีกครั้ง
มันคือสิ่งเดียวกับที่เขาใช้แทงข้าก่อนหน้านี้คมดาบอันแหลมคม
“หากเจ้าได้พบเขา… จงบอกเขาด้วยว่า”
“เขามันเป็นแค่เศษสวะที่ใช้ชีวิตอย่างน่าทุเรศ”
“ขอโทษ… ขอโทษ…”
ข้ากล่าวคำขอโทษออกมา
แต่… ข้าไม่ได้พูดกับชายคนนั้น
ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าข้ากำลังขอโทษใคร
คมดาบฟาดลงมา
ข้าไม่อยากเห็นมันข้าจึงหลับตาแน่น
“ฮี๊!!”
และในตอนนั้นเอง ข้าก็ตื่นจากความฝัน
◇◆
แผ่นหลังของข้าเปียกโชกไปหมดข้าคิดว่ามันเป็นเหงื่อ
ข้าหันไปมองด้านข้าง พบว่าที่นอนของท่านปู่ว่างเปล่า ดูเหมือนว่าท่านปู่จะออกไปทำงานแล้ว
ความฝันเมื่อครู่ช่างน่าสะพรึงกลัว มันให้ความรู้สึกเหมือนเหตุการณ์จริงมากจนข้าไม่อยากอยู่คนเดียว
บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้…
ข้าจึงอยากเจอคุณชาย
◇◆
วันรุ่งขึ้น
หลังจากกลับจากพรรคฮ่าวเหมินข้าก็ตื่นขึ้นมาในเช้าวันถัดมา
เพราะเมื่อวานข้ากินซาลาเปาไปเยอะเกินไป วันนี้ข้าเลยคิดว่าจะไปออกกำลังกายเสียหน่อย
แต่ไม่ทันจะได้เริ่ม ข้าก็ได้ยินเสียงจากหน้าประตู
“ข้าคือ กู่จอลยอบ”
“ขอท้าประลองกับสายเลือดหลักของตระกูล”
…อะไรของหมอนี่?
ทันทีที่ข้าเปิดประตูออกชายแปลกหน้าก็พูดขึ้นมาทันที
จากรูปลักษณ์ของเขา เขาน่าจะอายุไล่เลี่ยกับข้า
เขามีโครงหน้าคมคาย คางได้รูป และดวงตาสีแดงฉานที่ดูโอหังแบบฉบับของตระกูลกู่
…ที่น่าหงุดหงิดก็คือ หมอนี่หน้าตาดีมาก
ขนาดว่าข้ารู้ทันทีว่าเขาเป็นคนในตระกูลกู่ แต่เขาไม่ใช่สายเลือดของท่านพ่อแน่ๆ
แวบหนึ่ง ข้านึกว่าเขาเป็นลูกลับๆ ของท่านพ่อ
แต่คิดไปคิดมาไม่น่าจะใช่
“ใคร?”
ข้ามองเขาด้วยความสงสัย
เขาดูคุ้นตาอย่างประหลาด แต่ข้ากลับนึกไม่ออกว่าเคยเห็นเขาที่ไหน
พอข้าแสดงท่าทีสงสัย สีหน้าของกู่จอลยอบก็พลันบึ้งตึง
ข้าพลาดอะไรไปรึเปล่า?
แต่ข้าจำเขาไม่ได้จริงๆ
ในตอนนั้นเองผู้อาวุโสสอง กู่รยอนก็โผล่ออกมาจากไหนไม่รู้
“จอลยอบรึ? ไฉนเจ้ามาอยู่ที่นี่?”
…ว่าแต่ ทำไมท่านอาวุโสสองถึงอยู่ที่นี่?
ช่วงนี้ข้าเห็นเขาบ่อยเหลือเกิน…
แม้ข้าจะสงสัย แต่ก็รู้ว่าต่อให้ถามไป เขาก็คงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ดังนั้นข้าจึงไม่เสียเวลาพูด
กู่จอลยอบเห็นกู่รยอนก็รีบทำความเคารพทันที
“ข้าน้อยคารวะผู้อาวุโสสอง”
“ฮ่าๆๆ ! นานแค่ไหนแล้วนะ? สักปีหนึ่งได้กระมัง?”
“ท่านยังสบายดีหรือไม่ขอรับ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว! ข้าย่อมสบายดีเสมอ ฮ่าๆๆ ! แล้วเจ้าล่ะ?”
“…หยุดคุยกันกลางเรือนของข้าก่อนได้หรือไม่?”
ว่าแต่มันเป็นใครกันแน่?
ข้าเอียงคอมองชายที่ชื่อกู่จอลยอบอย่างครุ่นคิด ดูเหมือนกู่รยอนจะรู้ว่าข้าจำเขาไม่ได้ สีหน้าของเขาดูเวทนาอย่างยิ่ง
“หยางชอน เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่านี่คือใคร?”
“ถึงตอนนี้ข้าก็คิดอยู่เป็นครั้งที่สามแล้วว่าหมอนี่เป็นใครกันแน่”
“โอ้โห… ความจำเจ้ามันแย่ยิ่งกว่าปลาทองเสียอีก”
แล้วทำไมตาแก่นี่ถึงหาเรื่องข้าแต่เช้าอีกแล้ว?
“เจ้าถามว่าเขาเป็นใครงั้นรึ? ก็หลานชายของผู้อาวุโสหนึ่งยังไงล่ะ”
“…ผู้อาวุโสหนึ่ง?”
ข้าหันไปมองกู่จอลยอบทันที
“หากพูดถึงผู้อาวุโสหนึ่งล่ะก็…”
‘เจ้าแก่ที่ดุร้ายและน่ารำคาญที่สุดในตระกูลกู่’
กู่ชางจุนหรือที่รู้จักกันในนาม”กระบี่อัคคีไท่หลิง”
เขาเป็นพี่ชายของท่านพ่อของข้า ซึ่งหมายความว่าในทางสายเลือด ข้าควรเรียกเขาว่า”ท่านลุง”
แต่ข้าไม่เคยรู้สึกสนิทใจพอจะเรียกเขาแบบนั้น
แม้ว่าข้าจะอึดอัดใจทุกครั้งที่กู่รยอนมาหาข้า แต่ข้าก็ยังรู้สึกขอบคุณเขาอยู่บ้าง
เพราะอย่างน้อย เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไม่เคยทอดทิ้งข้า
แต่กับกู่ชางจุนมันต่างออกไป
มีหลายสิ่งที่ข้าอยากจะพูดเกี่ยวกับเขา แต่บอกตามตรงข้าไม่อยากเสียเวลารื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับเขาเลย
◇◆
“เช่นนั้น… หมอนี่เป็นหลานชายของผู้อาวุโสหนึ่งอย่างนั้นหรือ?”
“แน่นอน เจ้าเคยพบเขามาหลายครั้งแล้ว”
ข้าขมวดคิ้วแน่น
แม้ว่ากู่จอลยอบจะดูเหมือนจำข้าได้ดี แต่ข้ากลับไม่รู้สึกว่ามีความทรงจำเกี่ยวกับเขาเลย
ข้าสังเกตเห็นว่ามุมปากของกู่จอลยอบกระตุกเล็กน้อย ราวกับกำลังอดกลั้นอารมณ์บางอย่าง
ข้าเผลอคิดว่าเขากำลังรู้สึกแย่ที่ข้าจำเขาไม่ได้ ข้าตัดสินใจจะเอ่ยคำขอโทษเพื่อให้เรื่องนี้จบๆ ไป
“ขออภัย ข้าอาจจะ”
“ไม่แปลกใจเลย”
คำพูดของเขาขัดข้าทันที
“หากท่านต้องอับอายเช่นนั้น ก็คงอยากจะลืมมันไปเสียสินะ”
…หมอนี่ว่าอะไรนะ?
“แต่ช่างน่าผิดหวังจริงๆ แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ท่านก็ยังดูอ่อนแอเช่นเดิม”
◇◆
ข้าหรี่ตาลง
จากนั้นข้าก็หันไปทางกู่รยอน
“ผู้อาวุโสสอง”
“มีอะไรหรือ?”
“หมอนี่เป็นหลานชายของผู้อาวุโสหนึ่งจริงๆ ใช่หรือไม่?”
“แน่นอนสิ”
“เช่นนั้นข้าเข้าใจแล้ว…”
ข้าพยักหน้าอย่างจริงจัง
“…มิน่าหมอนี่นิสัยเหมือนผู้อาวุโสหนึ่งเปี๊ยบเลย!”
“…”
ข้าไม่รู้ว่ากู่รยอนคิดอย่างไร แต่สีหน้าของเขาบ่งบอกว่าเขาเห็นด้วยกับข้ามาก
ข้าแน่ใจแล้วว่ากู่จอลยอบนิสัยเหมือนกู่ชางจุนไม่มีผิด
เขาไม่สนใจว่าข้าจะพูดอะไรต่อ และเดินหน้าพูดสิ่งที่เขาต้องการต่อไป
“เฮ้อ… ข้าไม่อยากรังแกผู้อ่อนแอกว่า”
“แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้…”
“ข้าขอท้าประลองกับสายเลือดหลักของตระกูลอีกครั้ง”
“คุณชาย…!!”
เสียงของวีซอลอาขัดจังหวะคำพูดของกู่จอลยอบทันที
“…บ้าเอ๊ย”
เมื่อข้าหันไปมอง ข้าก็ต้องเบิกตากว้าง
วีซอลอาอยู่ในสภาพเปียกปอนไปครึ่งตัว
เสื้อผ้าที่แนบเนื้อทำให้เห็นผิวกายของนางได้รางๆ
ที่สำคัญคือ…
นางวิ่งมาทั้งที่เท้าเปล่าไม่ได้สวมรองเท้าแม้แต่น้อย
ดูจากสภาพแล้ว นางคงรีบวิ่งมาที่นี่โดยไม่คิดอะไรเลย
ข้าหยิบผ้าคลุมที่อยู่ใกล้มือ แล้วรีบคลุมตัวของนางไว้ทันที
“เจ้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่! ถ้าคนอื่นมาเห็นเจ้าจะทำยังไง!?”
ข้าพูดพลางใช้ผ้าห่อคลุมตัวนางแน่นขึ้น
“คุณชาย! ข้ามีเรื่องจะเล่าให้ท่านฟัง…”
“ข้า… ฝันเห็นบางอย่าง…”
วีซอลอาพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองข้า
แต่นางยังพูดไม่ทันจบ
“ท่านคุณชายคนโต”
เสียงของกู่จอลยอบก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
ข้าหันไปมองหมอนั่นทันที
แววตาของกู่จอลยอบจับจ้องไปที่วีซอลอาอย่างไม่วางตา ข้าสังเกตเห็นนัยน์ตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย และที่สำคัญใบหน้าของเขาเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อย
“นางเป็นใครกัน?”
…หมอนี่กล้าดียังไง?