สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 130 เจ้าแห่งแดนตะวันตก(2) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 130 เจ้าแห่งแดนตะวันตก(2) ༻
หนึ่งในสามจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพ ผู้ถูกขนานนามว่าจอมพ่ายแห่งตะวันตก
ชายผู้นั้นหาได้ถูกเรียกด้วยฉายานี้เพราะชัยชนะอันยิ่งใหญ่ใดไม่ หากแต่ตรงกันข้าม… เขาคือผู้ที่ผ่านความพ่ายแพ้มาแล้วนับไม่ถ้วน จนกระทั่งคำว่าพ่ายแพ้กลายมาเป็นสมญาของตนเอง
ผู้คนมากมายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
จอมพ่าย… คือผู้โชคดี
แม้ตัวเขาเองก็ไม่ปฏิเสธคำกล่าวนั้น เขากล่าวว่าตนเป็นผู้โชคดีจริง ๆ
แม้จะประสบกับความปราชัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขายังคงรักษาชีวิตไว้ได้ รอดมาโดยที่แขนขายังครบถ้วน และเมื่อเวลาผ่านไป ด้วยผลงานที่สั่งสมจนไม่อาจมองข้าม ผู้คนจึงเปลี่ยนการเรียกขานเป็น จ้าวแห่งความพ่ายแพ้ ที่แปลว่า ผู้พ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญ่
แต่เจ้าตัวกลับปรารถนาให้ความหมายของฉายานี้ยึดตามเดิมคือคำว่า พ่ายแพ้
เหตุผลของเขานั้นเรียบง่ายมาก
เพราะตนมาถึงจุดนี้ได้ ด้วยการยืนหยัดหลังจากเผชิญความพ่ายแพ้มากมาย หากลืมเลือนหัวใจดั่งวันนั้น ก็ไม่มีวันที่จะมาอยู่ตรงนี้ได้
เขาไม่ต้องการให้จิตใจนั้นสั่นคลอน จึงยืนกรานจะรักษาความหมายดั้งเดิมไว้
แม้ท้ายที่สุด ผู้คนจะยึดตามความสำเร็จและยกย่องนาม จ้าวแห่งความพ่ายแพ้ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้เลยคือ เขายังคงเป็นจอมยุทธ์ระดับสามจอมปราชญ์แห่งยุทธภพ
ชายผู้ที่แม้ไม่นับเซียนกระบี่ ก็ยังมีผลงานล้างบางกองกำลังใหญ่ฝ่ายอธรรมได้เพียงลำพัง และหนึ่งในตำนานของเขาคือการประมือกับปราชญ์สวรรค์จนทำให้ภูเขาทั้งลูกหายไปจากแผนที่
‘…แต่ทำไมกัน?’
สิ่งที่ทำให้ข้าตกใจ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเขียนจดหมายแนะนำตัวให้ข้า แต่เพราะ… จอมพ่าย คนนี้ได้หายสาบสูญไปนานหลายปีเช่นเดียวกับเซียนกระบี่
ในอดีตชาติของข้า หากไม่ใช่เพราะการปรากฏตัวของมารสวรรค์แล้วล่ะก็… เขาคงไม่มีวันเผยตัวออกมาอีก
แล้วเหตุใดจึงได้มีจดหมายของเขาอยู่ในมือของผู้อาวุโสผู้นั้น?
“ท่านผู้อาวุโส ได้สิ่งนี้มาจากที่ใดหรือขอรับ?”
“ได้มาจากไหนรึ? ก็ได้รับมาด้วยมือตัวเองน่ะสิ”
“จาก… จอมพ่ายงั้นหรือขอรับ?”
“ใช่แล้ว”
กับเรื่องนี้ ข้ารู้สึกตกใจจนแทบพูดไม่ออก แม้ข้าจะไม่รู้ว่าทำไมเซียนกระบี่ถึงเก็บตัวเงียบหายไปเมื่อหลายปีก่อน
แต่กับจอมพ่ายข้ารู้เหตุผลนั้นดี
มันเป็นเหตุผลที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และนั่นทำให้ข้าแน่ใจว่า… เขาคงลดการติดต่อกับผู้อื่นให้น้อยที่สุด แล้วท่านผู้อาวุโสสองรู้จักเขาได้อย่างไร?
“ท่านรู้จักเขาได้อย่างไรกันหรือขอรับ?”
“ทำไมเล่า? จอมยุทธ์รู้จักกันมันแปลกนักหรือ?”
ก็จริงที่ว่าไม่น่าแปลกอะไร ท่านผู้อาวุโสก็เคยมีฉายาว่า ปรมาจารย์หมัดเขี้ยวอัคคีมาก่อน
“ก็ใช่… แต่ว่า… คนอย่างจอมพ่ายน่ะ…”
ข้าหยุดคำพูดไว้กลางประโยค เพราะเพียงแค่ข้ารู้ความลับนี้ก็ผิดวิสัยธรรมดาอยู่แล้ว…
ข้าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
“ท่านให้ข้ามา… แล้วจะให้ข้าใช้จดหมายนี่อย่างไรหรือขอรับ?”
“ก็แล้วจดหมายแนะนำตัวจะใช้ยังไงได้อีกล่ะ? ก็ยื่นให้ดูน่ะสิ”
“…จดหมายของจอมพ่าย นะหรือขอรับ”
มิใช่จดหมายจากใครที่ไหน หากแต่เป็นจดหมายของจอมพ่ายที่หายสาบสูญไปแล้วครึ่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในมือของสายเลือดตระกูลกู่ที่แทบไม่มีใครรู้จัก แล้วให้ข้าถือไปยัง สมัชชามังกรหงส์งั้นหรือ?
…โอ้ เง้กเซียน
“มัวลังเลอันใดกันอีก เจ้าเหมือนตัดสินใจจะก่อเรื่องใหญ่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ ข้าก็แค่ยื่นของดีให้เหมาะกับสถานการณ์เท่านั้นเอง”
“…ก็จริง ท่านให้ของดีมากจริงๆ ขอรับ ถ้ามองในแง่นั้น”
แน่นอนว่ามันจะดึงความสนใจของผู้คนมาไม่น้อย คำถามคือ… ข้าจะใช้มันอย่างไรให้ได้ผลสูงสุดเท่านั้นเอง
“ขอบพระคุณขอรับ”
ไม่ว่าจะอย่างไร ท่านผู้อาวุโสก็หยิบยื่นสิ่งนี้มาเพราะเห็นแก่ข้า ข้าย่อมรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างที่สุด ข้าจึงเก็บจดหมายนั้นใส่ในอกเสื้อ
พลางเอื้อมมือไปลูบเส้นผมของวีซอลอาที่ยืนอยู่ข้างกายเบาๆ ขณะนั้นในใจข้าก็ยังคงครุ่นคิด…
ว่าจะใช้จดหมายฉบับนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไรดี…
◇◆
ยามตะวันเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า
นัมกุงบีอาลืมตาตื่นขึ้นช้าๆ พร้อมกันนั้นก็ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางเชื่องช้า
“อืมม…”
สำหรับนัมกุงบีอาแล้วเวลาเช่นนี้นับว่ายามเช้าเร็วเกินไป เพราะโดยนิสัยแล้วนางเป็นคนตื่นสาย ทว่า… นางก็บังคับร่างกายให้ตื่นขึ้นมาอยู่ดี เพราะรู้ดีว่า หากปล่อยตัวเองให้หลับต่อไปอีกก็คงไร้ประโยชน์
สายตานางทอดไปยังข้างหน้าต่าง ดอกไป่โหยวฮวาที่เคยนำมาวางไว้กำลังรับแสงแดดยามเช้าอย่างสดใส
สำหรับดอกไม้สดแล้วถือว่าอายุยืนไม่น้อย เพราะมันยังคงสดชื่นและเปล่งประกาย
จากนั้นนางก็เริ่มเก็บผ้าปูที่นอนและหมอนด้วยตนเอง แม้ปกติแล้วเรื่องเช่นนี้ควรปล่อยให้สาวใช้เป็นคนจัดการ แต่ครั้งนี้… นัมกุงบีอากลับเลือกที่จะทำเอง
ก็เพราะหมอนที่นางกอดแน่นทั้งคืน ที่นางสูดดมไม่หยุดตลอดทั้งคืนมันมีที่มาที่ไปที่นางไม่อยากให้ใครรู้
‘…ตอนนี้แทบไม่เหลือกลิ่นแล้วสิ’
ผ้าห่มและหมอนที่นางใช้อยู่ขณะนี้ ล้วนเป็นของจากห้องกู่หยางชอน
ทันทีที่ต้องห่างจากเขา กลิ่นเหม็นประหลาดที่เคยชินก็พลันกลับมารบกวนชีวิตของนางอีกครั้งจนคุณภาพชีวิตตกต่ำลงอย่างน่าสงสาร
นางรู้สึกเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียใจที่ตัดสินใจถอยห่างจากเขา
‘…น่าอายชะมัด’
ตั้งแต่ได้รับความรู้ใหม่ๆจากถังโซยอล เรื่องโลกอันแปลกใหม่… นัมกุงบีอากลับรู้สึกเขินอายเมื่อต้องสบตากับกู่หยางชอน ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจที่แนบชิดหรือแววตาที่เขาจ้องมอง แม้แต่ปลายนิ้วหรือริมฝีปากของเขา
ทุกสิ่งทุกช่วงเวลาในความคิด ล้วนเต็มไปด้วยความกระดากอาย
น่าขันนัก
ตนเองเคยเชื่อว่าแค่จับมือกับเขาแล้วนอนหลับข้างกันก็อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้ และในเวลาเดียวกัน… ก็ยังเคยคิดว่าหากจะมีบุตรจริงๆ ก็อาจไม่เป็นไรนักก็ได้
ทั้งที่ในฐานะมือกระบี่ นางมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อให้สามารถหลุดพ้นจากกลิ่นเหม็นประหลาดนั้นโดยการยกระดับพลังภายใน แต่พอมีทางออกใหม่เพียงนิดเดียว… ความคิดทั้งหมดก็กลับเปลี่ยนไปอย่างง่ายดาย
สิ่งที่นัมกุงบีอารู้สึกละอายไม่ใช่เพราะใครอื่นเลย แต่เพราะตัวของนางเอง นางนึกถึงภาพของบิดาที่นั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่มในยามค่ำคืน
บิดาที่เคยดูเย็นชา น่าชิงชัง และไร้หัวใจคนนั้น… แม้เวลาจะผ่านไปหลายวันแล้ว แต่เมื่อได้พบอีกครั้งก็ยังเป็นภาพเดียวกันนั้นไม่เปลี่ยน
มารดาของนางผู้จากไปด้วยอาการป่วยเพราะความเฉยเมยของสามี ยังคงไม่เคยกล่าวโทษเขาเลยแม้แต่คำเดียวจนลมหายใจสุดท้าย
ทำไมกัน? นางไม่เข้าใจ
หากสิ่งนั้นเรียกว่า “ความรัก” ดังที่ผู้คนเอ่ยถึง… มันก็น่าหวาดหวั่นเกินกว่าจะเรียกว่าความรู้สึกงดงาม
ในวันที่นางเหลือเพียงลำพังในโลกใบนี้ แม้จะจมอยู่ในกลิ่นอันน่าคลื่นไส้ แต่นางก็ยังอดทนและยืนหยัด
“ลูกต้องมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขนะ”
…คำพูดสุดท้ายจากมารดาไม่เคยเลือนหายจากใจของนาง เพราะผู้เป็นแม่ปรารถนาให้นางมีความสุข นางจึงอดทน… จนกว่าจะถึงวันที่นางสามารถมีความสุขได้จริง
แม้ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไร นัมกุงบีอาก็ยังยืนหยัดเผชิญช่วงเวลาอันเหมือนขุมนรกอยู่ลำพัง และในเวลานี้ นางเริ่มเชื่อว่าบางที… ช่วงเวลานั้นทั้งหมดอาจมีอยู่ก็เพื่อวันนี้
นางยังจำภาพของบิดา ที่คุกเข่าต่อหน้าเด็กหนุ่มผู้นั้นในวันก่อนหน้านั้นได้ชัดเจน
ชายผู้ยิ่งใหญ่ผู้ไม่เคยลดศักดิ์ศรีให้ใคร เหตุใดจึงทำได้เช่นนั้น?
ต่อหน้าภาพของบิดาที่สูญเสียศักดิ์ศรีเช่นนั้น นัมกุงบีอาควรรู้สึกอย่างไร?
รู้สึกสะใจหรือ? หากใช่… ทำไมนางกลับรู้สึกหนักอึ้งจนกล่าวไม่ออก
กลัวหรือ? ก็ไม่ใช่ เพราะความรู้สึกนั้นไม่ได้ทำให้ใจสั่นเลย
ความรู้สึกของมนุษย์ช่างยากจะเข้าใจนัก และนัมกุงบีอากำลังค่อยๆ เรียนรู้สิ่งเหล่านั้นทีละน้อย
นางเดินออกจากเรือนพักชั่วครู่ ราวกับจะออกไปเดินเล่นเพื่อผ่อนคลาย
“…ง่วงชะมัด”
เนื่องจากนอนหลับได้ไม่เต็มที่ ความง่วงจึงยังเกาะติดไม่ยอมห่าง
แม้ตลอดชีวิตก่อนหน้านี้จะเคยชินกับการหลับไปพร้อมกลิ่นอันน่าสะอิดสะเอียน แต่เพียงไม่กี่เดือนของความสงบสุข ก็สามารถเปลี่ยนนิสัยเดิมของนางไปได้แล้ว
นัมกุงบีอาเพิ่งรู้ว่านางเองก็เป็นคนที่ชอบเดินเล่นไปเรื่อยๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว เป็นสิ่งที่นางไม่อาจรู้ได้เลย ถ้ากลิ่นเหม็นนั้นยังอยู่
เมื่อเดินไปเรื่อยๆ บางครั้งก็จะรู้สึกได้ว่ามีทิศทางหนึ่งที่กลิ่นอันเลวร้ายจางลง และนั่นก็หมายความว่า เขาอยู่ทางนั้น
“…!”
นัมกุงบีอาพบว่าตัวเองกำลังจะก้าวไปในทิศทางนั้นโดยไม่รู้ตัว
“…ยังไม่ได้…”
นางกัดฟันพลางฝืนหมุนตัวกลับ เพราะก่อนจะไป… ยังมีเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จเสียก่อน
จุดหมายของนัมกุงบีอาคือลานฝึกกระบี่ แต่เป้าหมายของนาง… ไม่ใช่เพื่อหวดกระบี่
ฉัวะ! เฉี๊ยว! ฉัวะฉัวะ!
เสียงหวดกระบี่อันแหลมคมดังก้องมาจากภายในลาน เป็นเสียงของนัมกุงจินขณะกำลังฝึกกระบี่อย่างเคร่งเครียด
พักหลังมานี้นัมกุงจินมุ่งมั่นฝึกฝนอย่างผิดสังเกต แม้เคยเห็นเขาฝึกบ้างในจวนใหญ่ของตระกูล แต่การฝึกแบบเอาเป็นเอาตายเช่นนี้นับว่าแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
“…เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เมื่อนัมกุงบีอาเดินเข้าใกล้ เสียงฝีเท้าทำให้นัมกุงจินหันมาถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเคย
“มีธุระอะไรหรือ”
“ข้า… อยากถามอะไรบางอย่างเจ้าค่ะ”
“เจ้าจะถามข้างั้นรึ?”
นัมกุงจินแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยกับคำตอบของบุตรสาว ก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะแทบไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่นัมกุงบีอาจะเอ่ยปากพูดกับเขาก่อน
“หากเจ้าจะถามเกี่ยวกับแผนการในวันข้างหน้า ก็จัดการตามใจเจ้าเถอะ…”
“ท่านพ่อ… เคยรักท่านแม่หรือไม่เจ้าคะ”
คำถามที่นัมกุงบีอาเอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ทำให้คำพูดของนัมกุงจินหยุดชะงักลงในทันที ดวงตาของเขาขยายเล็กน้อย ขณะจ้องมองลูกสาวของตน
“…จู่ๆ มาถามเรื่องไร้สาระอะไรเช่นนี้กัน”
“หมายความว่า… ท่านไม่เคยรักนางเลยใช่หรือไม่เจ้าคะ”
นัมกุงจินไม่อาจเข้าใจเจตนาของบุตรสาวได้เลย คำถามที่นางเอ่ยออกมานั้น ทำให้ภาพของหญิงสาวผู้หนึ่งฉายชัดในห้วงสำนึกของเขา
หญิงสาวผู้นั้นมีใบหน้าคล้ายกับนัมกุงบีอาราวกับเป็นเงาสะท้อน นางเป็นธิดาคนรองของหอการค้าใหญ่ที่สุดในมณฑลอันฮุย และสำหรับลูกสาวของพ่อค้าแล้ว นางช่างอ่อนโยนเหลือเกิน
นางงดงามและอ่อนหวานอย่างที่หญิงใดก็ยากจะเปรียบ
แต่ถึงอย่างนั้น… นางก็ไม่อาจเติมเต็มช่องว่างใดในหัวใจของเขาได้เลย
ด้วยเหตุนี้… เมื่อได้ยินคำถามจากบุตรสาวอีกครั้งในรอบกว่าสิบปี นัมกุงจินจึงไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้เลย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนางหาใช่สายใยอันลึกซึ้ง
แม้ในฐานะสามี เขาก็ไม่เคยแสดงความอบอุ่นหรืออ่อนโยนใดๆให้เลย ในวันเวลานั้น นัมกุงจินเอาแต่เร่งรุดเสริมสร้างอำนาจของตนในฐานะหัวหน้าตระกูล
สิ่งที่เขารู้สึกได้ยามนึกถึงนาง… มีเพียงความรู้สึกผิดเล็กๆเท่านั้น
นัมกุงจินไม่ได้มีอนุภรรยาหรือภรรยาอื่นเพิ่มเติมไม่ใช่เพราะความรู้สึกผิดต่อผู้ล่วงลับ แต่เพราะ… ไม่มีความจำเป็น
ไม่เคยมีเหตุให้ต้องทำเช่นนั้น และยังไม่พบสถานการณ์ที่มีประโยชน์พอจะทำให้จำต้องมีใครเพิ่มขึ้นมา
เพียงเท่านี้เท่านั้น
เท่านี้คือทุกสิ่งที่เหลืออยู่ในหัวใจของนัมกุงจิน
“…”
ในบางสถานการณ์ ความเงียบก็คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด และในตอนนี้สำหรับนัมกุงบีอา… ความเงียบนั้นชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดทั้งหมด
“…ข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ…”
แม้จะไม่ได้รับคำตอบใด แต่นัมกุงบีอาก็ยังทำความเคารพบิดาตามมารยาท แล้วจึงหันหลังกลับไป
จากสีหน้า จังหวะลมหายใจ และสายตาที่ทอดมองตน นางก็เข้าใจคำตอบทั้งหมดแล้วโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดเพิ่มเติม
หลายปีแล้วกระมังที่ความรู้สึกเหมือนจะร้องไห้เช่นนี้แล่นวูบขึ้นมา แล้วทำไมนางถึงเลือกที่จะเอ่ยคำถามนั้นในตอนนี้? ทั้งที่เคยกลัวคำตอบมากจนไม่กล้าเอ่ยถาม
คำตอบนั้นก็ชัดอยู่แล้ว…
เพราะความหวังอันเลื่อนลอยได้กลับมาเกาะกุมหัวใจของตนน่ะสิ ทั้งที่เคยคิดว่าตัดใจได้แล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายนางกลับเผลอเก็บมันกลับเข้ามาในอกอีกครั้ง
“…เหนื่อยเหลือเกิน…”
แม้จะไม่รู้ตัวชัดเจน แต่นางก็สัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าที่ค่อยๆกัดกร่อนหัวใจตน ทั้งที่นางเกลียดความรู้สึกเช่นนี้มาตลอดแท้ๆ
นางก้าวเดินออกไปอย่างไร้จุดหมาย โดยลืมเลือนไปเสียแล้วว่าเดิมทีตนตั้งใจจะมาฝึกกระบี่
กลิ่นเหม็นแห่งโลกนี้ยังคงไม่เปลี่ยน แม้ดอกไม้จะบานสะพรั่งก็ยังดูน่าเกลียด
แม้นกจะขับขานอย่างไพเราะ… ก็ยังฟังไม่ต่างจากเสียงกรีดร้อง
สำหรับนัมกุงบีอาแล้วชีวิตในยามนี้ไม่ต่างอะไรจากขุมนรก และชีวิตของนาง… ก็เป็นเช่นนั้นเสมอมา
ยิ่งเดิน… กลิ่นเหม็นก็ค่อยๆจางลง
เสียงสะอื้นที่เคยจุกอยู่ถึงลำคอก็ถูกกลืนกลับลงไปโดยอัตโนมัติ
นัมกุงบีอารู้ดีว่านางกำลังมุ่งหน้าไปที่ใด จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่แสดงสีหน้าใดออกมา เพราะนางไม่ต้องการให้เขาเห็นใบหน้าที่เปื้อนอารมณ์เช่นนี้
นางก้าวเดินไปอย่างช้าๆ และเป็นไปตามคาด ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่กระจายออกมา คงเพราะอากาศหนาวในยามนี้… ความอบอุ่นนั้นจึงยิ่งชัดเจน
เขาอาจจะครอบครองเปลวเพลิง แต่สำหรับนัมกุงบีอาแล้ว… สิ่งนั้นคือความอบอุ่นอย่างแท้จริง
เมื่อเข้าใกล้ที่พักของเขา ก็มีใครบางคนเดินเข้ามาหานางด้วยความเร่งรีบ
“สวัสดีเจ้าค่ะ คุณหนู!”
นัมกุงบีอาเผลอคิดว่าอาจเป็นวีซอลอา แต่พอมองดีๆ ก็พบว่าแม้จะใส่ชุดสาวใช้แบบเดียวกัน แต่หญิงผู้นี้เป็นคนละคน
ใครกัน?
“ขอบพระคุณสำหรับคราวก่อนด้วยนะเจ้าคะ…!”
“อ่า…”
พอได้ยินแบบนั้น นางก็เพิ่งนึกออก
นี่คือสาวใช้ที่เคยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ในตอนที่นัมกุงบีอา แอบหยิบเครื่องนอนของอีกฝ่ายไปใช้นั่นเอง
หลังจากนั้นไม่นานนัมกุงบีอา ก็ได้จ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวนสองเท่าของค่าของใช้ให้กับนาง
ทั้งที่ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา แต่สาวใช้คนนั้นกลับก้มศีรษะให้อย่างนอบน้อม พูดว่าจะเก็บเงียบเรื่องนี้ไว้เองโดยไม่ให้ใครรู้ จนนัมกุงบีอาเองถึงกับรู้สึกประหลาดใจในท่าทีของอีกฝ่าย
“…สวัสดีเจ้าค่ะ”
นางตอบกลับพร้อมพยักหน้าน้อยๆให้ ถือเป็นคำทักทายแบบของนาง
ทว่าครั้งนี้… ฝ่ายสาวใช้กลับเป็นฝ่ายตกใจเสียเอง
แค่คนจากตระกูลนัมกุงเอ่ยทักกลับมาเท่านั้น… ถึงกับต้องตกใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
แต่ความคิดไร้สาระเช่นนั้น นัมกุงบีอาก็ลบทิ้งจากหัวไปตั้งแต่แรกแล้ว
“คุณหนูมาหานายน้อยหรือเจ้าคะ?”
นัมกุงบีอา พยักหน้าช้าๆ
“อ้อ นายน้อยกำลังฝึกกระบี่อยู่น่ะเจ้าค่ะ ช่วงนี้ฝึกตรงเวลาทุกวันเลยค่ะ”
สาวใช้เอ่ยพร้อมรอยยิ้มสดใสขณะบอกตำแหน่งให้ แต่นัมกุงบีอารู้ดีอยู่แล้วว่าเขาอยู่ที่ใด
หลังจากร่ำลาและแยกกับสาวใช้ นางก็เริ่มก้าวเดินช้าๆไปตามเส้นทางนั้น
หนึ่งก้าว… สองก้าว…
และพอก้าวที่สาม กลิ่นเหม็นที่เคยบีบคั้นจากทุกทิศทางพลันหายวับไปในพริบตา
‘…กว้างขึ้นกว่าแต่ก่อนมากเลย’
เมื่อตอนพบกันครั้งแรก เพียงแค่ห่างกันเพียงเล็กน้อยกลิ่นอันน่าสะอิดสะเอียนก็ยังตามมาไม่ห่าง แต่ตอนนี้ถึงแม้จะมีระยะห่างพอสมควรก็ยังไม่รู้สึกถึงกลิ่นนั้นอีก
อะไรที่เปลี่ยนไป?
หรือเป็นเพราะเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ?
หากเป็นเช่นนั้นมันย่อมเป็นความหวัง เพราะหากระดับพลังของตนสูงขึ้นบ้าง… กลิ่นนั้นก็อาจจะเลือนหายไปในสักวันหนึ่ง
สูดดมกลิ่นหอมที่เพิ่งได้กลับคืนมา นัมกุงบีอาเดินตรงไปยังที่ที่เขาอยู่
ยิ่งเข้าใกล้ ความร้อนที่แผ่ออกมาก็ยิ่งทวีขึ้น เขากำลังแผ่พลังออกมามากกว่าครั้งก่อนหรือ?
ทว่าทันใดนั้น… ฝีเท้านางก็หยุดลง เพราะเปลวความร้อนที่พวยพุ่งมาจากลานฝึกพลันจางหายไปในฉับพลัน จากนั้นประตูก็ถูกเปิดออก และกู่หยางชอนในสภาพเหงื่อชุ่มร่างก็ก้าวออกมาทันที
เขาไม่ได้แสดงท่าทีตกใจแม้แต่น้อย ราวกับรู้มาก่อนแล้วว่านัมกุงบีอากำลังรออยู่นอกประตู
“อะไรน่ะ มาทำไมแต่เช้า… แล้วทำไมหน้าตาเจ้าดูเป็นแบบนั้นล่ะ?”
กู่หยางชอนถามด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย
เขาเป็นเช่นนี้เสมอ ต่อให้คนอื่นมองไม่เห็น เขาก็ยังสังเกตเห็นแม้แต่การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยบนสีหน้าของนางได้อย่างแม่นยำ และความใส่ใจนั้นสำหรับนัมกุงบีอาแล้วมันช่าง… แตกต่างจากใครอื่นทั้งหมด
“เมื่อคืนเจ้านอนไม่พอหรือ?”
เมื่อได้ยินคำถามของเขา นัมกุงบีอาก็พยักหน้าเบาๆ
เด็กหนุ่มผู้เคยใช้คำพูดกระด้าง ผลักไสนางออกไปด้วยวาจาหยาบคายและเย็นชา ตอนนี้กลับไม่แสดงท่าทีเหล่านั้นออกมาอีกแล้ว
“งั้นก็น่าจะกลับไปนอนต่อสิ… แล้วมาหาข้าแต่เช้าแบบนี้ทำไมกัน?”
แม้ถ้อยคำยังแฝงความห้วนในน้ำเสียงอยู่บ้าง แต่นางกลับไม่รู้สึกเคืองแม้แต่น้อย
…ไม่เลย
นัมกุงบีอาแค่คิดถึงสายตาที่บิดาเคยมอบให้มารดาของตนเท่านั้นเอง
แต่สายตาที่เขามอบให้ข้ามันไม่เหมือนกับที่ใครเคยมอบให้เลย เพราะรู้ถึงสิ่งนั้นอย่างแจ่มชัด นัมกุงบีอาจึงเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“…ก็แค่อยากเห็นหน้าเจ้า”
“หืม…?”
“…แค่นั้นแหละ ข้าแค่อยากเห็นหน้าเจ้า…”
คำพูดที่ไม่เจือปนสิ่งใด ถ่ายทอดออกมาจากใจจริง
ไม่มีเหตุผลอื่นใด
แค่อยากเห็นหน้าเขา… ก็เท่านั้น
“…”
กู่หยางชอน ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับถูกตรึงไว้ด้วยเวทมนตร์ แม้ความเงียบนั้นจะชวนให้นึกถึงบิดาของนางที่นิ่งงันอยู่ก่อนหน้า แต่นัมกุงบีอากลับรู้สึกได้อย่างแน่ชัดว่า… ความเงียบนี้หาใช่จุดจบของทุกสิ่งไม่ และไม่นานหลังจากนั้นกู่หยางชอนก็เอ่ยปากพูดขึ้น
“…ข้าว”
“อะไรนะ…?”
“…เจ้ากินข้าวรึยัง?”
“ยัง”
“งั้นไปกินกันเถอะ”
กล่าวจบเขาก็เดินผ่านหน้านางไป นัมกุงบีอาเผลอหลุดหัวเราะเบาๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ขำอะไรนักหนา?”
กู่หยางชอนหันมาถามด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์นัก แต่นางก็ไม่ได้ตอบอะไร… เพียงยิ้มรับอยู่อย่างนั้น
“…บ้าชะมัด”
เขาบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ
แต่แม้นางจะไม่ได้ยินคำตอบที่ชัดเจนใดจากเขา ทว่านางกลับรู้สึกเหมือนได้ยินสิ่งที่ต้องการแล้ว เพราะแม้ใบหน้าของเขาจะไม่แสดงอาการใด… แต่หูของเขากลับแดงซ่านจนเห็นได้ชัด
ไม่เพียงเท่านั้น แม้จะเดินนำไปก่อน แต่เขาก็แอบผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงราวกับกำลังรอคอยนางอยู่
แค่นั้น… ก็เพียงพอแล้ว
เพียงเท่านี้… ก็พอสำหรับตอนนี้
รู้สึกได้เลยว่าความอึดอัดภายในใจเมื่อครู่ได้คลายหายไปในพริบตา
พร้อมรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า นัมกุงบีอาก้าวเท้าตามหลังเขาไปอย่างเงียบงัน