สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 134 อย่าไปยุ่งกับหมอนั่นเลย (2) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 134 อย่าไปยุ่งกับหมอนั่นเลย (2) ༻
เมื่อมาถึงมณฑลเหอหนานและเดินทางเข้าสู่ที่พัก เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงยามเย็น
‘ระเบียงสวรรค์สินะ’
เพียงแค่เหลือบมองก็รู้แล้วว่าอาคารนี้มีขนาดใหญ่ไม่น้อย อาจนับได้ว่าเป็นที่พักที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้เลยก็ว่าได้
‘ดูเหมือนทางพันธมิตรจะทุ่มเทพอสมควร’
ครั้งหนึ่งในชาติที่แล้ว ข้าเคยเข้าร่วมสมัชชามังกรหงส์เช่นกัน และก็เคยได้รับจัดสรรที่พักไว้ให้เหมือนกัน
เพียงแต่ตอนนั้นต้องยึดตามลำดับการมาถึง หรือไม่ก็ระดับของตระกูลและสำนัก บางครั้งจึงต้องเสียเงินจ่ายเองเพราะไม่มีห้องว่าง
แน่นอน หากเป็นตระกูลกู่ที่ถือว่าอยู่ในระดับสูงแล้ว ก็ไม่ได้ถูกปฏิบัติเหมือนชนชั้นล่าง แถมยังได้ห้องที่ค่อนข้างดีอีกด้วย
หน้าอาคารที่พัก มีเจ้าหน้าที่ของฝ่ายพันธมิตรกำลังตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าพักในกลุ่มขอบเขตชั้นยอดขั้นปลาย
“เข้าไปได้เลยขอรับ”
แต่ดูเหมือนกับว่า พอเห็นถังโซยอลกับนัมกุงบีอา เขากลับปล่อยให้ผ่านเข้าไปโดยไม่แม้แต่จะตรวจสอบใดๆ
น่าจะเพราะอักษรบนอาภรณ์ที่แสดงถึงสังกัดของทั้งสอง และลักษณะเฉพาะของแต่ละตระกูลที่เห็นได้ชัดเจน
ไม่ผิดนักหรอกที่พวกเขาถูกขนานนามว่าเป็น “สี่ตระกูลสูงศักดิ์”
“กู่หยางชอน จากตระกูลกู่แห่งมณฑลซานซี… ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว เชิญด้านใน”
แม้จะอนุญาตให้เข้า แต่ข้าก็สัมผัสได้ถึงแววตาประหลาดของชายผู้นั้นที่มองมาทางข้า
ไม่ใช่แววตาที่มองหญิงงามแบบที่เขาใช้กับถังโซยอลหรือนัมกุงบีอา แต่เป็นสายตาเหมือนกำลังมองสิ่งแปลกประหลาดบางอย่าง
[เพราะข้าหน้าตาประหลาดอย่างนั้นหรือ?]
‘…แค่เป็นบุรุษจากตระกูลกู่ก็คงนับว่าประหลาดแล้วกระมัง’
ชื่อของ “นักรบพยัคฆ์” ผู้เป็นบิดา และ “กระบี่หงส์” ผู้เป็นพี่สาว คงเป็นปัจจัยสำคัญ
แม้จะยื่นจดหมายแนะนำตัวที่เป็นของ “จ้าวแห่งความพ่ายแพ้” ที่ผู้อาวุโสสองมอบให้แล้ว แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ตรวจสอบ
คงเพราะข้ามีบัตรเชิญอยู่แล้วก็เป็นได้
‘ถ้าไม่ตรวจเลยแบบนี้ เดี๋ยวก็ยุ่งกันพอดี’
ถ้าปล่อยผ่านตลอดไปก็ดี แต่พันธมิตรยุทธภพต่อให้ทำงานชุ่ยยังไง ท้ายที่สุดก็ต้องกลับไปตรวจสอบจดหมายแนะนำแน่นอน
ในยุทธภพมีคนคลุ้มคลั่งมากมาย หากพวกนั้นไม่ได้รับการปฏิบัติตามชื่อเสียง ก็อาจอาละวาดเอาได้ง่ายๆ
“ห้องที่สี่ ชั้นแปดของอาคารไทอึน”
ข้าจึงเดินขึ้นไปตามทางตามที่พนักงานแนะนำ
ยิ่งขึ้นไปสูงเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความต่างของระดับในแต่ละชั้น
คนสองคนนั้นที่เดินนำไปก่อนหน้า คงขึ้นไปถึงชั้นบนสุดแล้วกระมัง
‘ชั้นเงินก็ไม่น่าเกลียดเท่าไร’
สำหรับข้า แค่มีที่ให้นอนก็พอใจแล้ว ตรงกันข้ามเสียอีก ชั้นล่างที่ใกล้โรงอาหารต่างหากที่ดูน่าพึงใจยิ่งกว่า
สำหรับกู่จอลยอบที่มาด้วยกัน ดูเหมือนจะไม่มีบัตรเชิญ เลยใช้จดหมายแนะนำตรวจสอบแทน
นึกถึงสีหน้าตอนเจ้าหน้าที่อ่านชื่อผู้แนะนำแล้วมองข้ากับกู่จอลยอบสลับไปมา… ก็อดขำไม่ได้
“ข้าจะจัดของก่อนนะ”
“ฝากด้วยล่ะ”
ทันทีที่เข้าห้อง ฮงวากับวีซอลอาก็เริ่มจัดข้าวของกันทันที
ส่วนข้า… แอบเดินออกไปสำรวจชั้นล่างแทน
เหลือเวลาอีกประมาณเจ็ดวันกว่าสมัชชามังกรหงส์จะเริ่มขึ้น แต่ไม่ใช่แค่ข้าเท่านั้นที่มาถึงก่อน ยังมีผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ มาถึงก่อนมากพอสมควร
“…หืม?”
ในจำนวนนั้น มีใครบางคนในชุดที่สะดุดตาเข้ามาในสายตา
ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งในชุดสีเหลืองเข้ม หน้าตาแลดูดุดันและหยาบกระด้าง ดูจากลักษณะแล้วน่าจะเป็นคนของตระกูลฮวังโบ นับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นคนจากตระกูลอื่นที่ไม่ใช่หนึ่งในสี่ตระกูลสูงศักดิ์
‘พอคิดถึงเรื่องนี้ ก็รู้สึกแปลกดีเหมือนกัน’
รอบตัวเต็มไปด้วยบุคคลระดับสูงจากเหล่าตระกูลใหญ่ แต่กลับยังไม่เห็นเงาของตระกูลรองอื่นๆ เลย
“นั่นใครกัน?”
ในกลุ่มขอบเขตชั้นยอดขั้นปลายมีใครที่มาจากฝั่งฮวังโบบ้างนะ?
ข้าขบคิดครู่หนึ่ง
แน่นอนว่าคงไม่ถึงกับไม่มีเลย ตระกูลฮวังโบแม้ไม่ใช่หนึ่งในสี่ตระกูลสูงศักดิ์ แต่ก็เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงไม่น้อย
ครู่หนึ่งข้าก็นึกขึ้นได้ถึงชายคนหนึ่ง
“มุกควอน… เขาใช่คนของฝั่งนั้นหรือเปล่านะ?”
ในภายภาคหน้า เขาจะถูกขนานนามว่าเป็นจอมยุทธ์ดาวรุ่ง-มุกควอน ผู้มีชื่อเสียงจากการสังหารจอมมารด้วยหมัดเพียงอย่างเดียวตั้งแต่อายุยังน้อย
แม้จะแสดงความเกลียดชังและโทสะต่อมารอย่างรุนแรง แต่หมัดที่เขาใช้กลับเงียบสงบไร้ความกราดเกรี้ยว จึงได้รับฉายาว่า หมัดสงบ-มุกควอน
‘สุดท้าย… ก็กลายเป็นมารเสียเอง’
เหตุผลที่จำเขาได้ก็เพราะในชาติก่อน เขาเคยอยู่ภายใต้การควบคุมของข้าเอง
ถ้าจำไม่ผิด… ชื่อจริงน่าจะฮวังโบซอน
‘แต่คงไม่ใช่คนที่อยู่ในกลุ่มนั้น’
แม้จะไม่รู้เบื้องหลังทั้งหมด แต่จำได้ว่าเขาเป็นสายรองของตระกูล
หากจะว่าโชคดีก็คงใช่ เพราะการได้เผชิญหน้ากับคนที่เคยเจอในชาติก่อน ไม่ได้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีเท่าไรนัก
“นายน้อย! จัดของเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ!”
เสียงของวีซอลอาดังแว่วออกมาจากห้อง ทำให้ข้าหันกลับไป
“ขอบใจ”
“เจ้าค่ะ!”
“ของทางพวกเจ้าล่ะ จะจัดเสร็จเมื่อไร?”
ข้าหันไปถามฮงวา
“น่าจะ… อีกไม่นานเจ้าค่ะ ของมีไม่มากนัก คงไม่เกินหนึ่งเค่อ”
“งั้นพอเสร็จแล้วลงมาข้างล่าง ไปกินข้าวด้วยกัน”
“เอ่อ… คือว่า…”
ฮงวายิ้มแหยเล็กน้อย สีหน้าไม่เป็นธรรมชาติจนข้ารู้สึกว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติ
“หากพวกข้าร่วมโต๊ะอาหาร อาจทำให้ท่านคุณชายได้รับสายตาไม่พึงประสงค์จากผู้อื่นก็เป็นได้เจ้าค่ะ พวกข้าแยกไปน่าจะดีกว่า…”
“จะมาพูดแบบนี้ตอนนี้เนี่ยนะ?”
“เจ้าคะ?”
“ทำไมเพิ่งจะมาสนใจเรื่องแบบนี้ตอนนี้กัน? ข้าแค่ชวนไปกินข้าวด้วยกันเท่านั้นเองนะ”
ก็แน่ล่ะ ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนจากตระกูลใหญ่สำนักดังแทบทั้งหมด
ไหนจะข้อกำหนดของสมัชชามังกรหงส์ที่ไม่รับแขกคนนอกอีก ทำให้สายตาทุกคู่ย่อมเพ่งมาที่เราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะการร่วมโต๊ะกับข้ารับใช้ คงไม่ใช่สิ่งที่ดูดีนักในสายตาคนทั่วไป
“แต่ข้ารับมือเองได้ ไม่ต้องกังวล”
เมื่อข้าพูดเช่นนั้น ฮงวาก็จำต้องพยักหน้า
ถ้ามองในมุมของข้ารับใช้ นี่อาจเป็นเรื่องน่าอึดอัดอยู่ไม่น้อย
พูดกันตรงๆ ตั้งแต่ข้ากลับชาติมาเกิด ก็ใช้วิธีการบีบบังคับแบบตามอำเภอใจมาโดยตลอด
[เจ้านี่ช่างมีความเห็นแก่ตัวปะปนอยู่ไม่น้อยเลยนะ]
‘ขอรับ ข้ายอมรับเช่นนั้น’
[การรู้ตัวว่าเห็นแก่ตัว คือบาปอย่างหนึ่ง]
‘ข้าก็รู้ดีขอรับ’
[…หึม…]
หลังได้ยินคำตอบของข้า ตาแก่ชินก็ไม่พูดอะไรต่อ
ความเงียบนั้น แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าถูกใจนัก แต่ก็เหมือนกับเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า “เจ้าจัดการเอาเองก็แล้วกัน”
เมื่อฮงวาออกไปแล้ว ข้าจึงเปิดหน้าต่างทั้งหมดในห้อง ทั้งเพื่อระบายอากาศ และเพื่อชมเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นลงมาเบื้องนอก
แม้จะมีหิมะตกลงมาอย่างหนัก ทว่าในเมืองของมณฑลเหอหนานกลับยังคงสว่างไสว
คงเพราะที่นี่ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ปลอดภัยที่สุดในยุทธภพนั่นเอง ถึงสามารถรักษาสภาพของถนนหนทางไว้เช่นนี้ได้
“ปลอดภัยบ้าอะไรเล่า…”
ข้าหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะรู้ดีว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ชื่อเสียงอันเลื่อนลอยนี้ก็จะพังทลายลง
“รู้สึกอยากดื่มเหล้าขึ้นมาแฮะ”
วันนี้เป็นวันหนึ่งที่รู้สึกเช่นนั้นโดยไม่มีเหตุผล
แม้ในชาติก่อนจะไม่ได้ดื่มบ่อยนัก แต่ก็ถือว่าพอมีบ้างในบางโอกาส
[แล้วทำไมถึงไม่ดื่มล่ะ?]
“ต้องอดทนสิขอรับ”
ข้ารู้ดีว่าสภาพร่างกายยังไม่กลับมาเป็นปกติเต็มร้อย หากทำให้ร่างกายเกิดความแปรปรวนขึ้นตอนนี้ก็ไม่เป็นผลดีนัก
ดังนั้น… ข้าจะงดเหล้าไปก่อนสักพัก
“…หรือควรไปขอชารสจัดๆ จากถังโซยอลสักถ้วยดีนะ?”
แค่คิดก็รู้สึกว่าอาจพอแทนกันได้บ้างกระมัง
พึมพำเช่นนั้นพลางก้าวเท้าลงไปยังชั้นล่าง
◇◆
อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ยังเหลือเวลาอีกเจ็ดวันเจ็ดคืนกว่าสมัชชามังกรหงส์จะเริ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้ จำนวนผู้เข้าพักจึงยังไม่มากเท่าไรนัก
พวกที่มาถึงก่อนคงเป็นพวกที่อยู่ไกลจากเหอหนานมาก หรือไม่ก็มีธุระอะไรบางอย่างในเมืองนี้
คนจากตระกูลใหญ่คงไม่ใช่พวกที่ชอบรอคอยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้บรรยากาศของที่พักในตอนนี้จึงดูโปร่งโล่งกว่าที่คิด
ภายในบรรยากาศเช่นนั้น ข้ากลับนั่งขมวดคิ้ว เคี้ยวอาหารในปากไปด้วย
“เป็นยังไงบ้างเจ้าคะ?”
วีซอลอาวางจานอาหารที่ตักมาให้ไว้ตรงหน้าข้าพร้อมถามเสียงใส
“…ไม่เลว แต่ข้าวปั้นที่กินบนรถม้านั่นอร่อยกว่านะ”
เมื่อนางวางจานเสร็จ ก็กลับไปหยิบอาหารของตนเองมา
พอได้ลิ้มรสเพียงคำแรกก็ยิ้มแป้นออกมาทันที
“อร่อยจะตาย~”
“ก็อร่อยนั่นแหละ แค่พูดเปรียบเทียบเท่านั้นเอง”
“จะให้ข้าชงชาให้ไหม?”
“หืม? เอาสิ ขอบใจมาก”
นัมกุงบีอานั้นคงจะเพิ่งตื่นมาหยกๆ ดูเหมือนจะยังไม่เจริญอาหารนัก ได้แต่นั่งจิบชาเงียบๆ อยู่ข้างๆ
“แล้วถังโซยอลล่ะ?”
“พี่โซยอลบอกว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหน่อยเจ้าค่ะ ต้องแต่งหน้าใหม่หมดเลย~”
“เอ๊ะ… ก็บอกแล้วไม่ให้พูดเรื่องนั้นออกไป…”
“แย่แล้ว!”
วีซอลอาร้องเสียงหลงพร้อมเอามือปิดปากด้วยความตกใจหลังโดนติงจากนัมกุงบีอา แต่ก็ช้าเกินไปเสียแล้ว เพราะทุกคนได้ยินกันครบถ้วนเรียบร้อย
แต่งหน้ารึ… แค่จะมากินข้าวด้วยกัน จำเป็นต้องลำบากถึงเพียงนั้นเลยหรือ?
ข้าคิดเช่นนั้นขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ แล้วเสียงของตาแก่ชินก็ดังแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงคล้ายจะหัวเราะหยัน
[หญิงสาวย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว]
‘แต่นางพวกนี้ไม่เห็นทำอะไรเลยนี่ขอรับ’
[…นั่นเพราะเด็กพวกนั้นไม่จำเป็นต้องทำต่างหาก และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมข้าถึงเกลียดเจ้านัก]
‘ก่อนหน้านี้ยังบอกแค่ว่าไม่ชอบอยู่เลย ตอนนี้ถึงขั้นเกลียดเลยหรือขอรับ…’
ข้ารู้สึกว่าความเกลียดของเขาเพิ่มระดับเร็วเกินไปแล้วนะ…
ข้าคีบเกี๊ยวอีกลูกเข้าปาก ก่อนจะละสายตาไปทางอีกมุมของโต๊ะ
“เจ้าไม่กินหรือไง?”
“…ข้าก็กำลังกินอยู่นี่ขอรับ”
คำพูดนี้ข้าเอ่ยกับกู่จอลยอบที่นั่งอยู่ด้านข้าง ซึ่งตอนนี้ก็กำลังจิ้มอาหารในจานไปมาอย่างไร้เรี่ยวแรง
“อุตส่าห์เรียกมากินข้าวด้วยกันแล้ว ทำไมถึงกินแบบนั้นเล่า ดูถูกหยาดเหงื่อแรงงานของชาวนารึ?”
“เปล่าขอรับ… ข้าแค่ตกใจที่ท่านเรียกข้าให้นั่งร่วมโต๊ะด้วยเท่านั้นเอง”
“จะไปตกใจอะไรกับแค่เรื่องกินข้าวด้วยกัน?”
ข้าอดคิดไม่ได้ว่าทำไมคนรอบตัวถึงให้ความสำคัญกับแค่การร่วมโต๊ะกินข้าวนัก
กู่จอลยอบนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น
“ท่านไม่ชอบข้าไม่ใช่หรือ?”
“ข้าไม่ชอบเจ้า”
“…”
“แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ล่ะ? ก็กินข้าวเถอะ”
ถ้าจะให้พูดตามตรง ก็ใช่ ข้าไม่ชอบเขานัก
หากเจ้าหมอนี่แค่มาหาเรื่องทั่วไป ข้าคงเฉยๆ ไปแล้วแต่ที่กลายเป็นปัญหาก็เพราะเจ้าคนที่เขาไปยุ่งด้วยดันเป็นวีซอลอาต่างหาก
อาจเพราะสาเหตุนั้น ข้าเลยอยากจับกู่จอลยอบลากไปเจียระไนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้แหลมคมและแกร่งกล้ายิ่งกว่านี้
…แต่คำพูดของผู้อาวุโสสองยังค้างคาอยู่ในใจข้าเล็กน้อย
“เขาเป็นเด็กที่น่าสงสาร”
เพียงประโยคสั้นๆ เท่านั้น กลับรบกวนใจข้าจนอดใส่ใจไม่ได้
เฮ้อ…
ข้าเองก็เคยตกอยู่ในฐานะคนกลางที่โดนลากเข้าไปฟาดฟันด้วยเหมือนกัน จึงพอเข้าใจความลำบากใจโดยไม่จำเป็นนั้นอยู่บ้าง แม้จะไม่นับรวมอุปนิสัยหรือทัศนคติของเจ้าหมอนี่ก็ตาม
‘แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะปล่อยไปนะ’
แค่กินข้าวด้วยกันไม่ถือว่าให้อภัยอะไรทั้งนั้น สิ่งใดควรทำ ข้าก็ยังต้องทำอยู่ดี
ข้าหันไปถามกู่จอลยอบที่ยังคงค่อยๆ เคี้ยวอาหารอยู่อย่างระมัดระวัง
“แล้วปู่เจ้าบอกให้เจ้าทำอะไร?”
“ขอรับ?”
“อะไรคือ ‘ขอรับ?’ กัน พูดจาให้ชัดหน่อยสิ ข้าว่าการจับตาข้าเป็นเรื่องพื้นฐานอยู่แล้วล่ะ แต่ข้าอยากรู้ว่าเขาสั่งอะไรเจ้าเป็นพิเศษหรือเปล่า?”
“…ท่านมิได้สั่งอะไรเป็นพิเศษเลยขอรับ”
…ฟังดูไม่น่าเชื่อเลยสักนิด
หากอย่างน้อยเจ้าหมอนี่หยุดอาการกลอกตาและกำมือแน่นซะก่อนค่อยพูด ข้าอาจเชื่อได้มากกว่านี้ แต่เอาเถอะ ทำไมคนรอบข้าถึงโกหกกันไม่เป็นเลยสักคน?
แล้วถ้าถามว่าข้ารู้สึกรำคาญเจ้าหมอนี่หรือเปล่า…
ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก
เจ้าหมอนี่ไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่นหรือแย่จนต้องขัดหูขัดตาให้ข้าหงุดหงิดใจขนาดนั้น
หากจะพูดให้ตรงที่สุด… ข้าแค่รู้สึกเสียดายเท่านั้นเอง
หมอนี่มีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อย ใบหน้าก็หล่อเหลา แถมยังมีพื้นฐานจากตระกูลไม่เลวอีกต่างหาก สิ่งที่น่าเสียดายไม่ใช่เพราะพรสวรรค์ของเขาขาดตกแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะสถานการณ์รอบตัวที่เลวร้ายต่างหาก
‘สิ่งที่น่ากลัว… ไม่ใช่ผู้ที่มีความทะเยอทะยาน’
หากแต่คือสิ่งแวดล้อมรอบข้างของเขาที่ค่อยๆ เน่าเฟะไปต่างหากที่น่ากลัว
ในสายตาของข้า กู่จอลยอบก็คือคนประเภทนั้น
“จัดการตัวเองให้ดี ถ้าเป็นไปได้ก็แกล้งทำให้มันดูชัดเจนหน่อย แล้วถ้าเกิดทำอะไรพิรุธขึ้นมาอีกล่ะก็… ข้าจะหักแขนเจ้าจริงๆ คราวนี้”
“ค…คำว่า ‘พิรุธ’ นั่นมันเกินไปหน่อยนะขอรับ!”
ยังเป็นแค่เด็กอยู่แท้ๆ
แม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ใหญ่ในทางกฎหมายแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงวัยยี่สิบ ที่เห็นขยันขันแข็งแบบนี้ ก็แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น
ข้าเข้าใจเรื่องนี้ดี… คนเดียวที่ไม่รู้ตัวก็คงมีเพียงผู้อาวุโสหนึ่งเท่านั้นเอง
ขณะกำลังคิดเรื่องพวกนี้อยู่ ข้าก็รู้สึกถึงบางอย่างมาแตะโดนริมฝีปากจนสะดุ้งและเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ
พอมองไปก็เห็นว่าวีซอลอาเป็นคนยื่นอะไรบางอย่างมาให้
“คุณชาย~ ต้องกินผักด้วยนะเจ้าคะ”
“…”
“ดูสิ~ นี่ข้าตักมาตั้งเยอะ แต่คุณชายกินแต่เนื้อหมดเลย… เป็นเด็กหรือไงกัน? คุณปู่ข้าบอกว่าเด็กเท่านั้นแหละที่เลือกกินนะ”
“…ข้าแค่ตั้งใจจะกินตอนหลังน่ะ”
“โกหก! ข้าแทบไม่เคยเห็นคุณชายแตะผักเลยด้วยซ้ำ!”
โดนวีซอลอาปฏิบัติราวกับเป็นเด็กไม่ยอมกินผักนี่มัน… อะไรจะน่าอึดอัดขนาดนี้
สุดท้ายข้าก็ยอมแพ้ต่อสายตาและแรงกดดันจากนาง เคี้ยวผักเข้าไปทั้งอย่างนั้น
[ฮึๆ ทีเมื่อกี้ยังว่าเจ้าหนูนั่นว่าเด็กอยู่เลย!]
‘…ชีวิตนี่ช่างน่าเหนื่อยเสียจริง’
แม้ในขณะที่ค่อยๆ เติมเต็มกระเพาะ ข้าก็ไม่ละสายตาจากสิ่งรอบตัวเลยแม้แต่น้อย
เพราะสิ่งหนึ่งที่ข้าเรียนรู้มาตลอดในชาติก่อนคือในโรงเตี๊ยมลักษณะนี้ มักจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันอยู่เสมอ
ที่ใดมีผู้ฝึกยุทธ์รวมตัวกันมากเข้า ที่นั่นย่อมมีบางคนที่อดอวดอ้างพลังตนเองไม่ได้ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มในช่วงวัยขอบเขตชั้นยอดขั้นปลาย ที่เลือดยังร้อนและหัวใจยังพลุ่งพล่าน
‘เพราะงั้น… ต้องระวังไม่ให้ไฟลามมาถึงตัว’
ยังไม่ถึงเวลา หากจะก่อเรื่องจริงๆ ต้องรอให้ผ่านเจ็ดวันเจ็ดคืนไปเสียก่อน
หวังแค่ว่าตอนนี้ จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็พอแล้ว
“นายน้อยๆ”
“หืม?”
“ทางนั้นน่ะ…”
…และแน่นอน โลกย่อมไม่เคยดำเนินไปตามที่ใจหวัง
ข้าหันไปมองตามที่วีซอลอาชี้ ก็เห็นชายร่างยักษ์ในชุดสีเหลืองสดเป็นจุดศูนย์กลาง โดยรอบมีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่รายล้อม
ร่างกายนั้นใหญ่โตมาก แม้จะยังไม่เท่าผู้อาวุโสสอง แต่ก็ถือว่าน่าประทับใจไม่น้อย
‘ตระกูลฮวังโบ?’
ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มขอบเขตชั้นยอดขั้นปลายของตระกูลฮวังโบ ที่ข้าเห็นเมื่อตอนก่อน
เป็นใครกัน? หรือจะเป็นสายตรงของหัวหน้าตระกูล?
ส่วนคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเขานั้น… ข้าจำไม่ได้เลยว่าเคยเห็นหน้า คงจะเป็นคนจากตระกูลหรือสำนักที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง หากได้รับเชิญให้มาร่วมงานเช่นนี้ และท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น ข้าเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ดูจะลำบากไม่น้อย
ขณะที่กำลังจะกัดเกี๊ยวอีกคำ ข้าก็หยุดชะงักเมื่อเห็นภาพนั้น
นางสวมผ้าคลุมหน้าจึงมองไม่เห็นใบหน้า และไม่ปรากฏสัญลักษณ์ใดที่จะบ่งบอกได้ว่าสังกัดอยู่กับตระกูลใด
แม้จะสวมชุดฝึกยุทธที่ดูหรูหราเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นของล้ำค่า
อากาศหนาวเย็นจนต้องสวมเสื้อผ้าหลายชั้นจนไม่เห็นรูปร่างภายใน
อย่างไรก็ตาม… มีสิ่งหนึ่งที่นางไม่ได้ปิดบัง
ต่างหูที่แกว่งเบาๆ ข้างใบหูของนาง ไม่ว่าจะแต่งกายปกปิดเพียงใด ก็ไม่สามารถบดบังแสงสะท้อนของมันได้
สายตาข้าจับจ้องไปยังสิ่งนั้นโดยไม่รู้ตัว
ไม่ใช่เครื่องประดับที่มีตราประจำตระกูล หรือของที่ใช้แสดงตนว่าเป็นใคร
เป็นแค่ต่างหูที่มีรูปทรงแปลกตา… ทว่ามันกลับเหมือนกับของที่หญิงสาวผู้หนึ่งเคยใส่ไว้จนถึงวาระสุดท้ายไม่ผิดเพี้ยน
‘…เจ้านั่นก็มางั้นหรือ’
ข้ากลืนน้ำลายและกัดเกี๊ยวในปากอย่างเรียบเฉย
แม้แต่ช่วงเวลาที่ลังเลเพียงเสี้ยววินาที… หากเป็นนาง ก็อาจจับความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนั้นได้
ข้าจึงเบือนสายตาไปทางอื่นทันที ไม่มีแม้แต่ความลังเลว่าจะเป็นคนอื่นหรือไม่
ข้ามั่นใจเต็มร้อย
แม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดทายาทโดยสายเลือดของตระกูลสูงศักดิ์ถึงได้มาเร็วขนาดนี้ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่แน่นอน ข้าไม่อยากไปพัวพันกับนางในที่แห่งนี้แม้แต่น้อย
‘รู้ตัวอยู่แล้วว่าคงต้องเจอกัน เพราะนี่คือสมัชชามังกรหงส์…’
แต่พอได้เห็นตัวจริงขึ้นมาจริงๆ ความรู้สึกหลากหลายก็ก่อตัวขึ้นในใจข้าทันที
และแน่นอนว่า… ส่วนใหญ่ไม่ใช่ความรู้สึกดีนัก
“ไม่ทราบว่าคุณหนูสังกัดตระกูลใด? ข้าชื่อฮวังโบชอลวี หากไม่รังเกียจจะร่วมดื่มด้วยกันสักจอกไหม?”
เจ้ากล้ามเบ้อเริ่มที่แนะนำตัวว่าฮวังโบชอลวี เอ่ยปากชวนหญิงสาวดื่มเหล้า
นางเพียงแค่ชูจอกเหล้าในมือขึ้นเล็กน้อยพลางตอบกลับ
“ข้ากำลังดื่มอยู่แล้วเจ้าค่ะ ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า หากมีโอกาสหน้าค่อยร่วมวงกันก็แล้วกัน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ในคืนหนาวเย็นแบบนี้ การได้ดื่มด้วยกันหลายคนจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมิใช่หรือ?”
“ขออภัยอีกครั้งเจ้าค่ะ ข้ามีสัญญาไว้อยู่แล้ว”
นางตอบอย่างสุภาพ ด้วยน้ำเสียงไพเราะน่าฟัง
แต่ดูเหมือนฮวังโบชอลวีจะไม่ได้คิดจะถอยแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับเลื่อนเก้าอี้และนั่งลงตรงข้ามนางเสียเลย
“ข้าชื่อฮวังโบชอลวี”
“…เจ้าค่ะ ข้าได้ยินเมื่อครู่แล้ว”
“ไม่ทราบหรือว่าข้ามาจากตระกูลฮวังโบ?”
“ทราบดีเจ้าค่ะ ตระกูลนั้นยิ่งใหญ่ไม่ใช่หรือ?”
…ใหญ่บ้าอะไรกัน ถึงยังไงก็ไม่มีทางเหนือกว่าสี่ตระกูลสูงศักดิ์อยู่แล้ว
โดยเฉพาะเมื่อหญิงสาวเจ้าของผ้าคลุมหน้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม—เป็นคนของหนึ่งในสี่ตระกูลนั้นด้วย
‘เจ้าหมูป่าบ้านี่ ไม่มีสมองหรือไง?’
ต่อให้เมาอยู่บ้าง แต่ในเมื่อมาร่วมงานสมัชชามังกรหงส์แล้ว ก็ควรสำรวมตัวเองให้มากกว่านี้สักหน่อย
‘ทำตัวไร้ยางอายขนาดนี้ คิดอะไรอยู่กันแน่’
ดูแล้วเหมือนย้อนเห็นอดีตของตัวเองขึ้นมายังไงยังงั้น น่าหงุดหงิดเป็นบ้า
“รู้ทั้งรู้แล้วทำไมถึงยังทำตัวแบบนี้อีก?”
“…ท่านหมายถึงอะไรหรือ?”
“โอ้… เสียงช่างเย็นชาเสียจริง ยิ่งฟังยิ่งหลงใหล ไม่ทราบว่าข้าจะขอรบกวนให้ท่านเปิดผ้าคลุมหน้าออกได้ไหม?”
“เป็นการเสียมารยาทเจ้าค่ะ”
นางกล่าวขณะละสายตาไปอีกทางแล้วตั้งหน้าตั้งตากินข้าวต่อโดยไม่สนใจ
ดูจากท่าทีแล้ว… เจ้าฮวังโบนี่คงเพิ่งเคยมาร่วมงานสมัชชามังกรหงส์เป็นครั้งแรกแน่ๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะมาเข้าร่วมงานนี้เป็นครั้งแรกจริงๆ ก็คงไม่มีทางไปหาเรื่องคนที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อเช่นนี้ได้หรอก
นั่นแหละที่ทำให้ข้ารู้สึกเป็นห่วง
แต่คนที่น่ากังวลไม่ใช่หญิงสาวผู้นั้นที่แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หรือละเมียดดื่มเหล้าเงียบๆอยู่หรอก คนที่น่าห่วงจริงๆก็คือเจ้าหมูอ้วนฮวังโบนั่นต่างหาก
เขา… ไปแตะต้องคนที่ไม่ควรแตะต้องเข้าเสียแล้ว
น่าเสียดายจริงๆ
‘ยังดีที่ไม่ใช่ข้าก็แล้วกัน’
จะว่าไปก็น่าสงสารอยู่หรอก แต่ตราบใดที่เคราะห์นั้นไม่ลามมาถึงฝั่งข้า มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจนัก
“นี่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่น่ะ!”
โชคดีที่มีใครบางคนเข้ามาขัดจังหวะ เหมือนพยายามจะไกล่เกลี่ยสถานการณ์ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าจะเข้าไปแทรกทำไมในเรื่องที่ไม่ก่อประโยชน์สักนิด
คนที่กล้าลุกเข้าไปในสถานการณ์แบบนี้ คงจะเป็นคนที่จิตใจงามหรือไม่ก็โง่เกินไปสักทาง
“…เดี๋ยวนะ เจ้านั่นกำลังทำอะไรของเขา?”
ที่แย่คือ คนที่ลุกขึ้นมาแทรกกลับเป็นคนในกลุ่มเดียวกับเรานี่สิ
ฮวังโบชอลวีได้ยินเสียงนั้นก็หันขวับมาทางนี้ทันที สีหน้าของเขาที่แปรเปลี่ยนอย่างฉับพลันเผยให้เห็นชัดเจนว่าสถานการณ์ได้ลุกลามเลยจุดควบคุมไปแล้ว
ข้ามองคนที่เพิ่งตะโกนออกไปด้วยสีหน้าอึ้งงัน และแน่นอนว่าเขาไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยว่าข้าจะรู้สึกอย่างไร
สายตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นในคุณธรรม เฉกเช่นฮีโร่ที่พร้อมจะผดุงความยุติธรรม
กู่จอลยอบ คือคนที่ตะโกนใส่เจ้าหมูฮวังโบนั่นอย่างเด็ดขาด