สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 133 อย่าไปยุ่งกับหมอนั่นเลย (1) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 133 อย่าไปยุ่งกับหมอนั่นเลย (1) ༻
ก่อนจะออกเดินทางไปร่วมสมัชชามังกรหงส์ เพียงไม่นานข้าก็ได้พบกับท่านผู้อาวุโสสอง เป็นไปตามคาดไม่มีผิด
“เพิ่งกลับมาก็จะต้องออกเดินทางอีกแล้วสินะ”
“นั่นสิขอรับ… ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดมันถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้”
หากเป็นในชาติก่อน เวลานี้ข้าคงกำลังใช้ชีวิตอย่างเฉื่อยชา ซุกหัวอยู่ในจวนตระกูลกู่โดยไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เมื่อนึกถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ ข้าก็อดหัวเราะแห้งๆ ออกมาไม่ได้
“ได้ยินว่ารอบนี้ใช้เวลาไม่นาน อย่างน้อยก็ยังพอโล่งใจได้บ้าง”
ก็จริง เพราะระยะทางไม่ได้ไกลเกินไปจึงไม่น่าจะกินเวลาเท่าไร
ในขณะที่กำลังคุยกัน ท่านผู้อาวุโสสองก็เปิดประเด็นหนึ่งขึ้นมา
“ตอนที่เจ้ากลับมา… ข้าอาจไม่อยู่แล้วก็ได้”
“ขอรับ? ท่านจะไปที่ใดหรือ?”
“ได้ข่าวว่าทางหน่วยกระบี่ที่ห้า มีเรื่องให้จัดการอยู่น่ะ”
“หน่วยกระบี่ที่ห้างั้นหรือ…”
หากจำไม่ผิด ที่นั่นคือหน่วยที่กู่ฮุยบีรับตำแหน่งหัวหน้าอยู่ในปัจจุบัน เน้นการลาดตระเวนและภารกิจภาคสนามเป็นหลัก แต่ท่านผู้อาวุโสสองมีเหตุจำเป็นต้องไปที่นั่นด้วยหรือ?
ช่วงเวลานี้มันมีเหตุการณ์อะไรสำคัญนักหนา?
เท่าที่จำได้… ก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไร
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ไม่ต้องเป็นห่วง”
“ใครที่ไหนจะกล้าห่วงท่านกันล่ะขอรับ…”
ถ้ามีเรื่องต้องห่วง ก็คงเป็นอีกฝ่ายมากกว่าที่ต้องระวังตัว
“อ้อ แล้วเรื่องสมัชชาเก้ามังกรฤดูหนาวที่จะถึงนี้ โชคดีที่พี่สาวเจ้าทั้งสองคนอยู่พร้อมพอดี จึงไม่น่ามีปัญหาอะไร”
“ท่านหมายถึงท่านพี่คนรองกับน้องสาวคนสุดท้องใช่หรือไม่ขอรับ?”
“ใช่แล้ว”
สมัชชาเก้ามังกรจัดขึ้นปีละสองครั้ง และมีข้อกำหนดว่าต้องมีสายเลือดแท้ของตระกูลเข้าร่วมด้วย
ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะเป็นคิวของกู่หลิงฮวาและกู่ยอนซอ
‘หลิงฮวายังสังกัดสำนักฮวาซานอยู่… แบบนี้ไม่เป็นไรหรือ?’
ถ้าตัดสินใจให้เข้าร่วมได้ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร
เท่าที่ได้ยินมากู่ยอนซอปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสมัชชามังกรหงส์ในครั้งนี้ ไม่แน่อาจเพราะเข้าร่วมไปแล้วเมื่อปีก่อน หรืออาจเพราะมีข้าอยู่ในรายชื่อก็เป็นได้
‘…กู่หลิงฮวากับกู่ยอนซอสินะ’
นึกถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีระหว่างสองคนนั้น ข้าก็อดรู้สึกห่วงหลิงฮวาไม่ได้
แต่หากนึกถึงท่าทีที่นางแสดงออกมาระหว่างอยู่ในสำนักฮวาซาน ก็ทำให้ข้าคิดได้ว่านางน่าจะรับมือได้ด้วยตัวเอง
‘บางที… ควรเป็นฝ่ายกู่ยอนซอมากกว่าที่น่าห่วง’
ด้วยเหตุผลบางอย่าง การพบกันครั้งล่าสุดของข้ากับกู่ยอนซอจึงจบลงไม่ดีนัก และทำให้เราแทบไม่ได้ติดต่อกันเลยหลังจากนั้น แม้นางจะเพิ่งออกจากการปิดด่านฝึกตนก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด
แต่ในตอนนี้… กู่หลิงฮวาเองก็ไม่ใช่คนที่จะประเมินต่ำได้อีกแล้ว
“อ้อ ยางชอน”
“ขอรับ?”
เมื่อข้าขานรับ ท่านผู้อาวุโสสองก็เริ่มคลำหาบางสิ่งในอกเสื้อ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ได้ยินว่าเจ้าจะไปวัดเส้าหลินใช่ไหม…”
“ไม่ขอรับ!”
“หา?”
ทันทีที่เห็นเขาเหมือนจะหยิบอะไรออกมา ข้าก็รีบปฏิเสธเสียงแข็ง
ก็ใครจะลืมได้ ตอนข้าบอกว่าจะไปสำนักฮวาซาน ตาแก่นี่ถึงกับยัดเยียดของวิเศษของฮวาซานมาให้หน้าตาเฉย แล้วแบบนี้ ถ้าบอกว่าจะไปวัดเส้าหลินล่ะ? ใครจะไปเดาได้ว่าเขาจะทำอะไรอีก
“ข้าจะไม่รับอะไรจากท่านผู้อาวุโสสองเด็ดขาดขอรับ”
“เฮ้อ… ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะให้อะไร ก็รีบปฏิเสธเสียแล้วหรือ?”
“…อย่างไรก็ไม่รับอยู่ดีนั่นล่ะขอรับ”
ใครจะไปรู้? ตอนนั้นยังหลอกข้าให้ใช้ของวิเศษของฮวาซานเป็นเหล้าย้อมใจเลย แล้วครั้งนี้จะไม่ลากของล้ำค่าจากเส้าหลินมาปล่อยอีกหรือไง?
ท่านผู้อาวุโสสองหัวเราะในลำคออย่างระอา ก่อนจะหยิบถุงเงินออกมายื่นให้
“ดูเจ้าพูดเข้าเถอะ ทำอย่างกับข้าเอาแต่ใช้งานเจ้าอยู่เรื่อย ทั้งที่แค่จะให้เงินติดตัวไว้ใช้เฉยๆ…”
“ขอบคุณมากขอรับ! ท่านผู้อาวุโสสอง ท่านช่างเป็นคนดีจริงๆ ข้ามีท่านเป็นผู้อาวุโสเพียงผู้เดียวเท่านั้น!”
“…เจ้าช่างหน้าด้านขึ้นทุกวันจริงๆ นะ แล้วข้าจะทำเช่นไรกับเจ้านี่ดี”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เขาก็ยังยัดถุงเงินใส่มือข้าอยู่ดี
“ไม่ได้ใส่ไว้มากนักหรอก”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าคงรู้สึกผิดหวัง… ล้อเล่นขอรับ! ท่านไม่ต้องเงื้อมือแบบนั้นก็ได้!”
เกือบโดนตบหัวจริงๆ ถ้าไม่รีบกลบเกลื่อน
ขยับมือเขย่าถุงเงินเบาๆ ก็ได้ยินเสียงเหรียญเงินกระทบกันภายใน น้ำหนักก็นับว่าพอสมควร ไม่เหมือนกับที่เขาบอกไว้เลยสักนิด
“ขอบคุณอีกครั้งขอรับ”
“เอาน่า ไหนๆก็จะไปแล้ว ก่อเรื่องกลับมาสักหน่อยเถอะ”
คำพูดที่ฟังดูหน้าตาเฉยของเขาทำให้ข้านิ่งไปชั่วครู่
“…แต่ก่อนท่านยังสั่งให้ข้าประพฤติตัวเรียบร้อยไม่ใช่หรือขอรับ?”
จำได้ว่าเมื่อตอนเดินทางไปสำนักฮวาซานหรือมณฑลเสฉวน ท่านผู้อาวุโสสองยังพร่ำบ่นถึงเรื่องศักดิ์ศรีของสายเลือดและหน้าตาของตระกูลอยู่เลยแท้ๆ แต่คราวนี้กลับให้ข้าก่อเรื่อง?
ข้าถามกลับอย่างไม่เข้าใจ แต่เขากลับทำหน้าเหมือนงงเสียเอง
“ก็สมัชชามังกรหงส์น่ะ เป็นเวทีที่เกิดเรื่องได้ดีที่สุดอยู่แล้วไม่ใช่รึ? ที่นั่นเต็มไปด้วยพวกอยากดัง อยากเป็นที่จดจำยิ่งกว่าใครอื่น”
แม้คำพูดของท่านผู้อาวุโสจะฟังดูเกินจริงไปหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะผิดเสียทีเดียว สำหรับจอมยุทธ์แล้ว ชื่อเสียงไม่ใช่เพียงของแถมแต่มันสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว
พวกคนรุ่นเดียวกันที่พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อให้ได้ฉายาสักชื่อในการประลอง ก็ล้วนทำไปเพื่อสิ่งนี้
ไม่ว่าจะเป็น มังกรสายฟ้า, กระบี่มังกร, หงส์พิษ, หรือกระบี่หงส์ ล้วนได้รับการยอมรับว่าเป็นดาวเด่นแห่งยุคที่ได้รับการประเมินสูงส่ง
มันคือการพิสูจน์ตัวเองว่าพวกเขาคือยอดฝีมือที่โลกยอมรับ และจะโดดเด่นยิ่งกว่าใครในวันข้างหน้า
“เอาเถอะ ถึงจะไม่ต้องบอก เจ้าก็คงก่อเรื่องตามสไตล์ของเจ้าเองอยู่ดี”
“แล้วท่านเอาความเชื่อมั่นแบบนั้นมาจากที่ไหนกันล่ะขอรับ?”
“ก็เจ้าไม่เคยทำตัวเรียบร้อยแม้แต่ครั้งเดียวไม่ใช่หรือ? ขนาดข้าห้ามไว้ เจ้าก็ยังหาเรื่องตลอด แล้วถ้าข้าบอกให้ก่อเรื่องล่ะ? เจ้าคงยิ่งลุยหนักกว่าเดิมแน่”
“…”
เป็นความจริงที่ข้าปฏิเสธไม่ได้… และนั่นแหละมันช่างน่าเศร้ายิ่งนัก
หลังจากพูดคุยกับท่านผู้อาวุโสสองต่ออีกเล็กน้อย กู่จอลยอบก็เดินเข้ามาใกล้พร้อมเหงื่อท่วมตัว
“คะ…คุณชาย พะ…ทั้งหมดขนเสร็จแล้วขอรับ!”
“แล้วรึ? เร็วดีแฮะ”
น่าเสียดาย… ข้าคิดว่าของที่ต้องขนน่าจะเยอะกว่านี้เสียอีก กู่จอลยอบยังหอบหายใจอยู่ แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันไปคำนับท่านผู้อาวุโสสองอย่างนอบน้อม
“ขอคารวะท่านผู้อาวุโสสองขอรับ”
“โอ้ เจ้าจอลยอบนี่เอง ไม่ได้เจอกันพักหนึ่งตัวสูงขึ้นอีกแล้วนี่นา”
กู่จอลยอบยิ้มน้อยๆ อย่างเขินอาย และก็จริงเขาดูสูงขึ้นกว่าคราวก่อนที่ได้พบกันพอสมควร
ข้าเองก็สูงขึ้นบ้างนับตั้งแต่เริ่มฝึกยุทธอย่างจริงจังในปีนี้ แต่ก็ยังไม่เท่าหมอนี่อยู่ดี ข้าเริ่มไม่ชอบหน้าเขาขึ้นมาแล้วสิ
ท่านผู้อาวุโสสองจ้องมองกู่จอลยอบสักพัก ก่อนจะหันมากล่าวกับข้าอย่างเงียบเชียบผ่านกระแสจิต
-อย่าใช้งานเขาหนักนักเลย เด็กคนนี้ก็เป็นอีกคนที่น่าสงสารอยู่เหมือนกัน
-คงยากหน่อยขอรับ… แต่จะพยายามก็แล้วกัน
ข้าตอบกลับไปอย่างสุภาพทางกระแสจิตเช่นกัน
ดูเหมือนท่านผู้อาวุโสจะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ข้าสื่อสารผ่านพลังภายในได้ แต่เพราะรู้ถึงขอบเขตของข้าอยู่ก่อนแล้วจึงไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม
“ยังไงก็เถอะ เดินทางปลอดภัยล่ะ”
“ขอรับ”
เอ่ยคำลาเสร็จ ท่านผู้อาวุโสสองก็หันหลังเดินจากไปทันที ดูท่าคงมีธุระร้อนจริงๆ
เขาเดินผ่านกู่หลิงฮวาที่ยืนทำหน้าบึ้งอยู่ไกลๆ ก่อนจะลับสายตาไป
จากนั้นข้าก็ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าสู่มณฑลเหอหนาน ที่ตั้งของสหพันธ์ยุทธภพ
หมายเหตุเพิ่มเติม-กู่จอลยอบ คือคนที่เป็นคนขับรถม้าให้
◇◆
เมื่อออกเดินทางไม่นาน ฤดูกาลก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ฤดูใบไม้ร่วงราวกับจากไปอย่างไร้เยื่อใย ราวกับต้องการเปิดทางให้ฤดูหนาวอย่างเต็มตัว ใบไม้เปลี่ยนสีที่เคยงดงามก็ค่อยๆ หล่นร่วงลง… ราวกับบอกลาและกล่าวว่า “พบกันใหม่ปีหน้า”
ข้าเองก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างในใจ เพราะนี่คือฤดูหนาวแรกนับตั้งแต่ย้อนกลับมาในชีวิตใหม่นี้ ข้ามองหิมะที่โปรยปรายอยู่ด้านนอกเงียบๆ พลางรับซาลาเปาจากวีซอลอาที่ยื่นมาให้
“นายน้อย… ไม่หนาวหรือเจ้าคะ?”
“หืม? เย็นดีจะตาย ข้าชอบแบบนี้ออก”
“คุณชายกู่… ปกติถ้าแต่งตัวแบบนี้ คนเขาจะหนาวกันนะเจ้าคะ…”
ถังโซยอลก็เสริมอีกเสียงหนึ่ง
ถึงจะว่าอย่างนั้นก็เถอะเมื่อลมปราณพื้นฐานขึ้นถึงระดับห้าดาราแล้ว อุณหภูมิภายนอกก็แทบไม่กระทบเลย นั่นจึงเป็นเหตุให้ข้ายังแต่งตัวบางๆ ไม่ต่างจากตอนหน้าร้อน แต่สำหรับคนอื่นคงจะดูหนาวจนทนไม่ไหวแน่
“ให้ข้ายกเสื้อให้ไหมเจ้าคะ?”
“ข้าอาจแย่งของคนอื่นได้ แต่ถ้าเป็นของเจ้า รับรองโดนด่าจนหูชาแน่”
วีซอลอาตอนนี้ห่มเสื้อขนสัตว์หนาเตอะ ได้ยินว่าทำจากหนังและขนของสัตว์หายาก ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ เสื้อตัวนี้เซียนกระบี่เป็นคนเย็บให้เองกับมือ!
ว่าแล้วก็ไม่แปลกใจทำไมถึงเย็บปักถักร้อยเก่งนัก
ถังโซยอลเป็นสายเลือดของตระกูลใหญ่คนที่คอยดูแลย่อมมีอยู่แล้ว ส่วนนัมกุงบีอาดูเหมือนถังโซยอลจะคอยดูแลเป็นพิเศษ
ตอนนี้นางยังนอนขดอยู่บนตักของทั้งสองคน… หลับปุ๋ยเหมือนแมวลูกหนึ่ง
“นางไม่ใช่หมีนะ… จะนอนจำศีลอะไรขนาดนั้น”
ดูเหมือนพักหลังมานี้ นัมกุงบีอา จะง่วงง่ายเป็นพิเศษจริง ๆ
แทนคำตอบ ถังโซยอลก็ยิ้มบางๆแล้วพูดขึ้นเบาๆ
“พี่สาวน่ะ… พออากาศหนาวทีไรก็จะหลับยาวทุกทีเลยเจ้าค่ะ”
“แน่ใจหรือว่าเพราะหนาว? ข้าว่านางก็ขี้เซาอยู่แล้วนะ…”
“ก็… นั่นก็ใช่เจ้าค่ะ…”
ดูเหมือนแม้แต่ถังโซยอลก็เถียงอะไรไม่ได้ในเรื่องนี้ จึงได้แต่เบือนสายตาเลี่ยงไป
“…คุณชายหากรู้สึกหนาวจะรับชาสักถ้วยไหมเจ้าคะ?”
“ถ้าเป็นชานั่นที่เคยให้ข้าครั้งก่อน ข้าขอบาย”
“ฮึ่ม…”
ครั้งก่อน นางเอาชามาให้ตอนอากาศหนาวและข้าก็ดื่มไปโดยไม่คิดอะไร ปรากฏว่ามันเป็นชาที่มีส่วนผสมของสมุนไพรจำพวก “พิษอุ่นกาย”แม้จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ก็เรียกว่าพิษอยู่ดี ข้าจึงรู้สึกขัดใจไม่น้อย
‘จะประมาทนางไม่ได้จริงๆ’
แม้เวลาที่อยู่ร่วมกันจะไม่ได้ยาวนานนักแต่พอได้คลุกคลีไปบ้าง จึงไม่รู้สึกอึดอัดเท่าไรแล้ว ถึงขั้นที่นางทิ้งรถม้าของตนเองแล้วมานั่งอยู่กับพวกเราตรงนี้แทน
ข้ากัดซาลาเปาที่วีซอลอายื่นมาให้เข้าไปหนึ่งคำ
“นี่เจ้าเอามาจากไหนอีกล่ะ?”
“อะ… ออนอี้เอาแอ๊ะอู่อ่านอาวอ่อน-อึ่ก… น่ะเจ้าค่ะ” (ตะ…ตอนที่เราแวะหมู่บ้านคราวก่อน…น่ะเจ้าค่ะ)
“เอ่อ ขอโทษทีนะ พูดหลังจากกลืนก็ได้”
เสียงของนางฟังไม่ชัดเลยเพราะอัดซาลาเปาเต็มปาก แต่น่าจะหมายถึงได้มาจากตอนแวะพักที่หมู่บ้านก่อนหน้านี้นั่นเอง
‘กินขนาดนั้นแล้วทำไมไม่อ้วนเลยนะ’
เมื่อก่อนข้าเคยเป็นห่วงเพราะนางผอมเกินไปด้วยซ้ำ แต่พอเห็นนางกินแบบนี้เป็นประจำ แก้มก็ดูฟูขึ้นมาเล็กน้อย กลายเป็นดูน่ารักขึ้นมากทีเดียว
ตอนนี้วีซอลอาไม่ได้ดูผอมจนดูป่วยอีกแล้ว ใบหน้าเริ่มมีน้ำมีนวลและยิ่งโตยิ่งคล้ายกับรูปลักษณ์ในอดีตชาติของนางมากขึ้นทุกที
แม้ว่าแก้มนุ่มนิ่มจะลดลงไปบ้างแล้ว… แต่ข้าก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่ดี
ข้าลูบแก้มนางอย่างเบามือ มันยังนุ่มเด้งและอบอุ่นอยู่เหมือนเดิม
‘ยังพอมีแก้มเด็กเหลืออยู่นิดหน่อยสินะ’
ถ้ามันหายไปหมดเมื่อไร ข้าคงเสียดายแย่แน่ๆ
อาจเป็นเพราะมือของข้าอุ่น… วีซอลอาจึงเอียงหน้าเข้ามาแนบมือข้าอีกนิด
“อุ่นดีไหม?”
“มือของคุณชายอบอุ่นเสมอเลยเจ้าค่ะ!”
แม้ฤดูกาลจะเปลี่ยนเป็นฤดูหนาวแต่ความร้อนจากพลังภายในของข้าก็ยังคงอยู่ ข้ามองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า หิมะโปรยปรายลงมาช้าๆแต่ตกหนาแน่นไม่เบา
ข้ามองพลางถามคนบังคับรถ
“อีกไกลไหม?”
“ใกล้จะถึงแล้วขอรับ…”
เสียงที่ตอบกลับมาอย่างเหนื่อยล้าคือเสียงของกู่จอลยอบ
เดิมทีเซียนกระบี่เป็นคนอาสาขับรถม้าให้เอง แต่รอบนี้กลับไม่ได้ร่วมเดินทางมาด้วย เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจและก็น่าครุ่นคิดไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเขาเลือกไม่มาด้วยตนเอง แต่กลับให้วีซอลอาร่วมทางแทน
‘นี่เขาคิดอะไรอยู่กันแน่…’
ข้าไม่อาจเข้าใจเซียนกระบี่ได้เลย และนั่นแหละ… ที่ทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจ
[…ข้าว่า พูดว่าไม่อาจไว้ใจได้คงจะตรงกว่าล่ะนะ]
‘ท่านกลับมาพูดอีกแล้วสินะ ข้าแทบไม่ได้ยินเสียงท่านมาพักใหญ่เลยนี่นา’
เป็นเสียงของ ท่านตาแก่ชินที่ฟังดูเหนื่อยอ่อน
ตั้งแต่เข้าสู่ฤดูหนาว ท่านก็บ่นว่าไม่ถูกกับอากาศเย็นแล้วก็แทบไม่พูดอะไรอีก ทั้งที่ก่อนหน้านั้นยังพูดเองเลยว่า “ร่างวิญญาณไม่ได้รู้สึกถึงความหนาว”
[ไม่ใช่เพราะรู้สึกหนาวหรอก… แค่รู้สึกไม่ค่อยถูกกับฤดูหนาวน่ะ]
ความแตกต่างมันอยู่ตรงไหนกันล่ะ? ถึงข้าเองก็ยังไม่เข้าใจนัก ตาแก่ชินก็ไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างได้เช่นกัน กลับมาเรื่องรถม้า ที่จริงตำแหน่งคนบังคับรถจะให้มูยอนหรือหนึ่งในองครักษ์คนอื่นก็ยังได้
แต่กู่จอลยอบบอกว่าพอขับม้าเป็นบ้างข้าจึงมอบหน้าที่นี้ให้ทันที
ดูเหมือนเขาจะรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่ไม่น้อย คงเพราะเคยถูกเลี้ยงดูอย่างคุณชาย แต่สุดท้ายก็ไม่ปริปากบ่นออกมา
อย่างน้อยถึงจะเป็นสายย่อย แต่ก็ฝึกพลังภายในสายธาตุเพลิงเหมือนกัน ย่อมไม่กลัวความหนาว ยังไงก็ต้องหาอะไรให้เขาทำบ้างอยู่ดีนั่นแหละ
‘จากที่ยอมฟังคำสั่งเงียบๆ แบบนี้ แปลว่าโดนท่านผู้อาวุโสหนึ่งหรือไม่ก็บิดาข้ากดดันไว้หนักมากแน่ๆ’
แต่ให้เดาว่า… พ่อข้าคงไม่ได้เป็นคนสั่งการโดยตรง ฉะนั้นคงเป็นฝีมือของท่านผู้อาวุโสหนึ่งมากกว่า
แม้จะสังเกตอยู่นาน ก็ไม่เห็นกู่จอลยอบแสดงพิรุธหรือซุกซ่อนอะไร
‘นอกจากไปลองชวนถังโซยอลคุย แล้วโดนสับเละก็เท่านั้น’
ถูกปฏิเสธแบบเย็นชาเฉียบขาดเลยด้วยซ้ำ
-ขอโทษนะเจ้าคะ… แต่ใบหน้านั้นมันขัดต่อสัญชาตญาณของข้าอย่างแรง ขอร้องล่ะ อย่าคุยกับข้าเลย
บรยากาศก็หนาวขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำนั้น และไม่ใช่เพราะอากาศแน่นอน
หลังจากนั้นกู่จอลยอบก็เงียบกริบตลอดวันไม่แม้แต่จะกินข้าว
‘ดูเหมือนเจ้าหมีจำศีลกับเจ้าวีซอลอานั่น เขาจะไม่กล้ายุ่งด้วยเลยนะ’
ไม่ใช่เพราะนัมกุงบีอาหรือวีซอลอาไม่สวยแน่นอน
ถึงถังโซยอลจะนับว่างดงามอยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบกันแล้ว สองคนนั้นถือว่าระดับคนละชั้น
บางทีเขาอาจอดทนไว้เพราะนัมกุงบีอาเป็นคู่หมั้นของข้า และวีซอลอา… เคยโดนเขาหมายตาแล้วถูกข้าซัดจนต้องก้มหน้าหนี
‘งั้นเป้าหมายเขาคงเป็นถังโซยอลสินะ?’
แต่จะว่าไป… ดูแล้วก็ไม่ได้พยายามอะไรจริงจังสักเท่าไร
หรือที่แท้เขาเป็นแค่ตัวประกัน?
ถึงสีหน้าจะเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง แต่พอมีอะไรสั่งก็ทำหมดทุกอย่าง นอกจากฝึกฝนประลองกับมูยอนบ้างบางครั้ง กู่จอลยอบก็แทบไม่ได้ทำอะไรเลย
แถมทุกครั้งที่ข้าเห็น ก็จะพูดใส่เขาบ้าง เตะบ้าง ต่อยบ้างตามอารมณ์
-เฮ้ ไปเอาน้ำมาให้หน่อย
-ผมเอามาให้เมื่อครู่นี้แล้วขอรับ
-แล้วจัดการรถม้าหรือยัง
-เรียบร้อยตั้งแต่เช้าแล้วขอรับ ส่วนทำความสะอาดตามที่สั่งไว้เมื่อวานก็จัดการแล้วขอรับ
-…กินข้าวหรือยัง
-ยังขอรับ
-…งั้นไปกินกัน
อย่างน้อยก็ทำงานเก่งกว่าที่คิดแฮะ
ทำไมกัน?
ทำไมเขาถึงทำงานได้ดีนักนะ…
“ช่างน่าแปลกใจ”
“อะไรหรือเจ้าคะ?”
“ก็แบบว่า… หมอนั่นก็แปลก คนโน้นก็แปลก ทุกคนก็ดูแปลกไปหมดน่ะสิ”
“นายน้อยเจ้าคะ… ปู่ของข้าเคยสอนว่าโลกนี้มันก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ เข้าใจได้หมดทุกอย่างก็ไม่ใช่เรื่องปกติ”
“…ท่านปู่วี ถึงกับสอนเรื่องพรรค์นี้กับเจ้าด้วยหรือเนี่ย”
การปลูกฝังตั้งแต่เด็กมันน่ากลัวแบบนี้นี่เอง
ข้าหันไปพูดกับมูยอนที่เดินตามอยู่ข้างรถม้า เดินอย่างสงบและรักษาจังหวะให้พอดีกับรถอย่างพอดิบพอดี
“มูยอน”
“ขอรับ คุณชาย”
คำตอบยังคงชัดเจนหนักแน่น แม้สายตาจะมองตรงไปข้างหน้า แต่พลังลมปราณที่แผ่ออกจากร่างของเขากลับครอบคลุมไปทั่วทิศทางอย่างแนบเนียน ช่างเป็นตัวอย่างของความเคร่งครัดตามตำราเสียจริง
และในระหว่างที่ข้ากำลังประเมินนั้น…
‘…กำลังจะก้าวข้ามขอบเขตจุดสูงสุดแล้วสินะ’
ดูเหมือนมูยอนใกล้จะทะลวงผ่านขีดจำกัดนั้นเข้าไปเต็มที หรือไม่ก็อาจมีเรื่องบางอย่างเป็นแรงผลักดันให้เขาทุ่มเทถึงเพียงนี้
“พอไปถึงแล้วต้องเข้าไปที่สหพันธ์ยุทธภพทันทีเลยหรือ?”
“เปล่าขอรับ พวกท่านสามารถพักในที่พักที่ทางสหพันธ์จัดไว้ให้ก่อนได้”
“ถึงกับมีจัดที่พักให้ด้วย?”
นั่นแปลว่าทางสหพันธ์ต้องให้ความสำคัญกับการมาครั้งนี้ไม่น้อย เพราะปกติแล้วพวกเขาไม่จัดหาที่พักให้หรอก
‘ต้องเคยไปเข้าร่วมเองสักครั้ง ถึงจะเข้าใจเรื่องแบบนี้สินะ…’
เมื่อครั้งที่ข้าเข้าร่วมสมัชชามังกรหงส์ในอดีตชาติในฐานะผู้สืบทอดตระกูลกู่อย่างเป็นทางการ ทุกอย่างพังพินาศไปหมด
เหตุการณ์นั้นเป็น มหันตภัยแห่งสมัชชามังกรหงส์ที่หลายคนจดจำได้ไม่ลืม หากไม่มีเรื่องเลวร้ายเช่นนั้นเกิดขึ้น ข้าก็คงได้เรียนรู้อะไรอีกมาก
‘แต่ในครั้งนี้… ข้าจะทำให้ไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น’
เหตุการณ์นั้นเป็นเหมือนหายนะที่กลืนกินทุกสิ่ง
จอมยุทธ์ระดับจุดสูงสุดขั้นปลายแห่งยุคจำนวนมากถูกเคลื่อนย้ายไปพร้อมกันในครั้งเดียว
แม้ในบันทึกจะระบุว่าทุกคนรอดกลับมาไม่มีผู้เสียชีวิตเลย แต่ข้ารู้ดีว่า… ในความจริงแล้วทุกคนตายหมด
ทุกคน… ยกเว้นข้า
‘…จะเรียกว่ารอดชีวิตได้จริงหรือ?’
ในบันทึกของสหพันธ์ระบุไว้ว่า ทุกคนกลับมาอย่างปลอดภัยรวมถึงข้าด้วย แต่ความแตกต่างคือ ข้าเป็นเพียงคนเดียวที่ยังจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในแดนมารลี้ลับได้
‘…’
แม้เวลาจะผ่านไปมากมายแล้วตั้งแต่ข้าย้อนกลับมา แต่หากเผลอคิดถึงมันเมื่อใด ความปวดร้าวในอกก็ยังคงรุนแรงไม่เสื่อมคลาย
‘แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึกฟุ้งซ่านไร้สาระเท่านั้นแหละ’
เพราะมันเป็นเรื่องในอดีต และเป็นเรื่องที่ต้องไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง
“คุณชาย”
เสียงของกู่จอลยอบเรียกสติของข้ากลับมา
“เริ่มมองเห็นกำแพงเมืองแล้วขอรับ…”
“งั้นช่วยไปปลุกเจ้าหมีจำศีลที”
ข้าหมายถึงนัมกุงบีอาที่ยังหลับสนิทอยู่
วีซอลอาจึงหันไปเขย่าตัวนางที่กำลังนอนซบอยู่กับถังโซยอลอย่างนุ่มนวล
“อื้อ…งืม…”
“พี่! ตื่นได้แล้ว!”
“ว้าย! พี่น้ำลายไหล…!”
…ต้องลืมภาพเมื่อกี้ให้ได้เลย
‘ถึงแล้วสินะ มณฑลเหอหนาน’
ข้าผ่อนลมหายใจออกมา ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บที่ปะทะใบหน้า
สถานที่แห่งนี้คือหัวใจของฝ่ายธรรมะ จุดศูนย์กลางของเหตุการณ์มากมายในอดีต
หลังจากการเดินทางอันยาวนานพอประมาณ ในที่สุดพวกเราก็มาถึงเมืองที่ตั้งของสหพันธ์ยุทธภพและวัดเส้าหลิน… “เหอหนาน”
◇◆
ณ ที่พักระดับจุดสูงสุด ที่สหพันธ์ยุทธภพจัดเตรียมไว้ให้ – ระเบียงสวรรค์]
ในห้องพักที่เพิ่งจัดเก็บสัมภาระเสร็จใหม่ๆ สตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ด้วยใบหน้าที่ขมวดคิ้ว
แม้สีหน้าจะบอกชัดว่าหงุดหงิด… แต่ความงามของนางกลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
“เรา…มาถึงเร็วเกินไปหรือเปล่าคะ คุณหนู?”
สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง หญิงสาวเจ้าของใบหน้ายิ้มบางก่อนจะตอบด้วยเสียงเรียบ
“…ก็ช่วยไม่ได้นี่ เขาบอกว่าจะมาถึงช่วงนี้พอดีนี่นา”
แววตาสีฟ้าใสดั่งท้องฟ้าในฤดูหนาวของนางไหวระริก สาวใช้เห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา
“จะให้ข้าเตรียมเหล้าสักหน่อยไหมเจ้าคะ?”
“…จริงๆ ก็อยากดื่มอยู่หรอก แต่ตอนนี้ดื่มไปเดี๋ยวคนจับได้ เอาไว้ก่อนดีกว่า”
หญิงสาวมองออกไปยังหิมะที่ตกอยู่เบื้องนอกหน้าต่าง พลางพึมพำ
“โซรยา…”
“เจ้าคะ?”
“เจ้าว่าชีวิตนี่มัน…บัดซบจริงๆ ว่ามั้ย?”
คำพูดที่โพล่งออกมาอย่างกะทันหันทำให้สาวใช้ที่กำลังจัดกระเป๋าสะดุ้งมือสั่นจนของหล่นกระจาย แล้วก็รีบร้องเสียงหลงออกมา
“คะ…คุณหนูเจ้าคะ! ได้โปรดเถอะเจ้าค่ะ! ช่วยพูดให้มันสุภาพหน่อยเถอะ!”
“ไม่มีใครอยู่นี่ จะเป็นอะไรไปละ”
“ถ้าท่านผู้นำตระกูลมาได้ยินเข้าจะทำอย่างไรเจ้าคะ…”
“ท่านพ่อเหรอ? จะบินตรงมาจากโยรยองเลยหรือไง?”
“…หากเป็นท่านก็น่าจะทำได้อยู่หรอกค่ะ…”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆเมื่อได้ยินคำพูดของสาวใช้ ก็จริง… ถ้าเป็นพ่อของข้าคงทำแบบนั้นได้จริง ๆ
หลังจากจ้องมองหิมะที่โปรยปรายอยู่นาน หญิงสาวก็ค่อยๆ ปิดหน้าต่างลง
“หนาวจัง”
ไม่ว่าหิมะจะตกที่ไหนข้าก็ไม่ชอบมันเลย พลางปรับจังหวะลมหายใจด้วยพลังภายใน เพื่อขับไล่ความเย็นออกจากร่างกาย
หญิงสาวผู้มีนามว่ามู่หยงฮีอาหรือฉายาหงส์เหมันต์ จึงได้แต่คิดกับตัวเองว่า…
ฤดูหนาวนี่…มันช่างน่าชังจริง ๆ