สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 69 ร่วมเตียง...? (1) ༻
“ศพเดินได้งั้นรึ?”
คำพูดที่ไม่คาดคิดของหมอเทวดาทำให้สมองของข้าขาวโพลนไปชั่วขณะ
เขาจ้องมองข้าด้วยสีหน้าจริงจัง ราวกับเป็นตัวแทนของข้าที่กำลังตกตะลึง
“ไอ้เด็กนี่… เจ้ากินอะไรเข้าไปกันแน่”
“หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?”
“พลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างเจ้าไม่ได้มีเพียงหนึ่งหรือสองสายเท่านั้น แล้วสภาพเช่นนี้เจ้ายังสามารถเดินเหินได้ตามปกติ นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
คำพูดนั้นทำให้ข้ารู้สึกสะดุ้งโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่ข้ากลืนกินไปในช่วงนี้มีมากมายเสียจนพอจะเดาออกว่าเขาหมายถึงอะไร
พลังมารจากศิลามาร โชควาสนาที่ได้รับจากเสฉวน รวมถึงพลังจากวัตถุวิเศษของฮวาซาน—ทั้งหมดนั้นคงเป็นสิ่งที่หมอเทวดากล่าวถึง
“ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเลยหรือขอรับ?”
“ในเมื่อเจ้าเป็นจอมยุทธ์ ย่อมรู้ดีอยู่แล้ว… แต่สิ่งที่ข้าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ มีมนุษย์ที่สามารถมีชีวิตรอดได้ในสภาพเช่นนี้ด้วยหรือ”
ถึงเพียงนั้นเลยหรือ?
ข้ารู้ว่าพลังของสายเต๋ากับพลังของตระกูลกู่ขัดแย้งกัน แต่ข้าก็จัดการมันได้ค่อนข้างดีเลยไม่ใช่หรือ?
‘หรือว่าเป็นเพราะตาแก่ชินที่บอกว่ามีบางอย่างกำลังอาละวาดอยู่ภายในร่างข้า?’
[ไม่ใช่เพียงแค่นั้นหรอก หากไม่มีใครอยากตายอย่างโง่เขลา คงไม่มีใครบรรจุพลังสองสายที่ขัดแย้งกันเข้าไปในร่างกายตนเองหรอก]
‘ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้เสียหน่อย…’
[นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกข้าคิดว่าเป็นเรื่องประหลาดยิ่งนักยังไงล่ะ]
นี่เป็นปัญหาที่ข้าเองก็ครุ่นคิดและกังวลมาตลอด การที่พลังสองสายที่อยู่กันคนละขั้วสามารถดำรงอยู่ในร่างเดียวกัน…
พูดอีกอย่างก็คือ พวกมันกำลังปะทะกันอยู่ภายในร่างของข้าตลอดเวลา
เนื่องจากพลังทั้งสองไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ มันจึงปะทะกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และแรงกระแทกที่เกิดขึ้นล้วนตกอยู่ที่ร่างกายของข้าทั้งสิ้น
ยิ่งระดับวรยุทธ์สูงขึ้นเท่าใด ปัญหานี้ยิ่งจะกลายเป็นอุปสรรคที่ใหญ่หลวงขึ้นเท่านั้น
หากเป็นร่างกายของคนทั่วไป ป่านนี้คงต้องกลายเป็นคนไร้สติสัมปชัญญะเพราะลมปราณตีกลับไปแล้ว
‘ข้ามองมันง่ายเกินไปสินะ’
เพราะมันยังไม่ส่งผลกระทบต่อข้าโดยตรง ข้าจึงปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่คิดอะไรมาก
เช่นนั้นแล้ว ‘สิ่งที่ตาแก่ชินบอกว่ากำลังควบคุมพลังทั้งหมดไว้’ ก็คือพลังเหล่านี้อย่างนั้นหรือ…?
[ไม่ใช่]
‘หา? ไม่ใช่รึ?’
[ถูกต้อง หากอ้างอิงจากที่หมอเทวดาพูดแล้วละก็ สิ่งนั้นต่างหากที่กำลังช่วยให้เจ้ายังมีชีวิตอยู่]
‘ช่วยข้าหรือ?’
[ใช่แล้ว… พลังปราณพวกนั้นพยายามปะทุออกมาตลอดเวลา แต่เจ้าสิ่งนั้นคอยกดข่มมันไว้ ถ้าไม่มีมันอยู่ ป่านนี้เจ้าคงระเบิดไปนานแล้ว]
คำพูดของตาแก่ชินทำให้ข้าไม่อาจเข้าใจได้ง่ายนัก…
“…ภายในร่างข้ากำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ข้าถามหมอเทวดาด้วยความร้อนรน
“เช่นนั้นแล้ว ข้าควรทำเช่นไร?”
“เจ้ามีอยู่สองทางเลือก—กำจัดพลังที่อยู่ในร่างออกไปทั้งหมด หรือภาวนาให้ร่างเจ้าไม่ระเบิดตายเสียก่อน”
“…หา?”
อะไรนะ…?
“ตอนนี้ร่างกายเจ้าสามารถระเบิดได้ทุกเมื่อโดยไม่มีสัญญาณเตือน หากเกิดอะไรขึ้น แม้แต่ข้าเองก็ช่วยไม่ได้”
ถึงขนาดที่หมอเทวดายังไม่กล้าแตะต้องร่างข้าอย่างนั้นรึ?
“ศพเดินได้ก็ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงหรอก เจ้าอาจจะตายคาโต๊ะอาหาร หรือลื่นล้มตายในอ่างอาบน้ำได้ทุกเมื่อ—สถานะของเจ้าในตอนนี้เป็นเช่นนั้น”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือข้าอยู่ในสภาพที่สามารถตายได้ทุกเมื่อโดยไร้การเตือนล่วงหน้า
หากพลังที่แสร้งทำเป็นสงบพลุ่งพล่านขึ้นมาเมื่อใด ข้าก็คงสามารถตายได้ในทันที
‘…ราวกับมีระเบิดฝังอยู่ในร่างกาย’
การที่ข้าคิดว่าการกลืนกินพลังทั้งหมดลงไปโดยไม่เกิดปัญหานั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง
…แต่จะว่าไป ข้าไม่ได้ตั้งใจจะรับพลังเหล่านั้นเข้ามาเสียหน่อย นี่มันไม่ยุติธรรมเลย!
“เรื่องนี้ดูร้ายแรงกว่าที่คิดไว้นะ”
เสียงของเซียนดอกเหมยดังขึ้น แต่หมอเทวดากลับหันไปมองด้วยสีหน้าราวกับได้ยินเรื่องที่ไร้สาระที่สุดในชีวิต
“เจ้ารู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่า…”
” เจ้ายังกล้าอ้างตัวเองว่าเป็นถึงเซียนดอกเหมยอีกเหรอ เรื่องแค่นี้ยังมองไม่ออก!? ”
“ข้าพอจะรู้ว่ามีบางอย่างไม่ปกติ แต่ก็ไม่อาจบอกได้โดยละเอียด ข้าจึงพาเขามาหาเจ้าไม่ใช่รึ?”
ขณะที่สองเฒ่ากำลังโต้เถียงกัน ข้ายังคงตกอยู่ในห้วงความคิดอันวุ่นวาย
จะทำเช่นไรดี?
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะกังวลเรื่องจูกัดฮยอกหรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกต่อไปแล้ว
ข้าต้องรับมือกับความจริงที่ว่า—ข้าอาจตายได้ทุกเมื่อโดยไม่รู้ตัว
‘…ข้าจะทำอย่างไรดี’
ดูเหมือนว่าสิ่งที่ช่วยให้ข้ารอดมาได้จนถึงตอนนี้ก็กำลังควบคุมพลังเหล่านั้นอยู่
แต่หากข้าใช้พลังเกินขีดจำกัดเมื่อใด มันอาจจะคลั่งขึ้นมาได้เช่นกัน—ซึ่งหมายความว่า มันไม่ใช่พลังที่วางใจได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ตาแก่ชินยังเป็นผู้ช่วยกดข่มมันเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง…
‘นี่มันยุ่งเหยิงยิ่งกว่าที่คิดไว้เสียอีก’
กล่าวโดยสรุปคือ—ภายในร่างของข้ากำลังเกิดสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด
โชควาสนาที่ข้าไม่ได้ตั้งใจรับมา กำลังเปลี่ยนร่างของข้าให้กลายเป็นสนามรบ
หากเป็นสิ่งที่ข้าตั้งใจรับมาเอง ข้าก็คงไม่รู้สึกคับแค้นเช่นนี้…
ในขณะที่ข้ายังจมอยู่กับความคิด หมอเทวดาก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ยังมีวิธีหนึ่งที่จะรอดชีวิตได้”
“ว่าอย่างไรนะ?”
“อันที่จริง เจ้าก็ยังไม่ตาย ดังนั้นข้าควรพูดว่า—มีวิธีทำให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้”
“ขอทราบได้หรือไม่ว่ามันคืออะไร?”
ข้าถามด้วยความรู้สึกเหมือนคนที่พยายามไขว่คว้าเส้นฟางสุดท้าย
หมอเทวดาเหลือบมองข้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะตอบ
“หากกังวลว่าพลังในร่างจะระเบิดออกมาเมื่อใดก็ปิดตันเถียนเสียสิ”
“…!”
“ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะลมปราณตีกลับ หรือเพราะร่างกายเจ้าพร้อมจะระเบิดเป็นผุยผง ปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะกระแสพลังในตันเถียนของเจ้า หากเจ้าปิดมันไว้ตอนที่ยังไม่เกิดเรื่อง ร่างเจ้าก็จะยังคงอยู่รอดต่อไปได้”
คำพูดของเขานั้นมีเหตุผล
หากทำลายตันเถียน พลังที่สะสมอยู่ก็จะหายไป และปัญหาก็จะถูกแก้ไข…
จริงอยู่ ข้าจะมีชีวิตรอดได้…
แต่สำหรับจอมยุทธ์แล้ว นั่นก็คือความตาย
‘ไม่มีทาง’
ข้าไม่ได้ปฏิเสธเพราะเสียดายพลังที่ฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง
แต่หากปิดตันเถียน วันหนึ่งข้าก็ต้องตายอยู่ดี ไม่ว่าจะโดยน้ำมือของมารสวรรค์หรือสหพันธ์ยุทธภพก็ตาม
‘…ให้ตายสิ’
ทำไมมันไม่มีเส้นทางที่ง่ายกว่านี้บ้าง? ทำไมชีวิตข้าถึงไม่อาจรอดพ้นจากความตายได้อย่างปลอดภัยเลย?
[หึ เจ้าหนู เจ้าคิดจะไม่ยอมแพ้สินะ… ก็แน่อยู่แล้ว สำหรับจอมยุทธ์ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าตันเถียนของตนเอง]
มันอาจจะฟังดูโง่เขลา… แต่ชีวิตของจอมยุทธ์ก็เป็นเช่นนี้
หมอเทวดามองสีหน้าของข้า ก่อนจะถอนหายใจและพูดขึ้นมา
“ดูจากสีหน้าเจ้าแล้ว คงไม่คิดจะยอมสละตันเถียนสินะ”
“…เงียบเถอะ”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าเองก็คงไม่มีทางช่วยเจ้าได้มากไปกว่านี้… คงต้องภาวนาให้โชคเข้าข้างเจ้า และร่างกายเจ้าทนทานได้เองต่อไป”
“ไหนบอกว่าไม่คิดจะช่วยแล้วไง? ดูเหมือนเจ้าจะคิดหาวิธีรักษาอยู่ตลอดนะ เจ้าแพทย์เจ้าเล่ห์!”
“…ไอ้เวรเอ๊ย รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าซะ!”
…ปวดหัวจริงๆ
หมอเทวดาโบกมือไล่พวกเราออกไป ราวกับจะบอกว่าถ้าได้ยินทุกอย่างแล้วก็จงออกไปเสีย
“ที่นี่เป็นสถานที่ของคนป่วย ออกไปให้พ้นซะ”
“เจ้าก็ยังใจดำเหมือนเดิม…”
“โดยเฉพาะเจ้า! รีบไสหัวออกไปซะ เจ้าคนหัวดื้อ!”
เซียนดอกเหมยหัวเราะเบาๆ อย่างใจดี ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง
ราชินีกระบี่ทำท่าจะลุกขึ้นเพื่อทำความเคารพ แต่เขายกมือขึ้นห้าม
“พักผ่อนให้ดี ข้าจะแวะมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว”
“เข้าใจแล้ว… ท่านประมุข”
“ข้าบอกว่าอย่ามาให้ข้าปวดหัวไง ไอ้เจ้าหัวขโมย!”
“เช่นนั้นคราวหน้าข้าจะมาใหม่ ท่านหมอเทวดา!”
“ไสหัวไปซะ!”
หลังจากเซียนดอกเหมยก้าวออกไป ข้าก็ตั้งท่าจะตามออกไปด้วย
“เดี๋ยวก่อน!”
ข้าหันกลับไปมอง—เจ้าของเสียงคือกู่หลิงฮวา
นางจ้องมองข้าด้วยแววตาที่สั่นระริก
“มีอะไร?”
“…เจ้า… จะตายหรือ?”
“ว่าไงนะ?”
“ข้าถามว่า—เจ้าจะตายหรือเปล่า!?”
หลังจากข้าเอียงคออย่างงุนงง นางก็ตะโกนถามขึ้นอีกครั้ง
อะไรของนางกัน?
เพราะไม่ได้เจอกันมานาน ข้าไม่แน่ใจว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
หรือว่านางอยากให้ข้าตาย? เราสองคนเคยมีความสัมพันธ์ที่เลวร้ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ…?
— “ไปให้พ้นสายตาข้าเสีย ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าให้รู้สึกขยะแขยง”
…อืม ก็อาจจะเป็นไปได้
ความทรงจำบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว ข้าถอนหายใจออกมาเบาๆ
สุดท้ายแล้ว คำพูดเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่ข้าเป็นคนพูดออกไปเอง
ข้าจ้องมองกู่หลิงฮวา ก่อนจะตอบ
“อาจจะมั้ง”
“…ทำไม… ทำไม…”
“หืม?”
“ทำไมเจ้าถึงพูดมันได้หน้าตาเฉยแบบนี้…?”
“ข้าต้องกลัวด้วยหรือ? อย่างน้อยข้าก็ยังไม่ตายตอนนี้นี่นา”
“แต่พรุ่งนี้เจ้าอาจจะตายนะ…!”
“แล้วตอนนี้ข้ายังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ?”
หลังจากข้าพูดจบ สีหน้าของกู่หลิงฮวากลับดูแปลกไป
คำพูดของข้ามันแปลกขนาดนั้นเลยหรือ?
ทำไมนางถึงดูจริงจังกับเรื่องนี้นัก?
ไม่น่าจะเป็นเพราะนางยังมีความรู้สึกใดๆ ตกค้างอยู่กับข้าเสียหน่อย…
[มันแปลกแน่เจ้าหนู คนที่ไม่เคยสัมผัสกับเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย ไม่มีทางพูดเรื่องนี้ได้อย่างไร้เยื่อใยเช่นเจ้าแน่]
‘อืม…’
[ข้าเคยคิดว่าเจ้าดูเป็นเด็กแก่แดดอยู่แล้ว แต่คราวนี้ดูเหมือนจะเกินไปหน่อย ข้าหวังว่านี่จะเป็นหนึ่งในเรื่องที่เจ้าจะต้องอธิบายให้ข้าฟังในภายหลัง]
‘แล้วทำไมข้าต้องพูดเรื่องนี้ให้ท่านฟังด้วย?’
[ถ้าไม่พูดก็แล้วไป]
‘…’
เฮ้อ…
แค่เรื่องไร้สาระยังทำให้ข้ารู้สึกหนักอึ้งถึงเพียงนี้… น่าปวดหัวจริงๆ
ข้าถอนหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะหันไปมองกู่หลิงฮวาและกล่าวว่า…
“อีกไม่กี่วัน ข้าจะกลับตระกูลกู่—เจ้าก็ต้องไปด้วย”
“ข้า…ไม่ไป”
“ไม่ไปหรือ?”
“ข้าจะกลับไปที่นั่นทำไมกัน…!?”
“เช่นนั้นก็ทำตามใจเจ้า”
ข้าตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่คำพูดของข้ากลับทำให้สีหน้าของกู่หลิงฮวาดูแปลกไปยิ่งกว่าเดิม
เพียงมองจากสีหน้าของนาง ข้าก็รู้ได้ทันทีว่านางไม่ต้องการกลับไป
“เจ้าจะไม่พาข้าไปจริงๆ หรือ?”
“เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าไม่อยากไป”
“อ่า…?”
“แล้วเจ้าคิดว่าหากข้าบอกท่านพ่อว่า ‘นางไม่อยากกลับ’ เจ้าคิดว่าเขาจะว่าอย่างไร?”
“…”
“ถูกต้อง—คงจะไม่มีปฏิกิริยาอะไรเป็นพิเศษ”
ท่านพ่อของนางคงจะตอบกลับมาเพียงคำเดียวว่า ‘เข้าใจแล้ว’ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเป็นเอกลักษณ์ของเขา
ส่วนเรื่องโอสถไท่เซียน… อ่า นั่นเป็นปัญหาสินะ
‘เอาเข้าจริง ข้าไม่ควรรับมันมาตอนนี้เลยไม่ใช่หรือ?’
แค่สภาพร่างกายในตอนนี้ก็เหมือนมีพลุระเบิดอยู่ภายในแล้ว หากกินโอสถเข้าไปอีกคงไม่ต่างอะไรจากการเติมเชื้อเพลิงให้กับไฟ
ข้าหันไปมองราชินีกระบี่และกู่หลิงฮวาที่ยังคงซบอยู่ในอ้อมกอดของนาง
คิดดูแล้ว พวกนางอาจจะอยู่ที่นี่ได้อย่างสงบสุขกว่าการกลับไปยังตระกูลกู่
[โอ้ นี่เป็นความรู้สึกของพี่ชายอย่างนั้นรึ?]
‘หุบปากไปเถอะ อย่าพูดอะไรน่าขนลุกเช่นนั้น’
ข้ากำลังจะตายอยู่รอมร่อ ความสัมพันธ์ทางสายเลือดไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยสักนิด
แต่ก็เหมือนเช่นในชาติก่อน ข้าเพียงเลือกที่จะไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านี้
[หึ เจ้านี่ชอบพูดสวนทางกับหัวใจตัวเองจริงๆ]
ข้าปล่อยให้คำพูดของตาแก่ชินผ่านหูไป ก่อนจะหันไปทำความเคารพหมอเทวดาและราชินีกระบี่
ขณะกำลังก้าวออกจากกระท่อม สายตาของข้าสบเข้ากับจูกัดฮยอก
แต่ข้าเพียงจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่งเท่านั้น ก่อนจะเมินเฉยและเดินออกมา
—อย่างน้อยก็สำหรับตอนนี้
เมื่อออกมาข้างนอก เซียนดอกเหมยก็จากไปเสียแล้ว
หรือว่าเขาออกเดินทางไปก่อนแล้วกัน…?
ข้าเองก็ควรจะกลับก่อนค่ำเช่นกัน
ข้าปลดปล่อยพลังลมปราณลงที่เท้าเพื่อกระโดดทะยานขึ้นไปบนฟ้า แต่ทันใดนั้นเอง…
“เดี๋ยวก่อน… ข้าจำทางกลับไม่ได้นี่นา?”
…หือ?
“ช่างประหลาดนัก”
ขณะเดียวกัน ภายในกระท่อม หมอเทวดาพึมพำกับตัวเอง
ใช่แล้ว—มันช่างประหลาดยิ่งนัก…
ร่างกายของเด็กหนุ่มที่ยังห่างไกลจากวัยยี่สิบปี กลับเต็มไปด้วยพลังมหาศาลที่ไม่สมควรจะอยู่รวมกันได้
แม้ว่าพลังเหล่านั้นจะขัดแย้งกันและพร้อมจะทำลายร่างของเขา แต่กลับไม่มีสิ่งใดระเบิดออกมา
ยิ่งไปกว่านั้น…
สายตาของเด็กคนนั้นในตอนที่ฟังเรื่องความตายของตนเอง ก็เป็นสิ่งที่ประหลาดยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
‘ข้าเคยเห็นแววตาแบบนั้นที่ไหนมาก่อน’
ทั้งที่ได้ยินว่าตนเองอาจตายได้ทุกเมื่อ แต่กลับไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย—เขากลับรับฟังมันอย่างสงบนิ่ง
ทั้งที่ควรจะหวาดหวั่นต่อความตาย แต่เขากลับเผชิญหน้ากับมันราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ
สายตาเช่นนั้น…ข้าคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี
แต่เพราะสมองอันชราของข้า หรืออาจเป็นเพราะเวลาผ่านไปนานเกินไป ข้าจึงจำไม่ได้ว่าข้าเคยเห็นมันที่ไหนกันแน่
หมอเทวดาเหลือบมองกู่หลิงฮวาก่อนจะเอ่ยถาม
“หนูน้อย—พี่ชายของเจ้ามันเป็นคนเช่นไร?”
“…เจ้าคะ?”
คำถามอันกะทันหันทำให้กู่หลิงฮวาอึ้งไปชั่วขณะ
กู่หยางชอนเป็นใครงั้นหรือ…?
สำหรับนาง เขาคือพี่ชายที่มีอายุห่างกันเพียงปีเดียว
ตอนแรกเขาเป็นบุคคลที่อ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ แต่วันหนึ่ง… เขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
และที่สำคัญที่สุด—เขาคือคนที่ได้เห็นวาระสุดท้ายของมารดา
แม้ว่าความทรงจำในตอนนั้นจะพร่าเลือนราวกับความฝัน เนื่องจากนางยังเด็กเกินไป แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ…
กู่หยางชอนอยู่ที่นั่น
…พร้อมกับบิดาของพวกเขา—กู่ชอลอึน
“…”
“หลิงฮวา?”
ราชินีกระบี่มองนางอย่างเป็นห่วง ขณะที่กู่หลิงฮวากุมมือของนางแน่นราวกับพยายามหาเสถียรภาพทางอารมณ์
“เฮ้อ…”
หมอเทวดาถอนหายใจพลางเบือนหน้าหนี ดูเหมือนว่านางคงไม่ต้องการพูดถึงเรื่องนี้ต่อไปอีก
“เช่นนั้นแล้ว ข้าคิดว่าข้าคงเคยเห็นมันที่ไหนกันแน่…?”
…!
ทันใดนั้น ภาพความทรงจำที่ข้าหลงลืมไปนานก็พุ่งเข้าสู่จิตสำนึก
ข้าจำได้แล้ว…
ข้าจำได้ว่าเคยเห็นสายตาเช่นนั้นที่ไหนมาก่อน
มันเป็นเรื่องราวจากอดีตอันไกลโพ้น ย้อนกลับไปในช่วงที่ข้าเพิ่งเริ่มสร้างชื่อเสียงในฐานะหมอ
ในตอนนั้น ข้าเคยรักษาคนกลุ่มหนึ่ง—
ในดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยห้วงลึกอันดำมืดซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดควรจะมี
พวกเขาดูราวกับได้ปล่อยวางจากชีวิตและความตายไปแล้ว
และเพื่อเป็นข้อพิสูจน์…
แม้ว่าข้าจะช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากความตายมาได้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน—พวกเขาก็เลือกที่จะจบชีวิตของตัวเองลง
“…เป็นไปได้อย่างไร?”
เหตุใดดวงตาของเด็กคนนั้นจึงเหมือนพวกเขา?
แดนมารลี้ลับ…
มันคือแววตาของผู้ที่เคยก้าวออกจากขุมนรกของแดนมารลี้ลับ—และรอดชีวิตมาได้…!
เมื่อลำบากฝ่าฟันกลับมาถึงสำนักฮวาซานได้ ก็เป็นเวลาหลังพระอาทิตย์ตกไปแล้ว
“ฟ้ามืดไปแล้วหรือ? ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยด้วยซ้ำ”
เซียนดอกเหมยมองข้าที่เพิ่งมาถึงด้วยสีหน้าแปลกๆ ราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
…อย่าบอกนะว่าเขาลืมข้าไว้จริงๆ!?
แถมเรื่องของพลังจากฮวาซานที่อยู่ในตัวข้า ตอนท้าถามว่าควรทำอย่างไรกับมัน
‘ไหนๆ ก็เอามันออกไปไม่ได้ แล้วตอนนี้ยังไม่มีวิธีแก้ไขอะไร เอาเป็นว่าทำเป็นลืมๆ ไปก็แล้วกันเถอะ?’
คำตอบของเขาก็ช่างขอไปทีเสียเหลือเกิน…
ถ้าจะเป็นเช่นนี้แต่แรก แล้วจะพาข้าไปทำไมกัน!?
สุดท้าย สิ่งที่ข้าได้รับจากหมอเทวดาก็มีแค่เรื่องที่ว่าจูกัดฮยอกเป็นหลานของเขากับชีวิตของข้ากำลังนับถอยหลังอยู่เท่านั้น
‘…ชีวิตนะชีวิต’
ทำไมทุกอย่างมันถึงไม่เคยง่ายเลย?
ข้าทำกรรมอะไรไว้กันแน่ในชาติก่อน—
‘อืม… ทำไว้เยอะสิไม่ว่า’
พอคิดดูแล้ว ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ…
สุดท้ายแล้ว คงต้องยอมรับว่าทั้งหมดนี้คือผลแห่งกรรม
ข้าพยายามปลอบใจตนเองด้วยความคิดเช่นนั้น แต่มันก็มีบางเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้อยู่ดี
—เช่นเดียวกับตอนนี้
“…นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?”
สถานที่ที่ข้าพักในสำนักฮวาซานเป็นเรือนรับรองสำหรับแขก
แม้ว่าทหารคุ้มกันจะอยู่แถวนี้เพื่อรักษาการณ์ และเหล่าข้ารับใช้ก็คงคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ
แต่…ทำไมถึงเป็นเช่นนี้!?
“แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
ห้องไม่กว้างไม่แคบจนเกินไป กำลังพอดี
และตรงกลางห้อง…
มีใครบางคนกำลังปูที่นอนด้วยความตั้งใจ
ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นข้ารับใช้ของสำนัก แต่เมื่อเห็นเส้นผมอันเป็นเอกลักษณ์ ข้าก็รู้ได้ทันทีว่าคิดผิด…
“เจ้า…กำลังทำอะไรอยู่น่ะ?”
เจ้าของร่างนั้นเงยหน้าขึ้นมามองข้า
นางเอียงศีรษะเล็กน้อย คล้ายจะถามกลับมาว่า ‘มันเป็นคำถามที่ต้องถามด้วยหรือ?’
…นัมกุงบีอา
หญิงสาวที่กำลังปูที่นอนอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่กลางห้อง คือคุณหนูน้อยแห่งตระกูลนัมกุง
“ข้ากำลังปูที่นอน”
“ทำไมเจ้าต้องทำเอง…?”
“ข้าจะนอน”
“แล้ว…จะนอนที่ไหน?”
“ที่นี่”
“…ที่นี่?!”
“อืม”
“…พร้อมกับข้า?”
“อืม”
“…ทำไม?”
…ทำไมกัน!?