สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 72 แผลเล็กน้อย (1) ༻
ไม่นานนัก ยองพุงก็กลับเข้ามาในห้องพร้อมสีหน้ากระอักกระอ่วน
แม้สถานการณ์จะยังไม่สงบลงดีนัก แต่ข้าก็ไล่สองคนนั้นออกไปเพื่อให้พวกเขาไปกินข้าวเช้า แม้วีซอลอาจะยังดูไม่ค่อยพอใจนัก แต่เมื่อเป็นเรื่องอาหาร นางก็คงออกไปโดยไม่บ่นอะไรมากนัก
ข้าเองก็ควรกินข้าวเหมือนกัน แต่เมื่อเห็นว่ายองพุงมาหาข้าแต่เช้าขนาดนี้ คงมีเรื่องเร่งด่วนไม่น้อย ข้าจึงตัดสินใจรอฟังข่าว
เมื่อยองพุงเข้ามา เขาก็เหลือบมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ใครจะไปคิดว่าอัจฉริยะที่จะเป็นตัวแทนของฮวาซานในอนาคต จะกลายเป็นคนที่ต้องคอยระวังสายตาคนรอบข้างแบบนี้…
‘หรือว่าเป็นเพราะถูกพวกอาจารย์อาทั้งหลายฟาดไปทั่วกันแน่?’
ในสายตาข้า มันดูเหมือนเป็นการแสดงความรักของเหล่าผู้อาวุโสต่อศิษย์มากกว่า แต่ยองพุงจะคิดเช่นเดียวกันหรือไม่นั้น ข้าก็ไม่อาจทราบได้
ข้าหันไปถามยองพุงที่กำลังกลอกตามองไปมา
“ท่านยองพุง มาหาข้าแต่เช้าเช่นนี้ มีธุระอะไรงั้นหรือ?”
“อ้อ…”
ดูเหมือนเขาจะตั้งสติได้จากคำเรียกของข้า ยองพุงยิ้มบางๆ หรือว่าเขารู้สึกโล่งใจเพราะบรรยากาศผ่อนคลายขึ้นกันนะ?
“ไม่ใช่อะไรหรอก เจ้าสำนักให้มาเรียกท่านน่ะ”
“เจ้าสำนักรึ? เช้าเพียงนี้?”
“เซียนดอกเหมย” ต้องการพบข้าอย่างนั้นหรือ?
ข้าไม่คิดว่าจะมีเรื่องอะไรสำคัญถึงขนาดต้องเรียกตัวข้าแต่เช้า… หรือเป็นเพราะพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างข้ากันนะ?
“ข้าต้องไปพบเดี๋ยวนี้หรือไม่?”
“เจ้าสำนักกล่าวว่าให้ไปพบเมื่อสะดวก”
หมายความว่าไม่จำเป็นต้องรีบสินะ…
เช่นนั้นข้าก็คงมีเวลานั่งกินข้าวก่อนแล้วค่อยไปพบได้
“ท่านได้กินข้าวแล้วหรือยัง?”
ข้าถามขึ้น เมื่อเห็นเขาต้องวิ่งวุ่นแต่เช้าตรู่
ความจริงแล้ว แค่เห็นเขาสวมชุดฝึกยุทธ์เรียบร้อย ก็พอเดาได้ว่าเขาต้องจัดการเรื่องอาหารเช้าเสร็จไปแล้ว
“อ้อ ข้ากินมาแล้วนิดหน่อย ตอนนี้กำลังจะไปฝึกเช้าพอดี”
“…ขยันแต่เช้าเลยสินะ”
“เอ๋…? ปกติทุกคนก็ฝึกกันตอนนี้ไม่ใช่หรือ?”
นี่มันอะไรกัน?
ข้าไม่รู้จะตอบอะไรกลับไป
สำหรับผู้ฝึกตนนั้น ตอนเช้าถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ เชื่อกันว่าควรรับพลังจากยามอรุณ ดังนั้นปกติแล้วพวกเขาจะตื่นกันตั้งแต่ยามเหม่า(5-7 โมงเช้า)
…แต่ข้าน่ะเหรอ?
ปกติข้าตื่นหลังจากพระอาทิตย์ขึ้นเต็มดวงแล้วเสียอีก
วันนี้ที่ตื่นเช้า ก็เป็นเพราะข้ายังไม่ได้นอนอย่างจริงจังตั้งแต่เมื่อคืน…
[ข้างๆ มีเสียงลมหายใจของนางแท้ๆ แต่เหตุใดเจ้าจึงพูดออกไปไม่ได้ว่าหลับไม่สนิท]
‘…’
…แค่ก
นัมกุงบีอาแทบไม่ขยับตัวขณะนอนหลับ นางเพียงนอนนิ่งๆ ส่งเสียงหายใจเบาๆ เท่านั้น ทว่าข้ากลับรู้สึกกังวลจนไม่อาจข่มตานอนได้
อาจเพราะเหตุนี้เอง ข้าถึงแทบไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน
‘…อย่างน้อยก็ได้สูดอากาศยามเช้าเยอะเลยล่ะนะ’
อากาศยามรุ่งอรุณให้ความรู้สึกสดชื่นเสมอ แต่ก็ใช่ว่าข้าจะอยากสัมผัสมันบ่อยๆ เพราะการตื่นเช้ายังคงเป็นเรื่องยากสำหรับข้าอยู่ดี
ยองพุงจ้องมองข้าด้วยดวงตาเป็นประกายราวกับรู้สึกถึงอะไรบางอย่างจากคำพูดของข้า
ทำไมต้องมองข้าด้วยสายตาแบบนั้นด้วย?
ก่อนที่ข้าจะทันเอ่ยปากถาม เขาก็พูดขึ้นมาเสียก่อน
“สหายน้อย ท่านคิดว่าในเมื่อพวกเราได้พบกันเช่นนี้แล้ว…”
“…ท่านตั้งใจมาพูดเรื่องที่ได้รับมอบหมายไม่ใช่หรอื? แล้วมีอะไรอีก?”
“ท่านไม่อยากฝึกร่วมกับข้าตอนเช้าหน่อยหรือ?”
…อีกแล้ว
ตั้งแต่ร่วมเดินทางกันมาเพื่อเข้าสำนักฮวาซาน ยองพุงก็พยายามชวนข้าฝึกด้วยอยู่เรื่อย
ไม่รู้ว่าเขาเป็นพวกบ้าการฝึกโดยกำเนิด หรือมีเหตุผลอื่นแอบแฝง แต่แทบทุกครั้งที่พบหน้ากัน เขาจะต้องเอ่ยปากชวนให้ข้าฝึกด้วยกันเสมอ
“…ข้าไม่—”
ข้ากำลังจะปฏิเสธเหมือนทุกครั้ง ทั้งเพราะยังไม่ได้กินข้าว และข้าก็ชอบฝึกคนเดียวมากกว่า
แต่จู่ๆ ข้าก็นึกสงสัยขึ้นมาว่า พวกศิษย์ฮวาซานฝึกกันอย่างไร
ยองพุงเอ่ยปากชวนข้าฝึกแทบทุกวัน พวกเขามีวิธีฝึกที่แตกต่างจากข้ามากนักหรือ?
หรือพวกเขาอาจจะไม่ได้ฝึกหนักตั้งแต่เช้ามืดเหมือนที่ข้าคิด?
…ไม่น่าจะใช่กระมัง
“อืม… ถ้าข้าได้กินข้าวก่อน ก็พอจะตกลงได้”
“โอ้โห!”
ข้าแค่พูดออกไปโดยไม่ได้คิดอะไรจริงจังนัก
สุดท้ายแล้ว ต่อให้ฝึกหนักไปบ้าง อย่างมากก็คงแค่เหนื่อยนิดหน่อย ไม่ถึงตายหรอก… ข้าคิดเช่นนั้น
แต่แล้วข้าก็ได้เข้าใจบางอย่างในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา
‘ความอยากรู้อยากเห็นคือบาป’
ข้ารู้อยู่แล้วแท้ๆ แต่กลับต้องมาสัมผัสมันอีกครั้งกับตัวเอง…
ให้ตายสิ…
◇◆
ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม นับตั้งแต่เริ่มฝึก
“…อึก… แฮก… อึก…”
ข้านอนราบไปกับพื้น ส่งเสียงหอบหายใจราวกับปลายลมหายใจขาดห้วงร่างกายที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเหนียวเหนอะหนะทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างที่สุด
ความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วข้อต่อส่งผลให้ศีรษะปวดตุบๆ ตามไปด้วย
บ้าชะมัด…
ข้าหายใจแทบไม่ออก
ขณะที่ข้ากำลังทรมานอยู่ตรงนี้ ยองพุงกลับยังคงฝึกกระบวนท่ายืนม้า อย่างคล่องแคล่วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ยองพุงฝึกฝนแบบนั้นแล้วยังจะไปปีนภูเขาหลังสำนักโดยมีถุงทรายถ่วงไว้ทั่วแขนขาอีกอย่างนั้นรึ…?
‘เขาบ้าไปแล้วหรือไง?’
ข้าอาจไม่ได้ละเลยการฝึกฝน แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นโหมหนักแบบเขา
ตั้งแต่ย้อนเวลากลับมา ข้าก็พยายามฝึกอย่างเต็มที่ทุกครั้งที่มีโอกาสและคิดว่าฝึกหนักพอสมควรแล้ว
แต่เมื่อเห็นระดับการฝึกของยองพุง ข้าก็เริ่มสงสัยว่าตนเองอาจจะยังพยายามไม่พอ
ข้าสังเกตเห็นศิษย์ชั้นสามของฮวาซานคนอื่นๆ กำลังฝึกกันอยู่เช่นกัน แต่ไม่มีใครที่ฝึกหนักได้เทียบเท่ายองพุงเลย
“สหายน้อย ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
ยองพุงเลิกฝึกท่ายืนม้า แล้วเดินเข้ามาหาข้าที่นอนแผ่อยู่กับพื้น ท่าทางของเขาดูเป็นห่วงอยู่บ้าง แม้ใบหน้าจะมีเหงื่อซึมอยู่ แต่แววตากลับสดใสราวกับรู้สึกสดชื่นเสียด้วยซ้ำ
ข้านึกขุ่นเคืองขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ศิษย์เอกยองพุง…”
“ขอรับ?”
“…ทำไมท่านถึงยังดูปกติดีอยู่ล่ะ?”
“หา…?”
ในสายตาของยองพุง คำถามของข้าคงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจเสียมากกว่า
‘ร่างกายข้ามันอ่อนแอถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’
หรือจริงๆ แล้ว ข้าแค่ฝึกฝนน้อยเกินไปกันแน่…?
ความคิดนั้นทำให้ข้ารู้สึกว่าตนเองละเลยการฝึกมานานเกินไป ขนาดเคยผ่านความตายมาแล้วแท้ๆ แต่กลับใช้ชีวิตอย่างเฉื่อยชาเช่นนี้…
ถึงร่างกายจะล้าเต็มทีจนสติเริ่มพร่ามัวไปบ้าง แต่ข้าก็ยังรู้สึกดีที่อย่างน้อยก็ได้ตระหนักถึงข้อบกพร่องของตนเอง
‘แต่ถึงกระนั้น ข้าก็ไม่มีทางฝึกหนักแบบเขาแน่นอน’
ข้าฝืนตัวลุกขึ้น แม้ร่างกายจะปวดระบมไปหมดจนต้องดึงพลังลมปราณมาเสริมกำลัง แต่ก็สามารถยืนขึ้นได้ในที่สุด
[เจ้าจะไหวหรือ?]
ขณะใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อออกจากใบหน้า เสียงของตาแก่ชินก็ดังขึ้นในหัวข้า
‘ท่านหมายถึงอะไร?’
[ร่างกายเจ้าอ่อนแออยู่แล้ว ยังฝืนใช้งานหนักแบบนี้จะไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือ?]
คำพูดของตาแก่ชินหมายถึงปัญหาภายในร่างข้า
ตั้งแต่เคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อลมปราณของฮวาซาน และบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในร่างของข้า
แค่คิดว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในร่างกายมากขนาดนี้ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าข้าเป็นแค่ที่สิงสู่ของพลังงานพิสดารรึเปล่า
แถมพวกมันยังไม่ได้เสียค่าเช่าที่ให้ข้าสักอีแปะ แต่กลับอาศัยอยู่ในร่างนี้หน้าตาเฉย
ที่แย่ไปกว่านั้น ข้าได้รับการตัดสินว่าเป็นร่างที่มีเวลาจำกัด เพราะไม่รู้ว่าเมื่อใดพวกมันจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ…
ข้าทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆ กับชะตากรรมนี้
แต่ถึงอย่างนั้น…
‘ตอนนี้ข้ายังพอรับไหว’
ข้าเข้าใจถึงความกังวลของตาแก่ชิน แต่ในเวลานี้ ข้ายังรับมือกับมันได้อยู่
ข้าไม่ได้คิดอะไรไร้สาระอย่าง ‘ถ้ามันจะระเบิด คงระเบิดไปตั้งนานแล้ว’
ในระดับหนึ่ง ข้าก็คาดเดาได้ว่าปัญหาภายในร่างกายนี้จะเป็นเช่นไรต่อไป
ข้ายังพอมีแนวทางแก้ไขในใจอยู่บ้าง แม้มันจะไม่ใช่วิธีรักษา แต่เป็นเพียงทางออกของปัญหา… และนั่นคือปัญหาที่แท้จริง
‘…ถึงข้าต้องตาย ข้าก็ยังไม่อยากทำมันอยู่ดี’
ต่อให้แนวทางนั้นจะถูกต้องเพียงใด อย่างน้อย ข้าก็ต้องคิดทบทวนดูให้ดีเสียก่อน
แต่สำหรับตอนนี้ ข้าขอผลักมันออกจากความคิดไปก่อนเถอะ
ข้าปัดผมที่เปียกเหงื่อออกจากหน้าผาก ก่อนจะหันไปถามยองพุง
“ศิษย์เอกยองพุง ท่านจะฝึกต่ออีกหรือไม่?”
“หืม? อ้อ แน่นอนสิ ข้ายังฝึกไปได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น”
“…อะไรนะ?”
“น่าเสียดายจริงๆ… ดูเหมือนว่าวันนี้สหายน้อยจะไม่ค่อยแข็งแรงสินะ”
“…เมื่อคืนข้านอนไม่ค่อยหลับน่ะ”
“อ้อ! เช่นนั้นท่านคงรู้สึกเพลียบ้างสินะ!”
ข้าไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าเท่าไรนัก แต่ถือว่าเป็นข้ออ้างที่ดี ข้าจึงปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไป
ข้าส่ายศีรษะให้กับคำพูดแสนบ้าคลั่งของยองพุง
ในฐานะจอมยุทธ์ เขาน่าชื่นชมไม่น้อย… แต่ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมข้าถึงรู้สึกไม่อยากเลียนแบบเขาเลยแม้แต่น้อย
[นั่นเพราะเจ้ายังไม่ได้ลิ้มรสความสนุกของการฝึกฝนไงล่ะ เจ้าเด็กน้อย… ถ้าทนความเจ็บปวดไหวอีกสักรอบเดียว เจ้าก็จะชินไปเอง… แล้วนี่เจ้าจะยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้วิ่งรอบสุดท้ายรึ? น่าผิดหวังจริง ๆ]
…ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าสำนักฮวาซานเป็นฝ่ายผิดปกติ หรือว่าข้าต่างหากที่ไม่ปกติ
ตอนนี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
หลังจากนั้น ข้าจัดการชำระเหงื่อออกจากร่างกายและเปลี่ยนเป็นชุดใหม่
ก่อนกลับเข้าห้อง ข้าเหลือบมองไปยังเตียงของนัมกุงบีอา
ดูเหมือนนางจะนอนหลับไปเพราะยังไม่ได้นอนเต็มอิ่ม ส่วนวีซอลอาก็นอนอยู่ข้างๆ
พอเห็นทั้งคู่แล้ว ข้าก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเพราะพวกนางดูงดงามเกินไป เลยให้ความรู้สึกเหมือนพี่น้องกันมากกว่าคนละสายเลือด
ข้าเองกำลังล้าจนแทบเดินไม่ไหวแท้ๆ แต่พวกนางกลับนอนหลับอย่างสบายใจเฉิบ…
ข้าจึงเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะใช้นิ้วจับจมูกของทั้งสอง
“อื้ออ…!”
“…?”
วีซอลอาสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที คงเพราะหายใจไม่ออก
ส่วนบีอา นางเพียงลืมตาขึ้นเล็กน้อยด้วยดวงตาเยิ้มปรือ… แต่กลับไม่ยอมลุกขึ้นมา
นางไม่ลุกขึ้นจริงๆ น่ะหรือ?
ข้าหันไปมองวีซอลอาที่ตื่นขึ้นมาแล้ว ผมของนางยุ่งเหยิงไปหมด คงเพราะนางนอนดิ้นจนเสียทรงผมที่ฮงวาอุตส่าห์จัดให้
ข้าส่งเสียงพึมพำขณะจ้องมองนาง
“กินข้าวเสร็จแล้วนอน จะกลายเป็นหมูเอานะ”
“…หือ… หืม?”
วีซอลอายังคงงัวเงีย ข้าเลยลูบผมนางอย่างลวกๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
ส่วนนัมกุงบีอา… ข้ายังไม่แน่ใจว่านางเคยตื่นขึ้นมาเมื่อครู่จริงๆ หรือไม่ เพราะตอนนี้นางกลับไปหลับสนิทเสียแล้ว
“คุณชาย…”
“หืม?”
“จะไปไหนหรือ?”
“เซียนดอกเหมยให้ข้าไปพบน่ะ”
“ต้องใช้เวลานานไหม?”
“อืม… คงไม่นานหรอก”
“จะกลับมาก่อนนอนใช่ไหม…?”
“คนเราต้องนอนอยู่แล้ว ข้าก็ต้องกลับมาก่อนนอนน่ะสิ”
ข้าไม่อยากกลับไปนอนข้างถนนอีกแล้ว แค่ชาติที่แล้วข้าก็เจอเรื่องแบบนั้นมาพอแล้ว
“งั้นก็ดีค่ะ! เดินทางปลอดภัยนะคะ!”
วีซอลอายิ้มแป้น ก่อนจะพลิกตัวซุกตัวลงข้างๆ นัมกุงบีอาต่อ
ยังไงอีกสักพักฮงวาก็คงมาลากนางไปช่วยทำงานอยู่ดี ข้าเลยปล่อยให้เป็นไปตามนั้น
ข้าฝืนร่างที่ยังปวดระบม พาร่างตัวเองไปยังเรือนของเซียนดอกเหมย
ระหว่างทาง ข้าสังเกตได้ว่าศิษย์ของฮวาซานหลายคนแอบชำเลืองมองข้าเป็นระยะ
แต่พอเห็นสายตาพวกเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย แค่ดูเหมือนกำลังจ้องอะไรแปลกๆ เท่านั้น ข้าจึงเลือกที่จะไม่ใส่ใจ
ตราบใดที่ไม่มีใครมีท่าทีเป็นศัตรู ข้าก็ไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู เสียงของเซียนดอกเหมยก็ดังขึ้นจากข้างใน
“เข้ามาสิ”
ข้ายังไม่ทันได้บอกเลยว่าจะเข้าไป… หูของเขาดีเกินไปแล้ว
ข้าเดินเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง และเช่นเดียวกับครั้งก่อน กลิ่นชาของดอกเหมยอวลไปทั่วห้อง
ครั้งนี้มีขนมจัดวางอยู่บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูเหมือนจะมีการเตรียมการอย่างดี
“คราวก่อนท่านบอกว่าไม่มีของว่างไม่ใช่หรือ ข้าจำได้ว่าท่านเพิ่งบอกข้าเอง?”
“ใช่ ข้าเพิ่งคิดได้ว่าไม่มีเลยก็ดูจะมากเกินไป เลยลงไปซื้อมาเมื่อวาน ดูน่ากินดีใช่ไหมล่ะ?”
ข้าเหลือบมองของว่างที่ดูเหมือนจะหวานมากพอสมควร
ก็ดูน่ากินอยู่หรอก… แต่ข้าไม่ได้อยู่ในอารมณ์อยากกินของหวานเท่าไร ข้าจึงเพียงยิ้มบางๆ ตอบกลับไป
“ท่านเรียกข้ามาด้วยเรื่องอันใดหรือ?”
ทันทีที่ข้านั่งลง ข้าก็เอ่ยถามเข้าเรื่อง เซียนดอกเหมยหัวเราะเบาๆ ราวกับขำกับความรีบร้อนของข้า
“คิดว่าจะดื่มชาสักถ้วยก่อนค่อยพูดถึงธุระเสียอีก… เฮ้อ ตระกูลกู่พวกเจ้านี่ใจร้อนกันเสียจริง”
“อ่า…”
สายตาของเขาที่มองมาทำให้ข้านึกถึงผู้อาวุโสสองขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
รู้สึกเหมือนข้าถูกจับไปเปรียบเทียบกับตาแก่ขี้โมโหคนนั้นเลย…
ช่างเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย
ข้าหยิบขนมยักกวาที่วางอยู่มากินชิ้นหนึ่ง ก่อนจะจิบชาเล็กน้อยเพื่อชำระรสหวานออกจากปาก
ดูเหมือนเซียนดอกเหมยจะสังเกตเห็นสีหน้าข้าขณะกินขนม เขาเลยหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ
“ก็ไม่มีอะไรมาก ข้าเพียงแค่จะถามว่าเจ้าจำกระท่อมเมื่อวานได้หรือไม่”
“ขอรับ… ที่ๆ ท่านกระบี่ราชินีอยู่ใช่หรือไม่?”
สถานที่ที่กระบี่ราชินีพักรักษาตัวอยู่ ซึ่งข้าเพิ่งไปมาเมื่อวาน… ข้าย่อมไม่ลืมง่ายๆ
เซียนดอกเหมยส่งซองจดหมายที่ปิดผนึกให้ข้า ก่อนจะกล่าว
“ช่วยเอาสิ่งนี้ไปมอบให้ผู้อาวุโสแทให้หน่อยได้หรือไม่?”
“ให้ข้าหรือ?”
ข้าขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่เป็นคำขอที่ค่อนข้างแปลก เพราะเรื่องแบบนี้มักไม่ใช่สิ่งที่จะมอบหมายให้คนนอกทำ…
ทำไมต้องเป็นข้าด้วย?
ศิษย์ชั้นสามของฮวาซานก็มีอยู่ตั้งมากมายไม่ใช่หรือ?
ยองพุงก็มีอยู่…ยองพุงก็สามารถไปได้… แล้วทำไมไม่ให้ยองพุงไปกันล่ะ?
ข้าหลุดแสดงสีหน้าประหลาดใจออกไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อเซียนดอกเหมยเห็นดังนั้น เขาก็หัวเราะเบาๆ
“เจ้าคงสงสัยว่าทำไมข้าถึงมอบหมายงานนี้ให้เจ้าแทนสินะ”
“พูดตามตรง ก็ใช่ขอรับ เรื่องแบบนี้มอบหมายให้คนนอกทำดูจะไม่เหมาะเท่าไร”
“…ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องที่กระบี่ราชินีอยู่ที่กระท่อมนั่น แทบไม่มีใครในฮวาซานรู้”
ข้าชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ไม่มีใครรู้…?
“แม้แต่เรื่องที่นางกำลังป่วย ก็แทบไม่มีใครรับรู้”
“ถ้าเช่นนั้น… ข้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
“….”
ถ้าขนาดศิษย์ฮวาซานส่วนใหญ่ยังไม่รู้ เช่นนั้นแม้แต่ยองพุงหรือแม้แต่ศิษย์รุ่นสองและรุ่นหนึ่งก็อาจไม่รู้เช่นกัน
แล้วทำไมข้าถึงเป็นคนนอกเพียงคนเดียวที่รู้เรื่องนี้?
หรือว่าเซียนดอกเหมยมีแผนอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลัง?
แต่แทนที่จะอธิบาย เขากลับเงียบไป ราวกับกำลังหลบสายตาข้า…
ข้ามองเขาด้วยสายตากดดันเล็กน้อย ก่อนจะถามขึ้น
“หรือว่า… ท่านลืมไปงั้นหรือ?”
“…แค่ก! จะ…จะเป็นไปได้อย่างไร!”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเขา ข้าก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น
…เขาลืมไปจริงๆ รึ?
ตอนแรกข้านึกว่าเขาคงมีแผนอะไรสักอย่างที่ส่งข้าไปพบนาง แต่ที่แท้ เขาแค่พาข้าไปโดยไม่ได้คิดอะไรเลยอย่างนั้นรึ?
สำนักฮวาซาน… แบบนี้จะไม่เป็นไรแน่หรือ?
[…เทพฟ้าดิน ท่านช่วยปกป้องข้าด้วยเถอะ…]
เสียงพึมพำของตาแก่ชินดังขึ้นในหัวข้า ดูเหมือนเขาจะหมดหวังกับสถานการณ์ตรงหน้าไปแล้ว
“ถึงกระนั้น ข้าก็ยังเป็นเพียงคนนอก ไม่ใช่ศิษย์ของฮวาซาน การให้ข้าทำเรื่องเช่นนี้มันจะไม่ดูแปลกไปหน่อยหรือ?”
“ขนมยักกวา”
“…ขอรับ?”
“เจ้ากินขนมยักกวาไปแล้วใช่หรือไม่?”
“…แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยเล่า?”
ข้านิ่งไปกับคำพูดของเขา ก่อนจะกวาดตามองรอบๆ
สายตาของข้าหยุดอยู่ที่จานขนมที่วางอยู่ตรงหน้า ขนมที่ถูกจัดเรียงอย่างเรียบร้อยบัดนี้มีช่องว่างหนึ่งตำแหน่ง…
ช่องว่างที่เกิดจากข้าที่หยิบมันกินไปก่อนหน้านี้
‘…อย่าบอกนะว่าข้ากินแล้วเลยต้องช่วยงาน?’
ข้าพยายามบอกตัวเองว่านั่นคงไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง…
แต่พอเห็นเซียนดอกเหมยเบือนสายตาหลบเลี่ยง ข้าก็รู้ได้ทันทีว่าเขาหมายถึงสิ่งนั้นจริงๆ
ข้าถึงกับพูดอะไรไม่ออก…
ความรู้สึกชื่นชมที่ข้าเคยมีต่อเซียนดอกเหมย ซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย…
ตอนนี้มันแตกสลายหมดสิ้นแล้ว
ข้าตระหนักถึงเรื่องนั้นได้อย่างชัดเจน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“เซียนดอกเหมย…”
“…ว่าไปสิ”
“ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านถึงสนิทกับผู้อาวุโสสองของพวกเรา”
“…แค่ก”
ทันทีที่ข้าเอ่ยชื่อผู้อาวุโสสองออกไป เซียนดอกเหมยก็หันหน้าหนีไปทางอื่น
ดูเหมือนว่าเขาเองก็คงรู้สึกกระดากอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน…