สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 78 ไม่ได้ขี้เหร่สักหน่อย ༻
[พี่ชาย…!]
เสียงร้องปนสะอื้น ดวงตาพร่ามัว และแสงแดดอบอุ่นที่ตัดกับฤดูหนาวที่เย็นยะเยือก
ทั้งหมดนั้น… ล้วนเป็นเศษเสี้ยวของความทรงจำในวัยเยาว์ เป็นช่วงเวลาที่นางเคยเดินเล่นอยู่ในป่าภายในจวนตระกูล
ก้าวเท้าเล็กๆ เดินต้วมเตี้ยมไปตามทาง
วันนั้น นางเป็นคนที่ต้องหาอีกฝ่าย
เพราะการซ่อนตัวคนเดียวนั้นน่ากลัว นางจึงชอบอยู่ฝ่ายตามหามากกว่า
พี่ชายเคยพูดกับนางว่าไม่ต้องห่วง เพราะเขาซ่อนตัวเก่ง
[พี่อยู่ไหนน่ะ…?]
นางค่อยๆ เดินไปข้างหน้าพลางใช้มือลูบต้นไม้เพื่อประคองตัว
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ที่จริงแล้ว พี่ชายของนางไม่เคยซ่อนเก่งเลยสักครั้ง
ไม่ว่าเมื่อไรก็มักจะมีบางอย่างเผยให้เห็นอยู่เสมอ
เช่นเดียวกับครั้งนี้ ปลายเสื้อคลุมโผล่ออกมาหลังต้นไม้อย่างชัดเจน
ดวงตาที่คลอด้วยน้ำตาเมื่อครู่พลันสว่างวาบ
ก้าวเท้าเริ่มเร่งขึ้นเรื่อยๆ
เจอแล้ว!
นางพุ่งหน้าเข้าไปอย่างรวดเร็ว เตรียมจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วตะโกนให้ตกใจ
[พี่…?]
แต่ผิดคาด พี่ชายของนางไม่ได้อยู่ตรงนั้น
เหลือเพียงเสื้อคลุมของตระกูลกู่ที่พาดทิ้งไว้อยู่เบื้องหน้าเท่านั้น
[พี่อยู่ไหนกันนะ…]
[ว๊ากก !]
[อ๊ากกกกกกก!!]
เสียงตะโกนจากด้านหลังดังขึ้นจนทำให้นางร้องกรี๊ดสุดเสียงแล้วทรุดตัวลงนั่ง ตกใจจนหยดน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อนางหันกลับไปมองก็เห็นพี่ชายยืนหัวเราะอยู่ตรงนั้น แม้พี่ชายจะมีดวงตาดุดัน แต่เวลายิ้มกลับดูอบอุ่นเป็นพิเศษ
[ตกใจล่ะสิ?]
[ตะ…ตกใจหมดเลย…]
[ข้ารู้อยู่แล้วว่าแบบนี้ต้องได้ผล]
ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจจากการแกล้ง ทำให้นางหมั่นไส้จนต้องใช้มือตีที่ไหล่เขาเบาๆ
แต่ดูเหมือนจะไม่เจ็บเลยสักนิด เขายังคงหัวเราะอยู่ไม่หยุด
หลังจากหัวเราะอยู่พักหนึ่ง เขาก็ยื่นมือมาให้นางจับ
นางทำหน้าบูดเล็กน้อยก่อนจะจับมือเขาแล้วลุกขึ้นยืน
[กลับกันเถอะ ท่านแม่คงรออยู่แล้ว]
[จะกลับแล้วเหรอ?]
[แน่นอนสิ ถ้ากลับช้า ท่านแม่อาจจะโกรธก็ได้นะ]
แน่นอนว่า… ไม่มีทาง
แม่ของพวกเขาไม่เคยโกรธเลยสักครั้ง แต่เพราะพี่ชายพูดเช่นนั้น นางจึงพยักหน้าโดยไม่ถามอะไรต่อ
มือที่กุมกันนั้นอบอุ่นยิ่งนัก
เสื้อคลุมที่เขาใช้หลอกนางเมื่อตะกี้ ตอนนี้ถูกสวมลงบนไหล่นางเรียบร้อยแล้ว
เหตุผลที่เขาให้ เพราะอากาศมันหนาวเกินไป
แม้ฤดูจะหนาวเย็นเพียงใด แต่เพราะมีพี่ชายอยู่ด้วยกัน นางจึงสามารถอดทนได้
[…พี่หญิงยอนซอแกล้งข้าอีกแล้ว…]
[…พี่ยอนซองั้นหรือ?]
[…อืม… นางชอบจ้องข้าเขม็ง แล้วก็บอกว่าท่านแม่เป็นแม่ของนาง ทั้งที่เป็นแม่ของเราต่างหาก…]
[…อย่างนั้นเหรอ]
เมื่อข้าพูดออกไป พี่ชายก็เอื้อมมือมาลูบศีรษะข้าเบาๆ
เพียงสัมผัสนั้น ใจก็รู้สึกอบอุ่นจนละลาย
…ก็เพราะนางก็เป็นครอบครัวเหมือนกันกระมัง ถึงได้พูดแบบนั้น…
…อื้อ…
สายตาอ่อนโยนจากพี่ชายที่มองลงมานั้นอบอุ่นเสมอ และข้าก็ชอบมันมาก
แม้สายตาของบิดาจะเย็นชาและเฉยเมย แต่สายตาจากพี่ชายและแม่กลับเต็มไปด้วยไออุ่น
แค่นั้น… ก็เพียงพอแล้ว
ในตอนนั้น กู่หลิงฮวาคิดเช่นนั้นจริงๆ
[…วันนี้จะกินอะไรกันดีนะ…]
[…ข้าอยากกินปลา!]
[…งั้นเหรอ? งั้นไปบอกท่านแม่ด้วยกันเถอะ]
[…อื้ม!]
สองพี่น้องเดินคุยกันอย่างออกรสไปตลอดทาง และไม่นานก็เริ่มมองเห็นเรือนพักอยู่ไกลๆ
บางทีเพราะฟ้าใกล้ค่ำแล้ว จึงเห็นแสงไฟอบอุ่นส่องลอดออกมาจากในเรือน
เบื้องหน้านั้น มารดากำลังโบกมือให้จากที่ไกลๆ
[…แม่จ๋า!]
กู่หลิงฮวาโบกมือตอบกลับอย่างแรง แล้วรีบวิ่งเข้าไปโผกอดในอ้อมอกอบอุ่นนั้นทันที
แม้มือนั้นจะเย็นเฉียบ คงเพราะยืนรอนานกลางอากาศหนาว
แต่ข้าก็ยังชอบมันอยู่ดี
จากนั้น มารดาก็ยื่นมือไปลูบศีรษะพี่ชายที่เดินตามมา
แม้ฤดูจะหนาว แต่หัวใจของกู่หลิงฮวากลับรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ถ้าชีวิตจะดำเนินไปเช่นนี้ตลอดไปก็คงดี
ในใจของเด็กน้อย ณ เวลานั้น มีเพียงความปรารถนาที่เรียบง่ายเช่นนั้น
แต่นั่น… อาจเป็นสิ่งที่ฟ้าสวรรค์ไม่พอใจ
เจ็ดวันเจ็ดคืนหลังจากนั้น ทุกอย่างก็พังทลายลง
ชีวิตของกู่หลิงฮวาก็ตกลงสู่ขุมนรก
◇◆
ณ สำนักฮวาซาน ทุกปลายฤดูร้อนจะมีการจัดประลองประจำปีชื่อว่า ‘พิธีประลองดอกเหมย’
แม้จะเป็นเพียงการประลองทั่วไประหว่างศิษย์ แต่ก็ถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับการคัดเลือก “ยอดกระบี่แห่งดอกเหมย” ในภายหลัง
เหล่าศิษย์รุ่นที่สองซึ่งยังไม่ถูกคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้ จะต้องเข้าร่วมโดยไม่มีข้อแม้ ขณะที่ศิษย์รุ่นสามนั้นเข้าร่วมได้หากสมัครใจ
ในฐานะศิษย์รุ่นสองของราชินีกระบี่ดอกเหมย กู่หลิงฮวาจึงถือว่าต้องเข้าร่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ด้วยสถานการณ์พิเศษ เหล่าศิษย์รุ่นพี่และผู้อาวุโสบางคนก็ได้เสนอว่า หากนางไม่อยากเข้าร่วม ก็สามารถเว้นได้ หรืออาจเข้าร่วมร่วมกับกลุ่มศิษย์รุ่นสามก็ได้เช่นกัน
แต่กู่หลิงฮวากลับปฏิเสธทั้งหมด เพราะนางไม่ต้องการลดตัวลงไปร่วมกับศิษย์รุ่นล่าง
เพราะเกียรติของผู้อาวุโสผู้เป็นอาจารย์ นางจึงไม่อาจถอยได้แม้แต่ก้าวเดียว
ฟุ่บ! ฟุ่บ!
เสียงกระบี่ไม้ที่ถูกเหวี่ยงอย่างต่อเนื่องดังก้องในลานฝึก กระบี่ไม้อันหนักแน่นที่เคยฝึกจนเอียนตั้งแต่เริ่มเข้าสำนักฮวาซาน
แม้จะยังฝึกเพลงกระบี่ดอกเหมยไม่ได้ เพราะพลังฝีมือยังไม่ถึงขั้น แต่ใช่ว่ากระบี่ของฮวาซานจะมีเพียงเท่านั้น
ใจของนางกำลังร้อนรน
แม้แต่ตนเองยังรู้สึกได้ว่าตอนนี้… ใจร้อนเกินไปแล้ว
แต่ตรงกันข้าม อาจารย์ของนางกลับไม่เคยแสดงอาการเร่งร้อนแม้แต่น้อย
เขาเคยบอกว่า เพราะนางยังเยาว์วัย วันหนึ่งข้างหน้าย่อมมีโอกาสได้เปล่งประกายแน่นอน
แต่ว่า…
หากถึงวันที่ข้าเปล่งประกายได้จริง แต่ข้างกายกลับไม่มีท่านอาจารย์อยู่แล้ว… มันยังจะมีความหมายอยู่อีกหรือ?
กู่หลิงฮวาขบกัดริมฝีปากแน่น
ช่วงเวลาที่ ‘หมอเทวดา’ เคยกล่าวไว้… ก็ใกล้จะถึงเต็มที
จนกว่ากลีบดอกเหมยจะผลิบานออกจากปลายกระบี่ของนาง ก็คงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย
แม้จะรู้อย่างนั้น แต่นางก็อยากให้ท่านอาจารย์ได้เห็นด้วยตาตนเอง
อยากให้เห็นว่า กระบี่ของศิษย์คนนี้ก็สามารถเบ่งบานดั่งดอกเหมยได้เช่นกัน
‘ถ้าอย่างเขา… ถ้าข้าเองมีพรสวรรค์เช่นนั้นบ้างก็คงดี’
เขาเป็นหนึ่งในศิษย์รุ่นสาม ที่อายุน้อยที่สุดในรุ่น
แต่ในขณะเดียวกัน กลับได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน ยอดกระบี่แห่งดอกเหมย และได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักฮวาซาน
เขาผู้นั้นมีฉายาว่า กระบี่มังกร, ยองพุง
หากข้ามีพรสวรรค์เช่นเขา บางทีท่านอาจารย์คงไม่ต้องเป็นห่วงมากขนาดนี้ก็ได้
กู่หลิงฮวารู้ตัวดีว่านางแอบอิจฉาและริษยายองพุงอยู่เงียบๆ
เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าตนไม่มีวันกลายเป็นแบบนั้นได้ นางจึงไม่อาจสลัดความรู้สึกคับข้องใจออกไปได้เลย
หรือเพราะเหตุนี้เอง
วันนี้กระบี่จึงหนักมือกว่าทุกครั้ง
…เฮ้อ
ฝ่ามือที่จับด้ามกระบี่เริ่มปวดหนึบ อาจเพราะเหวี่ยงกระบี่ไม่หยุดมานาน
แม้จะรู้ว่าร่างกายเริ่มประท้วง แต่กู่หลิงฮวาก็ตั้งใจจะฝึกต่อ เพราะท่านอาจารย์ไม่อยู่ในสภาพที่จะสั่งสอนใดๆ ได้อีกแล้วนางจึงต้องเติมเต็มความขาดด้วยตัวเอง
…น่าหงุดหงิดชะมัด
เมื่อใจร้อนเกินควบคุม ทุกอย่างก็พลันพังไปหมด
หรือเพราะภาพที่เห็นในตอนเช้ากันแน่? วันนี้ถึงได้แย่เป็นพิเศษ
ภาพของกู่หยางชอนในอ้อมแขนของหญิงแปลกหน้า
พี่ชายที่ได้พบเจออีกครั้งในรอบหลายปี… ช่างดูไร้เรี่ยวแรงและยานหย่อนเหลือเกิน
สำหรับกู่หลิงฮวา พี่ชายที่นางรู้จักนั้นได้ตายไปนานแล้ว เขาตายไปตั้งแต่วันที่มารดาหายตัวไปจากชีวิตของพวกเขา
ในความคิดของนาง ตั้งแต่วันนั้น เด็กหนุ่มผู้มีดวงตาดุดันแต่อบอุ่น… ก็ถูกเพลิงจากตระกูลกู่เผาผลาญจนสิ้น สิ่งที่เหลืออยู่ในกองเถ้าก็มีเพียงเงาวิญญาณอันมืดมน
…ทั้งที่ข้าเอง… ยังแอบคาดหวังไว้อยู่เล็กน้อยแท้ๆ
การได้พบกู่หยางชอนอีกครั้งในรอบหลายปี ทำให้นางรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
แม้เขาจะไม่ใช่พี่ชายแบบที่นางเคยจดจำ แต่ก็แตกต่างจากภาพจำอันน่าสังเวชที่เพิ่งเห็นเมื่อไม่นานนี้อย่างสิ้นเชิง
อย่างน้อย… แววตาของเขาในวันนั้น ก็ไม่มีความรู้สึกอันเย็นเยียบและน่าขนลุกแบบที่เคยเห็นอีกแล้ว
อาจเพราะเหตุนี้เอง นางถึงเผลอมีความหวังขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
หวังว่าเขาอาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้…
คิดไปแบบนั้น ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย
“ไม่น่าเลย…”
ทั้งที่ตัดใจไปแล้ว ทั้งที่เคยเจ็บปวด หวาดกลัว และต้องหนีออกมาจากที่นั่นด้วยความทรมาน
แต่สุดท้าย… นางก็ยังวางความรู้สึกนั้นไม่ลง
ทันทีที่ความคิดฟุ้งซ่านเริ่มก่อตัว กู่หลิงฮวาก็รีบสะบัดไล่มันทิ้ง แล้วเหวี่ยงกระบี่ในมืออีกครั้ง
วันนี้เป็นวันที่ศิษย์ของสำนักจะไม่ขึ้นมาฝึกที่ลานบนเขา คงมีการฝึกกลุ่มที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า และนางก็คิดว่าแบบนี้น่ะดีแล้ว
เพราะในยามที่ไม่มีใคร ความไม่สบายใจในอกกลับกลายเป็นสิ่งที่ผลักดันให้นางจับกระบี่ได้ง่ายขึ้น
เมื่อนางกำลังจะเริ่มร่ายกระบวนท่าอีกครั้ง…
ฟู่ววว…
เสียงที่แทรกมากับสายลมพลันทำให้นางหยุดชะงัก
ฟุ่บ! ฟู่ววว! ฟุบ!
เสียงกระบี่ที่ถูกสะบัดอย่างต่อเนื่อง
แต่มัน… แตกต่างจากเสียงกระบี่ของฮวาซานที่นางคุ้นเคย
แม้กระบี่ของฮวาซานจะต้องยึดกฎระเบียบจนกว่าจะสามารถผลิดอกเหมยได้ แต่เสียงของกระบี่นี้ กลับไม่มีจังหวะตายตัว
นอกจากนี้… ยังมีแรงกดแปลบที่ไหลผ่านไหล่ราวกับลมปราณพัดเฉียด
มันคืออะไร?
กู่หลิงฮวาค่อยๆ ก้าวตามเสียงไป แม้ใจจะลังเลว่าถ้าเป็นศิษย์ของสำนักจะทำอย่างไรดี
แต่ขากลับไม่ยอมหยุดก้าวเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเดินอ้อมไปด้านหลังเนิน…
ฟู้ววววว!
กระแสกระบี่ที่พุ่งผ่านปลายผมของนาง ทำให้เส้นผมพลิ้วไหวตามแรงลม
…อะไรน่ะ?
ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาในใจคือ สวยงามเหลือเกิน
ผมสีเงินที่ปลิวไปตามการเคลื่อนไหวอันดุดัน สายตาสีฟ้าที่จับจ้องไปยังปลายกระบี่อย่างไม่วอกแวก
งดงาม… ในแบบที่มิอาจละสายตาได้
แม้การเคลื่อนไหวจะดูเบาหวิว แต่แรงถ่วงที่แฝงอยู่กลับไม่เบาเลยแม้แต่น้อย
นางสัมผัสได้ถึง ‘ความพอดี’ อันเปี่ยมด้วยชั้นเชิง
แม้จะดูเหมือนไม่มีรูปแบบแน่นอน แต่กลับรู้สึกถึง ‘จังหวะ’
ทำไมกระบี่อันแปลกตานี้ถึงให้ความรู้สึกแบบนั้นได้?
นางไม่อาจเข้าใจ
หรือเพราะนางยังอยู่ในระดับที่มองไม่เห็น? หรือเพราะหญิงคนนั้นอยู่เหนือเกินกว่าจะจับสัมผัสได้?
ความคิดมากมายตีวนในหัว แต่สายตาของนางกลับยังไม่อาจละจากการกระบี่นั้นแม้เพียงชั่วพริบตา
คนผู้นั้น… ขยับร่างได้อ่อนช้อยถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
นางคิดอะไรอยู่ในใจ ในขณะร่ายกระบี่เหล่านั้น?
แล้วข้าเล่า…
วันหนึ่งข้าจะสามารถเคลื่อนไหวได้งดงามเช่นนั้นหรือไม่?
หัวใจของกู่หลิงฮวากำลังเต้นแรงจนแทบได้ยินชัด แม้จะจ้องมองด้วยความตั้งใจมากเกินไปจนเริ่มเหนื่อยล้า
แต่ในใจกลับรู้สึกว่า หากได้เห็นกระบวนท่านี้จนจบ บางทีอาจจะได้รับอะไรบางอย่างติดตัวกลับไป
ทันใดนั้น หญิงสาวก็ก้าวครึ่งก้าวพลางฟาดกระบี่ในแนวนอน
…ฮึ่ย
แต่แล้ว นางก็หยุดลงโดยไม่ร่ายกระบวนท่าจนจบ
ปลายกระบี่ที่ควรจะเก็บจังหวะสุดท้ายไว้อย่างงดงามกลับค้างอยู่กลางอากาศ
กู่หลิงฮวารู้สึกเสียดายและกระหายยิ่งนัก
หากได้ดูต่ออีกเพียงนิดเดียว บางทีนางอาจเข้าใจอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปก็ได้
แต่ในขณะที่ความเสียดายยังไม่ทันจางหาย… ปัญหาใหญ่ก็ผุดขึ้นมาอีกข้อ
นางเฝ้ามองการฝึกของผู้อื่นโดยพลการ แถมยังแอบหวังจะเข้าใจอะไรบางอย่างจากมันอีกต่างหาก ต่อให้เป็นเพราะหลุดเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ก็ปฏิเสธความผิดไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
แต่… อีกฝ่ายเองก็เป็นคนนอกที่ฝึกกระบี่ในลานฝึกของสำนักฮวาซาน หากจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างกลับ ก็อาจรอดได้เหมือนกัน?
ระหว่างที่กู่หลิงฮวากำลังคิดหาทางรอดอยู่นั้น สายตาของหญิงผู้นั้นก็หันมาทางนาง
…เอ๊ะ?
พอสบตากันก็รู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ผิวขาวราวกับเส้นผม ดวงตาสีฟ้าใสราวคริสตัล
แม้จะเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ แต่กลับไม่ได้ดูสกปรก กลับกัน… กลับยิ่งน่าหลงใหล
ความงามที่แม้แต่สตรีด้วยกันยังต้องกลั้นหายใจ
แน่นอน… นางคือหนึ่งในหญิงสาวที่เคยเห็นคลอเคลียอยู่กับกู่หยางชอน
…นางเป็นจอมยุทธ์งั้นหรือ?
เพราะสถานการณ์ในตอนนั้นชุลมุนเกินไป นางจึงไม่ทันได้มองอย่างชัดเจน
ตอนนั้นก็แค่คิดว่าเป็นหญิงงามธรรมดาเท่านั้น แต่กลับเป็นยอดฝีมือในระดับนี้งั้นหรือ…
เพียงสบตากับดวงตาสีน้ำแข็งคู่นั้น เหงื่อเย็นก็ผุดเต็มหน้าผากของกู่หลิงฮวา
สีหน้าอันไร้ความรู้สึกของอีกฝ่ายทำให้ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่
หญิงสาวขมวดคิ้วมองหน้าเธอแวบหนึ่ง จากนั้นก็เหลือบลงไปมองกระบี่ไม้ในมือของกู่หลิงฮวา แล้วพยักหน้าเบาๆ
…อะไรกัน?
กู่หลิงฮวารู้สึกประหม่าเต็มที่ กลัวว่าอีกฝ่ายจะดุด่าที่ตนแอบมองโดยไม่ขออนุญาต
แต่สิ่งที่หญิงคนนั้นพูดออกมากลับทำให้นางตกใจจนเผลอขมวดคิ้ว
“…ประลองกระบี่…”
“เจ้าว่าไงนะ?”
“…เจ้าจะประลองไหม?”
กู่หลิงฮวาถึงกับคิดว่าตนหูฝาดไป
◇◆
ตัดกลับมาสู่ช่วงเวลาในปัจจุบัน
โชคดีที่หญิงคนนั้นไม่ได้ถือสาเรื่องที่กู่หลิงฮวาแอบดูการฝึกของนางเลยแม้แต่น้อย และดูเหมือนจะไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นเลยสักนิด
ทั้งที่ในฐานะจอมยุทธ์แล้ว เรื่องแบบนี้ควรจะถือเป็นเรื่องใหญ่
…เป็นไปได้ยังไงกัน?
กู่หลิงฮวารู้สึกมึนงงอย่างช่วยไม่ได้กับคำชวนให้ประลองที่อีกฝ่ายเสนอขึ้นมาอย่างกะทันหัน
นางเคยคิดว่าอีกฝ่ายอาจจงใจใช้การประลองเป็นข้ออ้างเพื่อสั่งสอนตนอย่างรุนแรง
แต่ดูแล้วก็ไม่ใช่แบบนั้น
โอกาสเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก กู่หลิงฮวาจึงตัดสินใจรับคำท้าโดยไม่ลังเลนานนัก
แล้วการประลองก็เริ่มต้นขึ้น
นางไล่ตามอีกฝ่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย พยายามเข้าประชิดแทบไม่หยุดพัก
แต่สุดท้าย กระบี่ของนางก็ไม่สามารถแม้แต่จะแตะชายเสื้อของนัมกุงบีอาได้เลย
ร่างกายของนางตอนนี้เต็มไปด้วยฝุ่นดินจากการกลิ้งไปตามพื้นอย่างไม่เป็นท่า แถมพลังลมปราณก็ใกล้หมดเต็มทีจนร่างสั่นเทา
กู่หลิงฮวามองนัมกุงบีอาด้วยสายตาเหนื่อยล้า
…ทำไมถึงแม้แต่ครั้งเดียวก็ยังแตะไม่โดน?
ระยะห่างของกระบี่อยู่แค่ปลายแขน แต่กลับดูห่างไกลราวกับฟ้ากับเหว
จนตอนนี้นางเริ่มสงสัยว่า อีกฝ่ายอาจตั้งใจเว้นระยะให้
…เพื่ออะไร?
ต้องการสั่งสอน?
จะบอกว่าตั้งใจถ่ายทอดอะไรให้นางงั้นหรือ?
แล้วทำไมต้องเป็นนาง?
ในขณะที่หายใจหอบหนัก กู่หลิงฮวาก็พยายามยันตัวลุกขึ้นจากพื้นอย่างเชื่องช้า
ส่วนอีกคน นัมกุงบีอายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม โดยไม่มีแม้แต่เหงื่อซักหยด ดูไม่ต่างจากเมื่อครู่ที่ร่ายกระบี่เลยสักนิด
หากเพ่งมองให้ดี สีหน้าของนางตอนนี้ออกจะดูเบื่อหน่ายเสียด้วยซ้ำ
ด้วยระดับฝีมือเช่นนั้น หากไปประลองกับศิษย์รุ่นสองของสำนักคนอื่นๆ ก็คงไม่มีปัญหาเลย
แม้ไม่รู้แน่ชัดว่าอายุเท่าไร แต่ดูแล้วก็น่าจะอยู่ในวัยยี่สิบต้นๆ หรือเพิ่งจะเลยมานิดเดียว
อายุคงไม่ต่างจากยองพุงมากนัก
บนโลกนี้… เหตุใดคนมีพรสวรรค์ถึงได้มีมากมายขนาดนี้
ยิ่งคิด ใจยิ่งห่อเหี่ยว
จิตใจที่เต็มไปด้วยความรู้สึกด้อยค่าเหมือนจะยิ่งกัดกินลึกเข้าไปทุกที
แล้วในที่สุด กู่หลิงฮวาก็เอ่ยปากพูดออกมา
“…เมื่อเช้า ข้าเห็นพวกท่านนะ”
“…?”
“ท่านกับเขา… เป็นอะไรกัน?”
ดูเหมือนคำถามของกู่หลิงฮวาจะทำให้นัมกุงบีอาหลุดออกจากสีหน้าว่างเปล่าไปเล็กน้อย
นัยน์ตาเบิกขึ้นเล็กน้อย คิ้วข้างหนึ่งขมวดเข้าหากันน้อยๆ
เพียงชั่วพริบตาที่ลังเล… นัมกุงบีอาก็ตอบกลับ
“…คู่หมั้น”
“…คนอย่างท่าน ไม่สมควรอยู่ข้างเขาเลยสักนิด”
“…หืม?”
“ไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลัง แต่สำหรับท่านแล้ว… มันน่าเสียดายเกินไป”
“เขาเป็นคนขี้เกียจ ไม่เอาไหน เอาแต่ใจ อารมณ์ร้าย แล้วก็ขี้เหร่สุดๆ ท่านไม่ควรจะอยู่กับคนแบบนั้นเลยจริงๆ ”
“…”
“เพราะฉะนั้น ตอนนี้ยังทันนะ…”
ในขณะที่พูดถึงตรงนั้น กู่หลิงฮวาก็หยุดไปกะทันหัน
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
แม้หญิงสาวตรงหน้ายังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม แต่… มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
กึก
เพียงหนึ่งก้าวที่นางย่างเท้าเข้ามา กู่หลิงฮวาก็ยกกระบี่ไม้ขึ้นมาในทันที
‘…อะไรกัน?’
อะไรบางอย่างเปลี่ยนไป
แม้นางจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันกลับกดดันจนรู้สึกได้ทั่วร่าง
ท่าทางยืนนิ่งในขณะที่สบตา… ท่าทางที่ดูเรียบง่ายนั้น ทว่า…
กู่หลิงฮวากลับมองเห็นใครบางคนซ้อนทับอยู่ในภาพนั้น
ราชินีกระบี่ดอกเหมย
อาจารย์ของนาง
ช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ตอนที่อาจารย์ยังมีสุขภาพดีพอจะจับกระบี่
วินาทีนั้นนางเคยได้เห็นแรงกดดัน ที่แท้จริงปรากฏออกมาเพียงชั่วพริบตา
และตอนนี้… ความรู้สึกนั้นหวนกลับมาอีกครั้ง แม้จะจางเพียงใด แต่มันก็ชัดเจน
สัญชาตญาณทำให้หลังของนางเย็นเยียบ ระฆังแห่งสัญญาณอันตรายดังสะท้อนในหัว
กู่หลิงฮวารวบรวมพลังที่เหลืออยู่ ห่อหุ้มลงบนกระบี่ไม้ในมือ
แล้วหญิงคนนั้นก็เอ่ยขึ้น
“…ไม่ได้ขี้เหร่หรอก”
“…ว่าอะไรนะ?”
“ไม่ได้ขี้เหร่สักหน่อย”
เป็นคำพูดที่ฟังดูแผ่วเบา อ่อนโยน ไม่มีความกดดันในน้ำเสียง แต่กลับสัมผัสได้ถึงแรงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น
แรงกดดันที่เคยเร้นกายอยู่เงียบๆ บัดนี้ได้แผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน
กู่หลิงฮวารู้มาตลอดว่าอีกฝ่ายยั้งมือ แต่นางไม่เคยคิดเลยว่า จะยั้งได้มากถึงเพียงนี้
ความรู้สึกว่าอะไรบางอย่างผิดพลาดผุดขึ้นมาในหัว
นางอยากจะแก้ไขมัน แต่กลับพบว่า… ร่างกายไม่ยอมขยับตามใจ
หรือเป็นเพราะความกลัว ที่ก่อร่างขึ้นในใจอย่างไม่รู้ตัว
“ถ้ายังพูดจาแบบนั้นอีก…”
หญิงสาวขยับเท้าอีกครั้ง
และในพริบตาเดียว ร่างของนางที่เคยอยู่ในสายตาก็หายวับไป
“…ต้องโดนสั่งสอนหน่อยแล้ว”
แสงวาบสีฟ้าแล่นตวัดผ่าน ปลายกระบี่ไม้พุ่งเข้ามาเบื้องหน้าในชั่ววินาที
กู่หลิงฮวาหลับตาแน่นในเสี้ยวอึดใจนั้น
หรือทั้งหมดนี้… เป็นแค่ภาพลวงตากันแน่?
ก่อนที่สติจะดับวูบไปชั่วขณะ นางเห็นเหมือนจะมี ‘เปลวเพลิง’ บางอย่างล้อมรอบอยู่ตรงหน้า…