สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 80 เจ้าเล่ห์กว่าที่คิด (1) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 80 เจ้าเล่ห์กว่าที่คิด (1) ༻
กู่หลิงฮวาหลับตาปี๋และหดตัวอย่างแรงอยู่ครู่หนึ่ง
ทว่า… ทั้งแรงปะทะที่คาดไว้ และเสียงดังสนั่นกลับไม่เกิดขึ้นเลย
เมื่อรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ นางจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
สิ่งที่ควรจะปรากฏอยู่ตรงหน้าคือปลายกระบี่ไม้…
แต่ภาพแรกที่เห็นกลับเป็นแผ่นหลังของใครบางคน
แม้จะไม่กว้างใหญ่นัก แต่แผ่นหลังนั้น… นางจำได้ดี
ฟู่ !
เสียงที่ฟังดูคุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับความร้อนผ่าวแผ่กระจายออกมา
กระบี่ไม้ที่กำลังฟาดตรงมาทางนาง เมื่อครู่กลับถูกมือใครบางคนคว้าไว้เสียแล้ว
ก่อนจะทันได้ประมวลผลสถานการณ์ ความร้อนรอบกายก็พลันจางหายไป
เจ้าของแผ่นหลังนั้นเอ่ยเสียงเรียบ
“เจ้าทำอะไรอยู่?”
หญิงสาวที่กำลังประลองอยู่เมื่อครู่เบือนสายตาหลบวูบในทันที
ในขณะที่กู่หลิงฮวายังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น สายตาของนางก็มองเห็นใบหน้าของผู้ที่เข้ามาขวางไว้
เป็นใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้มีนัยน์ตาแหลมคมที่เต็มไปด้วยความรำคาญ
เขาคือพี่ชายของนาง กู่หยางชอน
‘นึกว่าจะกระดูกหักซะแล้วสิ’
มือยังรู้สึกชาวาบๆ
ถึงจะพุ่งเข้ามาขวางเพราะเห็นว่าสถานการณ์มันเริ่มเลยเถิด แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาขวางแบบรุนแรงถึงเพียงนี้
แม้นางนามว่านัมกุงบีอาจะใช้ปราณกระบี่ห่อหุ้มอยู่ แต่แรงของมันก็ยังไม่มากนัก
หากไม่ได้ใช้ออกด้วยพลังเดิมพัน น่าจะถูกฟาดจนแขนแทบหลุดไปแล้ว
“ข้าถามว่าเจ้าทำอะไรอยู่?”
เมื่อเขาเอ่ยถามอีกครั้ง นัมกุงบีอาก็ยังคงเบือนสายตาหลบ
หรือว่านางก็รู้ตัวว่าทำเกินไป?
“กับแค่เด็กคนหนึ่ง ถึงกับใช้ปราณกระบี่ออกมาด้วยงั้นหรือ?”
ทว่านัมกุงบีอาก็ยังไม่ตอบ
ดูท่าระหว่างทั้งสองน่าจะมีบทสนทนาอะไรบางอย่างเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่กู่หยางชอนเองก็ไม่ได้ฟังทันชัดเจน
หญิงสาวที่เงียบไปชั่วขณะ ในที่สุดก็เผยสีหน้าคล้ายคนที่กำลังงอนออกมา พร้อมกับพูดขึ้นเบาๆ
“…นางบอกว่าหน้าตาน่าเกลียด”
“หืม?”
“ทั้งที่ไม่ได้ขี้เหร่เลยแท้ๆ …”
จู่ๆ มาพูดอะไรเพ้อเจ้ออีกแล้ว?
หรือว่ากู่หลิงฮวาไปพูดว่านัมกุงบีอาหน้าตาน่าเกลียด?
‘…แต่ไม่น่าใช่นะ หลิงฮวานางก็ไม่ได้สายตาแย่นี่นา?’
และถ้ามองว่านัมกุงบีอาบอกว่านางขี้เหร่ก็ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ เพราะถ้ามองด้วยสายตาคนในตระกูลเดียวกัน ยิ่งเห็นได้ชัดว่ากู่หลิงฮวาเป็นเด็กสาวที่ดูดีอยู่ไม่น้อย
โดยเฉพาะตรงที่นางไม่มีดวงตาแหลมราวกับเข็มเหมือนบุตรคนอื่นๆในตระกูลกู่ ทำให้หน้าตาดูนุ่มนวลกว่าผู้อื่นมาก
ถึงอย่างนั้น… จะให้ไปโทษนัมกุงบีอาเต็มๆ ก็ไม่ได้หรอก
ข้าหันไปมองกู่หลิงฮวาแล้วถามขึ้นว่า
“เจ้าบอกว่านางขี้เหร่?”
“…เจ้าพูดเรื่องไร้สาระอะไรน่ะ?”
“นั่นน่ะสิ ข้าก็ว่ามันฟังดูไร้สาระสิ้นดี”
ชักจะรู้สึกว่า บทสนทนานี้เริ่มจะไม่สอดคล้องกันแล้ว
กู่หลิงฮวาเหลือบตามองข้าด้วยแววตาแปลกประหลาด
“ว่าแต่…”
“…ท่านมีความสัมพันธ์แบบไหนกับนางกันแน่?”
“นางไหน?”
สายตาที่หันมามองข้าอย่างระแวดระวังกำลังชำเลืองไปทางนัมกุงบีอา
…อ้อ ข้ายังไม่เคยบอกเรื่องนี้สินะ?
ใช่แล้ว ยังไม่เคยพูดเลยสักครั้ง
“คือว่า…”
“คู่หมั้น”
เช่นเดียวกับคราวก่อน ครั้งนี้ก็เช่นกัน นัมกุงบีอาเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อนข้าจะทันได้พูดจบ
เพียงแค่คำว่า “คู่หมั้น” สั้นๆ สองพยางค์จากนาง ทำให้สีหน้าของกู่หลิงฮวาถึงกับแข็งค้าง
นางจ้องมองข้ากับนัมกุงบีอาสลับไปมา ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนเป็นแววตาไม่เข้าใจ
สีหน้าแบบนั้น… เหมือนจะพูดว่า ‘ทำไมถึงเป็นแบบนี้กัน?’ เสียมากกว่า
แต่ถ้าจะให้พูดให้ตรงกว่านั้นคงเป็น ‘เจ้ากระจอกแบบเจ้าไปหมั้นกับคนอย่างนางได้ยังไงกัน?’
ไม่ว่าจะด้วยความหมายไหน มันก็ให้ความรู้สึกเจ็บๆในอกอยู่ดี
“…เจ้ากับคู่หมั้นนั่นเดินทางมาด้วยกันงั้นหรือ?”
“เปล่า เราไม่ได้เดินทางมาด้วยกันหรอก… แค่บังเอิญเจอกันระหว่างทาง”
มันก็แค่เรื่องบังเอิญจริงๆ
แม้จากมุมมองของกู่หลิงฮวา คงจะรู้สึกว่าการพบกันระหว่างทางจากซานซีไปส่านซีเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
…แต่ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
กู่หลิงฮวายืนเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองนัมกุงบีอาด้วยใบหน้าครุ่นคิดคล้ายเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
“คู่หมั้น… งั้นเหรอ?”
นัมกุงบีอายังคงเผชิญหน้ากับนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ต่างจากทุกครั้ง
กู่หลิงฮวาค่อยๆ ปัดฝุ่นที่เสื้อ แล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปหานัมกุงบีอา
ข้าเองก็เตรียมจะขยับตัวอีกครั้ง เพราะคิดว่านางอาจจะหาเรื่องอีก
แต่แล้ว… เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
กู่หลิงฮวาก้มศีรษะให้กับนัมกุงบีอาอย่างลึก
“ขอบคุณที่ช่วยข้าไว้”
แม้จะอยู่ในสภาพเปื้อนฝุ่นโคลน แต่ท่าทางของนางนั้นสง่างามและสำรวม
นัมกุงบีอามองดูนางอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยื่นมือไปปัดเศษหญ้าที่ติดอยู่บนไหล่นางเบาๆ
กู่หลิงฮวาสะดุ้งน้อยๆ กับสัมผัสนั้น ก่อนจะรีบพูดต่อทันที
“…ที่พูดจาไม่ดีออกไปเมื่อครู่ ข้าขอโทษด้วย”
แล้วนางจะจ้องมองข้าเขม็งในตอนพูดทำไมกันนะ?
พอกู่หลิงฮวากล่าวขอโทษ นัมกุงบีอาก็เอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย
“…ข้าก็ขอโทษเหมือนกัน”
อะไรเนี่ย?
อยู่ๆ พวกนางก็หันมาคืนดีกันเองเฉยเลย?
ในขณะที่ข้ากำลังงุนงงกับสถานการณ์ที่ไม่เข้าใจแม้แต่น้อย กู่หลิงฮวาก็หันหลังแล้วรีบวิ่งพรวดออกไป
“จะไปไหน?”
“ไม่ต้องยุ่ง!”
ไม่รู้ว่าอะไรไม่ถูกใจนักหนา แต่ก็ยังไม่วายหันไปโค้งให้กับนัมกุงบีอาอีกหนึ่งครั้ง แล้ววิ่งตัวปลิวลงจากเขาไปทันที
ทั้งที่อุตส่าห์ช่วยไว้แท้ๆ …
“นางเป็นอะไรของนางเนี่ย…?”
ข้าเองก็ไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ
หลังจากกู่หลิงฮวาจากไป นัมกุงบีอาก็เดินเข้ามาใกล้ สีหน้าเต็มไปด้วยความเก้อเขินอยู่บางๆ
“…ข้าไม่ได้ตั้งใจจะฟาดจริงๆ หรอกนะ”
น้ำเสียงของนางเหมือนพยายามแก้ตัว ข้าจึงหลุดหัวเราะเบาๆ
“ข้ารู้”
ทั้งแรงกดดันที่แผ่ออกมา รวมถึงปราณกระบี่ที่ไหลเวียนอยู่บนคมดาบ ล้วนไม่ใช่เพื่อลงมือจริงจัง มีเพียงเจตนาข่มขู่เท่านั้น
ถึงอย่างนั้น ข้าเองก็ยังเลือกที่จะเข้าไปขวางกลางเสียอย่างนั้น จะโทษใครก็คงต้องเริ่มจากตัวข้าเอง
ข้ามองนัมกุงบีอาที่ทำตัวเก้อเขินเล็กน้อยก่อนถาม
“แล้วทำไมเจ้ากับนางถึงไปประลองกันอยู่แบบนั้นล่ะ?”
“…ก็แค่ประลองกันเฉยๆ น่ะ”
“…แน่นอนล่ะ ถ้าเป็นเจ้า ก็คงแค่ประลองเฉยๆ จริงๆ ”
ใครกันจะหมกมุ่นกับการประลองถึงเพียงนี้?
บางที… หรือว่านางเองก็ถูกผีหลอกสิงเหมือนข้า?
นัมกุงบีอาทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“คือว่า…”
“หืม?”
“นางคนนั้น… เจ้ารู้จักหรือ?”
ข้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองทิศทางที่กู่หลิงฮวาวิ่งลงไป
อา… ข้ายังไม่เคยพูดเรื่องนี้กับนัมกุงบีอามาก่อนสินะ?
ข้าจึงตอบไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
“น้องสาวข้าเอง”
“…หา?”
ใช่แล้ว ดูท่าเหมือนจะยังไม่เคยแนะนำเลยจริงๆ งั้นก็แปลว่านางไม่รู้เลยว่ากำลังมีเรื่องกับน้องสาวของข้าอยู่
จะว่าไป หน้าข้ากับกู่หลิงฮวาก็ไม่ได้คล้ายกันเลยแม้แต่น้อย เพราะงั้นนางจะไม่รู้ก็คงไม่แปลก
ปัญหาคือ…
หลังจากได้ยินคำว่า “น้องสาว” สีหน้าของนัมกุงบีอากลับเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ตลอดชีวิตของข้า ทั้งชาตินี้และชาติที่แล้ว ไม่เคยเห็นนัมกุงบีอาแสดงสีหน้าแบบนี้มาก่อน
“…เป็นอะไรหรือเปล่า?”
ถึงขั้นที่ข้าต้องถามออกไปด้วยตัวเอง เพราะนี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เห็นนางทำหน้าแบบนั้น
จะว่าอย่างไรดี… สีหน้าเหมือนคนตกตะลึง? หรือจะบอกว่า…เหมือนสิ้นหวังก็ใช่?
สีหน้าของนัมกุงบีอาในตอนนั้น… เต็มไปด้วยอารมณ์ปะปนกันมากมาย
แม้จะไม่ใช่สีหน้าที่ดูดีนัก แต่ก็ยากจะบอกได้ว่านางกำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่
“…ข้า…”
หืม? “ข้า”?
นางเริ่มพึมพำกับตัวเองเบาๆ อย่างไร้ทิศทาง แต่เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินเลย
ข้าจึงลองขยับเข้าไปใกล้อีกนิด
“ข้า… ข้าทำพังแล้ว…”
“ว่าไงนะ?”
“พังหมดแล้ว…”
สามพยางค์ที่เอ่ยแผ่วเบาออกมา ราวกับเสียงกระซิบ
‘พังหมดแล้ว’ …อะไรพังงั้นหรือ? ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้าหมายถึงอะไร
แต่สุดท้ายข้าก็เลือกจะไม่ซักถามให้มากความ เพราะรู้นิสัยของนัมกุงบีอาดีว่า นางก็มีมุมประหลาดของตัวเองอยู่เสมอ
อาจจะเป็นอีกเรื่องไร้สาระที่ข้าไม่ควรใส่ใจก็ได้
วันต่อมาก็มาถึง
โชคดีที่ข้าได้ห้องพักใหม่อีกห้องในวันนั้น คืนที่สามจึงสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจเสียที
แม้นัมกุงบีอาจะยังดูเหม่อลอยผิดปกติโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ แต่วีซอลอากลับดูไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
ถึงจะอดรู้สึกกังวลไม่ได้ แต่เพราะก่อนหน้านั้นได้บอกกล่าวไว้กับฮงวาแล้ว พอถึงเวลาเข้านอน นางก็ลากข้าหายเข้าไปในห้องตามปกติ
นั่นทำให้ข้าได้นอนเต็มอิ่มเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
แม้เสียงบ่นจนน่ารำคาญของตาแก่ชินจะดังอยู่ไม่ไกลนัก… แต่ความเหนื่อยล้าก็ทำให้ข้าหลับได้แม้จะมีเสียงรบกวน
เมื่อตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่นเช่นนี้ ข้าก็คิดว่าน่าจะพอไหวแล้วละมั้ง?
จึงตัดสินใจไปฝึกเช้ากับยองพุงตามปกติ
แค่รู้สึกดีแบบนี้ น่าจะทนไหวแล้วละมั้ง… ข้าคิดแบบนั้น
แต่… ผิดถนัด
สำนักบ้านี่ มันเรียกว่าฝึกยุทธ์ได้ยังไงกัน?
มันคือการทรมานชัดๆ !
และคนที่โดนทรมานก็คือตัวข้าเองนี่แหละ!
หลังจากรอดชีวิตกลับมาด้วยขาสั่นระริก ข้าก็ทิ้งตัวลงบนชานเรือนของเรือนพักอย่างหมดสภาพ
ด้วยผลจากเคล็ดวิชาที่ฝึกอยู่ ร่างกายของข้าควรจะทนร้อนทนหนาวได้ดี และไม่ควรจะมีเหงื่อออกง่าย
แต่ตอนนี้ ข้าเปียกโชกไปทั้งตัว
ขนาดเหงื่อยังไหลได้ขนาดนี้… ถ้าต้องฝึกแบบนี้ทุกวัน มีหวังตายก่อนสำเร็จเคล็ดวิชาแน่
จะว่าไป… สำนักนี้มันช่างวิปริตเสียจริง
[…เจ้าเด็กเวร]
เสียงตาแก่ชินด่าแว่วๆ อยู่ในหัวอย่างเคย ทว่าข้าก็ไม่ได้สนใจนัก
เรื่องแบบนี้… ข้าเริ่มชินเสียแล้วกับการปล่อยให้เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
ในตอนที่ข้ากำลังนอนหมดแรง หอบหายใจอยู่กับเหงื่อที่เปรอะทั่วร่าง มือใครบางคนก็ยื่นแก้วน้ำมาให้ข้างๆ
เป็นวีซอลอาที่เดินเข้ามาอย่างเงียบๆ แล้วยื่นน้ำให้
“คุณชาย… ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?”
“ไม่… ข้าไม่ไหวแล้วล่ะ…”
ข้าโอดครวญด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ร่างทั้งร่างแทบจะละลายไปกับพื้น
แล้วข้าก็นึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่เช้าก็ยังไม่เห็นนัมกุงบีอาเลย จึงหันไปถามวีซอลอาอย่างแผ่วเบา
“ท่านพี่ออกไปตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้วเจ้าค่ะ!”
วีซอลอาตอบกลับอย่างร่าเริง
คงออกไปฟาดฟันกระบี่อยู่ที่ไหนอีกแล้วล่ะมั้ง…
ข้าถือแก้วน้ำด้วยมือที่ยังสั่น พร้อมกับรีบยกขึ้นดื่มทันที
พอดื่มเข้าไปถึงได้รู้ว่า… ข้ากระหายน้ำขนาดไหน น้ำเปล่าธรรมดายังรู้สึกหวานจนข้างในสั่นสะเทือน
ขณะกำลังดื่มอยู่นั้น วีซอลอาก็หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดเหงื่อที่เปียกชุ่มบนศีรษะให้เบาๆ
ถึงสุดท้ายจะต้องอาบน้ำอยู่ดี แต่ใจข้าก็รู้สึกขอบคุณมาก
“ขอบใจนะ”
“จะให้ข้าไปเอาน้ำมาให้อีกไหมเจ้าคะ?”
“ไม่ล่ะ พอแล้ว”
ข้าฝืนขยับแขนที่เจ็บปวดรวดร้าว แล้วพยายามยันตัวลุกขึ้นจากพื้น
หลังจากพยุงตัวเองอย่างทุลักทุเลจนได้นั่งลงกับชานเรือน วีซอลอาก็ขยับตัวเข้ามานั่งแนบชิดข้างข้า
“อะไรเนี่ย…?”
“พิงได้นะเจ้าค่ะ!”
“กับเจ้าเนี่ยนะ?”
“อื้อ!”
ข้าคงดูหมดแรงมากจริงๆ ถึงได้ถูกชวนให้พิงอย่างนี้…
ถึงข้าจะชอบแหย่วีซอลอาว่ารูปร่างกลมนุ่มนิ่มเหมือนซาลาเปาอยู่บ่อยๆ แต่ความจริงแล้ว… รูปร่างนางค่อนข้างผอมเพรียวเสียด้วยซ้ำ
บางจนดูเหมือนถ้าโดนผลักเบาๆ ก็ปลิวไปได้
ถึงอย่างนั้น นางก็ยังแสดงพละกำลังเหลือเชื่อในเวลาทำงานบ้านอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งข้าก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
เพราะเป็นวีซอลอา ข้าจึงเลือกจะปล่อยผ่านความแปลกนี้ไป
เมื่อข้าลองเอนตัวพิงเบาๆ นางก็ไม่ไหวเอนไปไหนเลยแม้แต่น้อย
…ช่างเป็นร่างกายที่น่าแปลกใจจริงๆ
[เจ้าชอบล่ะสิ?]
คำพูดของตาแก่ชินทำเอาข้าเกือบหลุดหัวเราะ
“ชอบ?” งั้นหรือ…
ข้าเงียบไป แล้วหันไปมองวีซอลอา
นางนั่งอยู่ข้างข้าอย่างสงบ ดวงตาจ้องมองไปยังสระบัวที่อยู่ภายในเรือนพัก
นางกำลังมองปลาในสระด้วยความสนใจอย่างเงียบๆ
…หรือว่านางกำลังคิดอยากกินมันอยู่?
ไม่สิ… ถึงจะพูดเรื่องประหลาดๆ เป็นประจำ แต่ไม่น่าถึงขนาดนั้น
…มั้งนะ?
ข้านั่งพิงอยู่อย่างนั้นพลางมองนางอย่างเงียบๆ
แล้วในจังหวะหนึ่ง วีซอลอาก็หันหน้ามาทางข้า
เมื่อดวงตาทั้งสองสบกัน นางก็ยิ้มให้ทันที
รอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาโค้งคล้ายพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว มุมปากยกขึ้นอย่างสวยงาม…
เพียงชั่วพริบตา ความคิดในหัวของข้าก็พลันขาวโพลน
เพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไป รอยยิ้มของวีซอลอาจึงแล่นเข้ามากระทบใจอย่างจัง
‘…ใบหน้านี่มันอาวุธชัดๆ ’
บางที… ข้าอาจต้องหาผ้ามาคลุมหน้านางเสียตั้งแต่ตอนนี้ แทนที่จะรออีกหลายปีข้างหน้า
ทั้งที่แค่ใส่ชุดสาวใช้ก็ยังน่าดึงดูดถึงเพียงนี้ แล้วหากโตขึ้นอีก จะขนาดไหนกัน…
◇◆
…แต่ข้าย่อมไม่อาจเก็บวีซอลอาไว้ข้างกายได้ตลอดไป
ไม่ใช่แค่เรื่องความงามเท่านั้น แต่ยังมีความหมายอื่นที่มากกว่านั้นอีกมาก
จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย
ทั้งผู้อาวุโสเซียนกระบี่ ทั้งท่านพ่อ… พวกเขากำลังคิดอะไรกันแน่?
“คุณชายเจ้าคะ”
“หืม?”
ข้าขานรับโดยอัตโนมัติ แต่ประโยคต่อมากลับไม่ตามมา
วีซอลอาแค่เรียกชื่อข้า แล้วจ้องมองนิ่งๆ
นางจ้องอยู่นาน จนข้าเริ่มรู้สึกเหมือนถูกดูดกลืนเข้าไปในดวงตาสีดำดุจโอปอลของนาง
นางจะจ้องข้าเงียบๆ แบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่กันนะ…
หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ วีซอลอาก็เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมา
ทว่า…
“คุณชาย!”
เสียงสดใสดังแทรกเข้ามาพร้อมร่างของยองพุงที่โผล่มาอย่างร่าเริง
…แปลกจัง เหมือนเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนแล้ว?
หรือข้าจะคิดไปเอง?
ข้าผละตัวลุกขึ้นจากวีซอลอาโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นยองพุงเดินเข้ามา
พอเขาเห็นข้าลุกขึ้น ก็เริ่มทำท่าลุกลี้ลุกลนไม่รู้จะวางตัวยังไง
“มีอะไรรึ ท่านยองพุง?”
“อะ… ข้า… ขออภัย ข้ามาขัดจังหวะหรือเปล่า…?”
“เอ๋? เปล่านี่ เราไม่ได้ทำอะไรเลยสักหน่อย”
[อุตส่าห์กลั้นหายใจรอแล้วเชียว… ไอ้เจ้าม้าพยศนี่…]
แม้บทสนทนาจะดำเนินไปตามปกติ แต่ท่าทีของยองพุงก็ดูร้อนรนอยู่ดี
ข้าแอบคิดว่าเขาน่าจะเกรงใจข้า แต่พอดูดีๆ … สายตาของเขากลับแอบเหลือบไปทางวีซอลอา
เหมือนจะระแวงทางนั้นมากกว่า?
ข้าเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองวีซอลอา
นางยังคงยิ้มอยู่อย่างเงียบๆ เหมือนเดิม
“ท่านยองพุง?”
“อะ… คือว่า พอฝึกเสร็จแล้ว ก็เลยคิดว่าจะแวะมาชวนไปกินข้าวด้วยกันน่ะขอรับ…”
คำพูดของเขาทำให้ข้าเอียงคอเล็กน้อย
ทำไมถึงไม่ไปกินกับศิษย์คนอื่น แล้วมาหาข้าล่ะ?
โดยปกติศิษย์ในสำนักก็น่าจะกินพร้อมกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?
หรือมีเหตุผลพิเศษอะไรบางอย่าง?
แต่ยังไงก็ต้องกินอยู่ดี จะไปกับเขาก็ไม่เสียหาย
“อ่า… งั้นข้าขอไปล้างตัวก่อนแล้วกัน เหงื่อออกเยอะพอสมควรเลย”
ว่าพลาง ข้าก็ลุกขึ้นจากชานเรือน
“เอ๊ะ…?”
“ก็ท่านเองก็ไม่มีที่ไปอยู่แล้วนี่ จะนั่งรอตรงนี้สักครู่ก็ไม่เป็นไรหรอกกระมัง?”
“ไม่เป็นไรขอรับ! ข้าจะไปนอนกลิ้งอยู่ตรงพื้น หรือไม่ก็ปีนขึ้นต้นไม้ไปพักใจสักหน่อย ท่านค่อยๆ ไปเถอะขอรับ รีบไปแบบช้าๆ นั่นแหละ”
“…พูดอะไรขัดแย้งกันไปหมดเลยนะนั่น?”
เขาเป็นอะไรของเขากันแน่นะ พูดจาวกไปวนมาเหลือเกิน
“เอาเถอะ นั่งรอแป๊บเดียวก็แล้วกัน ข้าจะรีบมา”
“เดี๋ยว !”
เสียงยองพุงร้องเรียกข้าไว้จากด้านหลัง แต่พอคิดว่าทั้งหิว ทั้งเหนียวตัวจนทนไม่ไหวแล้ว ข้าจึงรีบวิ่งออกไปอาบน้ำทันที
‘วันนี้ยองพุงแปลกๆ แฮะ’
หรือว่า… ฝึกหนักเกินไปจนสมองเบลอแล้ว?
ก็มีความเป็นไปได้สูงอยู่
ระหว่างที่ข้ากำลังจะไปล้างตัว ตาแก่ชินก็จู่ๆ พูดถึงวีซอลอาขึ้นมา
[…เจ้าไม่ได้สังเกตสีหน้าของเด็กนั่นเลยรึ?]
“สีหน้า?”
[เจ้านี่มัน… ตากลายเป็นรูไม้หมดแล้วรึไง ถึงมองไม่เห็น?]
อะไรของเขาอีกล่ะ?
จากที่ข้าเห็น นางก็แค่ยิ้มเหมือนปกตินี่นา แล้วตาแก่ชินไปเห็นอะไรเข้า?
[…หรือว่าเจ้าแกล้งทำเป็นไม่เห็น? หน้าตาดูซื่อๆ แบบลูกหมา แต่จริงๆ แล้วนางเจ้าเล่ห์กว่าที่คิดเยอะเลยนะนั่น]
…ตาแก่บ้านี่ พูดอะไรไร้สาระอีกแล้ว
ข้าหัวเราะแผ่วๆ แล้วปล่อยผ่านคำพูดของเขาเหมือนเช่นทุกที
ยังไงข้าก็ไม่คิดว่าวีซอลอาจะ “เจ้าเล่ห์” อย่างที่เขาว่าได้หรอก…