สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 219 ปูั่ (1)
เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้แต่จวง
เย่ว์ซีที่อยู่ด้านข้างก็ชะงักงันด้วยเช่นกัน
นี่มันอะไรกัน
เหตุใดพี่ชายนางจึงวิ่งหนีนางไปกับหญิงอื่นไปได้
เล่า
ภายในตรอก
กู้เจียวมองไปยังอันจวิ้นอ๋องอย่างหงุดหงิด “เจ้า
จงใจรึ แถมเจ้ายังเลียนแบบการเดินของเขาอีก
ด้วย!”
อันจวิ้นอ๋องหลุดหัวเราะ “อืม ใช่ ข้าจงใจ”
ชั่วขณะที่โดนคว้าไว้เขาก็รู้แล้วว่านางคว้าผิดคน
เพราะนางไม่ได้เดินเร็วเกินไปอะไรนัก ทว่านาง
กลับขวางฝูงชนล้นหลามให้เขาอย่างระมัดระวัง
นางพุ่งนำหน้าไปบังให้เขา หากแต่เขากลับไม่ได้
เรียกนางไว้ และยังหลอกนางอีกด้วย
เดิมทีคิดจะเดินไปให้ไกลกว่านี้หน่อยค่อยเปิดเผย
ตัว ทว่าเขาทนไม่ไหวจริงๆ
ใบหน้าน้อยๆ ของกู้เจียวทะมึนยิ่ง
อันจวิ้นอ๋องเอ่ย “ข้าเป็นคนไข้ของเจ้านะ เจ้า
เป็นหมอของข้า เจ้าตีข้าไม่ได้นะ”
กู้เจียวกำหมัดแน่น ข่มอารมณ์โทสะของตัวเอง
เอาไว้ นางไม่สนใจเขา แล้วหันหลังเดินหนีไป!
อันจวิ้นอ๋องสาวเท้าตามไป
ขบวนนางโลมเดินผ่านพ้นไปแล้ว ท้องถนน
กลับมาเงียบงันลงอีกครั้งจากนั้นทั้งคู่ก็ปรากฏตัว
ขึ้นตามๆ กัน
จวงเย่ว์ซียกชายกระโปรงวิ่งไปหาอย่างอดรนทน
ไม่ไหว ก่อนจะเกาะแขนเขาแล้วเอ่ย
“ท่านพี่! เมื่อครู่นี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เจ้าคะ”
“ไม่มีอะไรหรอก ขึ้นรถเถอะ” อันจวิ้นอ๋องเอ่ย
กับนาง
“แต่ว่า…”
จวงเย่ว์ซีอยากจะถามตอนนี้ให้กระจ่างแจ้ง ทว่า
อันจวิ้นอ๋องกลับยกมือขึ้นลูบผมนางเบาๆ
ดวงใจจวงเย่ว์ซีพลันอ่อนยวบ นางจับมือพี่ชาย
ขึ้นรถม้าทันที
ก่อนจะไปอันจวิ้นอ๋องยิ้มมองกู้เจียวกับเซียวลิ่ว
หลังแวบหนึ่ง “แม่นางกู้ ไว้เจอกันใหม่นะ”
กู้เจียว “…”
เซียวลิ่วหลัง “…”
รถม้าเคลื่อนไปไกลแล้ว มุมถนนอันว่างเปล่า
เหลือเพียงเซียวลิ่วหลังกับกู้เจียวและบรรยากาศ
อันกระอักกระอ่วน
กู้เจียวครุ่นคิดแล้วเอ่ย “ถ้าข้าบอกว่าข้าจับมือผิด
คน เจ้าจะเชื่อหรือไม่”
เซียวลิ่วหลัง “เหอะ เหอะ”
สามีเจ้าโกรธมาก โกรธจนง้อไม่หายเลยด้วย!
ระหว่างทางกลับบ้าน ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมาสัก
คำ
กู้เจียวกำลังง่วนอยู่กับการทบทวนข้อผิดพลาด
ของตัวเองในใจ นางคว้าผิดตัวไป กลัวว่าสามีจะ
รอนางนานท่ามกลางสายลมหนาวถึงเพียงนี้
เซียวลิ่วหลังกำลังหงุดหงิด ยิ่งนางไม่พูด เขาก็ยิ่ง
โมโห
เขาเองก็อธิบายไม่ถูกเช่นกันว่ากำลังโมโหอะไร!
ในที่สุดยามที่ก้าวข้ามธรณีประตูมา เขาจึงส่ง
เสียงออกมา “เขาบอกว่าเจอกันใหม่หมายความ
ว่าอย่างไร”
กู้เจียวส่งเสียงอ๋อเอ่ยตอบ “เขาเป็นคนไข้ในโรง
หมอ อีกไม่กี่วันก็ต้องมาตรวจแล้ว”
นึกไม่ถึงว่ายังจะมีความสัมพันธ์ของหมอกับ
ผู้ปั่วยอีกด้วย!
เซียวลิ่วหลังกำหมัดแน่น ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียง
เหมือนปกติ “เขาปั่วยเป็นอะไร”
กู้เจียวเอ่ย “นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของคนปั่วย ข้า
บอกเจ้าไม่ได้”
ดียิ่งนัก พวกนางมีความลับเล็กๆ ระหว่างกัน
“เจียวเจียว~”
เสี่ยวจิ้งคงชะโงกศีรษะน้อยออกมาจากช่องประตู
ห้องฝังตะวันตก เพียงไม่นานกู้เจียวก็ไม่มีเวลามา
ให้เซียวลิ่วหลังซักถามเรื่องอันจวิ้นอ๋องแล้ว
ยามนี้นึกไม่ถึงว่าเสี่ยวจิ้งคงจะยังไม่นอน แค่มอง
ก็มุดตัวออกมาจากผ้าห่ม กู้เจียวเดินไปหา นาง
อุ้มเจ้าเด็กน้อยขึ้นมา แล้ววางขนมเกลียวกรอบ
ไว้บนโต๊ะ มือขาวกำเท้าเล็กเย็นเฉียบของเขา
เอาไว้ แล้วยัดตัวเข้าไปในผ้าห่ม
“เหตุใดจึงยังไม่นอนอีกเล่า”
เสี่ยวจิ้งคงถูกห่อไว้แน่นหนา นิ่งงันเหมือนลูก
หนอนไหมแสนเชื่อง “รอเจียวเจียว”
กู้เจียวเอ่ยตอบ “ซื้อถังหูลู่ไม่ทัน มีแค่ขนมเกลียว
กรอบ จะลองชิมดูสักอันหรือไม่”
“อื้ม!” เสี่ยวจิ้งคงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
กู้เจียวถือขนมเกลียวกรอบปั้อนเขา เขากินเสีย
จนน้ำมันเต็มปาก พออกพอใจจนตาหยี
“เอาอีก” เขาบอก
“กินอีกไม่ได้แล้ว” กู้เจียวเทน้ำร้อนให้เขาบ้วน
ปาก “นอนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยกิน”
เสี่ยวจิ้งคงเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่าย เพียงไม่นาน
ก็หลับตาเข้าสู่นิทรากรนคร่อกไปแล้ว
หลังจากเซียวลิ่วหลังอาบน้ำอาบท่าเสร็จ ก็มา
นอนข้างเจ้าเด็กน้อยทว่าเขากลับพลิกตัวไปมา
นอนไม่หลับ กว่าจะหลับก็นานพอดู แต่ก็ดันมา
ฝันอีก
ในฝันเขากำลังขี่ม้าชมดอกไม้ ภาพนั้นลืนลางไม่
ชัดเจน กว่าเขาจะลืมตาขึ้นจากพันธนาการอัน
มหาศาลนั้นได้ก็พบว่าตัวเองกลับมาที่จวนแล้ว
เขานอนอยู่บนเตียงที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า
เบื้องหน้าเป็นภาพที่ทั้งแปลกตาและคุ้นชิน
ภายในห้องมีบ่าวยืนคอยรับใช้อยู่ ทว่าไม่ได้พบ
กันมานานมาก เขาจึงจำชื่อพวกเขาไม่ได้แล้ว
องค์หญิงซิ่นหยางในชุดคลุมสีเหลืองอ่อนตลอด
ร่าง เดินมาหาด้วยสีหน้าอ่อนโยน “อาเหิง เจ้า
ฟืนแล้ว!”
เขามององค์หญิงซิ่นหยางตกตะลึง องค์หญิงซิ่นห
ยางนั่งลงบนเตียงเขา แล้วยกมือลูบหน้าผากเขา
พลางเอ่ยอย่างไม่สบายใจ “เป็นอะไรไปรึ เหตุใด
จึงมองแม่เช่นนี้เล่า เจ้าจำแม่ไม่ได้หรือ”
นางร้อนใจดั่งไฟเผา รีบตะโกนไปนอกประตูว่า
“หมอหลวง! รีบตามหมอหลวงมาที!”
หมอหลวงมาแล้ว ก่อนจะจับชีพจรให้เขา แล้ว
ตรวจร่างกายอีกหน
แล้วเอ่ยกับองค์หญิงซิ่นหยาง “ทูลฝั่าบาท ท่าน
โหวน้อยไม่เป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ น่าจะเสียขวัญจึง
ได้เป็นเช่นนี้”
ในแววตาขององค์หญิงซิ่นหยางมีแต่ความกังวล
“อาเหิง อาเหิงไม่เป็นไรกระมัง เจ้าอย่าทำข้า
ตกใจสิ บอกแล้วว่าเจ้าอย่าไปสอบเคอจวี่เป็นขุน
นางในวัง สอบเคอจวี่มันมีอะไรดีกัน หากเจ้า
อยากเป็นขุนนางแม่ช่วยเจ้าได้ เจ้าไม่ต้องสอบ
เลย!”
“สอบระดับเตี้ยนซื่ออย่างนั้นรึ” เขามองคนทั้ง
ห้องอย่างตกตะลึง “สอบระดับเตี้ยนซื่อผ่านไป
แล้วหรือ”
องค์หญิงซิ่นหยางเอ่ย “ผ่านไปแล้วน่ะสิ เจ้า
ทะเลาะกับคนอื่นในการสอบเตี้ยนซื่อ ไม่ทัน
ระวังจึงล้ม สลบอยู่หลายวันเชียว”
ไม่มีอัคคีภัยเมื่อสี่ปีก่อน เขาโตมาจนถึงตอนนี้
อย่างปลอดภัย
“เจียวเจียวเล่า” เขาถาม
“เจียวเจียวเป็นใครรึ” องค์หญิงซิ่นหยางถาม
“เจ้าแต่งงานกับหลินหลังแล้วนะ เจ้าอย่าไป
ถูกใจสตรีอื่นอีกเชียว หลินหลังจะเสียใจเอา”
“เจียวเจียว” เขาเลิกผ้าห่มขึ้นก่อนลงจากเตียง
“ขาข้า…” เขามองขาทั้งสองข้างของตัวเองอย่าง
เหลือเชื่อ เขาเดินได้ ไม่มีอาการบาดเจ็บอะไรเลย
จริงสิ ไม่มีอัคคีภัยย่อมไม่ได้เร่ร่อนไปในหมู่บ้าน
นั้น และไม่ได้รับบาดเจ็บ องค์หญิงซิ่นหยางร้อง
“เจ้าคลุมเสื้อสักตัวสิ ข้างนอกหนาวนะ!”
เขาไปที่ตรอกปีสุ่ยอย่างรวดเร็ว แล้วมาที่บ้าน
ของเขากับกู้เจียว ทว่าเขาผลักประตูเรือนออก
อย่างแรง ด้านในกลับว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย
จิตใจเขาพลันหนักอึ้ง
เขาไปเคาะประตูเรือนของจี้จิ่วอาวุโส
ทว่าคนที่มาเปิดประตูกลับไม่ใช่จี้จิ่วอาวุโส แต่
เป็นบุรุษแปลกหน้าคนหนึ่ง เขาไปบ้านท่านปูั่จ้าว
ต่อ “ท่านปูั่จ้าว ข้าเอง ลิ่วหลัง!”
ท่านปูั่จ้าวกับอาซ้อจ้าวมองเขาอย่างฉงน “เจ้า
เป็นใครน่ะ”
เขาไปบ้านข้างๆ ของบ้านข้างๆ ต่อ “ท่านปั้าจาง
ข้าเอง! ข้าลิ่วหลังเอง!”
ท่านปั้าจางสีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
เขาไม่เคยมาที่นี่เลย ไม่มีใครรรู้จักเขา
เขารู้สึกชาหนึบไปทั้งร่าง
เขานึกถึงโรงหมอขึ้นมา จึงรีบรุดไปราวกับไฟรน
เมี่ยวโส่วถังยังอยู่ แต่คนของเมี่ยวโส่วถังก็ล้วนแต่
ไม่รู้จักเขาเช่นกัน
ในที่สุดเขาก็พบกับเงาร่างเล็กอันคุ้นเคยในห้อง
โถงใหญ่
เขารีบสาวเท้าไปหานาง กำลังจะเอ่ยเรียกนางว่า
เจียวเจียว นางกลับใช้สายตาไม่รู้จักมองเขา แล้ว
เอ่ยกับหมอด้านข้างว่า “คนไข้มาแล้ว เจ้ารับ
หน่อย”
นางเดินผ่านหน้าเขาไป และไม่หันกลับมามอง
เลยแม้แต่ครั้งเดียว
จู่ๆ ความรู้สึกอึดอัดใจอย่างยากจะอธิบายก็พลุ่ง
พล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจเขา เหมือนมี
บางอย่างทิ่มแทงดวงใจเขาไว้
ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดี เขาพลันสะดุ้ง
ตื่นทั้งอย่างนั้น
บทที่ 219 ปูั่ (2)
จากนั้นเซียวลิ่วหลังจึงพบว่าเป็นเพียงแค่ความ
ฝัน เขาไม่ได้กลับไปที่จวน เขายังอยู่ในบ้านที่อยู่
ที่ในตรอกปีสุ่ย ข้างกายมีเสี่ยวจิ้งคงที่นอนกรนค
ร่อกอยู่ซ้ำยังนอนกางแข้งกางขา แถมขาข้างหนึ่ง
ก็ยังมาพาดอยู่บนอกเขาด้วย
มิน่า เขาจึงรู้สึกอึดอัดในฝันถึงเพียงนั้น เพราะ
โดนเจ้าหนูนี่ใช้เท้ามาทับไว้นี่เอง
เซียวลิ่วหลังยกเท้าน้อยๆ ของเจ้าหนูน้อยออก
ค่อนคืนหลังเขาก็ไม่หลับอีกเลย พอได้หลับตาลง
ความรู้สึกทิ่มแทงใจที่กู้เจียวไม่รู้จักเขาก็ถาโถม
ขึ้นมา
ความรู้สึกนี้ทั้งแปลกหน้าและควบคุมไม่ได้
อยากจะกดมันลงไปก็ไม่ได้
วันรุ่งขึ้น พอกู้เจียวตื่นแต่เช้ามา เซียวลิ่วหลังก็ไม่
อยู่แล้ว
เสี่ยวจิ้งคงนอนหลับฝันหวาน ไม่รู้เลยว่าพี่เขย
นิสัยไม่ดีทิ้งไปตอนไหน หลิวเฉวียนได้ยินเสียง
ความเคลื่อนไหวจากทางนี้จึงมาเคาะประตูเรือน
“เจียวเหนียง ข้าเอง”
กู้เจียวเปิดประตูให้เขา “ลุงหลิว มาแต่เช้านัก”
หลิวเฉวียนยิ้มเอ่ย “ลิ่วหลังมาหาข้า บอกว่าเขามี
ธุระต้องออกไปก่อน อีกเดี๋ยวข้าจะไปส่งพวกกู้เห
ยี่ยนไปเรียนเอง มื้อเช้าข้าทำเสร็จแล้วเช่นกัน จะ
เอาไปเดี๋ยวนี้เลย”
อ๋อ เขาไปแล้ว แต่กลับจัดการเรื่องในบ้านเสีย
เรียบร้อยเชียว กู้เจียวไม่ได้คิดอะไรมาก
“ขอบคุณมาก”
อันที่จริงนางไปส่งก็ได้ แต่หลิวเฉวียนขับรถม้า
เป็น เจ้าเด็กผู้ชายสามคนนั่งรถม้าไปเรียนได้
หลังจากพวกเขาไปเรียน กู้เจียวก็ไปโรงหมอ
วันนี้มีผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสองรายได้ออกโรงหมอ
เป็นวันที่น่ายินดียิ่ง พอเช้ามาไม่ได้เจอเซียวลิ่ว
หลัง ก็เอาแต่รู้สึกว่าเหมือนขาดอะไรไป
ทว่าทางอีกด้านหนึ่ง ท่านโหวกู้ก็จะออกบ้าน
เช่นกัน ตั้งแต่แม่นางเหยาไปตรอกปีสุ่ยก็ไม่ยอม
ย้ายกลับมาอีกเลย มีกู้เจียวขวางไว้เขาจะสู้ก็
ไม่ได้ จะแย่งก็แย่งไม่ชนะ
เมื่อก่อนยังเรียกได้ว่าแม่นางเหยาเชื่อฟังเขาบ้าง
แต่ตั้งแต่มีกู้เจียวเขาก็รู้สึกว่าตัวเองถูกลด
ตำแหน่งในสายตาและหัวใจของแม่นางเหยาแล้ว
หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ได้การ
เขาต้องไปหาแม่นางเหยาเพียงลำพัง
เขาต้องกะเวลาที่กู้เจียวไปโรงหมอให้แม่นยำ แต่
เวลานี้เขาก็ต้องไปศาลาว่าการเช่นกัน
หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง เขาก็ตัดสินใจโดดงาน!
หากไม่นับเรื่องความสามารถในการทำงานของ
เขา เขาเองก็นับว่าเป็นขุนนางที่ทุ่มเทคนหนึ่ง
ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาโดดงานในชีวิตการเป็น
ขุนนาง
แต่เพื่อภรรยา เขาทำได้!
เขาถือโอกาสทบทวนใคร่ครวญครู่ใหญ่ หลังจาก
รับแม่นางเหยากลับมาแล้วเขาจะได้ไปเยี่ยมกู้จิ่
นอวี๋ที่กรมอาญาด้วย
กู้จิ่นถูกขังไว้เนิ่นนานเพียงนี้แล้ว คงจะลำบากไม่
น้อยแน่
เขาออกเดินทางด้วยความตั้งใจเต็มเปียม ทว่า
เพิ่งจะออกประตูจวนมาก็พลันชะงักไป
ชายชราสวมเสื้อผ้าเนื้อธรรมดายืนอยู่หน้าประตู
รูปร่างกำยำและสูงใหญ่กว่าเขา ผมเผ้าหงอกขาว
สีเงิน ทว่าดูมีชีวิตชีวาและกำลังวังชามาก ห่อผ้า
ในมือท่านโหวกู้ร่วงหล่นลงพื้น นี่เป็นของขวัญที่
เขาเตรียมให้แม่นางเหยา
“ทะทะทะท่านพ่อ ท่านกลับมาได้อย่างไร”
จากตื่นเต้นเขากลายเป็นอ้ำอึ้งขึ้นมาทันที
ท่านเหล่าโหวกวาดสายตาไปมองบนใบหน้าท่าน
โหวกู้ “เวลานี้ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องไปศาลาว่าการรึ”
วันนี้ไม่ต้องประชุมเช้า แต่ศาลาว่าการไม่ได้หยุด
ทำการ ท่านโหวกู้เหงื่อเย็นแตกพลั่กๆ “ขะ…ข้า
กำลังจะไปขอรับ”
ท่านเหล่าโหวมองเครื่องประดับเพชรนิลจินดาที่
โผล่ออกมาบนพื้นแวบหนึ่ง “เอาของพวกนี้ไป
ด้วยน่ะรึ”
ท่านโหวกู้ที่ติดอ่างในตอนแรก ยามนี้กลายเป็น
ใบ้ไปแล้ว
เขาโชคร้ายอะไรเพียงนี้ โดดงานครั้งแรกก็โดน
พ่อตัวเองจับได้เสียแล้ว…
ระหว่างทางที่ท่านเหล่าโหวกลับเมืองหลวงได้ยิน
ข่าวลือของจวนติ้งอันโหวมาเป็นกระบุงโกย
กำลังโมโหได้ที่ ท่านโหวกู้ที่ดันมาโดนจับได้ ก็
ไม่ได้ต่างอะไรกับการตายเลยสักนิด
ท่านโหวกู้ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เขายกแขนขึ้นบัง
หน้า “หน้าข้าเพิ่งจะหาย!”
ท่านโหวกู้มีครอบครัวแล้ว โดยปกติแล้วท่าน
เหล่าโหวไม่ตีเขาแล้ว เว้นเสียแต่ว่าจะทนไม่ไหว
“โอ๊ย”
“โอ๊ยยย”
“อ้ากกก”
หนึ่งเค่อต่อมาก็มีเสียงร้องโอดโอยเสียงดังของ
เขาดังลอยมาจากในเรือนท่านโหวกู้
หวงจงที่อยู่ไม่ไกลยกมือปิดหน้าอย่างจนใจ “…”
เฮ้อ
ทนดูต่อไม่ได้แล้ว
กู้ฉังชิงที่อยู่ในค่ายทหารรู้ข่าวว่าท่านปูั่กลับมาที่
จวนก็รีบกลับไปที่จวนทันที
ในขณะเดียวกัน กู้เฉิงเฟิงที่อยู่ในสำนักบัณฑิตชิง
เหอก็ได้ยินบ่าวรับใช้รายงานเช่นกัน “อะไรนะ
ท่านปูั่ข้ากลับมาแล้วรึ”
บ่าวรับใช้เอ่ยด้วยตัวสั่นงันงก “ใช่ขอรับ ท่าน
ชายรอง ท่านเลิกเรียนแล้วอย่าได้เตร็ดเตร่ไป
ไหนนะขอรับ ต้องพาคุณชายสามกลับมาที่จวน
นะขอรับ!”
พากู้เฉิงหลินกลับจวนอย่างนั้นรึ งานยากเสียแล้ว
ท่าทีของกู้เฉิงหลินหมู่นี้ยิ่งแปลกขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากกู้เฉิงเฟิงเห็นการผ่าตัดที่มีเลือดสดๆ กับ
ตาตัวเองแล้วก็กินเนื้อไม่ได้อีกเลย เขามักจะเยาะ
เย้ยตัวเองว่าเดี๋ยวได้เป็นพระแน่ ผลสุดท้ายมีอยู่
วันหนึ่ง ที่เรือนก็มีเณรน้อยมาหาจริงๆ
เป็นเสี่ยวจิ้งคงนั่นแหละ
กู้เฉิงหลินพักรักษาตัวที่เรือนของกู้เจียว หมู่นี้
เสี่ยวจิ้งคงมาอยู่บ่อยๆ จึงยากจะเลี่ยงที่จะเจอ
เขาได้
เสี่ยวจิ้งคงไม่รู้จักกู้เฉิงเฟิงและไม่รู้เรื่องบุญคุณ
และความสัมพันธ์ของเขากับกู้เจียว เขาคิดว่ากู้
เฉิงหลินเป็นแค่คนไข้ธรรมดาเท่านั้น
เสี่ยวจิ้งคงเป็นเด็กมีน้ำใจ เขาเห็นกู้เฉิงหลิน
หงอยเหงาเศร้าสร้อย อารมณ์แปรปรวน ก็จะ
ท่องพระสูตรให้ฟัง
“เมื่อก่อนตอนที่ข้าอารมณ์ไม่ดี อาจารย์ก็จะสวด
มนต์ให้ข้าฟัง พออ่านจบข้าก็อารมณ์ดีแล้ว!”
กู้เฉิงหลินเอาแต่เหม่อลอย ไม่สนใจเขา
เสี่ยวจิ้งคงทึกทักเอาเองว่าเขาเห็นด้วย
เขาตั้งอกตั้งใจรื้อเอาจีวรเณรน้อยและปลาไม้
น้อยของเขาออกมาอย่างเต็มที่ สวมลูกประคำ
และหมวกพระ นั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้น ก่อนจะเริ่ม
สวดมนต์ให้กู้เฉิงหลิน
กู้เฉิงหลินยังไม่หลุดจากภวังค์ แต่ฟังไปฟังมานึก
ไม่ถึงว่าจะนั่งตัวตรงขึ้นมา มีน้ำตาใสไหลจาก
ดวงตาเขา
ทว่าในใจเขากลับสงบลงได้
“พระโพธิสัตว์…สามารถช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้น
จากทะเลทุกข์ได้จริงๆ รึ” เขาถามอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ
เสี่ยวจิ้งคงตอบอย่างจริงจัง “แน่นอนสิ! อาจารย์
เขาบอกมาแบบนี้เลย!”
กู้เฉิงหลินลุกพรวดขึ้น แล้วค้อมกายให้เสี่ยวจิ้งคง
อย่างเคารพนบนอบ
“ข้าจะออกบวช ขออาจารย์น้อยปลงผมให้ข้าที”
เสี่ยวจิ้งคง “อ๋อ”
เสี่ยวจิ้งคงวิ่งตึกๆ ออกไปหามีดโกนที่ใช้โกนขน
ขาให้คนไข้มาด้ามหนึ่ง ก่อนจะเริ่มปลงผมให้กู้
เฉิงหลิน
เขาไล่โกนจากซ้ายไปขวา ทางซ้ายเกลี้ยงแล้ว
กำลังจะไปโกนทางขวา กู้เฉิงเฟิงก็โผล่พรวดเข้า
มา เขาเห็นภาพกู้เฉิงเฟิงเข้าก็คลุ้มคลั่งขึ้นมา
“พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ!”
เสี่ยวจิ้งคงหันมามองกู้เฉิงหลิน ก่อนเอ่ยด้วยสี
หน้าใสซื่อ “ข้ากำลังปลงผมให้เขาน่ะสิ เขาจะ
ออกบวช”
กู้เฉิงเฟิง “…!!!”
เขาเพิ่งจะกี่ขวบเอง ปลงผมให้คนอื่นได้แล้วรึ
พวกเจ้านี่มันจริงๆ เลย คนหนึ่งก็กล้าเอียงหัวให้
อีกคนก็กล้าโกนหัวให้!
กู้เฉิงเฟิงทั้งเจ็บปวดใจทั้งทิ่มแทงใจพลางเอ่ย
“ท่านปูั่กลับมาแล้ว ให้เจ้ารีบกลับจวน!”
กู้เฉิงหลินพนมมือประกบกันไหว้แบบพุทธ “ข้า
ออกบวชแล้ว ไม่ใช่ท่านชายจวนโหวอะไรอีกแล้ว
และไม่รู้จักท่านปูั่ของโยมแล้ว เรื่องในโลกโลกีย์นี้
ไม่เกี่ยวข้องกับข้า…ผมนี่ต่อกลับไปได้หรือไม่
ฮือ”
กู้เฉิงหลินกลับจวนโหวด้วยกึ่งๆ หัวล้านข้างหนึ่ง
อีกข้างผมยาวเฟือย
เมื่อเห็นสภาพที่ยากจะอธิบายของกู้เฉิงหลินแล้ว
ท่านเหล่าโหวที่ไม่เคยสะทกสะท้านแม้ฟั้าถล่มดิน
ทลายก็พลันพ่นน้ำชาพรวดออกมาทันที!