สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 797 หลงอีตามหลอกหลอน (1)
บริเวณนั้นไร้ซึ่งผู้คน เหลี่ยวเฉินพลิกตัวลงจากม้า
กู้เจียวสิ้นเรี่ยมแรงล้มตัวลงบนหลังม้า
นางอาเจียนออกมาจนหมดแล้ว ตอนนี้เหลือ
เพียงความอ่อนเพลีย
เหลี่ยวเฉินลองจับชีพจร ถึงแม้เหลี่ยวเฉินไม่ใช่
หมอ แต่ผู้ฝึกวรยุทธ์ย่อมไวต่อการไหลเวียนของ
ลมปราณที่ผิดปกติ
“เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วรึ” เหลี่ยวเฉินถามด้วย
ความประหลาดใจ
หากจะเอ่ยเช่นนั้นคงไม่ถูกสักเท่าใดนัก คำว่าไม่
เป็นอะไรของเหลี่ยวเฉินนั้นแปลว่าไม่จำเป็นต้อง
จัดงานศพ
แต่เหลี่ยวเฉินก็ยังรู้สึกประหลาดใจ เด็กคนนี้อึด
ถึกขนาดนี้เชียวหรือ
โดนฝั่ามือวิญญาณทมิฬไปถึงสองครั้ง แต่แค่
กระอักเลือดออกมาเท่านั้น
“ข้าเก่งขนาดนี้แหละ ฮึ!” กู้เจียวพิงบนหลังราชา
ม้าเฮยเฟิงเอ่ยเสียงอ่อย
ใช่ ใช่ ใช่ โดนตีด้วยวิชาวิญญาณทมิฬสองฝั่ามือ
แล้วยังไม่ตายก็ถือว่าเก่งจริงๆ นั่นแล แต่พอได้
ยินคำเอ่ยนี้จากปากเด็กสาวคนนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะ
รู้สึกเหลือเชื่อ
เหลี่ยวเฉินจ้องมองไปที่ชุดเกราะและเสื้อเกราะ
ของนาง เสื้อเกราะสีแดงเพลิงนั้นช่างคล้ายคลึง
กับเสื้อเกราะที่เขาเคยเห็นมาก่อน เขาจำไม่ได้
แล้วว่าเสื้อเกราะนั้นใช้ทำอะไร
แต่เนื้อสัมผัสของชุดเกราะนี้…
เขาเอื้อมมือไปแตะชุดเกราะบนหลังของกู้เจียว
“นี่มัน…”
กู้เจียวเอ่ยขึ้น “นี่! ไม่มีใครบอกเจ้าหรือว่าห้าม
แตะต้องผู้หญิงโดยพลการ”
…บรรยากาศพังทลายสิ้น
อารมณ์ที่เพิ่งพุ่งขึ้นมาในดวงตาของเหลี่ยวเฉินก็
หยุดชะงัก เขาจ้องมองกู้เจียวอย่างงุนงง “อ๋อ
เจ้ายังจำได้ว่าตัวเองเป็นผู้หญิง เช่นนั้นเจ้ายังกล้า
ไปปะทะกับวิญญาณทมิฬแบบตัวต่อตัว เจ้าบ้า
ไปแล้วหรือ”
“เขาเป็นคนบุกมาหาข้าก่อน ข้าแค่สะกดรอย
ตามเขาไป” กู้เจียวอธิบายอย่างใจเย็น
แม้ว่านางจะอยากฆ่าวิญญาณทมิฬมากก็ตาม แต่
นางจะไม่ลงมือโดยไร้แผนการ
ว่าแต่เรื่องนี้ต้องขอบคุณชุดเกราะนี้จริงๆ ถ้า
ไม่ใช่เพราะมัน ปั่านนี้นางคงสิ้นชีพด้วยน้ำมือ
ของวิญญาณทมิฬไปแล้ว
ชุดเกราะนี้ดูไม่เหมือนทำจากเหล็กดำธรรมดา
คงมีผสมวัสดุอื่นด้วย ไม่เพียงแต่แข็งแกร่งไร้
เทียมทาน ยังต้านทานการโจมตีของฝีมือ
ระดับสูงอย่างวิญญาณทมิฬได้อีกด้วย
“ข้าถึงกับอาเจียนเป็นเลือด แต่มันไม่เป็นรอย
แม้แต่นิดเดียว” กู้เจียวลูบคลำชุดเกราะของ
ตัวเอง
เหลี่ยวเฉินเหลือบมองนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เด็กสาวคนนี้ดูภูมิใจมาก นางรู้หรือไม่ว่าตัวเอง
เพิ่งคลานกลับมาจากยมโลก
ช่างเถิด หากนางไม่ทุ่มเท คงไม่ก่อเรื่องได้
มากมายขนาดนี้
เหลี่ยวเฉินเอ่ย “ครั้งนี้เขาก็ประเมิน
ความสามารถของเจ้าต่ำไปเช่นกัน จึงไม่ได้ใช้
กำลังทั้งหมดฆ่าเจ้า”
ดังนั้น ไม่ได้มีแค่นางคนเดียวที่คาดการณ์
ผิดพลาด
สำหรับวิญญาณทมิฬใช้สองกระบวนท่ายังฆ่านาง
ไม่ได้ ถือว่าพลาดท่าแล้ว
กู้เจียวนอนหมอมบนหลังของราชาม้าเฮยเฟิง
คล้ายกบตัวน้อยที่แผ่ตัวแบนราบพลางถาม”เจ้า
ก็สู้เขาไม่ได้หรือ”
เหลี่ยวเฉินเสียงเข้ม “ไม่ใช่เช่นนั้นเสียหน่อย!
พลังของข้าไม่มีที่สิ้นสุด การจัดการกับหน่วยกล้า
ตายเพียงคนเดียว ย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย เพียงแต่
ข้าเห็นเจ้าได้รับบาดเจ็บ กลัวว่าหากสู้ต่อ เจ้า
อาจจะตายได้ ข้าจึงรีบพาเจ้าหนีไปหาหมอ แต่ดู
ท่าแล้ว คงไม่ต้องหาแล้ว”
กู้เจียวเอ่ย “อืม”
เหลี่ยวเฉินคิดในใจ น้ำเสียงเช่นนี้หมายความว่า
อย่างไรกัน
กู้เจียวถามต่อ “แล้วหากเจ้าร่วมมือกับนักบวชชิง
เฟิงเล่า”
เหลี่ยวเฉินตอบ “เขาคงไม่ยอมร่วมมือกับข้า เขา
คงจะร่วมมือกับวิญญาณทมิฬฆ่าข้าก่อน”
กู้เจียวครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ย “ข้าสงสัยมา
นานแล้ว เจ้าบาดหมางอันใดกับนักบวชชิงเฟิง
กันแน่ ไปแย่งเมียเขาหรือไปขุดหลุมศพบรรพ
บุรุษเขา เหตุใดเขาถึงอยากฆ่าเจ้านัก”
เหลี่ยวเฉินล้วงถุงสุราจากอก ดึงจุกออกแล้ว
แหงนหน้าดื่ม “เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่าถาม”
“อ๋อ เรื่องของผู้ใหญ่” กู้เจียวนอนหมอบ พวง
แก้มถูกกดจนเป็นรอยบุ๋ม แต่ยังแกล้งยียวนยัก
คิ้วหลิ่วตา เป็นใครก็ทนมองไม่ไหว
เหลี่ยวเฉินดื่มสุราอีกอึก หยุดนิ่งไปชั่วครู่ ทอด
มองแสงจันทร์พลางเอ่ย “ใช่ว่าข้าจะสู้กับ
วิญญาณทมิฬไม่ได้ ข้าแค่ฆ่ามันไม่ได้”
ใต้ฟั้านี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ฆ่าวิญญาณทมิฬ
ได้
นั่นคือพิฆาตเวหา
น่าเสียดายที่วิญญาณทมิฬสาบสูญไประหว่าง
ปฏิบัติภารกิจ ไร้ข่าวคราว เกรงว่าจะตายไปนาน
แล้ว
กู้เจียวเอ่ยถาม “ว่าแต่… เจ้าโผล่มาที่นี่ได้อย่างไร
ไม่ได้ผ่านมาหรอกกระมัง ท่านนักบวชสะกดรอย
ตามข้าอย่างนั้นรึ บอกให้รู้นะ สะกดรอยตาม
หญิงสาวนั้นไม่ถูกต้อง ที่แคว้นของข้า คนอย่าง
เจ้าที่ชอบติดตามคนอื่นจะโดนกระทืบจนเละ
แน่…”
เสียงเอ่ยของนางก็ค่อยๆ เบาลงและเบาลง
จนกระทั่งนางก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
เหลียวเฉินหันขวับกลับไปมอง เห็นกู้เจียวหลับ
สนิทด้วยความอ่อนเพลีย
นางมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยว แต่นางก็
เหล็กกล้า นางก็มีบาดแผล มีความเจ็บปวดและมี
ความเหนื่อยล้า
หลังจากสาวน้อยย้ายมาแคว้นเยี่ยน นางก็ไม่เคย
หลับสนิทแม้แต่คืนเดียว
ภายในตรอกกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เหลี่ยวเฉินมองดูชุดเกราะบนร่างของนาง พึมพำ
กับตัวเอง “เหตุใดชุดเกราะนี้ถึงอยู่กับนางได้
อันกั๋วกงเป็นคนให้นางหรือ ไปเป็นลูกบุญธรรม
ของเขาตอนไหน แล้วเหตุใดเขาถึงต้องให้ของ
สำคัญขนาดนี้กับนาง”
สายตาของเขาหยุดลงบนใบหน้านวลของนาง
มองดูนางกำลังน้ำลายไหล อดไม่ได้ที่จะถาม
“ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่”
ท้องฟั้าเริ่มมืดแล้ว ราชาราชาม้าเฮยเฟิงหาที่ลม
พัดเย็นให้กู้เจียวนอนหลับ
เหลี่ยวเฉินเดินไปลูบหัวราชาม้าเฮยเฟิงถาม “เจ้า
จำข้าไม่ได้แล้วหรือ”
ราชาม้าเฮยเฟิงมองเขา สายตาของเขาดูสับสน
เหลี่ยวเฉินลูบหัวมันพลางเอ่ย “จริงอยู่ เจ้าไม่
เคยเห็นหน้าข้า แต่ข้าเคยเห็นเจ้า ตอนเจ้าเกิดข้า
ก็อยู่ตรงนั้น”
ราชาม้าเฮยเฟิงเริ่มดมกลิ่นบนตัวเหลี่ยวเฉิน
กลิ่นนี้ไม่คุ้นเคย แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกแปลกจนน่า
รังเกียจ
เหลี่ยวเฉินนิ่ง ปล่อยให้ราชาม้าเฮยเฟิงดมหา
กลิ่นของตระกูลเซวียนหยวนบนตัวเขา
แต่ดูเหมือนว่ามันจะหาไม่เจอ
ราชาม้าเฮยเฟิงดมอยู่นาน อารมณ์ของมันไม่
ซับซ้อนเหมือนมนุษย์ แต่หลังจากดมกลิ่นเหลี่ยว
เฉินเสร็จ มันกลับรู้สึกหม่นหมองและท้อแท้
ขึ้นมาอย่างประหลาด
เหลี่ยวเฉินยื่นมือที่สวมกำไลลูกประคำออกมา
แตะเบาๆ บนหน้าผากของมัน พลางเอ่ยเสียงเบา
“ไม่เป็นไร… ไม่เป็นไร”
…
จวนองค์หญิง
หลังจากฝนตกหนักเมื่อคืน เช้าวันนี้ท้องฟั้าสดใส
อากาศสดชื่น เต็มไปด้วยกลิ่นดินหญ้า
องค์หญิงซิ่นหยางและอวี้จิ่นนั่งอยู่ในห้อง
จัดเรียงเสื้อผ้าเก่าๆ ของเซียวเหิงตอนเด็ก
บนเตียงนุ่มเต็มไปด้วยเสื้อผ้าเด็ก อวี้จิ่นและองค์
หญิงซิ่นหยางนั่งอยู่บนขอบเตียงคนละฝัง
อวี้จิ่นหยิบผ้าอ้อมเก่าที่ซักสะอาดแล้วขึ้นมาเอ่ย
ด้วยรอยยิ้ม “นี่คือผ้าอ้อมที่ท่านโหวน้อยใช้ตอน
เด็กๆ ท่านเก็บไว้ไม่ทิ้งเลยสักชิ้น”
องค์หญิงซิ่นหยางก็ยิ้มอย่างอดไม่ได้ “เหตุใดต้อง
ทิ้ง จวนองค์หญิงใหญ่โตขนาดนี้ ไม่ขาดแคลนที่
เก็บของ”
อวี้จิ่นหัวเราะ “ท่านทิ้งไม่ลงต่างหากเพคะ”
องค์หญิงซิ่นหยางหยิบเอาชุดทารกสีแดงสด
ขึ้นมาพลางเอ่ย “นี่ของเขาตอนสามเดือน เขาน่ะ
โตเร็ว แค่ครึ่งเดือนก็ใส่ไม่ได้แล้ว”
อวี้จิ่นรำลึกความหลัง “ตอนนั้นอากาศยังหนาว
อยู่เลยเพคะ จำได้ว่าชุดนี้ได้ใส่อยู่สักครั้งสอง
ครั้ง”
องค์หญิงซิ่นหยางเอ่ย “สวยดีนะ อาบน้ำเสร็จ
แล้วให้เขาใส่หน่อย ตอบสนองความอยากดูของ
แม่คนนี้หน่อย”
“ท่านโหวน้อยน่าสงสาร” อวี้จิ่นพับผ้าอ้อมเสร็จ
แล้วเก็บใส่กล่องที่วางอยู่ข้างๆ แล้วก็หยิบชุดสี
ชมพูหวาน ขึ้นมาอีกชุดก่อนจะเอ่ย “ท่านโหว
น้อยคงไม่รู้สินะว่าตอนเขาอายุหนึ่งขวบ ท่านเคย
แต่งตัวเขาเป็นเด็กผู้หญิงมาก่อน”
องค์หญิงซิ่นหยางกระแอมขึ้นมา “แค่อยากลอง
ดูก็เท่านั้น”
อวี้จิ่นเก็บเสื้อผ้าเด็กทารกแสนน่ารักไว้ แล้วหยิบ
รองเท้าหัวเสือขึ้นมายิ้ม ก่อนจะยิ้มเอ่ย “รองเท้า
คู่นี้ข้าทำเองกับมือเลยเพคะ”
องค์หญิงซิ่นหยางชี้ไปที่หมวกและเสื้อกั๊กที่วาง
อยู่บนเตียงพลางเอ่ย “ยังมีหมวกหัวเสือและเสื้อ
กั๊กตัวนี้ด้วย ทั้งหมดนี้เจ้าเป็นคนทำ เป็น
ของขวัญวันเกิดครบรอบหนึ่งปีของอาเหิง”
อวี้จิ่นยิ้มและเอ่ย “องค์หญิงยังจำได้สินะเพคะ”
องค์หญิงซิ่นหยางสายตาอ่อนโยน ยามนางมองดู
รองเท้าและเสื้อผ้าเด็กทารกเหล่านี้ ทั้งตัวนางก็
เปล่งประกายด้วยความอบอุ่นของผู้เป็นแม่
“เรื่องของอาเหิง ข้าจำได้ทุกอย่าง” นางเอ่ย
อวี้จิ่นเอ่ยขึ้น “เรื่องวันเกิดครบหนึ่งขวบของท่าน
โหวน้อย ข้าจำได้ว่าตอนนั้นตอนจับของเสี่ยงทาย
วันเกิด ท่านอยากให้ท่านโหวน้อยจับหนังสือ แต่
ท่านโหวอยากให้ท่านโหวน้อยจับดาบ สุดท้าย
ท่านโหวน้อยก็ไม่ได้จับอะไรเลย”
องค์หญิงซิ่นหยางเอ่ยอย่างนึกขบขัน “ใช่ เขาจับ
หลงอี”
วิธีเลี้ยงลูกขององค์หญิงซิ่นหยางนั้นแตกต่างจาก
ซ่างกวานเยียนอย่างสิ้นเชิง ซ่างกวานเยี่ยนยึดถือ
ตามธรรมเนียมการเลี้ยงลูกแบบตระกูลเซวียน
หยวน เลี้ยงลูกแบบปล่อยไปตามธรรมชาติ อยาก
ให้ซ่างกวานชิ่งเติบโตอย่างอิสระ
แต่องค์หญิงซิ่นหยางมีอดีตอันเลวร้ายในวัยเด็ก
ประกอบกับตอนนี้มีเซียวเหิงอยู่ด้วยจึงยิ่ง
ระแวดระวังเป็นพิเศษ นางไม่ยอมให้เซียวเหิง
ห่างจากสายตาแม้แต่นิดเดียว แทบจะเอาเชือก
ผูกเซียวเหิงไว้กับเอวตัวเอง
ก่อนที่เซียวเหิงจะอายุได้หนึ่งขวบ เขาไม่เคยเห็น
งานเลี้ยงใหญ่โตแบบนี้มาก่อน พอจู่ๆ โดนคน
ห้อมล้อม แถมพ่อแม่ยังเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เด็ก
น้อยก็ตกใจกลัว ร้องไห้ฟูมฟายเรียกหาหลงอี
หลงอีปรากฏตัวขึ้น
เซียวเหิงคว้ามือของหลงอีไว้แน่น
บทที่ 797 หลงอีตามหลอกหลอน (2)
องค์หญิงซิ่นหยางถอนหายใจเฮือกใหญ่ “หลงอี
ยังคงเหมือนเดิมหรือไม่”
อวี้จิ่นพยักหน้าอย่างกังวล “เจ้าคะ ตั้งแต่องค์
หญิงมอบสิ่งนั้นให้เขา เขาก็ทำอะไรไม่เป็น นั่ง
เหม่อลอยอยู่ที่ชายคาทุกวัน”
เรื่องราวเริ่มต้นจากองค์หญิงซิ่นหยางเกิดอยาก
เก็บกวาดของเก่า ระหว่างที่นางกำลังจัดการ
กล่องเครื่องสำอางเก่าๆ ก็พบกับแหวนหยกที่ถูก
เก็บลืมมานานหลายปี
แหวนหยกวงนี้เป็นของหลงอีที่ติดตัวมาตั้งแต่
แรกมาอยู่ที่จวนองค์หญิง แต่เขาทำตกไว้ในห้อง
ขององค์หญิงซิ่นหยางโดยไม่ได้ตั้งใจ องค์หญิง
ซิ่นหยางตั้งใจจะให้อวี้จิ่นคืนให้กับหลงอี แต่นาง
ก็ยุ่งกับงานเตรียมงานแต่งงานจนลืมไป
ในช่วงเวลานั้น ฮ่องเต้สววรคต ฮ่องเต้พระองค์
ปัจจุบันมีรับสั่งให้นางแต่งงานกับเซียวจี่ในช่วงไว้
ทุกข์
ทั้งจวนองค์หญิงยุ่งวุ่นวายกันไปหมด อีกทั้งหลงอี
เองก็ไม่เคยมาถามหาแหวนหยกวงนี้ องค์หญิง
ซิ่นหยางจึงลืมเรื่องนี้ไปโดยสิ้นเชิง
ยี่สิบปีผ่านไป ถ้าไม่ใช่เพราะจัดเก็บของเก่าครั้งนี้
นางอาจจะจำแหวนหยกวงนี้ไม่ได้ไปตลอดชีวิต
องค์หญิงซิ่นหยางถอนหายใจ “เหตุใดตอนนั้นข้า
ถึงลืมไปเสียสนิท”
อวี้จิ่นปลอบใจ “ตอนนั้นท่านก็ไม่แน่ใจว่าใช่ของ
หลงอีหรือเปล่า องครักษ์หลงอิ่งทั้งห้าคนเคยมา
ที่ห้องของท่าน หลังจากพวกเขาออกไปก็พบ
แหวนหยกวงเพิ่มอีกหนึ่งวงบนพรม ใครจะรู้ได้ว่า
เป็นของใคร”
ตอนนี้ที่แน่ใจได้ ก็เพราะองค์หญิงซิ่นหยางเรียก
ทั้งห้าคนมา ทหารทั้งสี่คนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับ
แหวนหยก มีเพียงหลงอีที่จ้องมองมันอย่างตั้งใจ
ตอนนี้หลงอีกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ระเบียง
อากาศร้อนอบอ้าว องค์หญิงซิ่นหยางเห็นเขา
ชอบนั่งตรงนั้น จึงปูเสื่อเย็นให้นั่ง
หลงอีพอได้นั่งก็จะนั่งอยู่อย่างนั้นทั้งวัน
ตอนที่หลงอีมาที่จวนองค์หญิงครั้งแรก องค์หญิง
ซิ่นหยางไม่สามารถแยกแยะความแตกต่าง
ระหว่างเขากับหลงอิ่งออกได้
แต่ตอนนี้เมื่อคิดทบทวนดูอีกครั้ง นอกจากนาง
จะไม่รู้จักองครักษ์ดีพอแล้ว ยังมีอีกสาเหตุสำคัญ
คือหลงอีเองก็เป็นหน่วยกล้าตายเช่นกัน
ในส่วนของสาเหตุที่เขาถึงปะปนเข้ามาในจวน
องค์หญิง อาจเป็นเพราะเขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็น
ใคร ดังนั้นเมื่อเขาเห็นหน่วยกล้าตายที่มีท่าทาง
คล้ายคลึงกับเขา เขาจึงคิดว่าตัวเองเป็นคนหนึ่ง
ในนั้น
เขาเห็นว่าภารกิจของพวกเขาคือปกปั้องนาง เขา
จึงเข้าใจผิดคิดว่านี่คือภารกิจของเขาเช่นกัน
บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่หลงอีจะออกเดินทางเพื่อ
ค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเขาและทำภารกิจที่
แท้จริงของเขาให้สำเร็จ
…
กู้เจียวนอนหลับยาวถึงสองชั่วโมง เมื่อตื่นขึ้นมา
เหลี่ยวเฉินก็ไม่อยู่แล้ว
กู้เจียวลุกขึ้นนั่งช้าๆ ยืดเส้นยืดสายคลายความ
เมื่อยล้า เอ่ยกับราชาม้าเฮยเฟิง “ดึกขนาดนี้แล้ว
หรือ ขอโทษนะที่ให้เจ้าแบกข้ามานานขนาดนี้”
นางลงจากหลังม้า ยืดเส้นยืดสาย
หลังจากนั้น นางก็พาราชาม้าเฮยเฟิงไปที่บ่อน้ำ
ใกล้ๆ ขอขันตักน้ำจากชาวบ้านที่กำลังตักน้ำอยู่
ตักน้ำขึ้นมาหนึ่งถังเพื่อล้างคราบเลือดบน
ร่างกาย
เมื่อกลับไปที่จวนกั๋วกง เสื้อผ้าที่เปียกก็แห้งแล้ว
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่านางกระอักเลือดหรือได้รับ
บาดเจ็บ
นางเดินเข้าจวนราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น
วันนี้เสี่ยวจิ้งคงมาเยี่ยม เสียงเอะอะโวยวายของ
เขากับกู้เหยี่ยนดังก้องไปทั่วเรือนต้นเฟิง
บนระเบียง อันกั๋วกงนั่งรถเข็นเล่นหมากรุกกับจี้
จิ่วอาวุโส บนเก้าอี้หวายข้างๆ หญิงชรากอดขวด
โหลใบเล็ก กินผลไม้เชื่อมอย่างเอร็ดอร่อย
ส่วนที่ลานบ้านนั้ กู้เสี่ยวซุ่นกำลังเรียนรู้กลไกใหม่
จากอาจารย์หลู่ อาจารย์แม่หนานยังคงหมกมุ่น
อยู่กับการปรุงยาพิษ ส่วนกู้เฉิงเฟิงถูกดึงไปตัดสิน
ความระหว่างเสี่ยวจิ้งคงกับกู้เหยี่ยน ทำเอาเขา
ปวดหัวกับสองคนที่เถียงคำไม่ตกฟาก
กู้เจียวหยุดยืนอยู่หน้าประตูเรือนต้นเฟิง ภาพที่
เห็นตรงหน้าคือภาพชีวิตอันเรียบง่ายของ
ครอบครัว
ทุกคนดูเหมือนจะยุ่งกับงานของตัวเอง แต่จริงๆ
แล้วทุกคนกำลังรอนางอยู่
เพียงแต่ไม่มีใครเอ่ยออกมาเท่านั้น
ทุกคนต่างเฝั้าดูแลนางด้วยวิธีของตัวเอง
อาการปวดเมื่อยและความอ่อนเพลียของกู้เจียว
เหมือนจะหายไปในพริบตา
นางจูงราชาม้าเฮยเฟิงก้าวเข้าสู่ลานบ้านเหมือน
อย่างเช่นเคย
ณ ตระกูลหัน
มู่หรูซินได้กำหนดแผนการรักษาให้กับท่านชาย
ใหญ่หัน
นายใหญ่หัน หันเหล่ยและนายท่านหันสามต่าง
อยู่ในห้องของท่านชายใหญ่หัน รอฟังผลการ
วินิจฉัยของมู่หรูซิน
มู่หรูซินเอ่ย “เอ็นร้อยหวายของท่านชายถูกตัด
ขาด หากต้องการให้หายดี จำเป็นต้องต่อเอ็น
กลับ แต่ท่านชายพลาดโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับ
การผ่าตัด บาดแผลดูเหมือนจะหายดีแล้ว แต่
ส่วนที่ควรต่อกันนั้นไม่ได้ต่อกัน แผนการรักษาที่
ข้าจะใช้นั้นฟังดูอาจอันตราย แต่เป็นวิธีที่มี
ประสิทธิภาพมากที่สุด”
“วิธีอะไร” หันเหล่ยถาม
มู่หรูซินมองท่านชายใหญ่หันรูปงามนอนอยู่บน
เตียง แล้วย้อนกลับมาเอ่ยกับพ่อลูกทั้งสาม “ข้า
จะตัดเอ็นร้อยหวายของเขาอีกครั้ง แล้วผ่าตัดต่อ
ให้ใหม่”
นายใหญ่หันอุทานด้วยความเหลือเชื่อ “ว่า
อย่างไรนะ ต้องผ่าอีกครั้งหรือ เจ้าแน่ใจนะว่ามา
ช่วยคนไม่ใช่มาฆ่า เจ้าไม่ใช่สายลับที่อันกั๋วกงส่ง
มาลอบสังหารตระกูลหันหรอกนะ”
นายใหญ่หันจ้องมองมู่หรูซินด้วยสายตาอึมครึม
มู่หรูซินรีบเอ่ยแก้ตัว “นายท่านสาม ท่านเข้าใจ
ผิดแล้ว ข้าจะไปเป็นสายลับของอันกั๋วกงได้
อย่างไร ข้ากับเขาไม่มีการติดต่อใดๆ มานานแล้ว
ข้าเคยบอกไปแล้ว ข้ามาที่นี่เพื่อหางานดีๆ ทำ
ข้าต้องการสถานะคนจากแคว้นท่าน พวกท่านให้
สถานะนั้นแก่ข้า ข้ารักษาทายาทตระกูลหันให้
หาย พวกเราต่างก็ไม่ติดค้างอะไรกัน”
นายใหญ่หันเอ่ย “ข้าไม่เคยได้ยินวิธีการรักษา
แบบนี้มาก่อน แม่นางมู่ เจ้ามั่นใจจริงหรือ”
มู่หรูซินยิ้มเยาะอย่างหยิ่งยโสเอ่ย “การผ่าตัด
แบบนี้ สำหรับอาจารย์ข้านั้น ไม่ต่างจากการ
รักษาโรคหวัดธรรมดา ข้าเอง ถึงแม้จะด้อย
ความสามารถ แต่ก็เคยช่วยอาจารย์ผ่าตัดต่อเส้น
เอ็นมาแล้วหลายครั้ง”
หันเหล่ยครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ย “ท่านพ่อ ข้า
ยังคิดว่าไม่เหมาะสม”
“ท่านปูั่”
บนเตียง ท่านชายใหญ่หันที่นิ่งงันมาก็นานเอ่ย
ปากขึ้น “ข้าอยากเสี่ยงอีกสักครั้ง”
หันเหล่ยขมวดคิ้วเอ่ย “เย่เอ๋อ ถ้าเกิดพลาดขึ้นมา
ขาของเจ้าก็จะพิการถาวร… ข้ากำลังหาวิธีเกลี้ย
กล่อมฮ่องเต้ให้เขาออกราชโองการ โปรดให้
ตำหนักกั๋วซือรักษาเจ้าอยู่”
หันเย่ส่ายหน้า “ท่านพ่อ ท่านน่าจะรู้ว่า
ตำหนักกั๋วซือจะไม่รักษาข้า นอกจากนี้ รัช
ทายาทและพระสนมเอกต่างก็ทำผิดต่อองค์
ฮ่องเต้ ตอนนี้พระองค์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับตระกูลหัน
เลย ทำตามที่หมอมู่บอกดีกว่า เมื่อไหร่จะผ่าตัด
ได้”
มู่หรูซินเอ่ย “ตอนนี้ได้เลย อ๋อ จริงด้วย ข้านึก
อะไรขึ้นมาได้”
ทุกคนมองนาง
นางหัวเราะพลางเอ่ย “ข้าอยู่ที่อันกั๋วกงดีๆ อยู่
แล้ว แต่จู่ๆ อันกั๋วกงก็อ้างว่าข้าคิดถึงบ้านเกิด
เลยยุติการรักษา ข้าก็เลยกลับมา แต่วันนั้นพอดี
ข้าเห็นเซียวลิ่วเข้าพักที่อันกั๋วกง ข้าไม่รู้ว่าสอง
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่”
หันเหล่ย เอ่ยอย่างครุ่นคิด “เซียวลิ่วหลังเป็น
ลูกบุญธรรมของเขา การที่เขาจะเข้าพักใน
จวนกั๋วกงนั้น ย่อมไม่มีอะไรผิดปกติ”
มู่หรูซินยิ้มจางก่อนจะเอ่ย “แต่ว่าเหตุใดเขาถึง
ต้องผลักไสข้า นี่สิคือประเด็นที่น่าสงสัย ไม่ใช่
หรือ”
หันเหล่ยถาม “เซียวลิ่วหลังเข้าพักในจวนกั๋วกง
คนเดียวหรือ”
มู่หรูซินถอนหายใจเอ่ย “เรื่องนี้ข้าก็ไม่แน่ใจ
ด้านหลังยังมีรถม้าอีกสองคัน ส่วนในรถม้านั้นมี
อะไร ข้าไม่ได้เห็น”
หันเหล่ยโน้มตัวเข้ามากระซิบข้างหูนายใหญ่หัน
“ท่านพ่อ หรือว่าครอบครัวของเซียวลิ่วหลังจะ
หลบซ่อนอยู่ในจวนกั๋วกง ไม่น่าแปลกใจที่คนของ
พวกเราตามหาทั่วทุกแห่ง แต่ไม่พบ!” นายใหญ่
หันกดเสียงต่ำ เอ่ยอย่างเรียบเฉย “เรื่องนี้ไม่ต้อง
รีบร้อน เดี๋ยวส่งคนไปสืบข่าวก็แล้วกัน ตอนนี้สิ่ง
ที่สำคัญที่สุดคือ…”
ชายชราเอ่ยพลางประสานมือวางบนด้ามไม้เท้า
สายตาจ้องมองไปที่มู่หรูซิน “เช่นนั้นก็ขอหมอมู่
ผ่าตัดให้หลานชายของข้าเถิด แต่ข้าขอเตือนไว้
ก่อนว่า หากหลานชายของข้าเป็นอะไรไป แม่
นางมู่ต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
…
ยามค่ำคืน สรรสิ่งเงียบสงัด
กู้เจียวส่งโทรโข่งตัวสุดท้ายของวันกลับไป ใน
ที่สุดนางก็สามารถนอนบนเตียงอันแสนสบาย
ของนางได้อย่างเต็มอิ่ม
นางนอนลงบนที่นอนนุ่มๆ มองเพดานประดับ
ไข่มุก
ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกวิญญาณทมิฬ
ร้ายทำร้ายยังคงแฝงอยู่
นางใช้มือข้างหนึ่งกดที่ไหล่ อีกข้างหนุนศีรษะ
“เล่นกันเสียแรงเชียว สักวันหนึ่งข้าจะเอา
กระสอบคลุมศีรษะเจ้า!”
ในที่สุดความเหนื่อยล้าก็เอาชนะนาง ไม่นานนาง
ก็ผล็อยหลับใหลไป
นานมาแล้วที่นางไม่ได้ฝันถึงลางบอกเหตุ
นางเคยคิดเล่นๆ ว่าบางทีเหตุการณ์ในฝันของ
นางอาจเคยเกิดขึ้นจริง และเมื่อนางย้ายมาแคว้น
เยี่ยน ชะตากรรมของทุกคนก็เปลี่ยนไป
ดังนั้นนางจึงไม่ฝันแบบนั้นอีกต่อไป
แต่ทว่าคืนนี้ นางกลับฝันถึงเรื่องนั้นอีกครั้ง
แต่ต่างจากฝันถึงคนอื่นๆ ที่ผ่านมา ครั้งนี้นางได้
เห็นจุดจบของตัวเองในฝันเป็นครั้งแรก