สามีข้าคือขุนนางใหญ่ - บทที่ 798 จุดจบของชาติก่อน (1)
กู้เจียวสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ดวงตาของ
นางยังคงแดงก่ำจากฝันร้าย
ในฝันเต็มไปด้วยหมอกควันสีเลือด ราวกับกำลัง
ลอยมาปกคลุมทั่วทั้งห้องแห่งนี้ แม้แต่ม่านมุกสี
ขาวบริสุทธิ์ก็กลายเป็นสีโลหิตของโมรา
กลิ่นคาวเลือดชวนอาเจียนคละคลุ้งเต็มไปทั่วห้อง
บนเพดานห้องมีศพที่อเนจอนาถแขวนอยู่
แปะ แปะ แปะ แปะ
หยดเลือดสีแดงสดไหลรินลงมาจากเพดานตกลง
บนใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกของนาง
“เจียวเจียว!”
“เจียวเจียว!”
เหมือนมีเสียงใครบางคนกำลังเรียกชื่อนาง
“เจียวเจียว! เจียวเจียว!” เสี่ยวจิ้งคงปีนขึ้นไปบน
เตียง จับไหล่ของนางเขย่าไปมา “เจียวเจียว เป็น
อะไรไปทำไมไม่ตอบข้า”
ศพอาบเลือดนั้น ถูกใบหน้าอันไร้เดียงสาของเด็ก
น้อยบดบัง ภาพความฝันหายไปในพริบตา กู้
เจียวกระพริบตาสองสามครั้ง พยายามตื่นจาก
ฝันร้ายนั่น
นางจ้องมองเสี่ยวจิ้งคงที่เบิกตาโพลงด้วยความ
กังวล ตอบรับด้วยเสียงแหบแห้งแต่เรียบเฉย
“จิ้งคง”
เสี่ยวจิ้งคงถอนหายใจยาว “เมื่อครู่ข้าเป็นห่วง
เจ้ามาก”
กู้เจียวพิงนอนบนเตียงนุ่ม ยกมือขึ้นโอบเจ้าตัว
เล็กไว้ในอ้อมกอด “ข้าไม่เป็นไร”
จู่ๆ เสี่ยวจิ้งคงได้รับอ้อมกอดแห่งรัก รู้สึกขวย
เขินจนแทบจะทนไม่ไหว
ฝั่ามือน้อยปิดใบหน้าแดงก่ำ เท้าปั้อมแกว่งไปมา
อย่างไม่รู้จะวางไว้ที่ไหน
เห็นไหมล่ะว่าเจียวเจียวน่ะชอบข้าที่สุด!
“หืม…เจียวเจียว…เจียวเจียว เจ้ากอดแน่นไป
แล้ว…”
เขา… เขา… เขา… เขาแทบจะหายใจไม่ออกแล้ว
เจ้าเด็กโง๋เอ๋ย เหตุใดถึงได้มาที่นี่ รู้ทั้งรู้ว่าเป็นกับ
ดัก เหตุใดถึงยังมาเก็บศพให้ข้าอีก
“เจียวเจียว… พวกเรากลับบ้านกันเถอะ… ข้าจะ
พาเจ้ากลับบ้าน…”
ร่างกายอาบเลือดของเด็กหนุ่มโอบกอดนางไว้
แน่น ดั่งเช่นตอนที่นางกอดเขาไว้ตอนเด็ก เขาตา
แดงก่ำ แผ่นหลังและขาของเขาเต็มไปด้วยลูกธนู
ที่แวววาว
โลหิตอุ่นร้อนของเขาย้อมเส้นถนนสู่ยมโลกของ
นาง
เขาพานางขึ้นแพไม้ไผ่เพื่อกลับบ้าน แต่ตัวเขาเอง
กลับล้มลงบนชายฝังริมแม่น้ำที่เต็มไปด้วยไฟ
สงคราม
เทพเจ้าแห่งสงครามที่อายุน้อยที่สุดแห่ง
ต้าเยี่ยน… ได้สิ้นลมแล้ว!
–
หลังจากกินอาหารเช้า กู้เจียวก็ไปที่ค่ายเฮยเฟิง
ตามปกติ
นางเริ่มต้นด้วยการตรวจดูสนามฝึกซ้อมต่างๆ ครู
ฝึกต่างกวาดขัดอย่างเข้มงวด เหล่าทหารม้าเฮย
เฟิงฝึกหนักดั่งภารกิจแห่งชีวิต
หลังจากจัดการกับครูฝึกม้าไปสิบกว่าคน เสี่ยว
สืออีก็ยังไม่หยุดซน พลังเหลือล้นจนม้าทุกตัวต่าง
รำคาญ
แม้แต่การฝึกหลบระเบิดที่ม้ากลัวที่สุด มันก็ติดใจ
ในทันที
ฝูงม้าเรียงราวเป็นขบวนถูกเจ้านกรบกวนจนต้อง
ถอยหนี จนสนามฝึกซ้อมกลายจุดเกิดเหตุรถม้า
พลิกคว่ำ
สุดท้ายราช้าม้าเฮยเฟิงก็ออดโรงและใช้กำลัง
ปราบปรามเสี่ยวสืออี เสี่ยวสืออีจึงยอมไปฝึกแต่
โดยดี
ทว่าท่าทางแสนเชื่องนั้นเป็นเพียงละครตบตา
ยามเดินเดินผ่านทหารม้าเฮยเฟิงนายหนึ่ง มันก็
ยกขาขึ้นและเตะก้นม้าตัวนั้นทันที!
ม้า “…”
เหตุใดถึงได้กวนบาทาเช่นนี้!
บทเรียนราคาแพงสำหรับคนชอบยั่วโมโห เสี่ยว
สืออีโดนราชาเฮยเฟิงจัดการอีกครั้ง สุดท้ายก็โดย
สั่งสอนด้วยไม้แข็ง สภาพน่าสงสารเหลือเกิน
“ใต้เท้า! ใต้เท้า!”
ที่ปรึกษาหูวิ่งตัวปลิวมาอย่างกระฉับกระเฉง วันนี้
เขาได้เรียนรู้แล้ว ในมือถือพัดขนนกมาจากไหน
ไม่รู้
เขาพัดให้กู้เจียวพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านมา
เช้ายิ่งนัก ฟั้าเพิ่งสว่างได้ไม่นานเอง!”
ที่ปรึกษาหูยิ้มอย่างอารมณ์ดีพลางเอ่ย “ประกาศ
คำสั่งของท่านเมื่อวานนี้ เสมือนสายฟั้าขจัด
วิญญาณร้ายผ่าลงกลางค่ายเฮยเฟิง เหล่าแม่ทัพ
ที่ท่านแต่งตั้งล้วนเคารพท่านอย่างแท้จริง มี
เหตุผลอะไรที่พวกเขาจะไม่ฝึกทหารอย่างจริงจัง
ท่านวางใจได้เลย!”
แม่ทัพที่นางแต่งตั้งนั้น ส่วนหนึ่งมาจากกองทัพ
เก่าของตระกูลเซวียนหยวน อีกส่วนเป็นเลือด
ใหม่ที่เข้ามาภายหลัง
พวกเขาฝึกทหารอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะเคารพ
นางอย่างแท้จริง แต่เป็นเพราะระเบียบวินัยและ
ประเพณีของค่ายเฮยเฟิงสืบทอดมาอย่างนี้
เข้มงวดกับตัวเอง แล้วเข้มงวดกับผู้อื่น
นางมีเพียงแค่ตำแหน่งในนาม แต่ทุกคนไม่ได้
ศรัทธานางจากใจจริง เพียงแค่ทำตามคำสั่ง
เพราะเป็นหน้าที่ของพวกเขาเท่านั้น
ที่ปรึกษาหูเห็นกู้เจียวไม่มีท่าทีเปลี่ยนแปลงแม้แต่
น้อย จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองสอพลอผิดไม่ถูกที่
ถูกทางหรืออย่างไร
เขาจึงยิ้มพลางเอ่ย “อากาศร้อนขนาดนี้ เชิญใต้
เท้าไปพักผ่อนในกระโจมก่อนเถิดขอรับ”
กู้เจียวไพล่มือไว้ด้านหลังเอ่ยตอบ “ข้าจะไปหา
เหวินเหรินชงก่อน”
ว่าจบก็หันหลังกลับและเดินไปที่ค่ายโฮ้วเปั้ยหยิง
ที่ปรึกษาหูอยากจะห้ามแต่ก็ไม่ทัน “ไอ้หยา… ใต้
เท้า! ใต้เท้า!”
“อ้อ เจ้าไปจัดการเรื่องนี้ให้ข้าก่อน” กู้เจียว
สั่งงานเสร็จแล้วจึงไปหาเหวินเหรินชง
เมื่อวานตอนนางกำลังจะออกเดินทาง ยังมีอาวุธ
และชุดเกราะมากมายกองอยู่ในลาน แต่ตอนนี้
กลับมองไม่เห็นแล้ว
ดูเหมือนว่าเหวินเหรินชงจะซ่อมแซมมันทั้งหมด
เมื่อคืนนี้
ช่างเป็นคนทำงานมีประสิทธิภาพดีแท้
เหวินเหรินชงนั่งซ่อมแซมชุดเกราะที่ส่งมาเมื่อ
เช้านี้ในเรือน
กู้เจียวเดินเข้าไป
เหวินเหรินชงเงยหน้ามองนาง
กู้เจียวมองเงาบนพื้นแล้วเอ่ย “ข้าไม่ได้บังแสง
นะ”
เหวินเหรินชงก้มหน้าซ่อมชุดเกราะต่อ
“ให้ข้าช่วยไหม” กู้เจียวถาม “ข้าเคยเป็นหมอ
เย็บแผลก็เป็นงานถนัดของข้านะ”
เหวินเหรินชงขมวดคิ้ว ราวกับจะรำคาญเด็กน้อย
คนนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไล่เขาอย่างไร
เขาจึงเอ่ยเพียง “ไม่ต้อง”
กู้เจียวนั่งลงที่ธรณีประตู วางข้อศอกบนเข่า เท้า
คางมองเขา “เมื่อวานข้าไปพบกับหลี่เซินและ
จ้าวเติงเฟิงมา”
“สรุปเจ้าต้องการทำอะไรกันแน่” เหวินเหรินชง
ขมวดคิ้วถาม
“ก็แค่รวบรวมเหล่าทหารเก่าของตระกูลเซวียน
หยวนอย่างไรเล่า” กู้เจียวตอบอย่าง
ตรงไปตรงมา
ค่ายเฮยเฟิงอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลหัน
มายาวนานกว่าสิบปี จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่ายังคง
มีอิทธิพลอยู่ไม่น้อย แต่ทว่าตระกูลหันกลับปลด
ทหารที่เก่งกล้าออกไปเป็นจำนวนมาก เหล่า
ทหารเก่าของตระกูลเซวียนหยวนหลายคนจึง
ทยอยลาออกจากค่าย
เหวินเหรินชง หลี่เซิน จ้าวเติงเฟิง และสื่อจงขุยที่
ตายไปแล้วเคยเป็นแม่ทัพใหญ่ทั้งสี่แห่งค่ายเฮย
เฟิง ผู้คนต่างขนานนามพวกเขาว่ามหาเซียนทั้งสี่
แต่ ณ ตอนนี้ เหลือเพียงเหวินเหรินชงคนเดียว
และเขาก็กลายเป็นช่างตีเหล็กไปเสียแล้ว
หากกู้เจียวต้องการกอบกู้ขวัญกำลังใจของทหาร
ในค่ายเฮยเฟิง นางจำเป็นต้องรวบรวมเหล่า
ทหารเก่าของตระกูลเซวียนหยวนให้กลับมา
รวมกันอีกครั้ง
“ตระกูลเซวียนหยวนสูญสิ้นแล้ว” เหวินเหรินชง
เอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย
กู้เจียวเอ่ยถาม “ข้าจะถามเจ้าทุกวัน เจ้าจะ
กลับไปอยู่ทัพหน้าหรือไม่ ถ้าไม่กลับ ข้าจะ
กลับมาถามอีกพรุ่งนี้”
เหวินเหรินชงตอบอย่างเย็นชา “ข้าต้องเอ่ยอีกกี่
ครั้งเจ้าถึงจะเข้าใจ ถึงแม้เจ้าจะถามข้าหนึ่งปี
สองปี หรือห้าปี ข้าก็จะไม่ตอบตกลง”
กู้เจียวขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าเจ้าจะอยู่ที่
ค่ายเฮยเฟิงหนึ่งปี สองปี ห้าปี… ตลอดไป โดยไม่
คิดจะจากไปเลยสินะ”
เหวินเหรินชงลุกขึ้นยืนอย่างว่องไว เดินไปต้มน้ำ
ร้อน “เจ้ากลับไปได้แล้ว!”
กู้เจียวลุกขึ้นยืน สะบัดชายเสื้อ “พรุ่งนี้พบกัน
ใหม่!”
เหวินเหรินชงชักคันโยกที่สูบลม ไม่ได้หันกลับมา
มอง
กู้เจียวเดินวนไปรอบๆ ค่ายทหารอีกครั้ง ก่อนจะ
กลับไปที่กระโจมของตัวเอง
ที่ปรึกษาหูกลับมาแล้ว
“จัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง” กู้เจียวถาม
“เรียบร้อยแล้วขอรับ” ที่ปรึกษาหูตอบ ครั้งนี้
เป็นครั้งแรกที่ที่ปรึกษาหูได้รับมอบหมายงาน
สำคัญหลังจากมาประจำการที่ค่ายทหาร เขาจึง
ทุ่มเททำอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้จึงรวดเร็วและดี
เยี่ยม
กู้เจียวลองชั่งถุงเงินที่ที่ปรึกษาหูส่งให้ โดยไม่ต้อง
นับก็รู้ว่าจำนวนเงินครบถ้วน จากนั้นจึงเหน็บถุง
เงินไว้ที่เอว
ที่ปรึกษาหูดีใจมากที่กู้เจียวไว้ใจเขา ในที่สุดเขาก็
มีโอกาสได้แสดงฝีมือและสร้างชื่อเสียงให้กับ
ตัวเอง
บทที่ 798 จุดจบของชาติก่อน (2)
“ใต้เท้า ใต้เท้า ท่านคุยกับเหวินเหรินชงได้ความ
อย่างไรบ้าง เขาตกลงกลับมาประจำการที่
กองทัพหน้าหรือไม่” เขาจึงถามกู้เจียวด้วยความ
ห่วงใย
“ยังไม่กลับ” กู้เจียวตอบ
ที่ปรึกษาหูจึงหน้าตึงขึ้นพลางเอ่ย “เหตุใดเขาถึง
ไม่ยอมตกลงเสียที”
กู้เจียวลุกขึ้นแล้วเดินออกไป
ที่ปรึกษาหูอุทานด้วยความตกใจ “ใต้เท้า ท่าน
เพิ่งกลับมา จะไปไหนอีก”
กู้เจียวตอบ “ไปหาหลี่เซิน จ้าวเติงเฟิง!”
ที่ปรึกษาหูนึกถึงประสบการณ์ถูกไล่ตะเพิดเมื่อ
วาด ก็กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะถาม “แล้ว… ข้า
ต้องไปด้วยได้ไหม”
กู้เจียวตอบเสียงเรียบ “อยากไปก็ไปสิ”
ข้าไม่อยากไปน่ะสิ…
แต่ท่านเอ่ยแบบนี้ ข้าจะกล้าไม่ไปได้อย่างไร
วันนี้นางไปหาจ้าวเติงเฟิงก่อน
เมื่อครู่นางจงใจเอ่ยถึงทั้งสองคนต่อหน้าเหวินเห
รินชง เพื่อดูว่าเหวินเหรินชงจะแสดงท่าทีอย่างไร
เหวินเหรินชงท่าทีสงบนิ่ง
แสดงว่าเขาไม่เคยได้ยินข่าวลือเรื่องจ้าวเติงเฟิง
สมรู้ร่วมคิดกับตระกูลหัน หรือไม่ก็รู้ว่าข่าวลือนั้น
เป็นเท็จ
จากการสังเกตของกู้เจียวที่มีต่อเหวินเหรินชง
โอกาสที่จะเป็นไปได้นั้นน้อยมาก
“เอ๊ะ ไม่ใช่ท่านขุนนางจากเมื่อวานนี้หรือ มาที่
หอเซียนเหอของข้าอีกแล้วหรือ”
จากห้องส่วนตัวบนชั้นสอง จ้าวเติงเฟิงโอบกอด
สาวงาม พิงอยู่บนขอบหน้าต่างอย่างสำรวย
สำราญ มองไปที่เด็กหนุ่มบนหลังม้า
“มาเกลี้ยกล่อมให้ข้ากลับค่ายทหารอีกแล้วหรือ
ใครอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเอาเลือดแลกเงินกัน
บ้าง ข้าว่าแบบนี้นะท่านแม่ทัพน้อย มาเป็นเถ้า
แก่รองที่หอเซียนเหอของข้าดีกว่าไหม”
ที่ปรึกษาหูโกรธ ชี้ไปที่เขาด้วยพัดขนนก ตะโกน
“เจ้าแซ่จ้าว! พูดจาอะไรของเจ้า! แม่ทัพน้อย
อย่างนั้นรึ ที่คือผู้บัญชาการคนใหม่แห่งค่ายเฮย
เฟิง ใต้เท้าเซียว ข้าบอกเจ้าไปแล้วเมื่อวานนี้!”
กู้เจียวเอ่ย “เถ้าแก่อย่างนั้นหรือ ความคิดไม่เลว
นี่”
จ้าวเติงเฟิงมองดูเด็กหนุ่มที่ตนจูงจมูกไปมาอย่าง
ขำขัน “ใช่ไหมล่ะ แค่เจ้ามีเงินมากพอ จะให้ข้า
แบ่งหอเซียนเหอครึ่งนึงให้เจ้าก็ย่อมได้”
กู้เจียวเงยหน้ามองเขา “ไม่ต้องแบ่งหรอก ข้าซื้อ
หอเซียนเหอของเจ้าทั้งหมดเลย!”
จ้าวเติงเฟิงนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนที่จะหัวเราะเสียง
ดัง “เจ้ารู้ไหมว่าเจ้ากำลังพูดอะไร หอเซียนเหอ
ของข้านี่คือโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งของเมืองนะ บ้าน
เจ้ามีเหมืองทองคำหรืออย่างไร แม่ทัพตัวน้อย…”
เขาเอ่ยไม่ทันจบ ก็เห็นเด็กหนุ่มบนหลังม้าโยนตั๋ว
เงินให้เขา
เขาคว้ารับไว้ มองดูอย่างตั้งใจ ก่อนจะตกตะลึง
กู้เจียวถามอย่างจริงจัง “แค่นี้พอไหม ถ้าไม่พอ
เดี๋ยวข้าให้คนไปเอาเพิ่มอีก”
เช้านี้ก่อนออกจากบ้าน อันกั๋วกงให้พ่อบ้านเจิ้ง
มอบตั๋วเงินให้นาง นางไม่เคยใช้มาก่อน เลยไม่รู้
ว่าจะเอาเงินออกมาได้มากแค่ไหน
จ้าวเติงเฟิงกลืนน้ำลาย อ้าปากค้าง ถามด้วย
ความไม่เชื่อ “เจ้า… เจ้าเป็นอะไรกับมิ่งเหอเฉียน
จวง”
กู้เจียวคิดอยู่นานก่อนตอบ “เอ่อ… ลูกเจ้าของ
กระมัง”
……บ้านข้าไม่มีเหมือง แต่บ้านข้ามีธนาคาร
กู้เจียวหันไปหาที่ปรึกษาหูพลางเอ่ย “ที่ปรึกษาหู
เจ้าอยู่เดินเรื่องที่นี่ ข้าไปหาหลี่เซินก่อน”
ที่ปรึกษาหูยังตกตะลึงอยู่กับวิธีการอันอุกอาจ
หรือว่านี่จะเป็นคนรวยไร้หัวใจอย่างที่ใครเขาว่า
กัน
เขาเอ่ย “อ๊ะ… นี่มัน…”
จ้าวเติงเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าไม่ขาย
หรอก!”
กู้เจียวเอ่ย “เจ้าเอ่ยเองกับปากของเจ้าว่าให้ข้า
เป็นเถ้าแก่ ห้ามกลับคำ!”
จ้าวเติงเฟิงกำหมัดแน่น ยิ้มอย่างเย็นชาพลางเอ่ย
“ข้าจะกลับคำแล้วอย่างไรเล่า!”
กู้เจียวเอ่ยอย่างจริงจัง “ข้าจะซัดเจ้าให้น่วมน่ะ
สิ!”
–
วันนี้หลี่เซินไม่อยู่ที่ท่าเรือ
กู้เจียวถามหัวหน้าคนงานแถวนั้นจึงรู้ว่าเขาไปซื้อ
ยาให้แม่ของเขา
“บ้านเขาอยู่ที่ไหน” กู้เจียวถาม
“อยู่ทางนั้น ท่านขุนนางเดินตรงไปเรื่อยๆ เลี้ยว
ซ้ายที่ทางแยกก็จะเห็นบ้านของเขาแล้ว คนใน
ตรอกนั้นย้ายออกหมดแล้ว เหลือแค่แม่ลูกคู่นี้
อาศัยอยู่ หาไม่ยาก”
“ขอบใจนัก”
กู้เจียวเดินตามเส้นทางที่หัวหน้าคนงานบอกไป
และก็พบกับบ้านหลังเล็กๆ เก่าแก่แสนทรุดโทรม
ประตูบ้านเปิดแง้มอยู่ กู้เจียวเอื้อมมือไปเคาะ
ประตูแล้วถาม “มีใครอยู่หรือไม่”
ไม่มีเสียงตอบรับ
กู้เจียวคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจผลักประตู
เข้าไป
ข้าวของในบ้านเก่าโทรมมาก แต่ไม่ได้รกรุกรัง ถัง
น้ำ จอบ เล้าไก่… วางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ
เสื้อผ้าบนราวเชือกตากผ้าก็ตากไว้อย่างเรียบร้อย
แต่สีซีดเหลืองและเต็มไปด้วยรอยปะ ทว่าดู
สะอาดสะอ้าน
“ลูกวัวน้อย เจ้ากลับมาแล้วเหรอ”
เสียงสูงวัยดังมาจากในบ้าน
ลูกวัวน้อย
ชื่อเล่นของหลี่เซิน
กู้เจียวเดินเข้าไปในห้องโถง มุ่งหน้าไปยังห้องทาง
ขวามือ
“ลูกวัวน้อย”
หญิงชราตาบอดคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น ดูเหมือนว่า
นางจะล้มลงไปแล้วลุกขึ้นยืนไม่ได้อีก
นางพยายามใช้มือทั้งสองข้างจับเก้าอี้ แต่ก็ไร้ผล
กู้เจียวรีบเดินเข้าไป ประคองนางให้นั่งบนเก้าอี้
“เจ้าไม่ใช่ลูกวัวน้อย” หญิงชราเอ่ย
แม้ว่านางจะมองไม่เห็น แต่นางก็ยังได้กลิ่นของ
ลูกชาย
“ข้ามาหาหลี่เซิน” กู้เจียวเห็นท่าทางระแวดระวัง
ของหญิงชราจึงเอ่ยเสริม “ข้าเป็นเพื่อนของเขา”
หญิงชราคลำตัวไปจับต้องชุดเกราะบนตัวกู้เจียว
สายตาที่ขุ่นมัวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
ค่อยๆ ผ่อนคลายลง นางยิ้มพลางเอ่ย “เพื่อน
ของลูกวัวน้อยหรือ เขาออกไปซื้อยาให้ข้าน่ะ
เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว นั่งรอสักครู่นะ ข้าจะไปชงชา
ให้”
ลูกวัวน้อยคือชื่อเล่นของหลี่เซินจริงๆ ด้วย
กู้เจียวเอ่ยกับแม่ของหลี่เซิน “ท่านนั่งเถิด เดี๋ยว
ข้าทำเอง”
แม่ของหลี่เซินยิ้มอย่างใจดี “ดีแล้ว ไม่ต้อง
เกรงใจ ชาอยู่บนโต๊ะในห้องโถง”
กู้เจียวไปชงชา บ้านของพวกเขาแม้แต่ถ้วยชายัง
มีรอยร้าว เก้าอี้ก็มีแค่สองตัว นอกจากนี้ ในห้อง
โถงก็ไม่มีเครื่องเรือนชิ้นอื่นอีก
บ้านหลังนี้เรียกได้ว่ามีแค่ผนังสี่ด้านก็ว่าได้
กู้เจียวเดินกลับไปที่ห้องครัว ตู้กับข้าวว่างเปล่า
ไม่มีเศษอาหารเหลืออยู่เลย บนพื้นมีแกน
ข้าวโพดตากแห้งอยู่สองสามอัน และฟักทองครึ่ง
ลูกที่เน่าเปือย
ในถังข้าวมีข้าวเก่าอยู่แค่ครึ่งถัง และยังมีแมลง
ขึ้นเต็มไปหมด
กู้เจียวยกน้ำชาไปที่ห้องของแม่หลี่ “ดื่มชาเถิด”
“ไอ้หยา เจ้ามาบ้านข้า ยังต้องมารินชาให้ข้าอีก
ทั้งหมดเป็นเพราะข้าตาบอดนี่ไม่เอาไหน…”
“ไม่เป็นไร”
–
“เงินมีแค่นี้ พอซื้อยาได้แค่สามชุดเท่านั้น”
ที่ร้านขายยา คนงานเอ่ยกับหลี่เซินด้วยความ
หงุดหงิด
“สามชุดก็สามชุด” หลี่เซินควักกระเปั๋าเอาเงิน
ออกมาจนหมด ซื้อยาสามชุดแล้วกลับบ้าน
ตอนที่เขาเข้าประตู เขาเห็นได้ชัดว่ามีคนมาที่
ลานบ้าน
ดวงตาของเขาที่เฉียบคมเหมือนนกอินทรีฉาย
แววระแวดระวังในชั่วพริบตา เขาพุ่งเข้าไปใน
บ้านอย่างรวดเร็วและตะโกน “แม่!”
แม่ของลี่ได้ยินเสียงร้องของลูกชายจากห้องนอน
จึงหันขวับไปมองด้วยความตกใจ
“ลูกวัวน้อย เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า” แม่ลี่เอ่ยถาม
ด้วยความเป็นห่วง
เมื่อเห็นว่าแม่ของเขาปลอดภัยดี สีหน้าของหลี่
เซินจึงผ่อนคลายลง จึงถือถุงยาเดินมาที่ข้างเตียง
แล้วถามแม่ “แม่ มีใครมาที่บ้านเราหรือเปล่า”
แม่ของหลี่เซินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จริงสิ เพื่อนของ
เจ้าจากค่ายทหารมาหาแม่ ตอนแรกแม่ยังนึกว่า
เป็นพวกทวงหนี้มาอีก…”
เพื่อรักษาตาของแม่ หลี่เซินไปกู้เงินก้อนโตมา
จากเจ้าหนี้เงินนอกระบบ จึงมีพวกทวงหนี้มา
เคาะประตูบ้านอยู่บ่อยครั้ง
“เขาฝากของไว้ให้เจ้าด้วยนะ” แม่ของหลี่เซิน
ล้วงเอาห่อผ้าออกมาจากใต้ผ้าห่มข้างเตียงแล้ว
ส่งให้หลี่เซิน
“เป็นเงินใช่ไหม” นางถามเสียงเบา
หลี่เซินรับห่อผ้ามาไว้ในมือ รู้สึกได้ทันทีว่าข้างใน
คือเงิน เขาคลี่ห่อผ้าออก พบกับแท่งเงินขาววาว
เต็มห่อ และจดหมายจากค่ายเฮยเฟิง
จดหมายอธิบายที่มาของเงินว่าเป็นเงินบำนาญ
ปลดประจำการของเขา แต่เดิมนั้น ตระกูลหัน
เป็นผู้กุมอำนาจ มีคนบางกลุ่มยักยอกเงินของเขา
ไปถึงเก้าส่วน
นี่คือเงินบำนาญทหารผ่านศึกที่เขาสมควรได้รับ
รวมทั้งดอกเบี้ยที่ควรชดเชยให้เขาในช่วงหลายปี
ที่ผ่านมา