สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 25 นี่มันคนโง่บรมโง่ระดับหาใครไร้เทียมทาน
- Home
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 25 นี่มันคนโง่บรมโง่ระดับหาใครไร้เทียมทาน
บทที่ 25 นี่มันคนโง่บรมโง่ระดับหาใครไร้เทียมทาน
สาวใช้รีบเดินออกมาต้อนรับพร้อมเชื้อเชิญทุกคนเข้าไปด้านในอย่าง
นอบน้อม
ฮูหยินผู้เฒ่าไปยังไม่ทันเสร็จสิ้นกิจธุระส่วนตัวด้านใน ทุกคนต่างรู้ หน้าที่พากันจับจองที่นั่งหรือยืนประจําจุดของตนตามระเบียบอย่าง
เคร่งครัด สาวใช้ประจําเรือนรุ่ยเหวียนทยอยยกน้ําชาและขนมว่างเข้ามารับ
รอง
ฮูหยินทั้งสามล้วนเก็บอาการได้ดีเยี่ยม แม้จะรู้ว่าเมื่อวานลู่เจินเจิ้นได้
รับของดีไปไม่น้อย แต่วันนี้เมื่อเจอหน้ากันก็ไม่มีใครปริปากพูดอะไรให้มาก
ความ
หูชื่อนั้นถูกสาวใช้เกลี้ยกล่อมจนสงบสติอารมณ์ได้จึงยังวางตัวนิ่งเฉย
อยู่ได้ ส่วนชุนชื่อก็ได้แต่ชําเลืองมองลู่เจินเจินเป็นระยะ ในใจขบคิดทบทวน อย่างไรก็ไม่เข้าใจว่าลู่เจินเจินมีดีกว่านางที่ตรงไหน?
มีเพียงจ้าวชื่อที่พอเห็นลู่เจินเจิน โดยเฉพาะยามเห็นหลานชื่อคอย
ประคบประหงมพูดคุยหัวเราะต่อกระซิกกับลูกสะใภ้อย่างออกนอกหน้า ใน ใจนางก็พลุ่งพล่านไปด้วยความริษยาอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว
“น้องสะใภ้สี่ อุตส่าห์กลับบ้านเดิมไปทั้งที แม้แต่ข้าวสักมื้อก็ยังไม่ได้ ตกถึงท้อง ซ้ําร้ายยังประกาศตัดญาติขาดมิตรกันเสียใหญ่โต จากนี้ไปคงไม่ มีใครให้เจ้าพึ่งพาได้อีก หากวันหน้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา คนอื่นเขามีบ้านเดิม คอยหนุนหลัง แต่เจ้ากลับไม่เหลือใครเลยสักคน! ไอ้หยา…. ช่างน่าสงสารเสีย
จริง”
นางจีบปากจีบคอกล่าวต่อ “อีกอย่าง การที่สองตระกูลเกี่ยวดองกัน ก็เพื่อเป็นกําาลังเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เดิมทีบ้านเจ้าก็เป็นแค่ขุนนางเล็กๆ ขั้นห้า ไม่อาจช่วยส่งเสริมอะไรน้องสี่ได้มากอยู่แล้ว แต่นี่เจ้ากลับทําลายกําลัง เพียงน้อยนิดนั้นทิ้งจนไม่มีเหลือ หากเรื่องแพร่งพรายออกไป เกรงว่าน้องสี่ กับจวนโหวจะกลายเป็นตัวตลกของเมืองหลวงไปเสียเปล่าๆ จะมีลูกสาวบ้าน
ไหนกัน เพิ่งแต่งออกไป กลับไปเยี่ยมบ้านครั้งแรกก็ตัดขาดกับบ้านเดิมเสีย แล้ว?”
ลู่เจินเจินไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทําไมจ้าวชื่อคนนี้ถึงได้จ้องจับผิดนาง ไม่เลิกรา นางเพิ่งแต่งเข้าจวนโหวได้เพียงวันที่สี่ ต่อให้เคยไปล่วงเกินจ้าวชื่อ
ก็คงไม่ได้มากมายอะไรนัก
แต่จ้าวชื่อกลับเล่นกัดไม่ปล่อยขนาดนี้ ใครไม่รู้คงนึกว่านางไปขุด หลุมศพบรรพบุรุษสกุลจ้าวมาแน่นอน!
สําหรับคนที่มีเจตนาร้ายอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ เป็นเงินไม่เคยคิดจะ
ไว้หน้าให้อยู่แล้ว
“พี่สะใภ้สาม ท่านพูดเช่นนี้ไม่ถูกต้องนะเจ้าคะ! โบราณว่าไว้ อยู่บ้าน เชื่อฟังบิดา แต่งงานแล้วเชื่อฟังสามี ข้าแต่งให้ท่านสี่แล้ว วันหน้าย่อมเป็น สตรีของจวนโหว เป็นภรรยาของท่านสี่ ที่พึ่งพิงของข้าย่อมต้องเป็นจวนโหว และสามีสิเจ้าคะ”
“อีกอย่าง ในเมื่อแต่งเข้าจวนโหวมาแล้ว ย่อมต้องเชื่อใจจวนโหว อย่างเต็มเปี่ยม เชื่อมั่นในความสามารถและฝีมือของบุรุษจวนโหวสิเจ้าคะ
ข้าน่ะเชื่อใจจวนโหวและท่านสี่หมดใจ ทําไมฟังจากคําพูดพี่สะใภ้สามแล้ว กลับดูเหมือนไม่ค่อยเชื่อมั่นในจวนโหวของเรา แต่กลับไปเชื่อมั่นบ้านเดิม
เสียมากกว่าเล่าเจ้าคะ?”
สีหน้าที่เดิมทีกําาลังล้าพองใจของจ้าวชื่อ พลันแข็งค้างไปทันที
ลู่เจินเจิ้นยังกล่าวต่อว่า “อีกประการหนึ่ง ท่านสี่ของข้านั้นเป็นวิญญ ชนผู้สง่างาม เปิดเผยดั่งสายลมแสงจันทร์ ทั้งมีความรู้ความสามารถและได้ รับความเมตตาจากผู้อาวุโสในจวนโหว อาศัยเพียงตัวเขาเองก็สามารถสร้าง เกียรติประวัติอันรุ่งโรจน์ได้ ไยต้องพึ่งพาเส้นสายจากบ้านเดิมของภรรยา ด้วยเล่า? พี่สะใภ้สามพูดเช่นนี้ แสดงว่าท่านกําลังดูแคลนท่านสี่ของข้าอยู่ หรือเจ้าคะ?”
ลงทันตา
พอหัวข้อสนทนาถูกลากไปโยงกับฟูจืออี้ สีหน้าของหลานชื่อ ก็บึ้งตึง
นางกระแทกถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะข้างตัวเสียงดัง “ปัง”
จ้าวชื่อเริ่มลนลานจนทําตัวไม่ถูก “จะ…. เจ้าอย่าพาลไปเรื่องอื่นสิ!
ข้า… ข้ากําลังว่าเจ้าอยู่นะ! เกี่ย… เกี่ยวอะไรกับน้องสี่ด้วย?”
| ༅།
พอนึกขึ้นได้ นางก็รีบเอ่ยเสริมอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “เจ้าอย่าถือดีว่ามี ผู้ใหญ่อยู่ที่นี่ แล้วจะพูดจาเหลวไหล ปากบอกว่าเชื่อใจจวนโหว เชื่อมั่นในผู้ อาวุโส แต่ข้าได้ยินมาว่า วันยกน้ําชา เจ้าลงมือสั่งสอนสาวใช้ที่ผู้ใหญ่เมตตา มอบให้ไม่ใช่? ข้าว่าเจ้าก็แค่ทําดีเอาหน้า อาศัยปากหวานหลอกล่อผู้ใหญ่ ลับหลังไม่รู้เอาผู้ใหญ่ไปนินทาว่าร้ายยังไงบ้าง!”
รอยยิ้มบนหน้าลู่เงินเงินจางหาย แววตาเย็นเยียบ ดูมีบารมีน่าเกรง ยามขึ้นมาหลายส่วน “เช่นนั้นท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าแค่ทําดีเอาหน้า ลับหลัง นินทาผู้ใหญ่? ท่านมีหลักฐานหรือเจ้าคะ?”
จ้าว อถูกบีบคั้นจนสติหลุด โพล่งออกมาอย่างลืมตัว
“เพิ่งผ่านคืนเข้าหอมาหยกๆ ฮูหยินผู้เฒ่ากับแม่สามีก็ยัดเยียดสาวใช้ หน้าตาจิ้มลิ้ม มาให้ตั้งหลายคน ใครเล่าจะไปพอใจ ต่อหน้าต้องแสร้งยิ้มรับ แต่ลับหลังกลับเกลียดเข้าไส้ ใคร ๆ เขาก็เป็นกันทั้งนั้น แม้แต่ข้าเองก็…”
พูดถึงตรงนี้ ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดปากพูดความในใจออกไปเสียแล้ว
นางหน้าซีดเผือด รีบเอามือตะครุบปากตัวเองทันที ลู่เจินเจินแทบ จะกลั้นขําาไว้ไม่อยู่ นี่มันคนโง่ระดับไร้เทียมทานชัด ๆ!
นางนิกชนในใจว่าสภาพแวดล้อมในจวนโหวคงจะดีจริงๆ ไม่อย่างนั้น
คนโง่เขลาอย่างจ้าวชื่อคงตายไปนานแล้ว การที่นางยังมีชีวิตลอยหน้าลอย
ตาอยู่ได้แสดงว่าผู้ใหญ่ในจวนโหว ใจกว้างดั่งมหาสมุทรโดยแท้
แต่ตอนนี้ ผู้ใหญ่ใจกว้างทั้งสามที่ลู่เงินเป็นนักชมในใจว่าใจกว้าง รวม
ไปถึงฮูหยินผู้เฒ่าที่อยู่ด้านใน ต่างก็หน้า คร่ําเครียดกันหมด
สะใภ้สามนี่มันปากไม่มีหูรูดจริงๆ ดูพูดเข้าสิ พูดออกมาได้ยังไง
นี่พวกนางควรจะแกล้งทําเป็นไม่ได้ยิน หรือควรจะลุกขึ้นมาอาละวาด
เสียตอนนี้ดี?
จีนชื่อที่นั่งอยู่ใกล้ห้องชั้นในที่สุด ได้ยินเสียงกุกกักจากด้านในก็รู้ได้ ทันทีว่าฮูหยินผู้เฒ่ากําลังจะออกมาแล้ว
นางจึงรีบลุกขึ้นตวาดทันทีว่า “สะใภ้สาม นี่เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร ออกมา? เจ้าไม่พอใจที่ฮูหยินผู้เฒ่ากับข้าที่เป็นแม่ใหญ่จัดคนส่งไปให้งั้น!”
จ้าวชื่อตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ เข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นดัง ตุ้บ “ฮูหยินใหญ่ ลูกสะใภ้ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นนะเจ้าคะ! เมื่อครู่แค่พลั้งปาก ไป… แค่พลั้งปากไปจริงๆ เจ้าค่ะ!”
พอนึกขึ้นได้ว่าตนเองกําลังจะเข้าตาจน ก็พยายามลากลู่เจินเงินลง
นํ้าไปด้วยกัน
“ต้องโทษน้องสะใภ้สี่! เป็นนาง… เป็นนางที่พูดจาหลอกล่อให้ข้าพลั้ง ปากออกมา เป็นนางที่มีเจตนาแอบแฝงเจ้าค่ะ…”
สีหน้าหลาน อย่าแย่ลงกว่าเดิม นางแค่นหัวเราะเย็นชา หันไป
มองจินชื่อ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสะใภ้สี่บ้านข้าไปทําอะไรให้สะใภ้ สามขุ่นเคืองนักหนา เพิ่งจะแต่งเข้าบ้านมาได้ไม่กี่วัน สะใภ้สามก็คอยจ้องจับ
ผิดขวางหูขวางตาไปเสียทุกเรื่อง มิสู้ให้สะใภ้สามพูดมาให้ชัดเจน ให้พวกเรา
ช่วยกันตัดสินความยุติธรรม หากเป็นความผิดของสะใภ้สี่จริง ข้าจะให้นาง ยอยมาสะใภ้สามเอง แต่หากเป็นสะใภ้สามที่ตั้งใจหาเรื่องจับผิด ก็ต้องให้
ความเป็นธรรมกับสะใภ้สี่ของย้าด้วย”
จีนชื่อยิ่งฟังสีหน้าก็ยิ่งดูไม่ได้ นางตวัดสายตาจ้องเขม็งใส่จ้าวชื่อ
อย่างดุร้าย
ช่างเป็นตัวโง่งมขนานแท้จริงๆ
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน โดนตอกหน้าหงายไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ยังไม่รู้
จักจํา คนที่เริ่มหาเรื่องก่อนย่อมเป็นผู้ไร้ยางอาย! แต่ที่น่าโมโหกว่าคือดันสู้ฝั
ปากเขาไม่ได้อีก!
ช่างน่าขายหน้าจนทนดูไม่ได้จริงๆ
แต่ถึงอย่างไรจ้าวชื่อก็เป็นคนของบ้านใหญ่ แม้จะไม่ใช่ลูกสะใภ้สาย ตรงของนาง หากเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นมาจริงๆ ก็จะกระทบความสัมพันธ์
ระหว่างกระทบความสัมพันธ์ระหว่างบ้านสามกับบ้านใหญ่
ขณะที่จีนชื่อกําลังจะเอ่ยปาก จ้าวชื่อเพื่อบังคับให้ขอโทษ
ลู่เจินเงินและจบเรื่องนี้ไปเสีย
แต่จ้าวชื่อที่กําลังหน้ามืดตามัวกลับร้อนรนจนคุมสติไม่อยู่
นางกัดฟันกรอด แม้นางจะหัวทิบไปบ้าง แต่ก็พอมองออกว่าจีนชื่อ
กําลังจะบันดาลโทสะ ในเมื่อล่วงเกินเงินเงินไปแล้ว ก็ให้มันแตกหักกันไป
ข้างหนิ่งเลยแล้วกัน
นางจึงตะโกนเสียงดังลั่นว่า “ต่อให้ข้าเป็นฝ่ายผิด แต่น้องสะใภ้สี่จะ
ไม่มีความผิดเชียวหรือ? วัน ยกน้ําชา นางลงมือสั่งสอนสาวใช้ที่ฮูหยินผู้เฒ่า กับอาสะใภ้สามมอบให้ นี่มิใช่เป็นการประกาศศักดาข่มขวัญพวกท่านหรอก
หรือเจ้าคะ?”
“หากนางกตัญญูด้วยใจจริง นางจะกล้าลงไม้ลงมือกับสาวใช้ที่พวก ท่านมอบให้หรือ? ข้าว่านางน่ะจิตใจคิดคด! ต่อหน้าอย่างลับหลังอีกอย่าง!
พวกท่านอย่าไปหลงกลนางนะเจ้าคะ…”
หรือไม่?”
“หากไม่เชื่อ ก็ลองถามสาวใช้พวกนั้นดูสิ ถามพวกนางว่าโดนตบจริง
คราวนี้ ไม่ต้องรอให้ลู่เจินเจินเอ่ยปาก ให้ถังที่ติดตามมาด้วยก็ทิ้งตัว ลงคุกเข่าดั่งตุ้บ “วันยก น้าชา บ่าวถูกตบจริงๆ เจ้าค่ะ…”