สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 26 ไกล่เกลี่ยแบบบัวไม่ซ้ําน้ําไม่ขุ่น
- Home
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 26 ไกล่เกลี่ยแบบบัวไม่ซ้ําน้ําไม่ขุ่น
บทที่ 26 ไกล่เกลี่ยแบบบัวไม่ซ้ําน้ําไม่ขุ่น
เสียงฮือฮาดังไปทั่วทั้งโถงเรือนรุ่ยเชวียน
หูชื่อกระตุกยิ้มสะใจแวบหนึ่งก่อนจะรีบเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดบัง
อาการ ส่วนชุนชื่อก็ได้แต่จ้องมองลู่เจินเงินด้วยความตะลึงงัน ในใจคิดไป ใกลว่าหรือเคล็ดลับที่ ทําให้ลู่เจินเจินเข้าตาพวกผู้ใหญ่ จะเป็นความใจกล้าบ้า บินที่ลุกขึ้นมาตบสั่งสอน
คนของท่านย่าและแม่สามีตั้งแต่วันแรกกันแน่?
จ้าวชื่อที่คิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่าย่ามใจจนเก็บอาการไม่อยู่ หน้าลู่เจินเจินพลางร้องเสียงหลง “ได้ยินหรือไม่! นังบ่าวนั่นยอมรับเองแล้ว
ว่าถูกตบตี!”
จีนชื่อเห็นพฤติกรรมของจ้าวชื่อแล้วถึงกับหน้ากระตุก ส่วนหลานชื่อ
นั้นใบหน้ามืดมนลงทันตา นางจ้องเขม็งไปที่ให่ถังด้วยแววตาอํามหิตประ หนึ่งจะกินเลือดกินเนื้อ ทว่าให่ถึงกลับโยกศีรษะดังปัง ๆ แล้วรวบรวมความ กล้าพูดขัดจ้าวชื่อขึ้นมา
ๆ
“วันนั้นความจริงเป็นเพราะพวกบ่าวเองที่ถือดีว่าเป็นคนของนาย
ท่านผู้เฒ่าและฮูหยินมอบให้ จึงคิดจะวางก้ามข่มขวัญสะใภ้สี่เสียก่อน! ทว่า สะใภ้สี่เป็นคนซื่อตรงและเด็ดขาด เมื่อเห็นพวกบ่าวทําตัวประหนึ่งเจ้านาย
เสียเอง เริ่มแรกท่านก็เอ่ยเตือนด้วยความเมตตาแล้ว แต่เป็นพวกบ่าวที่ไม่ รัก และยังทําตัวก๋าเริบเสิบสาน สะใภ้สี่จึงต้องให้ติงเชียงสั่งสอนพวกบ่าวไป สักทีสองทีเพื่อให้ได้สติ ไม่ให้ก่อความผิดที่หนักหนาไปมากกว่านี้เจ้าค่ะ!”
“ยิ่งไปกว่านั้น พอสะใภ้สี่เห็นพวกเราสํานึกผิด ก็มีน้ําใจกว้างขวางไม่ ถือสาหาความ สองสามวันมานี้ยังปฏิบัติต่อพวกเราเหมือนเป็นสาวใช้สิน เดิม เรียกพวกเราว่าพี่สาวทุกคํา มีเรื่องใดไม่เข้าใจก็เอ่ยถามด้วยท่าทีขอคําชี้ แนะ พอถามเสร็จยังชอบอกชอบใจพวกเราอีก! ทุกวันยังมอบขนมของว่าง
ให้พวกบ่าวเป็นรางวัลต่างหาก!”
“สะใภ้สี่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมเยี่ยงนี้ บ่าวไพร่ทุกคนล้วน เลื่อมใส ศรัทธา จากใจจริง หาได้มีความขุ่นข้องหมองใจแม้แต่น้อย! มีแต่ความ สํานึกในบุญคุณ เจ้าค่ะ!
พวกบ่าวบังอาจล่วงเกินท่าน แต่ท่านเพียง ชี้แนะสั่งสอน แล้วยัง เมตตาเรียกใช้สอยต่อ นี่มิใช่เพราะความกตัญญู ที่มีต่อฮูหยินผู้เฒ่า และฮูหยินสามหรอกหรือเจ้าคะ?”
“หากมิใช่เพราะเหตุนี้… สะใภ้สี่ผู้เพิ่งแต่งเข้าจวน สมควรต้องสงบ เสงี่ยมเจียมตัว ระวังทุกฝีก้าว ไฉนเลยจะยอมหาเรื่องใส่ตัวเสี่ยงถูกครหา เพื่อมาดัดนิสัยบ่าวไพร่เล่า?
ล้วนเป็นเพราะความกตัญญูของนางโดยแท้ ที่ มีต้องการให้เรื่องเล็ก น้อยเหล่านี้มารบกวนจิตใจของนายท่านทั้งสอง นางจึงยอม เปลืองตัว ลง
มือจัดการด้วยตนเองเจ้าค่ะ!”
“ขอฮูหยินผู้เฒ่าและฮูหยินทั้งหลายโปรดตรวจสอบให้กระจ่างด้วย
เถิดเจ้าค่ะ!”
ให้ถังโยกศีรษะลงอย่างแรงอีกครั้งก่อนจะหมอบราบไปกับพื้น สิ้นค้า
สารภาพที่พลิกผันนี้ สีหน้าของหลานชื่อก็เปลี่ยนจากบึ้งตึงเป็นยิ้มแย้มใน
พริบตา
ส่วนจ้าวชื่อนั้นระงับโทสะไม่อยู่ อีกต่อไป “ตบก็คือตบ! การตบตีสาว ใช้ที่ผู้ใหญ่มอบให้ กลายเป็นการแสดงความกตัญญูไปตั้งแต่เมื่อไหร่? น้อง สะใภ้สี่ช่างสรรหาคํามาพูดได้ลื่นไหล สาวใช้ของนางก็ปากคอเราะราย พูดจาเลอะเทอะเพ้อเจ้อ!”
“ถ้าว่าตามที่นั่งเด็กนี่พูด วันหน้าพวกเราก็ตีด่าสาวใช้ที่ผู้ใหญ่มอบให้ ได้ แล้วอ้างว่าเป็นความกตัญญูต่อผู้ใหญ่บ้างได้?”
ในขณะที่จ้าวชื่อกําลังโวยวาย เสียงไอแว่วมาจากห้องชั้นในทําให้นาง
หุบปาก บทันที ฮูหยินผู้เฒ่าไปเดินออกมาอย่างเชื่องช้าโดยมีสาวใช้คอย ประคอง ทันทีที่นั่งลงบนตั่ง จ้าวชื่อก็เตรียมจะเปิดปากฟ้องทันที
“ท่านย่าเจ้าคะ น้องสะใภ้สี่นาง…”
“พอได้แล้ว! ข้าอยู่ข้างหลังได้ยินหมดแล้ว พวกเจ้าทะเลาะกันเสียง ดังเอะอะปานนั้น ยายแก่อย่างข้ายังไม่หูหนวกนะ” ไปขอกล่าวอย่างไม่สบ อารมณ์ทําเอาทุกคนต้องรีบลุกขึ้นยืนเพื่อรับผิด
ไปชื่อโบกมือช้า ๆ “เอาล่ะ เรื่องราวเป็นมาอย่างไรข้าแจ้งแก่ใจหมด แล้ว! สะใภ้สี่แม้จะสั่งสอนสาวใช้ที่ผู้ใหญ่มอบให้ แต่พวกนางก็ยอมรับเอง แล้วว่าเป็นฝ่ายบังอาจล่วงเกินเจ้านายก่อน ในจวนแห่งนี้ ท้ายที่สุดแล้วต้อง แยกแยะให้ชัดเจนว่าใครคือนาย ใครคือบ่าว! ต่อให้เป็นสาวใช้คนสนิทข้าง กายผู้อาวุโสเพียงใด ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปวางก้ามอวดเบ่งต่อหน้าเจ้านายรุ่น
เล็ก!”
“เจ้านายเขากตัญญูและเห็นแก่หน้าผู้ใหญ่จึงให้เกียรติพวกเจ้า นั่น
คือมารยาทของการอบรมสั่งสอนในตระกูลใหญ่ แต่หากบ่าวไพร่ถือดีว่ารับใช้ ผู้อาวุโสมานานแล้วไปทําตัววางอํานาจ ก็จงตระหนักให้ชัดเจนว่าตนเองอยู่
ในสถานะใด”
“ข้ารู้ว่าหลายปีมานี้ ข้าเรี่ยวแรงถดถอย คิดแต่จะหาความสุขกับพวก หลานๆ ไม่อยากยุ่งเรื่องหยุมหยิม จวนของเราปฏิบัติต่อบ่าวไพร่ด้วยความ เมตตามาตลอด แต่ความเมตตานี้มิได้หมายความว่าจะปล่อยปละละเลยจน
เสียคน!”
“มิเช่นนั้นบ่าวไพร่เก่าแก่ที่รับใช้ผู้อาวุโสในจวน จะมีหน้ามีตายิ่งกว่า
เจ้านายเสียอีก จะใช้ได้ที่ไหน?”
จีนชื่อฟังแล้วหน้าถอดสี นี่เป็นการตําหนินางกับหู อทางอ้อม แสดง ถึงความไม่พอใจในการปกครองบ่าวไพร่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ครั้นจะเอ่ย
แก้ต่างก็หามิได้ จึงได้แต่ก้มหน้าอึกอักรับค้าไปอย่างจ้านน
ทางฝั่งจ้าวชื่อยังอยากจะแก้ตัวอีกหลายคํา แต่ถูกหูชื่อถลึงตาใส่ พอ เหลือบมองสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าไปที่นั่งอยู่ด้านบน ก็จําต้องสงบปากสงบ
คําลง นที
หลังจากฮูหยินผู้เฒ่าไปกล่าวตักเตือนจีนชื่อเสร็จ จึงก้มลงมองไห่ถัง
ที่ยังคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง
นางกวักมือเรียกลู่เจินเงิน ส่งสัญญาณให้เดินเข้าไปหา แล้วตบหลัง มือปลอบใจนางสองสามประโยค
ลู่เจินเจินย่อมอาศัยจังหวะนี้หาทางลง นางช่วยพูดแก้ต่างให้พวกไห่
ถึงอีกหลายประโยค พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณในความหวังดีของฮูหยินผู้เฒ่า แลแม่สามี จากนั้นจึงบอกให้ไห่ถังลุกขึ้นได้ ทุกคนในโถงต่างมองหน้ากันแล้ว ระบายยิ้มออกมา เรื่องราวความขัดแย้งนี้จึงถือว่าผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ๆ
เมื่อปลอบโยนลู่เงินเงินเสร็จ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ส่งสัญญาณให้จ้าวชื่อเข้า ไปหา นางตบหลังมือสะใภ้สามเบา ๆ เช่นกันพลางเอ่ยเตือน “สะใภ้สาม ย่ารู้ ว่าเจ้าเองก็หวังดี! เพียงแต่ปากคอของเจ้านั้นยังต้องปรับปรุงเสียหน่อย ค้า พูดดีๆ พอออกจากปากเจ้าทีไร กลับฟังไม่เข้าหูไปเสียได้
จ้าวชื่อรับคําเสียงอ่อย ฮูหยินผู้เฒ่าไปช่างไกล่เกลี่ยประนีประนอมได้
อย่างงดงาม ทําให้งิ้วฉากใหญ่ฉากนี้จบลงอย่างละมุนละม่อมที่สุด
ลําดับถัดไปคือการปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่ารับมื้อเช้า
เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ทําให้หูชื่อเกิดความตื่นตัวขึ้นมาทันที
นางระมัดระวังทุกฝีก้าวด้วยเกรงว่าจะทําสิ่งใดผิดพลาดแม้เพียงนิด
เติมที่เคยคิดอยากจะขัดแย้งขัดขาลู่เงินเงินบ้าง ก็ ต้องพับเก็บ
ความคิดนั้นไปก่อน
ลู่เจินเจินเป็นคนฉลาดหลักแหลมและคล่องแคล่วว่องไว เพียงเห็น
พวกหูชื่อทําให้ดูเป็นตัวอย่าง ก็เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติได้ทันที
นางลองหยั่งเชิงดู พอเห็นสายตาฮูหยินผู้เฒ่าปรายตามองไปที่จาน
ใหน นางก็คีบอาหารชิ้นนั้นมาวางลงในจานเบื้องหน้าฮูหยินผู้เฒ่าอย่างรู้ใจ
ฮูหยินผู้เฒ่ามองลู่เจินเจินแวบหนึ่งด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะระบายยิ้ม
แล้วคีบอาหารเข้าปากอย่างเจริญอาหาร
ลู่เจินเจินลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก มื้ออาหารนี้ถือว่าผ่านพ้น
ไปได้อย่างราบรื่นปลอดภัย
เช่นเดียวกับทุกครั้ง พอปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าทานข้าวเสร็จ ฮูหยิน
ทั้งสามก็ขอตัวลากลับเรือนของตน
โดยปกติแล้วหลานสะใภ้ทั้งสี่คนจะอยู่ทานข้าวที่เรือนฮูหยินผู้เฒ่าให้
เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยกลับ
แต่วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าไปกลับเอ่ยปากว่า “ฮูหยินใหญ่อยู่คุยกันก่อน
ส่วนคนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนเถอะ”
ฮูหยินรองและฮูหยินสามสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบลุกขึ้นย่อกาย
คารวะลา หูชื่อและคนอื่นๆ ก็ขอตัวลาตามออกมาเช่นกัน
ฮูหยินรองและฮูหยินสามเดินนําหน้าไปพลางพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ กันไปพลาง ส่วนลู่เงินเงินกับพวกหูชื่อเดินรั้งท้ายอยู่ด้านหลัง
ทันทีที่ก้าวพ้นเขตเรือนฮูหยินผู้เฒ่า หูชื่อแค่นหัวเราะเย็นชาพลาง
เอ่ย เสียงเบาพอให้ได้ยินกันเพียงไม่กี่คน “น้องสะใภ้สี่เก่งกาจไม่เบาเลยนะ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สยบคนทั้งเรือนทิ้งเทาได้อยู่หมัด แม้แต่คนที่ฮูหยินผู้ เฒ่ามอบให้ เจ้ายังทําให้พวกนางภักดีแบบถวายหัวได้ ช่างมีความสามารถ
เหลือเกิน…”
จ้าวชื่อที่เดินตามมาติด ๆ ก็ไม่วายพูดจากระแนะกระแหนด้วยน้ํา เสียงประหลาด “วันแรกก็กล้าลงไม้ลงมือตีคน ย่อมต้องเป็นความสามารถใน การใช้กําลังอยู่แล้ว! สาวใช้พวกนี้ผิวพรรณบอบบาง จะทนมือทนเท้าได้สักกี่ นา? โดนตีเข้าไปก็ต้องเข็ดขยาดเป็นธรรมดา…
ส่วนชุนชื่อ… เสี่ยงออกไปยืนเงียบๆ อยู่ด้านข้าง ไม่อยากเอาตัวเข้า
ไปพัวพันด้วย
ลู่เจินเจินพยายามปั้นหน้าฝืนยิ้มแบบแกนๆ ออกมา
“ต่อให้ข้าเก่งกาจแค่ไหน ก็เทียบพวกพี่สะใภ้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ! ไม่รู้ว่า
ท่านไหนไปฝึกวิชาหูทิพย์ตาทิพย์มา เรื่องราวในเรือนทิ้งเทาของข้าถึงได้รู้สึก รู้จริงราวกับไปเห็นด้วยตาตนเองเช่นนี้ วรยุทธ์ล้ําเลิศปานนี้ ข้าคงต้องขอคํา ชี้แนะจากพวกพี่สะใภ้ให้มากเสียแล้ว เจ้าคะ