สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 3 พระโพธิสัตว์ที่ไหนกัน นี่มันพญายมราชชัดๆ!
- Home
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 3 พระโพธิสัตว์ที่ไหนกัน นี่มันพญายมราชชัดๆ!
บทที่ 3 พระโพธิสัตว์ที่ไหนกัน นี่มันพญายมราชชัดๆ!
โม่ลี่และรุ่นเซิงรีบถลันเข้าไปฉุดรั้งนางไว้ ส่วนบ่าวอาวุโสและสาวใช้คนอื่นก็รีบไปยืนขวางประตู
เสียงร้องไห้สลับเสียงตะโกนโหวกเหวก ภายในห้องพลันวุ่นวายโกลาหลไปหมด
ลู่เจินเจินเค้นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง “จะร้องหาอะไรกันนักหนา? วันนี้เป็นวันมงคลของข้ากับท่านสี่ โชคลาภวาสนามิถูกพวกเจ้าคร่ำครวญจนหนีหายไปหมดแล้วหรือ?”
“เจ้าจะไปฟ้องฮูหยินผู้เฒ่ารึ? ดี! คิดว่าข้าไม่มีปากมีเสียงหรืออย่างไร? ประเดี๋ยวข้าไปยกน้ำชาคารวะ ข้าจะได้เรียนท่านย่าเช่นกันว่า แม่นางไห่ถังช่างเก่งกาจนัก ฮูหยินผู้เฒ่าส่งมาปรนนิบัติข้า แต่กลับวางก้ามใหญ่โต อ้างบารมีนายเก่า คิดจะมาก้าวก่าย บงการเรือนทิงเทาแห่งนี้เสียเอง!”
“ข้าใคร่จะถามฮูหยินผู้เฒ่าดูสักคำ ว่าแม่นางไห่ถังผู้นี้ ตกลงเป็นเพียงสาวใช้ที่ส่งมาให้ข้าเรียกใช้สอย หรือว่าเป็น ‘อนุภรรยาสูงศักดิ์’ ที่ท่านมอบให้ท่านสี่เพื่อมาช่วยข้าดูแลเรือนทิงเทากันแน่!”
สิ้นประโยคนี้ เสียงร้องไห้ปานฟ้าถล่มของไห่ถังก็พลันเงียบกริบลงทันที! ใบหน้าที่ถูกตบจนแดงก่ำ พลันซีดเผือดลงในพริบตา แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ
โม่ลี่และรุ่นเซิงที่ประคองอยู่ข้างๆ ถึงกับหน้าถอดสี จ้องมองลู่เจินเจินด้วยความหวาดผวา ต้องรู้ไว้ว่า… แม้เจ้านายจวนโหวหนิงผิงจะใจกว้าง แต่กฎระเบียบเรื่องสาวใช้ ‘ปีนเตียง’ หรือพวก ‘ใฝ่สูงอยากเป็นหงส์’ นั้นเข้มงวดเป็นที่สุด ต่อให้เป็นคนโปรดเพียงใด หากมีข้อครหาเรื่องพรรค์นี้ อย่างเบาก็ถูกจับแต่งออกไปให้คนงานชั้นต่ำ อย่างหนักก็ถูกขายทิ้งให้พ้นจวน!
หากสะใภ้สี่นำความไปฟ้องฮูหยินผู้เฒ่าจริงๆ อย่าว่าแต่ไห่ถังเลย แม้แต่พวกนางสองคนก็เกรงว่าจะพลอยติดร่างแหไปด้วย ฟ้าดินเป็นพยาน! พวกนางสามคนไม่เคยกล้าคิดจะเป็นอนุของท่านสี่เลยจริงๆ!
เดิมทีพวกนางเพียงแค่ต้องการ ‘ข่มขวัญ’ นายหญิงคนใหม่ ด้วยนึกดูแคลนว่านางเป็นเพียงบุตรสาวอนุภรรยาจากตระกูลขุนนางขั้นห้าตัวเล็กๆ จะไปคู่ควรกับยอดบุรุษเหนือคนอย่างท่านสี่ได้อย่างไร? ใจหนึ่งก็รู้สึกคับแค้นใจแทนท่านสี่ อีกใจก็ทึกทักไปเองว่า สตรีจากตระกูลต่ำต้อยเช่นนี้ย่อมไร้ความสามารถ ขืนปล่อยให้จัดการงานบ้านงานเรือน เกรงว่าเรือนทิงเทาแห่งนี้จะกลายเป็นที่ขบขันของฝูงชน มิสู้ให้พวกนางสามคนช่วยกันบริหารจัดการเสียเอง เพื่อรักษาหน้าท่านสี่ ส่วนสะใภ้สี่ผู้นี้… ก็แค่ยกไว้บนหิ้งบูชาประดุจพระโพธิสัตว์สักองค์ก็พอ
ทว่าใครจะคาดคิด… นี่ไหนเลยจะเป็นพระโพธิสัตว์ผู้เมตตา นี่มัน ‘พญายมราช’ เดินดินชัดๆ!
สาวใช้ทั้งสามทั้งเสียใจและหวาดกลัว ต่างหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สุดท้ายรุ่นเซิงผู้มีปัญญาเฉียบแหลมที่สุดในกลุ่มก็ตั้งสติได้ก่อนใคร นางรีบทิ้งตัวลงคุกเข่าดัง ‘ตึง’ เบื้องหน้าลู่เจินเจิน เป็นคนแรก
“สะใภ้สี่เจ้าคะ! เป็นพวกบ่าวที่หน้ามืดตามัว มีตาหาไม่แวว! อาศัยว่าฮูหยินเพิ่งแต่งเข้าจวนมา เกรงใจผู้อื่นจึงบังอาจคิดกำเริบเสิบสานล่วงเกินท่าน แต่ขอสะใภ้สี่โปรดตรวจสอบให้กระจ่าง! บ่าวไม่กล้าอาจเอื้อมคิดเป็นอนุของท่านสี่เลยแม้แต่น้อย หากไม่เชื่อ บ่ายยินดีสาบานต่อฟ้า หากแม้ว่าบ่าวมีจิตคิดคดดังว่าจริง ขอให้ครอบครัวของบ่าวต้องตา ตกตายตามกันอย่างอนาถเถิดเจ้าค่ะ!”
“ขอสะใภ้สี่โปรดเมตตายกโทษให้สักครั้ง! พวกบ่าวไม่กล้ามีความคิดที่ไม่สมควรอีกแล้วเจ้าค่ะ! ขอสะใภ้สี่ได้โปรดละเว้นบ่าวด้วยเถิด…” พูดจบ นางก็โขกศีรษะให้ลู่เจินเจินดัง ‘ปัง ปัง’ จนหน้าผากนูนแดง
ฝ่ายไห่ถังและโม่ลี่พอได้สติ ก็รีบพากันสาบานสาปแช่งตัวเองเป็นการใหญ่ รับปากเป็นมั่นเหมาะว่าวันหน้าจะไม่บังอาจอีก ต่อไปจะเชื่อฟังคำสั่งนายหญิงทุกอย่าง หากนายหญิง ‘ชี้ทิศบูรพาไม่กล้าไปทิศประจิม’ จะไม่กล้าขัดขืนแม้แต่ครึ่งคำ!
เด็กสาวหน้าตาหมดจดสามคนนั้นนั่งคุกเข่าร้องไห้จนน้ำตานองหน้าปานบุปผาต้องพิรุณอยู่ เบื้องหน้ามองดูแล้วก็น่าเวทนาสงสารอยู่ไม่น้อย
ลู่เจินเจินไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำปานนั้น เพียงแต่นางรู้แจ้งแก่ใจดีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนายบ่าว หากมิใช่ ‘ลมตะวันออกสยบลมตะวันตก ก็ต้องเป็นลมตะวันตกข่มลมตะวันออก’ หากนายเข้มแข็งบ่าวไพร่ย่อมนอบน้อม หากนายอ่อนแอพวกบ่าวก็ย่อมกำเริบเสิบสาน หากนางยอมถอยให้หนึ่งก้าววันนี้ วันหน้าเกรงว่าจะต้องถอยให้พวกนางจนไร้ที่ยืน
เฮอะ! ลู่เจินเจินผู้นี้ผ่านความเป็นความตายมาแล้วหนหนึ่ง จะยังต้องเกรงกลัวสิ่งใดอีก? นางแต่งให้ฟู่จืออี้เพื่อมาเสพสุขนะ ไม่ใช่เพื่อมาเป็นรองมือรองเท้าใคร! วันนี้หากไม่แสดงเดชเชือดไก่ให้ลิงดู คนที่นั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้เกรงว่าจะเป็ยตัวนางเองเสียแล้ว แต่สาวใช้สามคนนี้ก็ยังไม่ถึงขั้น ‘ต้องตีให้ตายในไม้เดียว’ เก็บไว้ดูพฤติกรรมไปก่อนก็ยังไม่สาย
คิดได้ดังนั้น นางจึง ‘จงใจ’ ปล่อยให้พวกนางคุกเข่ารอต่อไปอีกพักใหญ่ กระทั่งติงเซิงเกล้าผมและประทินโฉมให้นางจนเสร็จสรรพ นางจึงค่อยๆ ลุกขึ้นส่องคันฉ่องทองเหลือง สำรวจความเรียบร้อยว่าไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง
เมื่อเห็นว่าได้เวลาอันสมควร จึงค่อยเอ่ยปาก “เอาเถิด ข้าเองก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผลปานนั้น ในเมื่อพวกเจ้าสำนึกผิดและอ้อนวอนถึงเพียงนี้ เห็นแก่หน้าฮูหยินผู้เฒ่าและฮูหยินใหญ่ ครั้งนี้ข้าจะละเว้นโทษให้สักครา แต่หากมีคราวหน้า…”
วาจายังไม่ทันจบประโยคดี สาวใช้ทั้งสามก็รีบชิงรับคำเป็นพัลวัน “ขอฮูหยินโปรดวางใจ! บ่าวสาบานว่าจะไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาดเจ้าค่ะ!”
ลู่เจินเจินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะส่งสัญญาณให้พวกนางลุกขึ้นได้ สาวใช้ทั้งสามพยุงกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ขาทั้งสองข้างยังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ครานี้พวกนางกลับกลายเป็นสงบเสงี่ยมเจียมตัว ยืนก้มหน้าสำรวมกิริยาอยู่ด้านข้าง มิกล้าปริปากสอดขึ้นมาอีกแม้แต่ครึ่งคำ
อย่าว่าแต่สามคนนี้เลย แม้แต่บ่าวไพร่คนอื่นๆ ในเรือน ต่างพากันก้มหน้าก้มตา กลั้นหายใจมิกล้าส่งเสียงดัง มือไม้ขยับทำงานคล่องแคล่วว่องไวกว่าเดิมหลายเท่าตัว
……
ในขณะเดียวกัน ณ ลานหน้าเรือนทิงเทา
ฟู่จืออี้นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ พลางฟังบ่าวรับใช้ชายชุดเขียวรายงานเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังเรือนเมื่อครู่ เมื่อฟังความจนจบ ฟู่จืออี้ก็โบกมือไล่บ่าวผู้นั้นออกไป เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
‘ดูไม่ออกเลยว่า… จะมีพิษสงไม่เบา’
แม้ปากจะเอ่ยเช่นนั้น แต่ความตึงเครียดระหว่างคิ้วกลับผ่อนคลายลงไปหลายส่วน ในเมื่อละครฉากใหญ่หลังเรือนปิดฉากลงแล้ว ก็คงได้เวลาไปยกน้ำชาเสียที ฟู่จืออี้วางตำราในมือลง แล้วค่อยๆ ก้าวเดินไปยังเรือนด้านหลัง
ครั้นมาถึงประตูทางเข้า ก็เดินสวนกับรุ่นเซิงที่กำลังออกมาตามหาเขาพอดี ทันทีที่นางเห็นหน้าเจ้านาย ปฏิกิริยาแรกของนางคือการผงะถอยกรูดไปด้านหลังถึงสามก้าว ด้วยความหวาดผวา จนมั่นใจว่าทิ้งระยะห่างจากฟู่จืออี้มากพอแล้ว จึงค่อยย่อกายลงคาวระ
“ท่านสี่… สะใภ้สี่รอท่านไปยกน้ำชาพร้อมกันเจ้าค่ะ”
ฟู่จืออี้คาดไม่ถึงเลยว่า การ ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ ของลู่เจินเจิน จะทำให้สาวใช้พวกนี้หวาดกลัวจน ‘หลบเลี่ยงหนีเขา ราวกับหนีโรคระบาด’ ได้ถึงเพียงนี้ ชั่วขณะหนึ่ง เขาไม่รู้ว่าจะควรจะขำ หรือควรจะโกรธดี
ฟู่จืออี้ก้าวเท้าเข้ามาในเรือน ด้วยความรู้สึกซับซ้อนในใจ ลู่เจินเจินแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะ หยิบขนมเข้าปากตามสบายอารมณ์ ไร้ซึ่งท่าทีรีบร้อนกังวลใจ ขนมหวานของจวนโหวขึ้นชื่อเรื่องความวิจิตรบรรจง ทำเป็นชิ้นเล็กขนาดพอดีคำ ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ชาดทาปากเลอะเทอะ บนโต๊ะมีจานเปล่าวางซ้อนกันอยู่ถึงสองสามใบ…
ฟู่จืออี้ขยับริมฝีปากเหมือนอยากจะเอ่ยเตือนอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ เขาพยักหน้าให้สัญญาณ “ได้เวลาแล้ว ไปกันเถอะ” ว่าแล้วก็หมุนตัวเดินนำหน้าไป
ส่วนลู่เจินเจินมีสาวใช้สี่นางห้อมล้อมหน้าหลัง เดินตามหลังไปอย่างสง่าผ่าเผย
จวนโหวมีอาณาเขตกว้างขวางใหญ่โต จากเรือนทิงเทาเดินไปยังเรือนหลัก ต้องเดินเลี้ยวลดคดเคี้ยวผ่านระเบียงทางเดินยาวเหยียดใช้เวลา ราวหนึ่งเค่อ เห็นจะได้
เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนหลัก ก็เห็นสาวใช้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเขียวสีแดงยืนกันอยู่เต็มลาน ครั้นเห็นทั้งสองเดินเข้ามา ผู้มีหน้าที่เลิกม่านก็รีบกุลีกุจอเลิกม่าน ผู้มีหน้าที่รายงานก็รีบวิ่งเข้าไปส่งข่าว ทั่วทั้งเรือนพลันคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมาในพริบตา
คู่แต่งงานใหม่ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องโถงพร้อมกัน กลิ่นหอมคล้ายกล้วยไม้คล้ายชะมดเชียง โชยมาแตะจมูก ภายในห้องตกแต่งวิจิตรตระการตา สว่างไสว สมกับความมั่งคั่งร่ำรวยของจวนโหวอย่างแท้จริง
ที่ตำแหน่งประธาน มี ‘ท่านผู้เฒ่าหนิงผิงโหว’ ฟู่หงหลิน และ ‘ฮูหยินผู้เฒ่า’ ไป๋สื่อ นั่งอยู่เคียงข้างกัน ถัดลงมาทางซ้ายและขวาตามลำดับศักดิ์คือ ซื่อจื่อแห่งจวนหนิงผิงโหว ‘ฟู่เหอหมิง’ และฮูหยินซื่อจื่อ ‘จินสื่อ’ ลำดับต่อมาคือ นายท่านรอง ‘ฟู่เหอยาง’ และฮูหยินรอง ‘ฉินสื่อ’ และที่นั่งอยู่ลำดับถัดไปคือ บิดามารดาบังเกิดเกล้าของฟู่จืออี้ นายท่านสาม ‘ฟู่เหออิ่น’ และฮูหยินสาม ‘หลานสื่อ’
ไล่เรียงลงไปตามระดับชั้นคือเหล่าพี่น้องรุ่นเดียวกับฟู่จืออี้และรุ่นหลาน รวมไปถึงสาวใช้และบ่าวอาวุโสที่คอยปรนนิบัติ ยืนเบียดเสียดกันอยู่เต็มห้องโถงจนแทบไม่มีที่ว่าง ทันทีที่คนทั้งสองก้าวเท้าเข้ามา สายตาทุกคู่พลันจับจ้องมองเป็นตาเดียว
โชคดีที่ลู่เจินเจินเป็นคน ‘จิตใจแกร่งกล้าหน้าหนาเป็นเลิศ’ ต่อให้ถูกคนนับร้อยรุมจ้องเพียงใด สีหน้านางก็ยังไม่เปลี่ยน หัวใจไม่สั่นไหว จังหวะการเดินยังคงมั่นคงหนักแน่นไม่สะดุดแม้เพียงก้าวเดียว ท่าทางที่ดูสุขุมหนักแน่นและวางตัวสง่างามเปิดเผยเช่นนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลไป๋เห็นแล้วรู้สึกถูกชะตาขึ้นมาหลายส่วน
เซิงอรรถ
- ^สำนวนคลาสสิกจากวรรณกรรม ความฝันในหอแดง หมาย
ถึง การชิงดีิงเด่นกันที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องชนะเด็ดขาด
- ^สำนวนนี้หมายถึง “การตัดสิน/ลงโทษขั้นเด็ดขาดโดยไม่ให้
โอกาสแก้ตัว” หรือ “เหมารวมว่าเลวร้ายไปหมด”
- ^หน่วยนับเวลาจีนโบราณ 1 เต่อ เท่ากับ 15 นาที
4.”คำเปรียบเปรยถึงกลิ่นหอมที่หรูหราและอบอวล (ชะมด
เชียงเป็นเครื่องหอมราคาแพง)