สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 4 ยกน้ำชา
บทที่ 4 ยกน้ำชา
ด้วยเหตุนี้ ยามพิธียกน้ำชาจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค ฮูหยินผู้เฒ่ารับคารวะชาจากหลานสะใภ้อย่างเบิกบานใจ กำชับสั่งสอนตามธรรมเนียมเพียงสองสามประโยค ก็ยัดกล่องไม้กล่องหนึ่งที่หนักอึ้งใส่มือให้นางด้วยรอยยิ้มละไม ลู่เจินเจินตั้งรับไม่ทัน ซวนเซไปเล็กน้อยเกือบจะรับกล่องนั้นไว้ไม่อยู่ ไม่รู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่า ยัดสมบัติล้ำค่าใดลงไป ถึงได้หนักอึ้งเช่นนี้
หากมิใช่เพราะเกรงใจสถานที่ ลู่เจินเจินคงอยากจะแอบแง้มดูให้รู้แล้วรู้รอดเสียเดี๋ยวนี้
แต่เมื่อลองตรองดูแล้ว วันนี้ นอกจากท่านโหวผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว ยังมีผู้สูงอายุระดับสำคัญนั่งเรียงกันอยู่อีกหลายท่าน ของรับขวัญย่อมต้องหลั่งไหลมาไม่ขาดสายแน่
คิดได้ดังนั้น นางจึงกลับมากระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา นางโขกศีรษะขอบคุณ ท่านโหวผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่า ด้วยสีหน้าซาบซึ้ง และแววตามุ่งมั่น ลำดับถัดมาคือหนิงผิงโหวสื่อจื่อ ฮูหยินสื่อจื่อ รวมถึงนายท่านรองและฮูหยินรอง ทุกคนต่างล้วนเจนจัดในธรรมเนียมปฏิบัติ
ในเมื่อผู้สูงอายุสูงสุดทั้งสองแสดงออกชัดเจนว่าพึงใจในตัวหลานสะใภ้คนใหม่ พวกเขาที่เป็นรุ่นลูกหลานย่อมต้องแสดงความยินดีให้ยิ่งกว่า แต่ละคนล้วนให้ของกำนัลอย่างใจป้ำ หนิงผิงโหวสื่อจื่อและภรรยา คนหนึ่งมอบจี้หยกขาวมันแพะแกะสลัก เป็นรูปปลาตาเดียว[1] อีกคนมอบกำไลหยกเขียวเนื้อใสกระจ่างให้คู่หนึ่ง
ส่วนนายท่านรองและภรรยาเป็นคนชื่อตรงเรียบง่าย จึงมอบหมูทองตัวอ้วนกลมให้สองสามีภรรยาคนละเก้าคู่ แต่ละตัวหนักถึงเก้าตำลึง
พอเวียนมาถึงนายท่านสามและภรรยา นายท่านสามมอบชุดเครื่องเขียนสี่ล้ำค่าให้ ส่วนฮูหยินสาม ‘หลานสื่อ’ ดูจะดีใจเป็นพิเศษ
นอกจากจะดื่มน้ำชาของลูกสะใภ้รวดเดียวหมดถ้วยแล้ว ยังลุกขึ้นมาประคองลู่เจินเจินด้วยตัวเอง
แววตาของนางแฝงความรู้สึกผิดอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ที่เหลืออีกเก้าส่วนคือความซาบซึ้งใจ
นางมอบชุดเครื่องประดับทองฝังทับทิมให้หนึ่งชุด แต่ดูเหมือนจะยังไม่จุใจ จึงถอดกำไลหยกขาวมันแพะเนื้อดีเยี่ยมจากข้อมือตนเองมาสวมเข้าที่ข้อมือของลู่เจินเจินเพิ่มให้อีกคู่
นางตบหลังมือลูกสะใภ้เบาๆ นัยน์ตาคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
“เด็กดี… ต่อไปพวกเจ้าต้องรักใคร่กลมเกลียวกันให้ดีนะ”
หากมิใช่เพราะด้านหลังยังมีคนรอรับคารวะอยู่ เกรงว่านางคงมิอาจตัดใจปล่อยมือจากลู่เจินเจินได้ง่ายๆ
ถัดจากนั้นก็เป็นรุ่นพี่น้องและรุ่นหลาน
ลำดับถัดไปคือเหล่าพี่น้องและรุ่นหลาน ต่างฝ่ายต่างคารวะทักทายและแลกเปลี่ยนของขวัญตามธรรมเนียม
คนอื่นน่ะไม่เท่าไหร่ ทว่าพอวนมาถึงคุณชายสาม ‘ฟู่จืออวี้หมิง’ และภรรยา ‘จ้าวสื่อ’ ลู่เจินเจินอาศัยจังหวะยกน้ำชา ลอบสำรวจฟู่จืออวี้หมิง พระเอกสาย ‘คลั่งรัก’ จากนิยายเรื่อง ‘ภรรยาใหม่ยอดดวงใจท่านโหว’ อย่างพินิจพิจารณา
ในนิยายพรรณนาไว้ว่า พระเอกจอมคลั่งผู้นี้ ทั้งบ้าทั้งคลั่งรักเพื่อนางเอกที่เป็นภรรยาแต่งใหม่ ถึงขนาดยอมเอาหัวชนกำแพงตายเพื่อนางได้เลยทีเดียว
ทว่าเท่าที่ดูยามนี้ เขากลับดูเป็นปัญญาชนผู้สุภาพเรียบร้อยยิ่ง… ช่างเป็นพวก ‘รู้หน้าไม่รู้ใจ’ เสียจริง!
อาจเพราะสายตาของลู่เจินเจินนั้นเปิดเผยเกินไป ฟู่จืออวี้หมิงถูกจ้องจนเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ท่าทางอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไร
สุดท้ายได้แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางฟู่จืออวี้อี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ
น้องสี่! เมียเจ้าเป็นอะไร ทำไมจ้องข้าแบบนั้น? เจ้าช่วยจัดการนางที!
ฟู่จืออวี้อี้ก็แปลกใจไม่แพ้กัน เขามั่นใจว่าลู่เจินเจินไม่เคยพบปะพี่สามหรือคนสกุลฟู่คนไหนมาก่อนแน่ๆ แต่เหตุไฉนแววตาของนางยามมองพี่สามถึงได้ดูประหลาดพิกลเช่นนั้น?
มีความตกใจ ปลงสังเวช แล้วยังแฝงแววดูดแคลนอยู่รางๆ?
ฟู่จืออวี้อี้นึกว่าตนเองตาฝาดไป… นางจะไปดูแคลนพี่สามด้วยเรื่องอันใดกัน? หรือพี่สามไปทำเรื่องงามหน้าอะไรไว้ข้างนอก? หรือจะเป็น…?
เพียงชั่วพริบตา สมมติฐานมากมายผุดขึ้นมาในหัว
แต่เขาก็รีบปัดความ คิดเหล่านั้นทิ้งไปทันควัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร วันนี้เป็นวันยกน้ำชา จะให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
เขาจึงกระตุกชายเสื้อลู่เจินเจินเบาๆ พอเห็นนางหันมามอง ก็ส่งสายตาตักเตือนไปหนึ่งที
ลู่เจินเจินพลันได้สติ… ซวยแล้ว! มัวแต่เกาะขอบสนาม ‘กินแตง’ จนลืมงานหลักเสียสนิท บ้าจริง! ‘บอส’ คงจะไม่หักเงินเดือนหรอกนะ?
นางรีบฉีกยิ้มหวานประจบเอาใจส่งไปให้ฟู่จืออวี้อี้ทันที
ฟู่จืออวี้อี้แค่นเสียง ‘หึ’ ในลำคอ ยอมปล่อยผ่านไปก่อนชั่วคราว
ทว่าการลอบส่งสายตาให้กันของคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันกลับตกอยู่ในสายตาของเหล่าผู้สูงอายุและพี่สะใภ้ทั้งหลาย ไม่ว่าในใจแต่ละคนจะคาดคะเนไปเช่นไร แต่ใบหน้ากลับเปื้อนยิ้มกันถ้วนหน้า
ฮูหยินรอง ‘ฉินสื่อ’ ถึงกับตบต้นแขนฮูหยินสาม ‘หลานสื่อ’ เบาๆ อย่างล้อเลียน “ยามนี้สะใภ้สี่ก็แต่งเข้ามาแล้ว ดูท่าทางทั้งคู่จะเข้ากันได้ดีนัก เจ้าก็เตรียมตัวรออุ้มหลานให้สบายใจเถิด!”
หลานสื่อที่เดิมทีใบหน้าประดับรอยยิ้มปลื้มปริ่มใจพลันแข็งค้าง ในอกรู้สึกขมปร่าพิกล ทว่าจำต้องฝืนเอ่ยตอบรับ “พวกเขายังหนุ่มยังสาวกันอยู่ โดยเฉพาะสะใภ้สี่… ดูสิ ยังเด็กอยู่เลย รอให้นางเติบโตกว่านี้อีกนิดค่อยมีทายาทก็ยังไม่สาย”
ลู่เจินเจินหูดีได้ยินประโยคนี้เข้าเต็มสองหู
รู้ทั้งรู้ว่าข้ายังเป็นเด็ก ยังจะกล้าโยนหม้อใบใหญ่[2]นี้มาให้ข้าแบกรับอีกหรือ? เคยคิดถึงใจข้าบ้างไหมเนี่ย?
นางหันขวับไปมองฟู่จืออวี้อี้ เห็นเขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉย มิหนำซ้ำยังมีแก่ใจถลึงตาใส่หน้านางวูบหนึ่ง เป็นเชิงสั่งให้รีบตามมา ยังมีผู้น้อยที่ต้องรับไหว้
ลู่เจินเจินได้แต่ค่อนขอดในใจ ตัวข้ายังอายุน้อย กระดูกกระเดี้ยวก็ยังโตไม่เต็มที่ จะไปแบกรับ ‘หม้อดำ'[3]ใบมหึมาขนาดนี้ไหวได้อยางไร
เดี๋ยวพอยกน้ำชาเสร็จ ต้องหาโอกาสคุยกับฟู่จืออวี้อี้ให้รู้เรื่อง วันข้างหน้าย่อมหนีไม่พ้นถูกกดดันเรื่องลูกแน่ๆ อย่างไรเสียคงต้องหาข้ออ้างมาเตรียมไว้ก่อน
พิธีรับไหว้ผู้น้อยนั้นเรียบง่าย หลังรับการคารวะจากเด็กๆ ก็นำของรับขวัญยัดใส่มือให้คนละชิ้น เด็กผู้ชายได้ชุดเครื่องเขียนสี่ล้ำค่า ส่วนเด็กผู้หญิงได้ปิ่นปักผมลวดลายประณีตเพิ่มอีกคนละเล่ม เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี
วันนี้มีเพียงคนกันเองในสกุลฟู่ ไม่มีคนนอก พิธีการจึงเสร็จรวดเร็วทันใจ
เมื่อเสร็จสิ้นพิธียกน้ำชา เหล่าบุรุษต่างทยอยแยกย้ายกันไปสะสางภารกิจรัดตัว เหลือเพียงเหล่าสตรี เด็กๆ และคู่บ่าวสาว ตามธรรมเนียมโบราณ ลู่เจินเจินที่เป็นสะใภ้ใหม่ วันนี้จะต้องปรนนิบัติคีบอาหารเช้าให้เหล่าผู้สูงอายุ
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋นั้น ‘รักเรือนย่อมรักอีกาบนหลังคา’[4] ส่วนหลานสื่อที่รู้สึกผิดต่อลูกสะใภ้เป็นทุนเดิม จึงพร้อมใจกันละเว้นกฎข้อนี้ให้ลู่เจินเจิน
โดยอ้างว่าสงสารคู่แต่งงานใหม่ที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ให้กลับไปพักผ่อนที่เรือนให้หายล้า ค่อยมาเริ่มปรนนิบัติวันหลังก็ยังไม่สาย มีวันหยุดให้ลาพัก ใครเล่าจะปฏิเสธลง? ลู่เจินเจินย่อมปรารถนาจะน้อมรับความหวังดีนี้ใจจะขาด!
เพียงแต่แสร้งทำเป็นลังเล ลอบมองซ้ายแลขวาไปทางฟู่จืออวี้อี้ที ทางหลานสื่อที
‘หูสื่อ’ สะใภ้ใหญ่ของหลานชายในจวนโหวเห็นเข้าจึงยิ้มปลอบใจลู่เจินเจิน
“น้องสะใภ้วางใจเถิด ท่านย่าและท่านแม่ทั้งหลายล้วนเมตตาเอ็นดูพวกเราที่เป็นผู้น้อยที่สุด ตอนข้ากับน้องสะใภ้รองและน้องสะใภ้สามแต่งเข้ามาใหม่ๆ สามวันแรกก็ได้รับความละเว้น ไม่ต้องปรนนิบัติมื้ออาหารเช่นกัน”
“รอให้พ้นสามวันนี้ไปก่อนเถิด ถึงตอนนั้นต่อให้เจ้าอยากจะอู้แต่งาน ก็หนีไม่พ้นแล้ว เรื่องปรนนิบัติท่านย่าและท่านแม่ทั้งหลาย ปล่อยให้เป็นหน้าที่สะใภ้รุ่นพี่อย่างพวกข้าเถิด เจ้ามิต้องกังวลไป รีบกลับเรือนไปกับน้องสี่เสีย ขืนชักช้าประเดี๋ยวน้องสี่จะปวดใจแย่…”
วาจาหยอกล้อนั้นทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าไป๋อดหัวเราะออกมามิได้ ใช้นิ้วชี้ไปที่หูสื่ออย่างเอ็นดู “น้องสะใภ้สี่ของเจ้าอายุยังน้อยเพียงนั้น จะทนรับคำหยอกล้อของเจ้าไหวได้อย่างไร?”
หูสื่อแสร้งทำท่ากระเง้ากระงอด “ท่านย่าได้ใหม่ก็ลืมเก่าเสียแล้ว! พอมีหลานสะใภ้คนใหม่ พวกเราที่เป็นคนเก่าก็หมดความหมายเสียสิ้น! เฮ้อ… เช่นนั้นหลานขอไถ่โทษต่อน้องสะใภ้สี่ ด้วยการลงโทษตัวเองให้อยู่ปรนนิบัติท่านย่าทั้งวันเลย ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
คำพูดนั้นยิ่งเรียกเสียงหัวเราะจากฮูหยินผู้เฒ่าไป๋จนตัวงอ แม้แต่ฮูหยินทั้งสามท่านก็ยังขบขำจนลืมสำรวมกิริยา เหล่าสาวใช้และบ่าวอาวุโสเต็มห้องต่างพากันหัวเราะตามเจ้านายอย่างครื้นเครง
ท่ามกลางความครึกครื้นสนุกสนาน มีเพียง ‘จ้าวสื่อ’ ภรรยาของพี่สามฟู่จืออวี้หมิงเท่านั้น ที่เผลอเบ้ปากเล็กน้อย แววตาฉายความดูแคลนออกมาวูบหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ
ลู่เจินเจินเก็บรายละเอียดทุกอย่างไว้ในสายตา และจดจำใส่บัญชีหนังหมาในใจไว้เรียบร้อย
ดูท่าพี่น้องรุ่นที่สามของจวนโหว จะไม่ได้รักใคร่ปรองดองกันเหมือนภาพที่เห็นภายนอกกระมัง!
อาศัยจังหวะที่หูสื่อเล่นตลกเรียกเสียงหัวเราะ ฟู่จืออวี้อี้และลู่เจินเจินจึงสามารถปลีกตัวออกมาได้อยางแนบเนียน ทั้งสองกอด ‘สมบัติที่กวาดต้อนมาได้’ กองโต เดินทางกลับสู่เรือนทิงเทาอย่างผู้ชนะ
เชิงอรรถ: [1] จี้ปลาตาเดียว (ปลาเปึ้ย) : ในตำนานจีน ปลาชนิดนี้มีตาข้างเดียว ต้องว่ายคู่กันถึงจะมองเห็นทาง จึงเป็นสัญลักษณ์ของ “คู่สร้างคู่สม” หรือสามีภรรยาที่รักกันแนบแน่น [2] ภาระ [3] ความผิด/ภาระหนัก [4] หมายถึง รักใคร่ใคร ก็พาลรักไปถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนคนนั้นด้วย