สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 42 หากไม่รู้จักแกล้งหูหนวกเป็นไม้เสียบ้าง ก็ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดีไม่ได้
- Home
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 42 หากไม่รู้จักแกล้งหูหนวกเป็นไม้เสียบ้าง ก็ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดีไม่ได้
บทที่ 42 หากไม่รู้จักแกล้งหูหนวกเป็นไม้เสียบ้าง ก็ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดีไม่ได้
ฟูจืออี๋ครางอู้อี้ในลําาคอ มือหนึ่งยันเตียงไว้ อีกมือกอดลู่เงินเงินไว้
แน่น ช่วงล่างของเยาแทบจะลอยพ้นขอบเตียงไปแล้ว กว่าจะทรงตัวให้มั่น
คงได้ก็เล่นเอาเหนี่อย
พอตั้งหลักได้
เขาก้มลงมองก็พบว่าลู่เจินเจินยังหลับปุ๋ยสบายใจ
ไป หนึ่ง
เฉิบ ฟูจืออี้แทบจะหัวเราะออกมาด้วยความระอาแกมเอ็นดู เขาตีนางเบาๆ
เห็นนางครางงันง่าในล่าคอพลางขมวดคิ้ว เขาก็เริ่มใจอ่อน ยื่นมือ
ไปลูบผมของนางเป็นการปลอบโยน
ลู่เจินเจินจึงกลับไปหลับสนิทอีกครั้ง
ฟู่จืออี้สูดหายใจเข้าลึกๆ ประคองกอดนางเลื่อนเข้าไปด้านใน เพื่อ เว้นที่ว่างให้ตัวเองได้เอนกายลงนอน
ถึงอย่างไรเขาก็ยังจ่าย้อตกลงระหว่างกันได้ จึงนอนลงอย่าง
สํารวม โดยเว้นระยะห่างระหว่างกันไว้ประมาณครึ่งช่วงแยน
ถึงแม้จะอยู่ห่างกันเพียงนี้ แต่ในค่ําคืนที่เงียบสงัด บนเตียงหลัง เดียวกัน ภายใต้ผ้าม่านที่ทิ้งตัวลงมาคลุมไว้ กลับกลายเป็นโลกใบเล็กที่มี
เพียงพวกเขาแค่สองคน
กลิ่นหอมละมุนจางๆ จากกายของลู่เจินเจินลอยเข้ามาปะทะจมูก ของฟูจืออื้อย่างไม่อาจควบคุม
เขายังคงจดจําความรู้สึกยามที่โอบกอดนางเมื่อครู่ได้แม่นยํา เอว
คอดกิ่วที่แทบจะโอบรอบได้ด้วยมือเดียว รวมถึงไอร้อนผะผ่าวที่เจือด้วย
กลิ่นหอมนั่น
ทําเอาลมหายใจของเขาเริ่มถี่กระชั้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ท่ามกลางความมืด ฟูจืออี้พยายามสูดหายใจลึกเพื่อข่มอารมณ์ เยา
ไม่กล้าหันไปมองคนข้างกายแม้แต่แวบเดียว ได้แต่นอนเบิกตาโพลงจ้อง
มองเพดานเตียงอยู่อย่างนั้น
เขาได้แต่ท่องคาถาสงบ จวนเวียนไปมา พอลมหายใจจะกลับมา สมาเสมอปกติ ลู่เจินเจินที่กําลังหลับใหลก็กางแขนกางยาฟา ป้าบลงมา ทับบนตัวฟูจืออี้อีกครั้ง
ฟูจืออี้ไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี ได้แต่หลับตาลงอย่างจนใจ เขา
พลิกตัวตะแคงรวบหญิงสาวเข้ามาในอ้อมกอดอย่างช้านาญจับมือนางกุม
เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้มือไม้อยู่ไม่สุขเผลอฟาดโดนหน้าเขาตอนกลางดึก ขาข้างหนึ่งพาดทับขานางไว้ เพื่อไม่ให้ถูกนางเตะจน สะดุ้งตื่นขึ้น
มาอีก
ลู่เจินเจินที่อยู่ในห้วงนิทราดูจะคุ้นเคย นางไม่ได้ดิ้นรนขัดขืน แต่ กลับซุกตัวเข้าหาอ้อมอกของฟูจืออี๋อย่างว่าง่าย ก่อนจะหลับลึกอย่างสบาย
ใจยิ่งกว่าเดิม
ฟูจืออี้ได้แต่ท่องคาถาสงบใจต่อไป แล้วค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง เมื่อลู่เจินเจินตื่นมาตอนเช้า ฟูจืออี้ก็ออกจากเรือนไปแล้ว
ระหว่างที่กําลังล้างหน้า ใ ถังก็เดินเข้ามารายงานด้วยท่าทีอีกอัก
ว่า เมื่อคืนท่านสี่เห็นภาพวาดภาพนั้น พอตื่นเช้ามาก็หยิบติดมือออกไปข้าง นอกด้วย ลู่เจินเงินไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ได้คิดมากอะไร
ชาติก่อนนางเคยรับจ้างวาดภาพเหมือนให้ผู้คนมากมาย ก็แค่คิดว่า
ฝีมือยังไม่ตก ถึงขนาดไปเข้าตาฟูจือ ได้
เรียกว่าได้ ‘ปล่อยของ’ ต่อหน้าเจ้านายแบบไม่ตั้งใจ! นางล่ะปลื้ม ปริมในความเก่งกาจของตัวเองเสียจริงๆ! ลู่เจินเจินมองโลกในแง่ดี แล้วรีบ ไปคารวะเช้าที่เรือนรุ่ยเชวียน
หลานชื่อไม่ได้มาโดยอ้างว่าป่วย ทุกคนต่างรู้อยู่เต็มอกว่าเหตุใด
หลานชื่อถึงไม่มา เรื่องที่นายท่านสามหาเมื่อวานเท่ากับตบหน้าหลานชื่อ ฉาดใหญ่ วันนี้นางจะแบกหน้ามาได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อมีลูกหลานอยู่ กันพร้อมหน้าเช่นนี้
ต่างก็เป็นสตรีด้วยกันทั้งนั้น และล้วนเคยผ่านร้อนผ่านหนาวใน เรือนหลังมามิใช่น้อย แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่ารู้สึกราวกับประสบด้วยตนเอง แต่ลึกๆ ก็อดไม่ได้ที่จะสะท้อนใจ และเข้าใจหัวอกนางเป็นอย่างดี กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าใป้ยังมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก
บรรยากาศในการคารวะเช้าจึงเป็นไปอย่างรีบเร่ง ทุกคนต่างคารวะ
กันพอเป็นพิธี แล้วรีบแยกย้ายกันไป
ไปชื่อตั้งใจจะรั้งลู่เจินเจินไว้สนทนา แต่นางกลับขอตัวเป็นคนแรก รีบลาแล้วตรงดิ่งไปยังเรือนของหลานชื่อทันที
จีนชื่อและฉันชื่อมองตามหลังไปก็อตทอดถอนใจไม่ได้
“สะใภ้ของน้องสะใภ้สามคนนี้ ดูไปดูมาแม้ชาติตระกูลจะต่ําต้อยไป
หน่อย แต่เนื้อแท้แล้วเป็นคนมีความกตัญญูและจิตใจดีจริงๆ
เมื่อทุกคนแยกย้ายกลับไปหมดแล้ว ไปชื่อก็อดไม่ได้ที่จะบ่นกับบ่าว
สูงวัยคนสนิท
ถึงจะบอกว่านายท่านสามหาไปเพื่อทายาทสืบสกุลก็เถอะ แต่ เช่นนี้มันไม่ให้เกียรติกัน เกินไปหน่อย! มีอนุภรรยากับสาวใช้ในจวนตั้งมาก มาย ยังไม่พอใจอีกหรือ ถึงต้องดิ้นรนไปตบแต่ง ‘กุ้ยเสี่ย’ จากข้างนอกมา เชิดชู! เมื่อวานยังทําให้ฮูหยินสามเสียหน้าขนาดนั้น ช่างเลอะเลือนสิ้นดี!” ฉีหมัวมัว ซึ่งเป็นสาวใช้สินเดิมคนสนิทของ ชื่อได้แต่ยิ้มเอาใจเจ้า นายพลางเอ่ยปลอบว่า
‘ลูกหลานต่างก็มีวาสนาเป็นของตนเองเจ้าค่ะ โบราณว่าไว้ หากไม่
รู้จักแกล้งหูหนวกเป็นใบ้เสียบ้าง ก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดีไม่ได้
ในเรือนของท่านสามยังมีฮูหยินสามคอยคุมอยู่ คงไม่เกิดเรื่องร้าย แรงหรอกเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าอายุขนาดนี้แล้ว แค่เสพสุขในบั้นปลายก็พอ
แล้วเจ้าค่ะ”
ไปชื้อถอนหายใจ
“ที่เจ้าพูดมาก็ถูก แต่นายท่านสามอายุปูนนี้แล้ว ลูกสะใภ้ก็เพิ่งจะ แต่งเข้าจวนมาไม่ทันไร เขากลับคิดจะรับอนุที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูก สะใภ้เข้ามาอีก ท่าแบบนี้มันหักหน้าฮูหยินสามเกินไปแล้ว
“หากนายหญิงผู้เฒ่าเห็นใจสะใภ้สามจากใจจริง มีผู้มอบของล้ําค่า
ให้สักหน่อย ถือเสียว่าเป็นการปลอบขวัญและชดเชยให้นางดีไหมเจ้าคะ?
จะได้ประกาศให้ผู้คนรู้ทั่วกันว่า สะใภ้สามคือฮูหยินเอกที่ถูกต้องของนาย
ท่านสาม หาใช่หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าจากข้างนอกที่พวกนั้นจะมาเทียบ ชั้นได้?” ฉีหมัวมัวออกอุบาย
ไป่ชื่อครุ่นคิดแล้วพยักหน้า “ก็คงทําได้แค่นี้แหละ! จะว่าไปเจ้าลูกไม่ รักดีนั่น ท่านโหวผู้เฒ่าสั่งห้ามรับอนุ ไม่ให้เบิกเงินกองกลาง เขาถึงกับกล้า ไปขอเงินจากสะใภ้สาม ช่างยายขี้หน้าจริงๆ!”
ว่าแล้วก็ให้เงินไปหยิบตั๋วเงินหนึ่งพันตําลึงออกมา พร้อมกับจัด กําไลหยกขาวอีกหนึ่งคู่ ให้คนนําไปมอบให้หลานชื่อสะใภ้สาม ถือเป็นการชด
เชยค่าเสียหายให้หลานชื่อ
นางคิดไปคิดมา ก็ส่งของกํานัลไปให้สะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองคนละ
สองอย่างด้วย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมไม่ล่าเอียง
ต่อให้ไปชื่อจะใจกว้างเพียงใด แต่การที่ต้องมอบข้าวของออกไปมาก
มายในคราวเดียวเช่นนี้ อย่าว่าแต่นึกเสียดายเลย นางกลับรู้สึกเหนื่อย
หน่ายใจเสียมากกว่า
หากเจ้าสามจอมป่วนยังทําเรื่องแบบนี้อีกสักสองสามหน ต่อให้นาง
จะมีสมบัติส่วนตัวมากแค่ไหน ก็คงอุดรูรั่วไม่ไหวแน่!
ยองชดเชยจากใ สื่อมาถึงเรือนหลานชื่อในเวลาไล่เลี่ยกับที
ลู่เจินเจินมาถึงพอดี
ลู่เงินเงินเพิ่งจะคารวะหลานชื่อเสร็จ ยังคุยกันได้ไม่ถึงสองประโยค
และยังไม่ทันจะได้ถามไถ่อาการป่วย ของก็ส่งมาถึงเสียก่อน
หลานชื่อมีสีหน้าเรียบเฉย นางรับของไว้และฝากคําขอบคุณ ถึงฮูหยินผู้เฒ่าไป ฝากคํากล่าวไปว่า รอให้อีกสักสองวันเมื่อร่างกายแข็ง แรงดีแล้ว นางจะไปขอบคุณด้วยตนเอง จากนั้นจึงค่อยส่งซานหูสาวใช้ที่นํา
ของมามอบให้กลับไป
ชานหูแสร้งทําเป็นมองไม่เห็นว่าหลานชื่อมีสีหน้าปกติและยังลุกนั่ง ได้สบาย นางเพียงถ่ายทอดความห่วงใยจากฮูหยินผู้เฒ่า แล้วรับถุงรางวัล
ทีภรรยาจางเสี่ยนยัดใส่มือให้ แล้วกลับเรือนรุ่ยเชวียนไป
พอชานหูไปแล้ว แม่สามีกับลูกสะใภ้ก็นั่งหันหน้าเข้าหากัน มองดู ของรางวัลที่ฮูหยินผู้เฒ่าให้มา ตั๋วเงินหนึ่งพันตําลึงกับกําไลหยกขาวหนึ่ง
คู่ ก็เข้าใจเจตนาปลอบขวัญของฮูหยินผู้เฒ่าได้ทันที
หลานชื่อมีทีท่าเนือยเนือย นางแทบจะไม่ปรายตามองของเหล่านั้น
ด้วยซ้ําา เลื่อนตัวเงินมูลค่าหนึ่งพันตําลึงไปตรงหน้าลู่เงินเงินทันที “รับไปเถอะ พวกเจ้ายังหนุ่มยังสาวเงินเก็บยังน้อย เรื่องที่ต้องใช้ จ่ายมีเยอะ ถือเสียว่าแม่ช่วยจุนเจือพวกเจ้าก็แล้วกัน”
ลู่เจินเงินใหนเลยจะกล้ารับไว้ นี่มันเงินที่ฮูหยินผู้เฒ่าชดเชยให้ หลานชื่อเป็นค่าชื่ออนุภรรยาชัดๆ
หลานชื่อแค่นหัวเราะ “คนก็จะเข้ามาอยู่แล้ว เห็นเงินก้อนนี้ข้าก็ยิ่ง ปวดใจ รับไปเถอะ! ไม่อย่างนั้นก็จะตกไปเป็นของคนนอกเสียเปล่าๆ” ในเมื่อหลานชื่อเอ่ยปากเช่นนี้ ลู่เจินเจินจึงรับไว้อย่างไม่เกรงใจ
ถือเสียว่าช่วยเก็บรักษาไว้ให้แม่สามีก็แล้วกัน
ไม่อย่างนั้นดูจากท่าทางของนายท่านสามแล้ว เวลาไม่มีเงินยังหน้า
ด้านมาขอหลานชื่อได้ แต่คงไม่หน้าหนาพอจะมาแบมือขอเงินจากลูกสะใภ้
อย่างนางหรอกกระมัง
“ตกลงเจ้าค่ะ งั้นย้าจะช่วยเก็บใว้ให้ท่านแม่ก่อนนะเจ้าคะ”
เมื่อเห็นลู่เงินเงินรับเงินไปอย่างตรงไปตรงมา หลานชื่อถึงเริ่มมี
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า
ลู่เจินเจินอยู่ทานมื้อเช้าเป็นเพื่อนแม่สามี
คงเป็นเพราะอารมณ์ยังขุ่นมัวอยู่ ต่อให้เป็นใครเจอเรื่องพรรค์นี้เข้า
ไปคงยากที่จะทําใจให้สงบนิ่งลงได้
หลานชื่อจึงทานอะไรไม่ค่อยลง ฝืนทานโจ๊กใปได้ครึ่งชาม กับหมั่น
โถวม้วนเส้นไหม ไปเกือบครึ่งลูกเท่านั้นก็พอแล้วลู่เจินเจินเองก็ไม่ได้ คะยั้นคะยอให้นางทานต่อ
ลู่เจินเจินจึงอยู่พูดคุยเป็นเพื่อนต่ออีกครู่ใหญ่ ทั้งยังจงใจสรรหา
เรื่องขบขันมาเล่าให้ฟัง จนทําให้หลานชื่อหลุดหัวเราะออกมาได้ถึงสอง ครั้ง เมื่อเห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายเริ่มดูดีขึ้นบ้างแล้ว นางถึงค่อยคลาย
ความกังวลลงได้เปลาะหนึ่ง
ใจยิ่งนัก
หลานชื่อรับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีของลู่เจินเจิน และรู้สิกซาบซึ้ง
ยังไม่ทันถึงมื้อเที่ยง นางก็เอ่ยปากไล่ให้ลู่เจินเจินกลับเรือน “เจ้าอยู่ เป็นเพื่อนหญิงชราอย่างช้ามาครึ่งค่อนวันแล้ว กลับไปเถอะ”
“วางใจเถิด ข้าไม่เป็นไรหรอก ข้าย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางดี ผ่านมาตั้ง กี่ปีแล้ว หากข้าต้องมาคอยโศกเศร้าเสียใจกับเรื่องพรรค์นี้ทุกครั้ง ป่านนี้คง
ตรอมใจจนอยู่ต่อไม่ไหวไปนานแล้ว ข้าย่อมมีเหตุผลของข้าเจ้ากลับไปก่อน
เถิด”