สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 41 ชอบช้ามากขนาดนี้เชียว?
บทที่ 41 ชอบช้ามากขนาดนี้เชียว?
ราตรีดึกสงัด นํ้าค้างลงจัด… ประตูเรือนหน้าและเรือนหลังล้วน ‘ลง ตาน’ หมดแล้ว หากเป็นเมื่อก่อน ฟูจืออี้คงจะค้างคืนที่ห้องหนังสือเรือน หน้าเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนบ่าวไพร่ที่เฝ้ายาม
ทว่าวันนี้ เขากลับเดินมุ่งหน้าสู่เรือนหลังด้วยความเคยชิน ต้าหม่านที่เดินตามอยู่ด้านหลัง อดบ่นพึมพําไม่ได้
“ตึกป่านนี้แล้ว สะใภ้สี่คงเข้านอนไปนานแล้วมั้ง ไม่รู้ว่าท่านจะ เมื่อก่อนก็นอนที่เรือนหน้าออกบ่อย…”
ลําาบากกลับไปทําไม
‘จึงเจ๋อ’ ผู้ติดตามอีกคนที่เพิ่งออกเรือนไปเมื่อปีก่อน ได้ยินดังนั้นก็
อดกระเช้าต้าหม่านไม่ได้
เจ้าเด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร? ตอนนี้ท่านสี่กับสะใภ้ กําลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน หนึ่งวันไม่เห็นหน้า ประหนึ่งผ่านพ้นไป สามฤดูใบไม้ร่วง’ (1) เชียวนะ อีกอย่าง นอนคนเดียวกับนอนสองคนน่ะมัน ต่างกันราวฟ้ากับเหว รอเจ้าแต่งงานไปเดี๋ยวก็รู้ซึ้งถึง รสชาติเองแหละ”
ตัาหม่านหัวเราะแหะ ๆ พลางเกาหัวอย่างเดอะเงิน ในใจเขาน่ะไม่ รีบร้อนหรอก เพราะท่านพ่อท่านแม่พร่ําสอนไว้เสมอว่า ในเมื่อเขาเป็นคน ของท่านสี่ ภรรยาในวันหน้าหากได้เป็นสาวใช้คนสนิทข้างกายสะใภ้สี่นั่น
แหละถึงจะประเสริฐที่สุด แต่งงานกันไปแล้วจะได้ปรนนิบัติรับใช้เจ้านาย ทั้งสองท่านต่อไปได้พร้อมหน้าพร้อมตา
สี่
ความจริงเขาหมายตา ‘ตึงเชียง’ สาวใช้สินเดิมของสะใภ้ ไว้เรียบ ร้อยแล้ว แม้นางจะมิใช่บ่าวที่เกิดในเรือนโหวแห่งนี้ แต่ท่านแม่ของเขาบอ กว่า นอกจากติงเสียงจะเป็นคนโปรดที่สะใภ้สี่ไว้ใจแล้ว..
แค่ดูทรวดทรงองค์เอวของนาง มองปราดเดียวก็รู้ว่าต้องให้กําาเนิด
บุตรชายได้แน่ วันหน้าหากมีลูกชายสักห้าหกคนวิ่งเล่นเต็มบ้าน ชีวิตเขาคง รุ่งเรืองเฟื่องฟูน่าดู
ตอนนี้เขาได้แต่คิดอยู่ในใจ ยังไม่กล้าไปเอ่ยปากกับท่านสี่หรือสะใภ้
ตั้งใจว่ารออีกสักพัก ให้สนิทสนมกับติงเชียงมากกว่านี้แล้วค่อย เลียบเคียง ถามความสมัครใจนางดูก่อน หากนางมีใจตอบรับ ถึงจะไปขอ กับสะใภ้ อย่างเป็นทางการ
ฟูจืออี้หารู้ไม่ว่า บ่าวคนสนิทข้างกายกําลัง ‘หมายปอง’ สาวใช้สิน เติมของลู่เจินเงินเข้าให้เสียแล้ว
เมื่อได้ยินวาจาของจิงเจ๋อ เยา งกระแอมไอเบาๆ เป็นเชิง ปรามให้
พวกเขาสงบปากสงบค้า
จิงเจ๋อและตาหมานหันมาสบตายิ้มให้กัน แล้วก็ไม่กล้าเอ่ยวาจาใด
ออกมาอีก
หญิงรับใช้สูงวัยที่เฝ้ายามได้ยินเสียงค้าหม่าน พอรู้ว่าท่านกลับ มา ก็รีบกุลีกุจอมาเปิดประตูเล็ก ครั้นยกโคมไฟส่องดูใกล้ๆ ก็เห็นว่าเป็น ท่านสี่ของตนจริงๆ จึงได้เชื้อเชิญให้เขาเข้ามาด้านใน
ส่วนจึงเจ๋อและตาหม่านนั้นย่อมรู้ธรรมเนียมปฏิบัติเป็นอย่างดีว่า ข้ารับใช้ชายมิได้รับอนุญาตให้ล่วงล้ําเข้าเขตเรือนหลังในยามวิกาล ทั้งคู่จึง
ขอตัวลาอย่างรู้งาน
ทิ้งให้หญิงรับใช้เฝ้าประตูถือโคมนําทางฟูจือ มุ่งหน้าไปยัง
เรือนพิงเบาเพียงลําพัง
บรรยากาศภายในเรือนทีงเทายามนี้เงียบสงัด มีเพียงโคมกันลม
สองดวงใต้ระเบียงทางเดินที่ยังทอแสงนวลตา ส่วนห้องหับอื่น ๆ ต่าง บ ไฟมืดสนิทด้วยทุกคนเข้าสู่ห้วงนิทรากันหมดแล้ว เมื่อหญิงรับใช้เฝ้าประตู เรือนเห็นเงาร่างอันคุ้นตาของฟูจืออี้ ก็รีบเข้าไปรายงานด้านในทันที
ไห่ถึง งนอนเฝ้ายามอยู่ที่โถงด้านนอกสะดุ้งตื่น นางจุดตะเกียง แล้วถลาไปเปิดประตูรับเจ้านายหนุ่มด้วยความรวดเร็ว
ฟูจืออี้เดินเข้ามาในห้อง เห็นเงียบเชียบไร้เสียง ก็รู้ได้ทันทีว่า
ลู่เจิมเงินเข้านอนแล้ว
ในใจพลันเกิดความรู้สึกวูบโหวงระคนผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก
ไห่ถึงลองหยั่งเชิงถาม “ให้บ่าวไปปลุกสะใภ้สีไหมเจ้าคะ…”
ฟูจืออี้โบกมือห้าม “ช่างเถอะ สะใภ้สี่ของพวกเจ้าหลับไปแล้ว จะไป ปลุกนางทําใน? ไปเตรียมน้ําไว้ที่ห้องข้าง ข้าจะไปล้างหน้าล้างตาเอง”
ไห่ถังรับคําแล้วรีบออกไปกําชับสาวใช้ตัวน้อยให้เร่งบ่าวไพร่ต้มน้ํา ร้อนมาปรนนิบัติ จากนั้นก็รินน้ําชาให้ฟูจืออี้ถ้วยหนึ่ง
ฟูจืออี้รับถ้วยชาไปแต่ไม่ได้ดื่ม ถือค้างไว้ในมืออยู่นานกว่าจะเอ่ย ถาม “คืนนี้สะใภ้ เข้านอนตอนใหน? นางสบายดีหรือไม่?
ไห่ถึงไม่เข้าใจว่าทําไมฟูจืออี้ถึงถามเช่นนี้ แต่ในฐานะสาวใช้ที่รู้ ความ นางจึงเลือกตอบโดยเน้นประเด็นสําคัญ
“สะใภ้สี่เข้านอนดึกกว่าปกติเจ้าค่ะ รอท่านสี่จนง่วงทนไม่ไหว พวก
บ่าวต้องช่วยกันคะยั้นคะยออยู่นานกว่านางจะยอมไปพักผ่อนเจ้าค่ะ”
สีหน้าของฟูจือ ดูอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
ไห่ถึงมีไหวพริบรีบเสริมว่า “ก่อนนอน สะใภ้สี่ยังวาดภาพให้ท่านสี่
ด้วยเจ้าค่ะ คงใช้สมาธิมากไปหน่อย เดิมทีนางตั้งใจจะรอท่านสี่กลับมาแล้ว
เค้านอนพร้อมกัน แต่สุดท้ายก็ฝันไม่ไหวเจ้าค่ะ
ภาพวาด? ฟูจืออี้วางถ้วยชาลง “ภาพอยู่ที่ไหน?”
ไห่ถังลุกขึ้นนําทางฟูจืออี้ไปยังห้องโถงเล็กที่กั้นแยกไว้ ด้านข้างหน้า
ต่างมีโต๊ะเขียนหนังสือตัวใหญ่ตั้งอยู่ กั้นพื้นที่ด้วยชั้นวางของประดับ
บนโต๊ะเขียนหนังสือมีกระดาษเชวียนจื่อแผ่นหนึ่งกางอยู่ ดูโดดเด่น
สะดุดตาเป็นพิเศษ
ฟูจืออี้เดินเข้าไปดูใกล้ๆ คนในภาพวาดไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใคร?
แม้ลายเส้นและฝีมือการวาดจะดูแปลกตาและยังอ่อนประสบการณ์
ไปบ้างแต่กลับวาดออกมาได้เหมือนจริงอย่างมีชีวิตชีวา ฟู่จืออี้จ้องมอง ภาพนั้น ตาไม่กะพริบราวกับถูกตรึงไว้ ในใจมีเพียงความคิดเดียว ที่แท้ใน
สายตานาง ช้าก็เป็นเช่นนี้เอง
เยาประคองม้วนภาพขึ้นมาอย่างระมัดระวัง พลิกซ้ายขวาพินิจดู ช่างเหมือนกับเงาตนเอง ในคันฉ่องถึงแปดเก้าส่วน ยิ่งมองก็ยิ่งชอบใจ จึง หมายมาดว่าจะม้วนเก็บเสียเดี๋ยวนั้น ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะนําไปเก็บรักษาไว้ที่
ห้องหนังสือเรือนหน้าของตน
ให่งเห็นท่าไม่ดี ถ้าท่านสี่เอาไป แล้วพรุ่งนี้เช้านางจะอธิบายกับ
สะใภ้สี่อย่างไร?
นางรีบใช้ไหวพริบแก้ปัญหา “ท่านเจ้าคะ สะใภ้ วาดเสร็จแล้วชอบ
อกชอบใจใหญ่ ชื่นชมอยู่ครึ่งค่อนวัน ยังสั่งกําชับบ่าวว่าพรุ่งนี้ให้ไปหาช่าง มือมาเข้ากรอบ จะได้แขวนไว้ในห้องดูต่างหน้าทุกวันเจ้าค่ะ” มือที่กําาลังม้วนภาพชะงัก ใบหูแดงระเรื่อ ‘ชอบถึงเพียงนี้เชียว? ถึง
ชั้นจะแขวนไว้ดูทุกวันเลยหรือ?
หากลู่เจินเจินอยู่ต่อหน้า เขาคงมิวายต้อง วางมาด นาง ปากไม่
ตรงกับใจถักสองสามประโยคว่าหาตัวเหถวใหดอีกเป็นแน่
แต่ในยามที่อยู่เพียงลําพังเช่นนี้ เขากลับรู้สึกถึง ความหวานล้ําสาย หนึ่งที่เอ่อล้นขึ้นมากลางอก ชวนให้จิตใจเคลิบเคลิ้มเป็นสุขยิ่งนัก ฟูจืออี้กระแอมไอเบาๆ ม้วนภาพเก็บให้เรียบร้อย ปรับสีหน้าให้เป็น ปกติ แล้วหันกลับมาสั่งด้วยท่าทีสุขุม “พวกเจ้าจะไปรู้แหล่งช่างฝีมือดีที่ ไหนกัน? พรุ่งนี้ข้าจะเอาออกไปให้ช่างเข้ากรอบให้เอง”
ติ
มา
ให้ถึงไหนเลยจะกล้ายัด ได้แต่รับค่าไปตามนั้น
ดีที่พวกบ่าวไพร่ทํางานรวดเร็ว น้ําร้อนสําหรับล้างหน้าถูกส่งมาพอ
ไห่ถึงน่าชุดผลัดเปลี่ยนของฟูจืออี้ไปไว้ที่ห้องข้าง แล้วรีบถอยออก
รอจนฟูจืออี้ล้างหน้าล้างตาเสร็จเดินเข้าห้องชั้นในไปแล้ว นางถึงให้
นี่คือกฎข้อแรกที่ลู่เงินเงินตั้งไว้หลังเข้าดูแลเรือนทิ้งเทา ยามค่ําคืน
บ่าวไพร่เข้าไปเก็บกวาดห้องข้าง แล้วค่อยถอยกลับไปที่ห้องพักของตน
หากนางและฟูจืออี้อยู่ในห้องชั้นใน ห้ามมีคนคอยเฝ้ายามในโถงกลางอย่าง
เต็ตยาต
ก่อนหน้านี้เพราะฟูจืออี้ยังไม่กลับมา ให้ถึงจึงมานอนเฝ้าโถงนอก
แต่ตอนนี้เขากลับมาแล้ว นางย่อมต้องกลับห้องตัวเอง
ในห้องชั้นในเหลือเพียงตะเกียงดวงเดียว แสงสลัวทําให้ห้องยิ่งดู
เงียบสงบ
บนเตียงสี่เสา ลู่เจินเจินหลับสนิท ม่านมุ้งไม่ได้ปล่อยลง เผยให้เห็น
ท่านอนอัน ‘ห้าวหาญ’ ของนางได้อย่างชัดเจนแขนยาเกะกะ นางนอนแผ่ หลาจนแทบจะครองเตียงไว้คนเดียว
ฟูจืออี้ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เขาต้องซุกตัวนอนตะแคงอยู่ที่ริม เตียงอย่างน่าเวทนา สายตาจ้องมองลู่เจินเจินที่กําลังหลับสนิทโดยไม่
กะพริบตา
ท่ามกลางความมืดมิดช่วยอําพราง ทําให้ฟูจือได้จ้องมอง ลู่เจินเจินอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก
ความปรารถนาที่รุนแรงและลึกซึ้งในแววตา แทบจะปะทุทะลักออก
มา ราวกับตาข่ายล่องหนที่ถักทอไว้อย่างแน่นหนา ตรงเข้าโอบล้อมและรัต งลู่เจินเจินเอาไว้ใจกลางตาข่ายนั้นอย่างตื้นไม่หลุด
ผ่านไปเนิ่นนาน เยาจึงได้เอ่ยกระชับด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนแทบไม่ ได้ยิน “ลู่เจินเจิน เจ้าต้องเป็นเด็กตีแบบนี้ตลอดไปนะ ต้องมองเข้าเช่นนี้ เรื่อยไป ให้ในใจและสายตาของเจ้ามีเพียงย้าคนเดียวเท่านั้น…ถึงจะดี!” ลู่เจินเจินที่ตกอยู่ในห้วงฝันเหมือนจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง นางทําปากแจ๊บๆ แล้วพลิกตัวกลิ้งหลุนๆ เข้ามาซุกในอ้อมกอดของฟูจืออี้
เล่นเอาเขาเกือบจะหงายหลังตกเตียง
เชิงอรรถ
1.^-E7528 =เป็นสํานวนจีนที่มีที่มาจากคัมภีร์ชื่อจิง เปรียบ เปรยถึงความรู้สึกคิดถึงคนรักอย่างลึกซึ้ง ว่าระยะเวลาเพียง 1 วันที่ไม่ เค้พบหน้า กลับรู้สีกยาวนานทรมานเหมือนผ่านไปถึง 3 ฤดูใบไม้ร่วง (3 ปี) คําว่า “สารท” หรือ “ริว” แปลว่า ฤดูใบไม้ร่วง คนโบราณ! นับ
เป็นตัวแทนของ 1 ปี