สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 114 สุขาวดีหรือไร?
บทที่ 114 สุขาวดีหรือไร?
ยามที่เห็นว่าลำแสงสีขาวกำลังจะสังหารเหลียงเฟย เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง!
ลำแสงสีขาวอันเกรี้ยวกราดไร้เทียมทาน กลับอันตรธานหายไปในพริบตา ทำให้ถ้ำแห่งนี้กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ มีเพียงแสงสว่างสีขาวอ่อน ๆ อบอุ่น ไร้ซึ่งอันตราย ไหลเวียนอยู่
เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันเช่นนี้ เหลียงเฟยมิได้หยุดการโจมตีในทันที ลำแสงสีเขียวขาวสลับกันหลายสาย ยังคงพุ่งไปข้างหน้า โถมกระหน่ำดุจดั่งราชสีห์คำราม
ทว่า พลังของเขา เมื่อพุ่งเข้าใกล้แหล่งกำเนิดแสงสีขาว ก็พลันมลายหายไปในชั่วพริบตา!
เรื่องราวอันใดกันนี่?
เหลียงเฟยช่างฉงนนัก ใจกลางดวงจิตกลับมีประกายใคร่รู้ พลันรู้สึกว่าภายในถ้ำแห่งนี้ช่างแปลกประหลาดนัก คงต้องมีเรื่องราวลี้ลับที่ผู้ใดมิอาจล่วงรู้เป็นแน่
เดิมทีพลังที่เกือบทำลายฟ้าดินได้เช่นนั้น อีกฝ่ายกลับสามารถเรียกกลับได้ในพริบตา เห็นได้ชัดว่าสิ่งลี้ลับนั่นมิได้คิดปลิดชีพพวกเขา
แน่นอนว่าเหลียงเฟยย่อมไร้ซึ่งความหวาดกลัว!
แม้นต้องขึ้นเขาเสียดฟ้า ลงบาดาลเพลิง เหลียงเฟยก็มิเคยหวั่นเกรง แล้วเหตุใดเล่าจึงต้องหวั่นกลัวสิ่งที่มิได้คิดปลิดชีพเขาด้วย
ดังนั้น เหลียงเฟยจึงพาเซียวหนิงเสวี่ยบนหลัง มุ่งหน้าอย่างกล้าหาญเข้าใกล้บ่อเกิดแสงสว่างนั้น
ครั้นเมื่อทั้งสองเข้าใกล้บ่อเกิดแสงสว่างนั้นมากขึ้นอีก จนเหลือระยะเพียงวาเศษ บ่อเกิดแสงสว่างขนาดมหึมาพลันหมุนวนด้วยความเร็วสูง!
แล้วการจู่โจมก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง แม้เหลียงเฟยจะระแวดระวังอย่างถึงที่สุด แต่ทว่าพลังนั้นช่างมหาศาลนัก เขาไม่อาจหลบเลี่ยงได้ จึงถูกดูดกลืนเข้าไปในวังวนแสงสว่างสีขาวพร้อมกับเซียวหนิงเสวี่ย อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
ทันใดนั้น ภาพเบื้องหน้าก็เลือนหายไปทีละน้อย ค่อย ๆ ปรากฏเป็นภาพใหม่
เมื่อเหลียงเฟยเห็นดังนั้น จึงพลิกร่างเซียวหนิงเสวี่ยแล้วสวมกอดนางไว้แน่นหนา
มิอาจล่วงรู้ว่าหนทางข้างหน้า พวกเขาจะเผชิญชะตากรรมเช่นไร รอคอยอยู่เบื้องหน้าคือเก้าตายสิบปาง หรือ…
ด้วยเหตุนี้ เหลียงเฟยจึงเพียงปรารถนาโอบกอดเซียวหนิงเสวี่ยไว้แนบกาย ป้องมิให้หลุดลอยไป หากพลัดพรากกัน นางซึ่งร่อแร่เพียงลมหายใจ คงมิรอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราช!
แม้เหลียงเฟยยังมิอาจกล่าวได้เต็มปากว่ามีใจรักเซียวหนิงเสวี่ยจนยอมพลีชีพ หรือแม้แต่ความรู้สึกดี ๆ ก็ยังมิอาจเอ่ยถึง แต่เขาจักไม่มีวันทอดทิ้งนาง!
เฉกเช่นที่เซียวหนิงเสวี่ยไม่เคยละทิ้งเขา!
ภายในวังวนสีขาว แสงสว่างเจิดจ้ายิ่งขึ้น หากฝืนทนมองต่อไปเกรงว่าดวงตาทั้งสองข้างอาจสูญสิ้น!
เหลียงเฟยทนไม่ไหว แต่ก็ยังคงใช้มือบดบังดวงตางามของเซียวหนิงเสวี่ยเสียก่อน เมื่อมั่นใจแล้ว จึงค่อยหลับตาลง ปล่อยให้วังวนพัดพาพวกเขาไปสู่ห้วงมิติใหม่
เวลาผ่านไปราว ๆ ยี่สิบลมหายใจ!
เพียงแค่ยี่สิบลมหายใจ ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลและความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด เหลียงเฟยกลับรู้สึกเนิ่นนานดุจผ่านไปยี่สิบปี
ในที่สุด เหลียงเฟยก็ไม่รู้สึกถึงการหมุนวนอีกต่อไป โชคดีนักที่ทั้งเขาและเซียวหนิงเสวี่ยล้วนเป็นยอดฝีมือ แม้ต้องเผชิญกับการหมุนวนนับพันนับหมื่นรอบด้วยความเร็วสูง ก็มิได้หมดสติล้มลง
ส่วนเซียวหนิงเสวี่ยคงทรมานยิ่งกว่า ลมหายใจของนางจึงอ่อนแรงลงในชั่วพริบตา!
เหลียงเฟยนั้นอาศัยพื้นฐานวิทยายุทธที่แข็งแกร่ง จึงแทบไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ครั้นลืมตาขึ้น ก็รีบสำรวจสถานที่รอบกายในทันที
เบื้องหน้าปรากฏเป็นพื้นที่ว่างเปล่า กว้างยาวราวสองจั้ง
ภายในนั้นไร้ซึ่งผู้คน หรือแม้แต่ภูตผีปีศาจ
ทว่าทัศนียภาพเบื้องหน้านั้นช่างงดงาม แม้แต่เหลียงเฟยผู้อาศัยอยู่บนเกาะหมื่นอสูรอันงดงามราวสรวงสวรรค์ จนแทบไม่รู้สึกตื่นเต้นกับทิวทัศน์ใด ๆ ก็ยังรู้สึกว่าที่แห่งนี้ช่างวิไลยิ่งนัก
แม้จะปราศจากภูเขาและแมกไม้น้อยใหญ่ ทว่ากลับมีบึงน้ำใสสะอาดจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง มีธารน้ำไหลเอื่อยขับกล่อมเป็นท่วงทำนองอันไพเราะ มีทุ่งหญ้าเขียวขจี ดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว แลเห็นผีเสื้อโบยบินและแมลงปอเริงระบำอยู่ลิบ ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น อากาศยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวาน ชวนให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
ส่วนเซียวหนิงเสวี่ย หญิงงามผู้งดงามราวกับดอกไม้แรกแย้ม ถูกเหลียงเฟยวางลงบนทุ่งหญ้าอย่างแผ่วเบา ความงามอันเลอเลิศของนางหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเบื้องหน้า เกิดเป็นทัศนียภาพอันงดงามหาใดเปรียบ
หลังจากผ่านเรื่องราวโกลาหลและการต่อสู้อันยาวนาน เหลียงเฟยผู้เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ มาถึงสถานที่เช่นนี้ ก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก เกิดเป็นความปลื้มปิติอย่างล้นเหลือ
สภาพแวดล้อมอันแสนวิเศษเช่นนี้ ดูเหมือนจะส่งผลดีต่อร่างกายของเซียวหนิงเสวี่ยเช่นกัน คิ้วเรียวที่ขมวดมุ่นคลายออกเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ
ในที่สุด เซียวหนิงเสวี่ยก็สามารถเอ่ยคำพูดออกมาได้!
แต่นางกลับเดินกลับไปกลับมา มองทิวทัศน์อันงลงามราวกับมิรู้เบื่อ นานเท่านาน จนสุดท้ายนางก็อดเอ่ยขึ้นมิได้ว่า “ท่านพี่เฟย ที่นี่แหละคือชีวิตที่ข้าปรารถนา แม้เรียบง่าย แต่สงบสุขยิ่งนัก”
เหลียงเฟยพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “อยู่ที่นี่ให้ความรู้สึกดีจริง ๆ เลยขอรับ ทุกอย่างล้วนดีงาม เพียงแต่เสียดายที่ไม่มีอาหาร!”
เซียวหนิงเสวี่ยได้ยินดังนั้นก็พลันรู้สึกหม่นหมองลงในทันที
พวกเขาวิ่งพล่านกันมานานสองนาน จนหิวโซไปหมดแล้ว
ประชาชนย่อมถือเอาอาหารเป็นดังสวรรค์ อาหารสำหรับผู้ที่ยังฝึกตนไม่ถึงขั้นละอาหารได้ จึงนับเป็นปัญหาใหญ่หลวงนัก
“มิได้ พวกเราต้องหาวิธีออกไปจากที่นี่…” เหลียงเฟยกล่าวถึงตรงนี้ ก็มิได้กล่าวต่อ แต่กลับมองไปทางด้านข้างของเซียวหนิงเสวี่ย ด้วยความประหลาดใจ
เซียวหนิงเสวี่ยเห็นดังนั้น ก็รู้สึกแปลกใจเป็นยิ่งนัก จึงอดถามมิได้ว่า “เป็นอะไรไปหรือ ท่านพี่เฟย?”
“น้องหนิงเสวี่ย หันหลังกลับไปดูข้างหลังเจ้าสิ มหัศจรรย์ยิ่งนัก!” เหลียงเฟยชี้นิ้วไปทางด้านหลังขวาของเซียวหนิงเสวี่ย พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ
เซียวหนิงเสวี่ยพลิกกายหันหลังกลับไปดูอย่างยากลำบาก ก็มองเห็นข้าวสองชาม ปรากฏขึ้นบนแผ่นหินขนาดโต๊ะแปดเซียน ใกล้ ๆ บริเวณริมสระน้ำ โดยมิทราบที่มา ในชามข้าวมีกับข้าวผักสารพัดอย่าง ปะปนกันไป นับว่าล้วนแต่เป็นของกินได้ทั้งสิ้น
“อาหารหรือ อาหารหอมกรุ่น?” เซียวหนิงเสวี่ยจ้องมองอาหารตรงหน้าเป็นนานสองนาน ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
เหตุใดสวรรค์จึงได้บันดาลโชคเช่นนี้!
เหลียงเฟยนั้นหิวโหยถึงขีดสุด ไหนเลยจะอดทนต่อไปได้ อีกอย่างในเมื่อมีไข่มังกรพิษคอยคุ้มกัน แม้แต่อาหารรสเลิศที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าเช่นนี้ จะมีพิษร้ายอย่างไรข้าก็ไม่หวั่นเกรง
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าก็จะกินข้าวพวกนี้เข้าไป ไม่ว่าภัยพิบัติใหญ่หลวงเพียงใด ข้าก็จะเผชิญหน้า แม้ความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ข้าก็จะฝ่าฟันไปให้ได้ ไหนเลยจะยอมตายอย่างน่าอนาถเพราะความหิวโหยเช่นนี้!
คิดได้ดังนั้น เหลียงเฟยจึงถือชามและตะเกียบขึ้นมาอย่างไม่ลังเล จากนั้นก็เริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยความหิวโหย จนลืมนึกถึงกิริยามารยาทในการกินไปเสียสิ้น
เมื่อกินไปได้หลายคำ เหลียงเฟย ก็เอ่ยถามไข่มังกรด้วยจิตว่า “เจ้าตัวน้อย เจ้ารู้สึกบ้างหรือไม่ว่าอาหารพวกนี้มีพิษ?”
“ไม่มีพิษ ข้าสัมผัสได้แต่สารอาหารอันอุดมสมบูรณ์ ทุก ๆ ส่วนผสมล้วนคัดสรรและปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันตามความต้องการของร่างกาย เหมาะสำหรับการฝึกฝนพลังและเสริมสร้างรากฐานเป็นอย่างยิ่ง!”
เหตุใดโชคดีเช่นนี้!
เหลียงเฟยพึมพำกับตัวเอง คิดในใจว่า ช่วงนี้อุตส่าห์รอดชีวิตมาจากความเป็นความตาย ผ่านความยากลำบากมานับครั้งไม่ถ้วน สวรรค์คงเห็นใจ จึงได้ประทานโชคลาภเช่นนี้มาให้
ทันใดนั้น เขาก็รีบเดินไปประคองเซียวหนิงเสวี่ย แล้วกล่าวว่า “ข้าวพวกนี้อร่อยนัก กลิ่นหอมชวนรับประทาน ข้าลองชิมแล้ว ปราศจากพิษ น้องหนิงเสวี่ย เจ้าก็มากินหน่อยเถิด!”
เซียวหนิงเสวี่ยตอบรับคำ พยายามประคองชามข้าวด้วยสองมือ แต่ก็ไม่อาจยกขึ้นมาได้
“ข้าจะป้อนเจ้าเอง!” เหลียงเฟยเห็นสถานการณ์เช่นนั้น จึงรับชามตะเกียบจากเซียวหนิงเสวี่ยอย่างกระตือรือร้น แล้วเริ่มป้อนอาหารให้นางทีละนิด
เซียวหนิงเสวี่ยมองดูเหลียงเฟยที่ดูจริงจังมาก อดรู้สึกซาบซึ้งไม่ได้ หัวใจก็พลอยหวานชื่น
เหลียงเฟยกลับไม่ได้สังเกตเห็นความหมายลึกซึ้งที่แฝงอยู่ในสีหน้าของ เซียวหนิงเสวี่ย เพราะขณะที่ข้าป้อนข้าว จู่ ๆ ก็พบเห็นปรากฏการณ์แปลกประหลาด
ชามข้าวนี้ ดูเหมือนจะกินไม่หมดเสียที!
จริง ๆ นะ เหลียงเฟยสามารถรับรองได้เลยว่า เขาป้อนให้เซียวหนิงเสวี่ยหลายคำแล้ว แต่ข้าวในชามกลับไม่ลดลงเลยสักนิด
ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน!
เซียวหนิงเสวี่ยค่อย ๆ สังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน นางพบว่าตัวเองอิ่มแล้ว แต่ข้าวในชามกลับไม่ลดลงเลย จึงตื่นเต้นพูดว่า “ท่านพี่เฟย เจ้าดูข้าวในชามสิ!”
เหลียงเฟยรับคำ ยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าเห็นแล้ว! อืม ที่นี่ช่างวิเศษจริง ๆ นี่คือสวรรค์บนดินที่เล่าลือกันใช่หรือไม่?”
เซียวหนิงเสวี่ยได้ยินคำพูดของเขา จึงกล่าวว่า “ที่นี่มีทั้งอาหารและเครื่องดื่ม สงบสุขร่มเย็น ทิวทัศน์ก็งดงามเหลือเกิน ท่านพี่เฟย พวกเราอยู่ที่นี่กันเถอะ ไม่ต้องออกไปไหนชั่วชีวิต…”
พูดถึงตรงนี้ นางตั้งใจจะพูดต่อ แต่ก็พลันหน้าแดงด้วยความอาย รู้สึกเขินอายขึ้นมา
ไม่ต้องคิดก็รู้แน่ว่า นางต้องอยากเอ่ยอะไรออกมาอีก เช่น จับมือเจ้าไว้ ดําเนินชีวิตคู่ไปด้วยกัน มีลูกน้อยเต็มบ้านหลานเต็มเมือง อะไรเทือกนั้น