สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 22 ผู้ที่ไม่เคยถูกโชคชะตาละทิ้ง
บทที่ 22 ผู้ที่ไม่เคยถูกโชคชะตาละทิ้ง
ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก!
ลุงหัวหัวเราะ
เซียวหนิงเสวี่ยปลาบปลื้มยิ่งราวกับได้พบแสงตะวันท่ามกลางราตรีกาลอันมืดมิด
เย่เทียนฉงก็ปลาบปลื้มยินดีอย่างสุดซึ้ง
ลำพังเพียงเหลียงเฟยจะจดจำวรยุทธ์ทั่วไปได้แม่นยำและฝึกฝนได้ในทันทีก็เพียงพอให้ผู้คนคารวะในความสามารถของเขาแล้ว!
ทว่าตอนนี้เหลียงเฟยยังสามารถจดจำและฝึกฝนวิถีเทพอันเป็นขั้นสูงกว่าที่ซึ่งแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่เก่งกาจก็มิอาจมีความคืบหน้าใด ๆ ในหลายปีแท้ ๆ แต่ตัวเขากลับทำได้อย่าง่ายดายและรวดเร็ว
ดียิ่งนัก ช่างเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งโลกเสินอู่โดยแท้!
เช่นนี้แล้วเหลียงเฟยก็เหมาะสมที่จะเคียงคู่กับเย่หลิวซูลูกสาวของเขาที่ซึ่งสตรีงามผู้ปราศเปรื่องอันดับหนึ่งแห่งเสิ่นอูเป็นอย่างมากเลยมิใช่หรือไง?
เหลียงเฟย ไม่สนใจสายตาของผู้คนและยังคงปลดปล่อยกรบวนท่าของตนเองอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสำเร็จวิถีเทพกระบวนท่าแรกของเขาได้ในที่สุด
แสงสีเขียวมรกตอันลึกลับพุ่งออกมาจากร่างของเขาและพุ่งตรงเข้าโจมตีอาสาม
น่าเสียดายที่อาสามมีพลังความแข็งแกร่งที่สูงส่งพอ เมื่อเผชิญกับวิถีเทพที่ซึ่งเหลียงเฟยใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อฝึกฝนสำเร็จ เพียงแค่โบกมือเบา ๆ เขาก็สลายการโจมตีนั้นได้อย่างง่ายดายราวฝุ่นควัน
ความจริงอันโหดร้ายยิ่งกว่านั้นคือ อาสามเมื่อเห็นเหลียงเฟยสามารถใช้วิถีเทพได้ เขาก็กลัวว่าหากปล่อยให้เวลาผ่านไป เหลียงเฟยจะยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งต่อสู้ยิ่งเก่งกาจ จึงยากจะรับมือ ดังนั้นเขาจึงได้ปลดปล่อยการโจมตีที่ทรงพลังอย่างต่อเนื่องกระบวนท่าแล้วกระบวนท่าเล่า กระหน่ำใส่เหลียงเฟยอย่างบ้าคลั่ง!
เหลียงเฟยที่ต้องเผชิญหน้ากับพลังอันแข็งแกร่งของอาสามก็กัดฟัน เขาปลดปล่อยพลังทั้งหมดเพื่อเร่งกระบวนท่าของเขา ปลดปล่อยลำแสงมากมายกระจายออกไปปะทะเข้ากับพลังของอาสาม
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง!
พลังส่วนใหญ่ถูกเหลียงเฟยสกัดไว้ได้ ประกอบกับการที่เขาใช้ฝีเท้าลมกรดผสานกับก้าววิญญาณดาราจนเกิดเป็นความเร็วระดับสุดยอด ท้ายที่สุดเขาก็รอดพ้นจากหายนะมาได้!
อาสามเมื่อเห็นว่าไม่สามารถฆ่าเหลียงเฟยได้ เขาก็ยิ่งโกรธแค้น เสียงร้องคำรามดังกังวาน ตามด้วยการรวบรวมพลังอย่างต่อเนื่อง สั่งสมพลัง แล้วปล่อยแสงสีเขียวหม่นอันแข็งแกร่งกว่านับสิบครั้ง!
โชคดีที่อาสามได้ใช้ท่าไม้ตายของเขาอย่างพันพฤกษาผลิบานไปแล้ว มันทำให้เขาเสียพลังลมปราณไปมากและไม่สามารถใช้ซ้ำอีกได้ในเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน
แต่ถึงแม้ว่าอาสามจะปล่อยพลังทั้งหมดออกมาเพื่อโจมตีเหลียงเฟยไปก่อนหน้าแล้ว ด้วยสภาพที่เหลือเพียงครึ่งชีวิตของเขา ยังไงมันก็ยังอันตรายอยู่ดี!
ทว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
เหลียงเฟยมักจะสร้างความประหลาดใจอยู่เสมอ!
เห็นได้ชัดว่าหลังจากที่เขาใช้วิถีเทพจนจบกระบวนท่าไปแล้ว ท่าทางของเขาก็แปลกประหลาด และร่างกายของเขากำลังสั่นไหว ไม่อยู่กับร่องกับรอยราวกับวิญญาณที่ดูแปลกประหลาดนัก!
เขากำลังพัฒนาบางสิ่งบางอย่างอยู่หรือ?
หรือวิถีเทพเองเขาก็สามารถพัฒนาและปรับปรุงได้เช่นกันหรือ?
นี่… นี่… นี่เขายังเป็นมนุษย์อยู่หรือ?
มันเข้าข่ายฝีมือพระเจ้าแล้วนะ!
คนทั้งหลายอดไม่ได้ที่จะต้องมองและตะลึง หรือตกใจ หรือสั่นสะเทือน หรือตื่นเต้น หรือดีใจจนตัวสั่น!
ลุงหัวคิดไม่ตก หากไม่ใช่เพราะตัวเองเป็นผู้ชาย เขาคงอดร้องตะโกน ‘เหลียงเฟย ข้ารักเจ้า ข้ารักเจ้าจนแทบขาดใจ!’ ออกไปแล้ว
ทว่าลุงหัวก็มิได้ตะโกนออกไป
ผิดกับเซียวหนิงเสวี่ยที่ตะโกนออกมาแล้ว แถมยังเป็นเสียงตะโกนที่มากด้วยความตื่นเต้นและหนักแน่นด้วย “เหลียงเฟย เจ้านี่มันสุดยอดจริง ๆ ! ข้ารักเจ้า ข้ารักเจ้าที่สุดเลย!”
เย่เทียนฉงได้ยินจึงอดที่จะหันศีรษะมองเซียวหนิงเสวี่ยมิได้ เขารู้สึกไม่สบายใจนัก
โชคดีที่เซียวหนิงเสวี่ยสบเข้ากับสายตาของเขา นางก็ได้สำนึกได้ถึงความผิดพลาดของตนเองพลันใบหน้าแดงก่ำ รีบหลบตาและปิดปากเงียบ
ทว่าภายในจิตใจของนางกลับแอบด่าตัวเองว่าเหตุไฉนถึงได้ใยดีกับสายตาของ เย่เทียนฉงเช่นนี้เล่า นางร้องตะโกนออกไปเช่นนั้น มันเกี่ยวข้องอันใดกับเขา
ขณะนั้นเหลียงเฟยได้สำแดงวิถีเทพอันน่าเกรงขามที่ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่แล้วออกมา แสงกระบี่สีฟ้าและแดงล่องลอยไปมาอยู่เป็นจำนวนมาก งดงามเหมือนพลุไฟ งดงามจนยากที่จะละสายตา
มิเพียงงดงาม หากพลังยังแข็งแกร่งนัก สามารถสลายพลังของอาสามที่ถาโถมเข้ามาได้จนสิ้น!
เมื่ออาสามได้เห็น จึงตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาตระหนักได้ว่าวิถีเทพทั่วไป คงจะมิอาจต้านทานเหลียงเฟยในเวลานี้ได้แล้ว
ดังนั้นเขาจึงได้รวบรวมพลังลมปราณทั้งหมด แล้วระเบิดออกไปรอบตัวเพื่อสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้นมาชั้นหนึ่ง ระหว่างที่ต้านทานการโจมตีของเหลียงเฟย เขารวบรวมพลังปราณอีกส่วนหนึ่งเพื่อเตรียมพร้อมที่จะใช้พันพฤกษาผลิบานอีกครั้ง เพื่อหวังกำจัดเด็กคนนี้ให้ได้
เมื่อเหล่าจอมยุทธ์ตระกูลโหลวได้เห็นรอยยิ้มจาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
เย่เทียนฉงได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ได้เห็นสงครามมานับร้อยครั้ง คาดเดาได้ถึงวิธีเยี่ยงนี้ของอาสามจึงอดเป็นห่วงมิได้!
โชคไม่ดีที่ระดับความแข็งแกร่งของอาสามนั้นสูงกว่าเหลียงเฟยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าเหลียงเฟยจะได้สำแดงวิถีเทพที่ร้ายกาจปานใด เขาก็ไม่มีทางทำลายเกราะป้องกันของอาสามได้อย่างแน่นอน!
เหล่าคนที่มารวมตัวกันเพื่อดูความแข็งแกร่งของเหลียงเฟยเองก็เหมือนจะเห็นไปในทิศทางเดียวกัน พวกเขากำหมัดแน่น หายใจเข้าลึก ๆ แต่ก็ยังคงไม่หายใจออกเพราะกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเหลียงเฟย
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวหนิงเสวี่ยก็หายไปแล้วเช่นกัน นางได้แต่มองดูด้วยความหวาดกลัวและคาดหวัง
“พันพฤกษาผลิบาน! ฮ่าฮ่าฮ่า เหลียงเฟย คราวนี้หากเจ้าไม่ตาย ข้าคงไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นจ้าวยุทธ์ต่อแล้ว!” หลังจากป้องกันไปสักพักหนึ่ง อาสามก็ระเบิดเสียงหัวเราะกึกก้อง พลิกกายลอยตัวขึ้นไปบนอากาศ และมิช้าก็ปล่อยพันพฤกษาผลิบานออกมาอีกครั้ง
เหลียงเฟยรู้ดีว่ากระบวนท่านี้ร้ายกาจเพียงใด เขากัดฟันออกแรงปล่อยวรยุทธ์หลายกระบวนท่าหมายจะหยุดยั้งมันไว้
แต่น่าเสียดายที่ในท้ายสุดวรยุทธ์เขาก็ยังด้อยกว่า เผชิญกับพลังที่กล้าแกร่งดุจสายฟ้าฟาดของอาสาม เขาก็มิอาจต้านทานได้
เหลือบมองพื้นดินที่เปลี่ยนโฉมหน้าไปในพริบตาเช่นเดียวกับครั้งก่อน มิช้าก็ปรากฏเสาแสงสีเขียวหม่นหลายสิบจุดห้อมล้อมเหลียงเฟยเอาไว้
สิบด้านดักซุ่ม เก้าตายหนึ่งรอด อันตรายยิ่งนัก!
โหลวอวี้ตี๋ยิ้มกว้าง ส่วนคนตระกูลโหลวทั้งมวลต่างก็ยิ้มร่า แต่ยังไม่ทันได้หัวเราะ เสียงหัวเราะก็แข็งค้างอยู่เช่นนั้น
เหล่าคนตระกูลเย่อยากจะร้องไห้ แต่ก็ยังมิทันได้ร้อง ก็กลายเป็นรอยยิ้มขึ้นมาแทน!
เพราะยามที่แสงสีเขียวอมฟ้าโอบล้อมเหลียงเฟยไว้ ร่างเขาก็เปล่งประกายแสงอันรุนแรงดุจดั่งการระเบิด
เขาทลายขีดจำกัดแล้ว!
จากผู้ที่เพิ่งจะมาถึงระดับผสานกายาขั้นสูงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ตอนนี้เขาได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นอย่างน่าเหลือเชื่อ!
ในยามคับขันเช่นนี้เอง ฉากที่เหมือนกับบนถนนคราที่แล้วก็ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เซียวหนิงเสวี่ยอดที่จะเปล่งเสียงหัวเราะไม่ได้
แต่อาสามกลับตะโกนข่ม “จะก้าวข้ามขีดจำกัดอีกก็ช่าง พลังของพันพฤกษาผลิบานของข้าแข็งแกร่งกว่าเดิมมากแล้ว!” แล้วเขาก็ปล่อยคลื่นลมปราณออกมา เปลี่ยนเป็นเกลียวคลื่นอัดประกายแสงให้รวมตัวกันเร็วขึ้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อสังหาร เหลียงเฟย ให้สิ้นซาก!
ทว่าเหลียงเฟยกลับมิได้เคลื่อนไหว ร่างของเขาเปล่งประกายแสงอันรุนแรงออกมาอีกครั้ง!
ก้าวข้ามขีดจำกัดอีกแล้ว!
เพียงชั่วพริบตาเหลียงเฟยก็ได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลางแล้ว!
นี่เขาพัฒนาขั้นสองขั้นติด ๆ กันเช่นนี้เลยงั้นหรือ?
แถมยังเป็นการพัฒนาสองขั้นติดหลังจากฝึกฝนวิถีเทพสำเร็จด้วย!?
ทุกคนแปลกใจ อ้าปากค้าง ไม่เชื่อสายตาตัวเอง!
เพราะทุกคนรู้ว่าลำพังฝึกฝนวิถีเทพก็เหนื่อยยากมากแล้ว มันแทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงให้แม้แต่จะยืนด้วยซ้ำ แต่นี่เขากลับพัฒนาระดับขั้นของพลังอย่างต่อเนื่องเลย ไม่ว่าใครหากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองต่างก็มองว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อกันหมดทั้งนั้น!
แล้วถ้าเป็นการข้ามสามขั้นล่ะ?