สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 62 เซียวหนิงเสวี่ยหายตัวไป
บทที่ 62 เซียวหนิงเสวี่ยหายตัวไป
“ดึกป่านนี้แล้วเจ้าจะไปไหน? มีอะไรก็ทำพรุ่งนี้ไม่ได้หรือ?” เซียวหนิงเสวี่ย เป็นคนแรกที่ถามออกมา
ขณะเดียวกันนั้น คนอื่น ๆ ก็มองไปที่เหลียงเฟยเช่นกัน
ดูจากสีหน้า ดูจากท่าทาง ราวกับพวกเขาเหล่านี้กำลังพูดถาม ‘คืนนี้เจ้าไม่อยู่เป็นเพื่อนคุณหนูเซียวหน่อยหรือ?’
ความหมายของท่าทางนั้น วิเคราะห์เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย!
เหลียงเฟยลังเลครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงพูดด้วยท่าทีที่แน่วแน่ “ข้าออกมาหลายปีแล้ว จู่ ๆ ก็อยากกลับเมืองหรงเฉิงไปเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่ ไม่รู้ว่าท่านทั้งสองจะสบายดีหรือไม่! แม้ตอนนี้เวลาดึกจริง ๆ แต่ถ้าใช้วิชาบินน่าจะถึงได้อย่างรวดเร็ว”
กระนั้นเซียวหนิงเสวี่ยกลับส่ายหน้าทันที นางแนะนำ “เมืองหรงเฉิงห่างจากที่นี่หลายหมื่นลี้ ถึงจะใช้วิชาบินก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม
ยิ่งไปกว่านั้น การบินในเวลากลางคืนไม่สามารถระบุทิศทางได้ดี เป็นอันตรายมาก และระหว่างสองสถานที่ มีภูเขามากมาย ย่อมต้องเจอปีศาจร้ายแรง ยิ่งอันตราย”
เมื่อได้ยินดังนี้ ผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลเซียวก็แนะนำเสริม “สิ่งที่เสวี่ยพูดมีเหตุผล ท่านเฟย ท่านอยู่ที่นี่เถอะ ในเมื่อไม่ได้กลับไปนานขนาดนี้แล้ว จะรีบร้อนไปทำไม? งั้นอย่างนี้แล้วกัน พรุ่งนี้ท่านค่อยกลับไป ให้เสวี่ยไปด้วยกัน”
“ให้เสวี่ยไปกับข้าด้วยหรือ?” เหลียงเฟยได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสทั้งสอง อดประหลาดใจถามกลับไม่ได้
ที่สำคัญคือคำพูดของผู้อาวุโสตระกูลเซียวนั้นมีความหมายลึกซึ้ง!
เซียวหนิงเสวี่ยเป็นสาวโสด จะไปกับชายหนุ่มตามลำพังได้อย่างไร? นี่จะไม่ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าพวกเขามีความสัมพันธ์อะไรกันหรอกหรือ?
ผู้อาวุโสทั้งสองก็ดูเหมือนจะรู้สึกว่าคำพูดของตนไม่เหมาะสม แต่แรกพวกท่านก็แค่หวังจะสร้างโอกาสให้ลูกสาวและเหลียงเฟยเท่านั้น ยังไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้น
แต่เมื่อพูดออกไปแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้มีเจตนาจะเอาคำพูดกลับคืนมา และไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร จึงเลือกที่จะเงียบ
เซียวหนิงเสวี่ยรู้สึกอายมาก ใบหน้างามแดงก่ำ รู้สึกเขินอายอย่างสุดซึ้ง แม้แต่มองตาเหลียงเฟยสักครั้งก็ไม่กล้า
ส่วนท่านพี่อู่เหยียน เมื่อพบว่าบรรยากาศแปลกประหลาดไปบ้าง แม้ตั้งใจจะช่วยแก้สถานการณ์ แต่กลับพูดในทำนองที่แปลกไม่แพ้กัน “ท่านเหลียงเฟย อย่างนี้แล้วกัน พรุ่งนี้ท่านค่อยกลับไป ถึงอย่างไรข้ากับน้องหนิงเสวี่ยจะไปเป็นเพื่อนท่านเอง!”
“ท่านกับน้องหนิงเสวี่ยจะเดินทางไปบ้านข้าด้วยกันงั้นหรือ?” เหลียงเฟยถามย้ำอีกครั้ง แต่ในใจกลับรู้สึกว่ายิ่งพูดไม่ออกมากขึ้น
ทุกคนได้ยินดังนั้น จึงพบว่าเซียวอู่เหยียนก็พูดผิดเช่นกัน
แต่เดิมที เซียวหนิงเสวี่ยกับเหลียงเฟยไปบ้านของเหลียงเฟยด้วยกัน อาจจะยังไม่มีอะไร
แต่ถ้าเซียวอู่เหยียนตามไปด้วย ไม่ว่าอย่างไรก็จะทำให้ผู้คนรู้สึกว่า นี่คือพี่ชายพาน้องสาวมาสู่ขอ หรือพูดได้ว่าเหลียงเฟยกับเซียวหนิงเสวี่ยมีอะไรกันแล้ว
ผู้อาวุโสสองท่านของตระกูลเซียวใคร่ครวญครู่หนึ่ง ในที่สุดก็กล่าวว่า “อู่เหยียน เจ้าอย่าเข้าไปยุ่งเลย ปล่อยให้น้องสาวของเจ้าไปเป็นเพื่อนท่านเหลียงเฟยเถอะ เจ้าอยู่ที่บ้าน พวกข้ายังมีเรื่องอื่นให้เจ้าช่วยทำอีก!”
“เข้าใจแล้วขอรับ!” เซียวอู่เหยียนเข้าใจความหมายของบิดามารดา จึงรีบตอบออกมาทันที
เหลียงเฟยขยับปาก กำลังจะพูด แต่ถูกผู้อาวุโสทั้งสองแย่งพูดไปก่อน “ท่านเหลียงเฟย ท่านอย่าได้ปฏิเสธอีกเลย ถ้าท่านยังปฏิเสธอีก พวกข้าจะโกรธเอานะ! ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ ท่านอยู่ต่ออีกคืนหนึ่งเถอะ ให้หนิงเสวี่ยไปเป็นเพื่อนท่านกลับไปพรุ่งนี้”
ไม่มีทางเลือกแล้ว เหลียงเฟยจึงได้แต่พยักหน้า เหลือบมองเซียวหนิงเสวี่ย
เซียวหนิงเสวี่ยเมื่อสบตากับเขา ก็พยักหน้าเช่นกัน แสดงว่าเห็นด้วยกับการจัดการของบิดามารดา
เมื่อเห็นว่าบุตรสาวก็เห็นด้วย ท่านแม่เซียวก็เหมือนจะอธิบายเสริม “ตอนนี้คนของตระกูลโหลวกำลังไล่ล่าพวกเจ้า ไปด้วยกันก็ดี สองคนพอจะมีที่พึ่งพากันบ้าง”
“ท่านเหลียงเฟย เสวี่ยเอ๋อร์ต้องฝากฝังกับท่านแล้ว ถ้านางเป็นอะไรไป ข้าจะมาหาเรื่องท่านแน่! ส่วนเสวี่ยเอ๋อร์ ถ้ามีอะไร เจ้าก็ต้องดูแลท่านเหลียงเฟยให้ดีด้วย เขาเป็นผู้มีพระคุณใหญ่หลวงของตระกูลเซียวพวกเรา”
เฮอะ ๆ ประโยคหนึ่ง ยังพูดได้ลึกซึ้งนัก
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เหลียงเฟยก็ยังคงยากที่จะปฏิเสธคำเชิญอันจริงใจของตระกูลเซียว จึงพักค้างที่บ้านตระกูลเซียวอีกหนึ่งคืน
วันรุ่งขึ้น เหลียงเฟยตื่นนอนค่อนข้างเช้า แต่เมื่อล้างหน้าแต่งตัวเสร็จแล้วออกมารับประทานอาหารเช้า กลับไม่เห็นเซียวหนิงเสวี่ย
เซียวอู่เหยียนกำลังฝึกกระบี่อยู่ในลานบ้าน มีเพียงคุณพ่อคุณแม่ของนางเท่านั้นที่กำลังรับประทานอาหารเช้า ซึ่งอาหารเช้าก็เป็นฝีมือของท่านทั้งสอง
ด้วยความประหลาดใจ เหลียงเฟยจึงถามขึ้นมา “น้องหนิงเสวี่ยอยู่ที่ใดหรือ? ข้าไม่เห็นนางเลย”
คุณพ่อเซียวยิ้มเล็กน้อย เงยหน้ามองไปทางห้องของเซียวหนิงเสวี่ย แล้วกล่าวตอบ “อาจเป็นเพราะเมื่อวานนางเหนื่อยมาก ตอนนี้คงยังหลับอยู่กระมัง”
“ไม่ใช่ว่าวันนี้นางจะไปบ้านเกิดของท่านด้วยกันหรอกหรือ? บางทีนางอาจกำลังเก็บของอยู่ในห้อง หรือไม่ก็แต่งตัวสักหน่อย จะได้ไม่ให้ญาติของท่านหัวเราะเยาะ!” คุณแม่เซียวเสริมขึ้น
“งั้นข้าจะไปเรียกนาง!” เหลียงเฟยตอบรับ แล้วเดินไปที่ห้องของเซียวหนิงเสวี่ย
ไม่คาดคิดว่า เมื่อเหลียงเฟย มาถึงหน้าประตูห้อง เคาะประตูหนึ่งครั้ง ไม่มีเสียงตอบรับ สองครั้ง สามครั้ง ก็ยังคงไม่มีเสียงตอบรับ
“แม่หญิงเซียว น้องหนิงเสวี่ย!” เหลียงเฟยจึงตะโกนเรียกอีกสองสามครั้ง
แต่ในห้องก็ยังคงไม่มีการตอบสนองใด ๆ
หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
เหลียงเฟยเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงตัดสินใจผลักประตูเข้าไปในห้องเลย
ทันใดนั้น กลิ่นหอมเฉพาะตัวของสตรีก็ค่อย ๆ ลอยมาปะทะจมูก ซึมซาบเข้าถึงปอด ทำให้ผู้คนรู้สึกเคลิบเคลิ้ม
นี่เป็นครั้งแรกที่เหลียงเฟยได้เข้าไปในห้องหอของสตรี เขารู้สึกเหมือนได้เข้าไปในสวนลับแห่งหนึ่ง รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปลกใหม่ และยังส่งกลิ่นหอมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของห้องนี้ ยังเป็นสาวงามผู้หนึ่งด้วย
ทว่าเพลานี้ เหลียงเฟยกลับไม่มีอารมณ์ที่จะชื่นชมทิวทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์นี้อย่างช้า ๆ เพราะในห้องว่างเปล่า ไม่เห็นผู้คน
เซียวหนิงเสวี่ยหายตัวไป!
ท่านพ่อท่านแม่ได้ยินเหลียงเฟยตะโกนอยู่หน้าประตูห้องของเซียวหนิงเสวี่ย ครึ่งวัน ดูเหมือนจะไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ก็เลยตามมาดู
เมื่อพบว่าเซียวหนิงเสวี่ยไม่อยู่ ท่านพ่อเซียวรู้สึกงุนงง จึงกล่าวก่อน “นี่มันเรื่องอะไรกัน? เสวี่ยเอ๋อร์หายไปไหนแล้ว?”
“ไม่ดีแล้ว เมื่อคืนนี้เสวี่ยเอ๋อร์คงจะถูกพวกโจรร้ายจากตระกูลโหลวพาตัวไปแล้วกระมัง!” ท่านแม่เซียวกล่าวด้วยความกังวลอย่างยิ่ง
“ปัดโธ่ อย่าพูดเรื่องไม่เป็นมงคลพวกนี้เลย เสวี่ยเอ๋อร์ ไม่มีทางถูกจับไปหรอก!” ท่านพ่อเซียวได้ยินดังนั้น รีบปฏิเสธคำพูดของท่านแม่เซียวทันที เขาไม่มีเหตุผลพิเศษอะไร แต่ชัดเจนว่า เขาไม่หวังให้ผลลัพธ์เป็นเช่นนั้น
เหลียงเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พูดขึ้น “เป็นไปไม่ได้หรอก! วรยุทธ์ของน้องหนิงเสวี่ยก็ไม่ได้ตื้นเขินอะไร ไม่มีเหตุผลที่นางจะถูกจับไปโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เลย ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ไม่ใช่ว่ายังมีเขตอาคมป้องกันห้าธาตุที่ท่านอาจารย์เทียนฮั่วทิ้งไว้ให้หรือ? คนจากตระกูลโหลวก็ไม่น่าจะบุกเข้ามาได้ง่าย ๆ แบบนี้หรอก!”
ท่านพ่อท่านแม่รู้สึกว่าคำพูดของเหลียงเฟยมีเหตุผล จึงพยักหน้า แล้วถามอีก “เช่นนั้นแล้วนางจะไปที่ไหนกัน?”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะออกไปข้างนอก หวังว่านางจะปลอดภัยนะ!” เหลียงเฟยพูดเบา ๆ แต่ในใจกำลังคิดว่า เซียวหนิงเสวี่ยอาจจะไม่อยากไปบ้านตน เลยหลบซ่อนตัวอยู่ล่ะมั้ง
ท่านพ่อเซียวรับคำ แล้วหันไปทางด้านข้าง “ข้าจะออกไปถามอู่เหยียน เขามักจะตื่นเช้ากว่าเพื่อฝึกวรยุทธ์ เขาน่าจะรู้”
พูดจบ เขาก็เดินออกไปทันที ไปที่ลานถามเซียวอู่เหยียนที่กำลังฝึกวรยุทธ์อยู่
“ท-ท่านพูดว่าอะไรนะ น้องสาวไม่อยู่บ้าน? ข-ข้าไม่รู้เลย” เซียวอู่เหยียนได้ยินคำถามของบิดา ก็ถามกลับอย่างตื่นตระหนก
แต่ตอนที่เซียวอู่เหยียนพูด สีหน้าของเขาดูลอย ๆ ไม่แน่นอน สายตาวูบไหว ชัดเจนว่ามีพิรุธที่จะโกหก
เหลียงเฟยเห็นดังนั้น ยิ่งมั่นใจในความคิดของตน จึงหันหลังกลับไปพูด “น้องหนิงเสวี่ยอาจจะมีธุระอื่นต้องไปทำ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเช้าแล้ว ข้าคงไม่รอนาง ถ้าอย่างไรคงจะกินอะไรสักหน่อยแล้วรีบกลับ อากาศร้อนจัด อีกสักพักพระอาทิตย์คงจะขึ้นสูงแล้ว ระวังจะเป็นลมแดดง่าย”
พูดจบ เหลียงเฟยก็เดินกลับไปนั่งที่ที่นั่งของตนเอง แล้วเริ่มรับประทานอาหาร