สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 87 สหายที่สนิทกันมาก!
บทที่ 87 สหายที่สนิทกันมาก!
เหลียงเฟยลองใช้วิธีการต่าง ๆ นานา เพื่อสังหารปิศาจต้นไม้ แต่ก็ไม่อาจทำได้สำเร็จ ถึงขั้นใช้กระบี่สวรรค์พิฆาตโลก กระบี่พิชิตมาร ก็ยังไม่อาจทำอันใดมันได้
เมื่อรบกันเป็นเวลานาน เหลียงเฟยเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า เกือบทนไม่ไหว
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงตอนที่เขาช่วยเซียวหนิงเสวี่ยจากการโจมตีของกิ่งไม้ขนาดมหึมา ในตอนนั้น เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดใด ๆ เลย
ดูเหมือนว่า กายาไม่แตกสลายอันแข็งแกร่งนี้ จะไม่หวั่นเกรงการโจมตีของปิศาจต้นไม้นี้เลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เหลียงเฟยก็คำรามลั่น ปรี่เข้าหาต้นกำเนิดของปิศาจต้นไม้อย่างไม่เกรงกลัว
แม้ต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ไม่ย่อท้อแม้แต่น้อย มุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่ลดละ เมื่อถูกกิ่งไม้ฟาดใส่ เขาก็เหวี่ยงหมัดหนัก ๆ จนกิ่งไม้นั้นขาดสะบั้น
หากมีเถาวัลย์พุ่งเข้ามาหมายพันธนาการร่างของเขาไปยังรอบนอก เหลียงเฟย ก็จะสะบัดกระบี่มารออกมาอย่างรวดเร็ว ปล่อยเป็นเงากระบี่ฟาดฟันเถาวัลย์เหล่านั้นจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ทั้งสถานการณ์ดูน่าสยดสยอง แต่ก็น่าตื่นเต้นเร้าใจยิ่งนัก
เหลียงเฟยพุ่งทะยานเข้าไปใกล้ เมื่อปิศาจต้นไม้รู้สึกถึงอันตราย มันรีบสั่งต้นไม้ทั้งหมดให้โจมตีใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้น พวกอสุรกายดอกเหมยดำมากมายก็รุมล้อมเหลียงเฟยไว้
เซียวหนิงเสวี่ยกับเซี่ยซือรู้สึกได้ว่าการโจมตีของตนอ่อนกำลังลง จึงรู้สึกประหลาดใจ พอหันไปเห็นเหลียงเฟยถูกอสุรกายกลืนกิน ก็ร้องตะโกนออกมาพร้อมกันว่า
“เหลียงเฟย รีบออกมาเร็วเข้า!”
ว่าจบ ทั้งสองก็มองหน้ากันอย่างไม่ค่อยเป็นมิตร
แต่เหลียงเฟยหาได้สนใจเสียงร้องของทั้งสองไม่ แม้แต่กิ่งไม้เถาวัลย์ที่ฟาดลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ไม่สนใจ
เขาเพียงแต่ถอยหลังครึ่งก้าว ตั้งท่าจู่โจม รวบรวมพลังปราณอยู่ภายใน แล้วคำรามลั่นราวกับเสียงมังกรคำรามเสือคำราม กวัดแกว่งกระบี่ผีออกมา พุ่งเข้าหาต้นเหมยปีศาจที่บานสะพรั่งอยู่ตรงหน้า
การโจมตีทั้งหมดของต้นเหมยปีศาจ พบกับกระบี่ของเหลียงเฟยล้วนถูกทำลายจนสิ้นซาก สุดท้ายก็ถูกกระบี่แทงเข้าที่ลำต้น จนมันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
ในที่สุด ต้นเหมยปีศาจก็ยอมรับความพ่ายแพ้เอ่ยว่า “ไม่น่าเชื่อเลย ที่ข้าจะพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มที่พลังยุทธ์อยู่ในระดับยอดยุทธ์ขั้นต้นหรือนี่!”
กล่าวจบ มันก็คำรามด้วยความไม่ยอม ก่อนจะกลายเป็นควันดำหนีไป
เซี่ยซือถึงกับมองจนตาค้าง นางไม่คิดว่าเหลียงเฟยที่บำเพ็ญเพียรยุทธ์จนถึงระดับยอดยุทธ์ขั้นต้น จะเก่งกาจถึงเพียงนี้
เล่าลือกันว่า เหลียงเฟยไปฝึกฝนวิชาพื้นฐานอยู่บนเกาะหมื่นอสูร นานนับสิบปี นี่หรือพลังขั้นสูงสุดของวิชาพื้นฐานที่แท้จริง!
ผู้คนต่างกล่าวขานกันว่า รากฐานที่มั่นคงนำไปสู่ความสำเร็จ หากวันใดเหลียงเฟยเริ่มต้นบำเพ็ญวิถียุทธ์ ข้าไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงขอบเขตพลังที่เขาจะบรรลุ บางทีเขาอาจก้าวขึ้นเป็นเทพยุทธ์ผู้หาตัวจับได้ยากในใต้หล้า
หรืออาจก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นไปสู่จุดสูงสุดที่ล้ำลึกยิ่งกว่า ปริศนาที่ไม่อาจหยั่งรูได้!
เหลียงเฟยปราบปีศาจต้นไม้นั้นได้สำเร็จ แต่อสูรร้ายยังไม่สิ้นชีพ มันหนีไปได้ ทันใดนั้น ร่างของเขาก็ทรุดลงราวกับสูญสิ้นเรี่ยวแรง ร่างกายไร้ซึ่งพลังล้มลงกับพื้น
เซียวหนิงเสวี่ย เห็นดังนั้นจึงรีบควักยาเม็ดวิเศษออกมา เตรียมมอบให้เหลียงเฟย
ทว่า เซี่ยซือกลับเร็วกว่านางหนึ่งก้าว นางเข้าไปประคองร่างของเหลียงเฟยขึ้น ป้อนยาเข้าปาก ร่างกายของเหลียงเฟยเปล่งประกายเจิดจ้า บาดแผลหายเป็นปลิดทิ้ง
โชคดีที่ยาที่เหลียงเฟยกินจากสกุลโหลว เป็นเพียงยาธรรมดาเท่านั้น หลังจากใช้พลังมหาศาลไปหลายวัน ยาจึงถูกดูดซึมไปอย่างรวดเร็ว หมดจด ไม่หลงเหลือพิษภัยจากฤทธิ์ยา
ช้าไปก้าวหนึ่ง!
เซียวหนิงเสวี่ยถอนหายใจเบา ๆ นางจ้องมองปฏิกิริยาของเหลียงเฟยหลังกินยาเข้าไป ดวงตางามเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ไม่คิดเลยว่านางจะยอมใช้ยาอันล้ำค่าเช่นนี้กับเหลียงเฟย!
พิจารณาจากปฏิกิริยาของเหลียงเฟยหลังจากที่นางให้เขากินโอสถเข้าไปแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นโอสถระดับกลาง อีกทั้งยังมีค่ามาก เมื่อเทียบกับโอสถธรรมดาที่อยู่ในมือของนางแล้ว ย่อมหายากกว่ามากนัก
ดูเหมือนว่านางจะมีใจให้กับเหลียงเฟยอย่างลึกซึ้งกระมัง!
หรือว่านางผู้นี้จะเป็นสตรีที่อยู่ในใจของเหลียงเฟยที่เขากล่าวถึงกันนะ?
นอกจากสตรีที่เหลียงเฟยมีใจให้แล้ว คงไม่มีผู้ใดอีกแล้วที่เขาจะรู้สึกอาลัยอาวรณ์เช่นนี้ และเมื่อเผชิญหน้ากับสตรีงามเช่นนี้ เขายังคงไม่หวั่นไหว ไม่คิดจะทำสิ่งใดให้ตนเองต้องรู้สึกผิดต่อสตรีที่อยู่ในใจ
เซียวหนิงเสวี่ยยังคงครุ่นคิดเรื่องไร้สาระอยู่ข้าง ๆ บัดนี้เหลียงเฟยได้สติขึ้นมาแล้ว เขามองไปยังเซี่ยซือ พบว่าร่างกายของเขาถูกนางประคองไว้ เกือบจะล้มลงไปในอ้อมกอดของนางเสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้างดวงตาของเขาก็คือทรวงอกอวบอิ่มของนาง ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ช่างยั่วยวนยิ่งนัก
เหลียงเฟยรีบหันหน้าหนีและขยับออกจากร่างของเซี่ยซือ
เซี่ยซือรู้สึกถึงความเย็นชาของเหลียงเฟย จึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเซียวหนิงเสวี่ยที่อยู่ด้านข้างอย่างเย็นชา นางคิดในใจว่า เหลียงเฟยอาจไม่สนใจนางเพราะเซียวหนิงเสวี่ยก็เป็นได้
ครู่หนึ่ง นางเอ่ยถามว่า “เหลียงเฟย นางผู้นี้คือ?”
เหลียงเฟยมองไปที่เซียวหนิงเสวี่ยแล้วยิ้ม “เซียวหนิงเสวี่ย”
“สหายของท่านหรือ?” เซี่ยซือเว้นช่วง เพราะเดิมทีนางต้องการถามเขาว่า สตรีผู้นี้ใช่คนที่อยู่ในใจของเขาหรือไม่
“อืม สหายข้า!”
เซี่ยซือหัวเราะเบา ๆ
แต่เซียวหนิงเสวี่ย กลับรู้สึกขัดเขินใจ แม้ว่านางกับเขาจะรู้จักกันไม่นานนัก แต่ก็เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาแล้ว แถมยังได้ทอดกายนอนบนเตียงเดียวกันอีกด้วย!
เหตุใดจึงเป็นได้แค่สหายกันเล่า?
เซียวหนิงเสวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “พวกเรามิใช่สหายธรรมดา แต่เป็นสหายที่สนิทกันมาก!”
กล่าวจบ นางก็พลันชะงัก ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าคำพูดของตนช่างดูต่ำต้อยเสียจริง
เหลียงเฟยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเคอะเขินขึ้นมาครู่หนึ่ง เขาฝืนยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “อืม สหายที่สนิทกันมาก สหายที่สนิทกันมาก!”
เซี่ยซือร้อง “โอ” นางมอง เหลียงเฟย และเซียวหนิงเสวี่ยสลับกันไปมา สีหน้าเศร้าหมองลง
เหลียงเฟยไม่ได้สนใจท่าทีของหญิงสาวทั้งสองนัก ผ่านไปครู่ใหญ่ เห็นทุกคนยังคงนิ่งเงียบ เขาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “จริงสิ เซี่ยซือ! สำนักเซียนหยูฮั่วมีภารกิจอันใดอีกหรือ? เหตุใดจึงไม่เห็นคนอื่นเลย เจ้ามาที่นี่มีธุระอันใดรึ?”
“ไม่มีอันใดทั้งนั้น!” เซี่ยซือตอบพลางมีสีแดงเรื่อปรากฏขึ้นบนใบหน้า ราวกับทำความผิดแล้วหวั่นเกรงว่าผู้อื่นจะล่วงรู้
เซียวหนิงเสวี่ยพลันมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ด้วยความเป็นสตรี นางรู้ดีว่านางผู้นั้นมาที่นี่เพราะเหลียงเฟย เหตุเพราะนางสืบทราบมาบ้างว่า เหลียงเฟยเดินทางมายังเมืองหลวงก็เพื่อเรื่องการแต่งงานกับตระกูลเย่โดยเฉพาะ
หากเซี่ยซือมีใจให้เขาจริง ๆ คงต้องมีร้อนใจบ้าง
เหลียงเฟยมองสีหน้าของเซี่ยซือราวกับรู้สิ่งใดอยู่ในใจ ทว่าเขากลับไม่ซักถามต่อ เลือกเอ่ยปากถามสิ่งที่เห็น “ไม่มีสิ่งใด เจ้าวิ่งมาที่เช่นนี้ทำไม?”
เซียวหนิงเสวี่ยไม่คิดว่าเหลียงเฟยจะเอ่ยถามเช่นนี้ นางเองก็ไม่อาจล่วงรู้ว่าเขามองไม่ออกถึงความในใจของเซี่ยซือจริง ๆ หรือแสร้งทำ นางจึงแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ ทว่าในใจกลับอดขำมิได้
เพราะเรื่องนี้ ทำให้นางมั่นใจแล้วว่า เซี่ยซือไม่ใช่สตรีในใจของเขา
เฮ้อ ไม่รู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่มีใจมั่นคงกับผู้ใด ถึงได้ไม่ชายตามองสตรีงามเช่นข้ากับเซี่ยซือ ช่างน่าสงสัยนัก
เซี่ยซือเหลี่ยมมองเซียวหนิงเสวี่ย นางขยับริมฝีปากราวกับจะเอ่ยสิ่งใด ทว่าก็หยุดลง
เมื่อเหลียงเฟยเห็นเช่นนั้น จึงเอ่ยปากถาม “มีสิ่งใดก็ว่ามาเถิด!”