สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 88 สวยมรณะ
บทที่ 88 สวยมรณะ
เซี่ยซือลูบท้องพลางกล่าว “ข้าพึ่งมาถึงที่นี่ก็พบกับปิศาจต้นไม้ ต่อสู้ตั้งแต่เช้าจนถึงบัดนี้ก็พลบค่ำแล้ว ยังมิได้ทานอาหารกลางวันเลย ท้องของข้าหิวมาก ข้าขอตัวไปหาอาหารป่าก่อนนะ”
กล่าวจบ นางก็ผละออกไป แต่เมื่อหันหลังกลับ น้ำตาก็เอ่อล้นดวงตา ในใจคิดอยู่ตลอดว่า เซียวหนิงเสวี่ยต้องเป็นสตรีที่ท่านพ่อของเหลียงเฟย สัญญาว่าจะให้แต่งงานด้วยเป็นแน่
ปวดใจยิ่งนัก พวกเขากล้าสานสัมพันธ์กันแล้วหรือ!
เซี่ยซือสะอื้นไห้เบา ๆ ก้าวเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว นางไม่อยากให้พวกเขาเห็นน้ำตาของนาง
บางทีสิ่งที่ทำให้ใจนางสงบลงบ้างก็คือ เหลียงเฟยได้เอ่ยปากเรียกนางว่า “เซี่ยซือ ระวังตัวด้วย! หากพบเจอปีศาจร้าย จงร้องตะโกนออกมา ข้ากับน้องหนิงเสวี่ยจะรีบรุดไปช่วยเจ้า!”
แต่คำพูดนี้กลับยิ่งทำให้นางเจ็บปวดรวดร้าว
ฮือ…ฮือ… เหลียงเฟย กล้าเรียกนางนั่นว่า น้องหนิงเสวี่ย แล้วหรือ!
หากเขาใส่ใจนางจริง เหตุใดจึงไม่มาอยู่เคียงข้างนาง กลับไปพลอดรัก เอ่อ…ไม่สิ พูดคุยหยอกล้อกับเซียวหนิงเซวี่ยอยู่อย่างนั้น!
เซี่ยซือเดินพลางสะอื้นไห้เบา ๆ ไม่ได้ใส่ใจกับการล่าสัตว์อีกต่อไป นางเดินต่อไปเรื่อย ๆ บ้างเร็วบ้างช้า โดยไม่รู้ตัว นางเดินห่างจากเหลียงเฟยกับมารหัวใจมาไกลแล้ว และมาถึงเส้นทางโบราณที่มุ่งสู่เมืองหลวง ซึ่งในตอนนี้นางอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงแล้ว
ทันใดนั้น นางเห็นเเง่ร่างสามคนเดินเข้ามาใกล้ ทุกคนต่างสวมชุดฝึกยุทธสีดำ
ชายหนุ่มร่างกำยำคนหนึ่งในนั้น เมื่อเห็นเซี่ยซือก็เหลียวมองคนอื่น ๆ เล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามาหา เมื่อแน่ใจแล้วว่านางไม่ใช่ปีศาจ จึงเอ่ยถามว่า “แม่นางน้อย เหตุใดท่านจึงต้องร้องไห้?”
เซี่ยซือกลั้นน้ำตาพร้อมกล่าวขอบคุณ “ข้าไม่เป็นไร ขอบใจท่าน เอ่อ…พวกท่านเป็นใครกัน เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้?”
ชายหนุ่มรับคำแล้วเอ่ยถามต่อว่า “พวกข้าเป็นทหารรับใช้ตระกูลโหลว ไม่ทราบว่าแม่นางได้พบเห็น ชายหญิงคู่หนึ่ง ผ่านมาทางนี้หรือไม่ ชายผู้นั้นสูงราวเจ็ดฟุตเศษ ส่วนหญิงสาวสูงเจ็ดฟุต งดงามยิ่งนัก!”
ไม่คิดว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นถึงทหารรับใช้ตระกูลโหลว!
“มิได้พบเห็น! พวกเขาเป็นผู้ใดกัน เหตุใดท่านจึงตามหาเล่า?” เซี่ยซือตอบคำถามไป ทว่าในใจกลับคิดว่า ชายหญิงที่พวกเขากล่าวถึงคงหนีไม่พ้น เหลียงเฟยกับสหายเป็นแน่
ย้อนกลับไปเมื่อครู่ ขณะที่นางกำลังต่อสู้กับปิศาจต้นไม้อยู่นั้น แม้จะไม่มีเวลาสนใจสิ่งรอบข้าง แต่นางรู้สึกว่า เหลียงเฟยและสหาย ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ยิ่งใกล้ค่ำแล้ว พวกเขายังไปภูเขาโว่หลงอีก คิดไปคิดมาแล้ว พวกเขาน่าจะกำลังหลบหนีอยู่เป็นแน่
ชายหนุ่มลังเลที่จะตอบคำถามของนาง
ทว่าบุรุษด้านหลังกลับเอ่ยขึ้นว่า “เอ่อ แม่นาง พวกข้าไม่ได้มีธุระอันใดกับพวกเขา หากแม่นางพบเห็นพวกเขา จงไปพบทหารรับใช้ตระกูลโหลวที่เมืองหลวง พวกข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างงาม”
“ตกลง ตกลง!” เซี่ยซือรับคำอย่างรวดเร็ว ในใจคิด เหลียงเฟยกับเซียวหนิงเสวี่ย เกิดเรื่องอันใดขึ้น หรือว่าไปล่วงเกินตระกูลโหลวที่ทรงอิทธิพลในเมืองหลวงเข้า
เมื่อคิดได้ดังนั้น เซี่ยซือจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ภูเขาโว่หลงนั้นมีปิศาจชุกชุม อันตรายยิ่งนัก ข้าเพิ่งผ่านมาจากที่นั่น มิได้พบเห็นพวกเขาเลย พวกท่านอย่าได้เข้าไปเลย ข้าเตือนพวกท่านได้เพียงเท่านี้ ขอตัวก่อน” กล่าวจบ นางก็หันหลังกลับ ตั้งใจจะไปสืบหาความจริงที่เมืองหลวง
ทว่าทหารรับใช้คนสุดท้ายกลับยื่นมือออกมาขวางหน้าของนางพร้อมกับกล่าวว่า “แม่นางช่างงดงามนัก เหตุใดจึงรีบร้อนจากไป ไหนเลยจะไม่สนทนากับพวกข้าสักหน่อย”
เมื่อทหารรับใช้อีกสองคนได้ยินดังนั้น ก็เกิดความลุ่มหลงในความงามของเซี่ยซือ พวกเขาขยับกายเข้ามาขวางทางของนางทั้งสองด้าน พร้อมกับทหารรับใช้คนแรก โอบล้อมเซี่ยซือเอาไว้
พวกอันธพาลชั่วช้า!
แม้จะแค้นเคืองนัก แต่ท่านหญิงเซี่ยซือก็ยังแสร้งยิ้มหวานราวกับดอกไม้แรกแย้ม กล่าวว่า “ข้าไม่ไปดอก พวกเจ้าอยากรู้จักข้าดีเพียงใดเชิญตามสบาย”
พวกอันธพาลสามคนได้ยินดังนั้น ต่างตาลุกวาว ราวกับเห็นเหยื่อติดกับดัก
แม้คำพูดของท่านหญิงเซี่ยซือจะทำให้พวกมันคิดไปไกล ว่านางอาจเป็นหญิงงามผู้ผ่านโลกมามาก หรือเป็นสตรีสำส่อน แต่ด้วยรูปโฉมงดงาม ผิวพรรณผุดผ่องราวหิมะ บวกกับเรือนร่างอันเย้ายวนชวนมอง ทำให้พวกมันไม่คิดใส่ใจอันใด นอกจากความใคร่ในตัวนาง
ยิ่งได้ยินคำเชื้อเชิญ เหล่าอันธพาลยิ่งหัวเราะอย่างน่ารังเกียจ พวกมันขยับเข้าใกล้หมายจะโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขน
ทว่าสิ่งที่พวกมันคาดไม่ถึง คือแม้ใบหน้างดงามของท่านหญิงเซี่ยซือจะยังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม แต่ในมือบอบบางกลับปรากฏกระบี่แสงสีเขียวมรกตเล่มงามขึ้นมา
ยังไม่ทันที่เหล่าอันธพาลจะทันสังเกตเห็น ท่านหญิงเซี่ยซือผู้มีวิชาดุจเทพเซียนก็สะบัดกระบี่ในมือ หมุนตัวเพียงครั้งเดียว ปลิดชีพพวกมันลงอย่างง่ายดาย
เดิมทีเหล่าอันธพาลสามคนนี้ นอกจากหนึ่งในนั้นจะมีวิชายอดยุทธ์ขั้นสูงแล้ว อีกสองคนล้วนมีวิชาราชันยุทธ์ขั้นกลางเทียบเท่าแม่หญิงเซี่ยซือ แต่ด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลมและไหวพริบที่เหนือกว่า นางจึงสามารถจัดการพวกมันได้อย่างง่ายดาย
หลังจากจัดการกับเหล่าอันธพาลจากตระกูลโหลวแล้ว แม่หญิงเซี่ยซือตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อสืบหาความจริง นางเหาะเหินไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็ถึงจุดหมาย เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืด นางจึงหาที่พักในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง และสอบถามเรื่องราวระหว่างตระกูลโหลวและเหลียงเฟย
แต่แล้วสิ่งที่นางได้ยินกลับทำให้นางตกตะลึง เหลียงเฟยผู้นั้นได้สังหารยอดฝีมือของตระกูลโหลวไปหลายคน เพียงเพื่อขัดขวางการแต่งงานระหว่างเซียวหนิงเสวี่ยกับโหลวอวี้ตี๋ จนกลายเป็นศัตรูกับตระกูลโหลวอย่างเปิดเผย
กระแสเหล่านี้ พวกตระกูลโหลวเป็นผู้ปล่อยข่าวลือทั้งสิ้น ไม่ใช่เรื่องจริงแม้แต่น้อย!
ที่แท้จริงแล้ว พวกตระกูลโหลวต้องการกำจัดเหลียงเฟยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เมื่อเรื่องราวเริ่มบานปลาย พวกมันจึงสร้างเรื่องโกหก เพื่อให้ตัวเองดูมีเหตุผลในการลงมือ!
ส่วนแม่หญิงเซี่ยซือ นางหลงเชื่อคำโกหกเหล่านั้นอย่างสนิทใจ ยิ่งคิดยิ่งโกรธ
เดิมทีนางเข้าใจว่าเหลียงเฟยกับเซียวหนิงเสวี่ยนั้นมีสัญญาแต่งงาน พวกเขาจึงต้องจำยอมแต่งงานกันไปโดยปริยาย
แต่ใครจะคาดคิดว่า เหลียงเฟยกลับกล้าหาญบุกชิงตัวเจ้าสาว เพียงเพื่อเซียวหนิงเสวี่ยเช่นนี้แล้ว เซียวหนิงเสวี่ยย่อมเป็นสตรีที่อยู่ในใจของเขาอย่างแน่นอน!
มิเช่นนั้นแล้ว เหตุใดเขาจึงลงมือทำเรื่องเช่นนี้?
‘เหลียงเฟย เจ้าช่างดูถูกข้า เซี่ยซือ ถึงเพียงนี้!’
‘เจ้ากลับยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อชิงตัวสตรีผู้นั้น แต่กลับไม่เคยเหลียวแลข้าแม้เพียงนิด!’
‘สิบสองปีมานี้ แม้พวกเราจะไม่ค่อยได้พบกัน แต่เจ้าไม่เคยรู้สึกถึงความหวังดีที่ข้ามีต่อเจ้าเลยหรือไร?’
‘เจ้าลืมสิ้นแล้วหรือ ใครกันที่ไปวิงวอนท่านอาจารย์ให้ยอมรับเจ้าเป็นศิษย์ เห็นใจที่เจ้าต้องทนทุกข์กับการเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูร?’
เจ้าลืมแล้วหรือว่าผู้ใดที่คราใดไปยังเกาะหมื่นอสูรก็มักจะนำสิ่งของที่เหล่าศิษย์เอกเท่านั้นพึงมีสิทธิ์ลิ้มรสมาฝากเจ้า
เจ้าลืมแล้วหรือว่าผู้ใดที่เพียงแค่ได้พบหน้าก็สนทนากับเจ้าเนิ่นนานไม่รู้เบื่อ
หึ ยังมีหน้ามาบอกข้าอีกหรือว่า พวกเจ้าเป็นเพียงแค่สหาย!