สู่วิถีอมตะ - บทที่ 221-230
บทที่ 221 อวตารเขมือบ
แผนบ่มเพาะอัจฉริยะครั้งนี้มิได้แข่งขันกันอย่างเจาะจง มุ่งเน้นที่ การท้าทายอย่างอิสระ
เริ่มที่จัดลาดับกันอย่างสุ่ม ผู้ใดเอาชนะผู้ที่มีลาดับสูงกว่าได้ก็จะ ได้แทนที่ลาดับของอีกฝ่าย
ด้วยแผนคัดเลือกเช่นนี้ ร่างเทวะมากมายก็ปรากฏขึ้นตามกัน ก่อพายุลือลั่นครั้งแล้วครั้งเล่า
“ร่างอมรณาในตานานปรากฏขึ้นแล้ว! อมรณาไม่มอดม้วย! พิชิตยอดฝีมือขอบเขตแปรเทวะทั้งมวล!”
“ร่างเซียนอัสนีของตระกูลเหลยโบราณก็ปรากฏตัวแล้ว! บัญชา เมฆาเก้าสวรรค์ ไร ้ผู้ใดเทียบชั้น!”
“อัจฉริยะผู้มีเนตรเทวะสะท้อนลักษณ์ปรากฏแล้ว! ปรากฏว่าเขา ลอกเลียนกระบวนท่าของร่างเซียนอัสนี! ประชันเท่าเทียมกันได้!”
อัจฉริยะทั่วแดนบูรพามารวมตัวกันที่ซากโบราณมหาจักรพรรดิ สายเลือดและร่างเทวะชั้นสูงมากมายเผยขึ้นท่ามกลางมวลชน
ศึกระหว่างพวกเขาคืออาหารตา ดึงดูดผู้ฝึ กตนมากมายมา รับชม
ผู้ฝึกตนสายเลือดระดับสูงเหล่านี้เจิดจรัสเรืองรอง ดุจมวลดารา บนท้องฟ้ า
สามขุมกาลังใหญ่รู ้สึกเสียหน้าต่อเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์เมื่อกาล ก่อน หนนี้ อัจฉริยะที่ส่งมาจึงเลิศล้าสุดขั้ว
อัจฉริยะคนอื่น ๆ ถูกคนเหล่านี้กลบรัศมีไปเสียมิด
“เจียงผิงอันเก็บตัวอยู่หรือ ไฉนจึงไม่ปรากฏ หากเขาไม่เข้าร่วม ศึก ก็มิอาจทราบว่าจะเป็ นผู้น าขอบเขตวิญญาณแรกก าเนิดได้ หรือไม่”
“ยาก ร่างเทวะวิหคอมตะเหมือนจะได้วิชาลับเผ่าวิหคอมตะ มาแล้ว แต่ยามนี้ยังอยู่เพียงอันดับห้า”
“อันที่จริง ข้ายังหวังว่าเจียงผิงอันจะชนะอยู่นะ ยามนี้ อันดับหนึ่ง ตั้งแต่ขอบเขตสร ้างรากฐานไปจนแปรเทวะมีแต่คนจากสามขุมก าลัง ใหญ่ หากมีคนนอกสักคนต้องน่าสนใจแน่ ๆ”
ขณะผู้อื่นประชัน ยังมีผู้คิดถึงเจียงผิงอัน และคาดการณ์อยู่ว่า เขาจะได้อันดับเท่าไหร่
นอกสถานพานักมหาจักรพรรดิ เมิ่งจิงนิ่วหน้าแง่งอน จับจ้อง กระท่อมไม้ในสุดอย่างกรุ่นเคือง
“เจ้าท่อนไม้ตัวเหม็นนี่ ทาไมยังไม่ออกมาอีก ข้าจะทาให้เขา ตกใจสักหน่อย”
ในแผนคัดเลือกนี้ เมิ่งจิงก็มาเช่นกัน
ข้างกายนาง เหลยหลานลูบศีรษะน้อยของบุตรสาว “รีบไป ฝึกฝนเข้า หากเจ้าไม่ฝึกฝนหนัก เจ้าจะถูกเนตรเทวะสะท้อนลักษณ์ ก้าวข้ามได้นะ”
“เช่นนั้นข้าจะไปฝึกฝนกับพี่หญิงอวิ๋นหวง!” เมิ่งจิงแปรลักษณ์ เป็ นอัสนี พุ่งหายลับไป
ดวงตาของเหลยหลานทอประกายอ่อนโยน
อีกไม่นาน บุตรีก็จะก้าวข้ามนางได้แล้ว
สถานพ านักมหาจักรพรรดิ
เจียงผิงอันมองอีกร่างซึ่งเหมือนตนทุกประการตรงหน้าแล้ว ขมวดคิ้ว
หลังจากล้มเหลวไปหลายพันหน ใช ้เวลาครึ่งปี ในที่สุดอวตาร ร่างที่สามก็ก่อได้สาเร็จ
ทว่า มันไม่ได้แข็งแกร่งเช่นที่คิด และความสามารถในการกลืน กินก็อ่อนแอมาก
“หรือเป็ นเพราะไร้การฝึกฝน?”
เจียงผิงอันใช้กฎเกณฑ์คัดลอกโอสถกระจ่างแจ้งและโอสถเทียน เสวียนเพื่อพัฒนาพรสวรรค์ของอวตาร
ไม่อาจทราบว่าเป็ นเพราะร่างจริงได้ใช้โอสถกระจ่างแจ้งกับโอสถ เทียนเสวียนไปแล้วหรือไม่ พวกมันจึงไร ้ผลกับอวตารร่างนี้
แต่เพราะมีทรัพยากรและประสบการณ์การฝึกฝนมากเพียงพอ เพียงสองเดือนจากนั้น อวตารที่สามก็บรรลุขั้นปลายขอบเขตจินตาน
แต่พรสวรรค์การกลืนกินของร่างนี้ก็ยังอ่อนแอยิ่ง มิได้ล้าเลิศ เช่นเขาคาดการณ์
มีเพียงความเร็วการย่อยและการฟื้นตัวที่เร็วขึ้นนิดหน่อย
สิ่งนี้ทาให้เจียงผิงอันผิดหวังอย่างยิ่ง
“ต้องใช้วิชาใดมาสนับสนุนพลังกลืนกินหรือไม่หนอ?”
ทว่า แม้เจียงผิงอันจะค้นถุงเก็บของจากร่างจระเข้กลืนสวรรค์ มากมาย เขาก็ยังไม่พบวรยุทธ ์ที่เกี่ยวข้องใด ๆ
แต่เจียงผิงอันมิได้รู้สึกว่าตนเดาผิด
วิชาเช่นนี้อาจเป็ นเหมือนวรยุทธ ์ชั้นสูงอย่าง ‘วิชาเทียมเทพ สงคราม’ และ ‘หมัดอู๋จี๋’ ซึ่งจะถูกทาลายหลังอ่านจบมิให้แพร่งพรายสู่ ผู้ใดก็ได้
เจียงผิงอันตัดสินใจไปไถ่ถามข่าวสารจากหอวาณิชมั่งคั่ง กว้างไกล ด้วยความสามารถของหอวาณิช ที่นั่นต้องมีข้อมูลที่ เกี่ยวข้องอยู่เป็ นแน่
เจียงผิงอันเก็บอวตารแล้วผลักประตูเปิด เดินออกจากที่พานัก มหาจักรพรรดิ
เขาอยู่ที่นี่มาหนึ่งปีหนึ่งเดือนแล้ว แม้จะเกินเวลาเช่าไปหนึ่งเดือน แต่ท่านป้ าหลานก็มิได้มาไล่เขา
ทันทีที่เปิดประตู เจียงผิงอันก็จังงังทันใด
สิ่งปลูกสร ้างมากมายปรากฏขึ้นรายล้อมที่พานักมหาจักรพรรดิ ราวเขาอยู่กลางเมืองสักเมือง
อดีตที่พานักมหาจักรพรรดิตั้งอยู่ที่ใจกลางเมือง
เจียงผิงอันเกือบคิดเสียแล้วว่าตนถูกอ านาจมิติย้ายร่างออกไป
ผ่านไปเพียงครึ่งปี ที่นี่ก็เปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงเพียงนี้
เมื่อผู้ฝึกตนมายังซากโบราณมหาจักรพรรดิมากขึ้น ก็ค่อย ๆ มี ขุมกาลังมาปักหลัก หอวาณิชมากมายเปิดสาขา ที่นี่จึงยิ่งครึกครื้น ทุกวันคืน
โดยเฉพาะอดีตที่พานักของมหาจักรพรรดิ สถานที่ฝึ กฝนอัน เพิ่มความเร็วการฝึกฝนได้ จึงเป็ นตัวเลือกแรกในการตั้งถิ่นฐาน
“ออกมาแล้วหรือ?”
กลิ่นหอมสดชื่นโชยเข้ามา เหลยหลานในชุดกระโปรงยาวสีน้า เงินปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า
เจียงผิงอันกุมกาปั้นคารวะ “ท่านป้ าหลาน ขอบคุณที่ช่วย คุ้มครองตลอดมาขอรับ ที่นี่ปลอดภัยไร ้อันตราย ท่านมิต้องปกป้ อง ข้าแล้วขอรับ”
“ใครกันปกป้ องเจ้า หากมิใช่เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า เสี่ยว จิงจะเสียใจล่ะก็ ข้าคงมิคิดสนใจเจ้าหรอก”
เหลยหลานตรงไปตรงมา นิสัยไม่ต่างจากเมิ่งจิงเลย
“ขณะนี้เมิ่งจิงอยู่ที่ลานยุทธ ์เต๋า นางอยากดักรอเจ้าที่นี่ แต่เจ้าไม่ ออกมาสักที”
เหลยหลานอยากจะตีเจ้าคนที่ทาให้บุตรีนางต้องรอนานเสีย เหลือเกิน
สีหน้าของเจียงผิงอันเผยเค้ายินดี เมิ่งจิงก็อยู่ที่นี่หรือ?
ผ่านไปสองสามปี ไม่รู ้ยามนี้เมิ่งจิงเป็ นเช่นไรบ้าง บางทีนางอาจ งามเทียบเท่าท่านป้ าหลานแล้วก็ได้
“ท่านป้ าหลาน หอวาณิชมั่งคั่งกว้างไกลแถวนี้อยู่ที่ใดหรือขอรับ ข้าอยากไปซื้อของบางอย่าง”
เจียงผิงอันอยากหาดูก่อนว่าการใช ้อ านาจการกลืนกินของเผ่า จระเข้กลืนสวรรค์ต้องใช ้วิชาพิเศษใดหรือไม่
“ทุกสิ่งที่เจ้าต้องการอยู่ที่นี่แล้ว” เหลยหลานนาม้วนหยกขาว บรรจุข้อมูลส่งให้เจียงผิงอัน
เจียงผิงอันดูงุนงง ท่านป้ าหลานรู ้ได้เช่นไรว่าเขาต้องการสิ่งใด?
เขานาม้วนหยกมา ใช ้จิตสัมผัสเข้าตรวจสอบเนื้อหา
ข้อมูลมากมายปรากฏขึ้นในใจ
ประวัติศาสตร ์ขอบเขตถิ่นฐาน ข่าวล่าสุดของจระเข้กลืนสวรรค์ และพรสวรรค์การกลืนกินของจระเข้กลืนสวรรค์…
ทุกข่าวสารเกี่ยวกับจระเข้กลืนสวรรค์ถูกระบุไว้ภายใน รวมถึง เรื่องเกี่ยวกับอานาจการกลืนกินด้วย
ร่างของเจียงผิงอันสะท้าน มองเหลยหลานอย่างไม่อยากเชื่อ
ปรากฏว่าท่านป้ าหลานรู ้อยู่แล้วว่าเขาต้องการสิ่งใด
“อย่าประหลาดใจไป หากเรื่องแค่นี้ข้ายังมองไม่ออก หลายต่อ หลายปีนี้คงเปลืองลมหายใจเปล่า”
เหลยหลานคว้าคอเสื้อเจียงผิงอัน พาไปที่ลานยุทธ ์เต๋า
“ขอบคุณท่านป้ าหลาน”
เจียงผิงอันขอบคุณ
ข้อมูลนี้คือสิ่งที่เขาต้องการ มันจะเป็ นประโยชน์แก่เขายามล้าง แค้นเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์ในภายหน้า
เจียงผิงอันอ่านข้อมูลเกี่ยวกับอานาจการกลืนกิน
เป็ นไปตามคาด อานาจการกลืนกินที่อวตารของเขามีในขณะนี้ มิใช่อานาจที่แท้จริง
การจะเปิ ดใช ้งานอานาจการกลืนอย่างสมบูรณ์นั้น ต้องผ่าน พิธีกรรมพิเศษของจระเข้กลืนสวรรค์ก่อน
พิธีกรรมนี้ต้องทาในเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์
นี่ยังหมายความว่า หากเขาคิดได้มาซึ่งอานาจการกลืนกินที่ แท้จริง เขาก็ต้องไปที่เผ่าจระเข้กลืนสวรรค์ และหาวิธีเข้าร่วม พิธีกรรมให้ได้ด้วย
สิ่งนี้ทาให้เจียงผิงอันผิดหวังเล็กน้อย มิคาดว่าอวตารเขมือบเพิ่ง ก่อเสร็จ ยังต้องใช ้พิธีกรรมปลุกพลังอีก
ไม่ว่าจะเป็ นการล้างแค้นให้อาจารย์หรือปลุกพรสวรรค์การกลืน กินอย่างแท้จริง เขาก็ต้องไปเยือนถิ่นเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์ทั้งนั้น
ขณะที่เจียงผิงอันกาลังครุ่นคิด ตรงหน้าก็เกิดเสียงเอะอะ
“จัดการเลย!”
“ขยะพรรค์นี้กล้ามาท้าทาย ไม่ประมาณตนเอาเสียเลย”
“ใบหน้างดงามเพียงนี้ แต่กลับเป็ นบุรุษเสียได้ ทาให้เขาเสียโฉม เลย!”
ตรงหน้าเขาคือลานยุทธ์เต๋า ผู้ฝึกตนมากมายรายล้อมชมศึก เสียงเอะอะมะเทิ่งดังสนั่น
ในอาคมแห่งหนึ่ง เยี่ยอู๋ฉิงร่างโชกเลือด ร่างมีรูขนาดใหญ่ โลหิต ทะลักไหล นิ้วถูกตัดไปหลายนิ้ว
ตรงหน้าเยี่ยอู๋ฉิงคือผู้ฝึกกระบี่ถือกระบี่ยาวสีเขียว เผยปราณทรง พลังผู้หนึ่ง
หลู่คุนมองเยี่ยอู๋ฉิงผู้บาดเจ็บสาหัสตรงหน้าอย่างเหยียดหยาม “กระทั่งคนอย่างเจ้ายังคู่ควรใช ้กระบี่ด้วยหรือ?”
เยี่ยอู๋ฉิงคิดจับกระบี่ แต่เพราะนิ้วถูกตัดไป จึงมิอาจถือได้กระชับ มือ
เยี่ยอู๋ฉิงคิดดิ้นรน แต่ก็ต้องงุนงงเมื่อพบว่าตนมิอาจหาเหตุผลใด ในการมีชีวิตต่อ และมิอาจทราบชัดว่าไฉนตนจึงยังมีตัวตนในโลกนี้
ขณะที่หลู่คุนกาลังจะปลิดชีวิตเยี่ยอู๋ฉิงนั้นเอง จู่ ๆ พลังสายหนึ่ง ก็รั้งตัว หยุดการโจมตีของเขาไว้
“ผู้ใด!”
บทที่ 222 เจียงผิงอัน รับความตายเสีย
“ผู้ใดบังอาจหยุดข้า!”
หลู่คุนตวาดเสียงเย็น คู่เนตรเย็นเยียบกวาดมองผู้ฝึ กตน ทั้งหลายที่มองอยู่
ผู้ฝึกตนที่ถูกมองสัมผัสได้ถึงอันตรายเสี่ยงชีวิต ร่างเกร็งนิ่ง ก้ม หน้าก้มตา มิกล้าสบตาอีกฝ่ าย
ทุกผู้ที่มองอยู่ดูงุนงง เกิดอะไรขึ้นกับหลู่คุน?
ท้ายที่สุด สายตาของหลู่คุนก็หยุดที่ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง อายุ ดูราวยี่สิบปี ดวงตาลึกล้าเยี่ยงจักรวาล
“กล้าเข้ามารับความตายหรือไม่?”
เสียงของหลู่คุนเย็นเยียบดุจหิมะ จิตสังหารปรากฏบนใบหน้า เขาไม่ชอบให้ผู้ใดเข้าขัดขวางระหว่างต่อสู้
ทุกผู้มองตามสายตาหลู่คุนอย่างนึกสงสัย อยากเห็นว่าผู้ใดกัน เบื่อชีวิต กล้ามาล่วงเกินหลู่คุน
เมื่อเห็นหน้าชายผู้นั้น ทุกผู้ต่างตกตะลึง
“เจียงผิงอัน! เขาออกจากการเก็บตัวแล้ว!”
“เจียงผิงอัน? เขาหรือเจียงผิงอัน? หล่อยิ่งนัก!”
“ในที่สุดเขาก็ออกจากการเก็บตัว ไม่รู ้เลยว่าระหว่างเขา เนตรเท วะสะท้อนลักษณ์และร่างเซียนอัสนี ผู้ใดแข็งแกร่งกว่ากัน”
ทันทีที่เจียงผิงอันปรากฏตัว ผู้คนมากมายก็จาเขาได้ ดวงตา มากมายเกิดความย าเกรงนับถือ
เมื่อปีก่อน เจียงผิงอันคือผู้รักษาศักดิ์ศรีสุดท้ายในแดนบูรพาไว้ ได้
ศึกนั้นกินเวลาสามวัน ปวงชนทั่วซากโบราณมหาจักรพรรดิได้ ประจักษ์ ทิ้งความตราตรึงเกินลบเลือน
ยามหลู่คุนได้ยินชื่อเจียงผิงอัน สีหน้าของเขาก็นิ่งค้าง เหงื่อไหล อาบหน้าผาก
ปรากฏว่าเจ้านี่ก็คือเจียงผิงอัน!
แม้เขาจะไม่ได้เห็นศึกนี้กับตา หลู่คุนก็เคยได้ยินถึงฤทธิ์เดชอีก ฝ่ายมาบ้าง
ด้วยอ านาจต่อสู้ของเขาล าพัง ไม่มีทางประชันเจียงผิงอันได้เลย
“ก็แค่ประชัน ไม่เห็นจ าเป็ นต้องฆ่าแกงกันเลย ปล่อยเขาไปเถิด”
เจียงผิงอันกล่าวกับหลู่คุน
เยี่ยอู๋ฉิงเป็ นคนจากต้าเซี่ย และยังเคยร่วมศึกเคียงบ่า เขาจึงมิ อาจทนมองอีกฝ่ ายเผชิญอุบัติเหตุได้
สีหน้าของหลู่คุนแปรเปลี่ยนไปมา เขาไม่อยากล่วงเกินเจียงผิง อัน แต่หากปล่อยเยี่ยอู๋ฉิงไปเช่นนี้ เขาก็ยังรู ้สึกอับอายเล็กน้อย
“เจ้าไม่ต้องยุ่ง!” ใบหน้างดงามเปื้อนเลือดของเยี่ยอู๋ฉิงเย็นเยียบ ไร้เค้าอารมณ์ใด ๆ
หลู่คุนเสสรวล “เจ้าดูสิ คนพรรค์นี้ไร ้ใจไม่มีคุณธรรม เขาไม่ ซาบซึ้งในน้าใจผู้อื่นเลยสักนิด”
“ผู้เหยียบย่างบนวิถีไร ้ใจจะละเลงเลือดผู้อื่นมากมาย ต้องฆ่าเสีย เพื่อมิให้เกิดปัญหาภายหน้า!”
ว่าแล้ว หลู่คุนก็เงื้อกระบี่ในมือ ฟาดฟันลงใส่เยี่ยอู๋ฉิงสุดแรง
เจียงผิงอันไหวร่างเข้าสู่อาคม ขวางตรงหน้าเยี่ยอู๋ฉิงไว้
ยามปราณกระบี่อันทรงพลังปะทะร่างเจียงผิงอัน มันก็แตก ออกเป็ นสองเสี่ยงแฉลบออกซ ้ายขวา ทะยานไกลไถลไปถล่มบรรพต สองลูกใกล้เคียง
เห็นเช่นนี้ หลู่คุนก็เปลี่ยนสีหน้า นี่หรือเจียงผิงอัน? เพียงปราณ จากร่างก็หยุดปราณกระบี่ของเขาได้แล้ว
เจียงผิงอันสงบสติกล่าว “กระทั่งเผ่ามารเผ่าปีศาจยังมิได้ชั่วช ้า ไปเสียหมด ตัดสินจากอนาคตด้วยสถานการณ์เช่นนี้ลาพัง เจ้าก็ เท่ากับฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างไม่แยกแยะเช่นกัน”
“ไสหัวไป ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามาเห็นใจ!”
เยี่ยอู๋ฉิงรู ้ว่าเหตุใดเจียงผิงอันจึงมาช่วยตน อีกฝ่ ายเห็นใจใน ความทุกข์ทนของเขา แต่เขาไม่อยากให้มีคนมาเห็นใจในเรื่องพรรค์ นี้ มันมีแต่จะถ่วงรั้งเป็ นภาระ กระทบยามพัฒนาความแข็งแกร่ง
เจียงผิงอันนาโอสถเยียวยาบาดแผลออกมายัดเข้าปากเยี่ยอู๋ฉิงอ ย่างไม่รออีกฝ่ายไหวตัว แล้วส่งออกจากอาคมด้วยพลังจิต
หลังเสร็จสิ้นทุกอย่าง เขาก็ไม่สนใจเยี่ยอู๋ฉิงอีก
เหตุที่เขาช่วยอีกฝ่ ายก็เพราะบังเอิญพบกัน มันเป็ นเรื่องง่าย ๆ ที่ ไม่กระทบตัวเขามากเท่าไหร่
เยี่ยอู๋ฉิงคุกเข่าลงข้างหนึ่งบนพื้น บาดแผลในกายปิดลง ดวงตา มองเจียงผิงอันในอาคม ใบหน้าปรากฏโทสะ ความคับแค้นและไม่ เต็มใจ……
เมื่อกาลผ่าน อารมณ์ทั้งหมดนี้ก็เลือนสู่ความเฉยชา กล้ามเนื้อที่ เกร็งตึงผ่อนตัว
เยี่ยอู๋ฉิงลุกขึ้น พินิจเจียงผิงอันอย่างลึกล้า จาใบหน้านั้นไว้ แล้ว ลากสังขารแหว่งวิ่นของตนหันกายจากไป
ในโลกอันมืดดาของเขา หนึ่งแสงสว่างฉายขึ้น…
หลู่คุนหรี่ตาลง จ้องมองเจียงผิงอันตรง ๆ “ผู้สอดรู ้มักไม่จบดี รู ้ หรือไม่ว่าข้าเป็ นใคร?”
เจียงผิงอันมองอีกฝ่ ายอย่างสุขุม กล่าวเบา ๆ ว่า “ข้าไม่รู้ว่าเจ้า เป็ นใคร แต่ผู้เที่ยวประกาศหัวนอนปลายเท้ายามออกสัญจรเช่นเจ้า ทาสานักเบื้องหลังงามหน้าไม่น้อย”
หลู่คุนพูดไม่ออก
หากองค์รัชทายาททราบว่าเขาเที่ยวเอานามอีกฝ่ ายไป โพนทะนา คงด่าเขาหูชาตายแน่แท้
ขณะที่หลู่คุนกาลังอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หนึ่งเสียง ตะโกนอันนุ่มนวลหยอกเย้าก็สนั่นขึ้นบนท้องฟ้ า ทาให้ปวงชนสะดุ้ง โหยง
“เจียงผิงอัน! รับความตายเสีย! ผู้น าอัจฉริยะขอบเขตวิญญาณ แรกก าเนิดจะมาสู้กับเจ้า!”
ทุกผู้มองตามเสียงนั้น และพบหญิงงามในอาภรณ์ดานางหนึ่ง ปรากฏขึ้น
ใบหน้านางละเมียดละไมเยี่ยงบุปผา เรียวนิ้วเพรียวขาว ริมฝีปาก บอบบาง ย่างก้าวแผ่วเบา สง่างามดุจกิ่งหลิวต้องลม
แม้นางจะงดงาม แต่ร่างกลับแผ่ปราณอัสนีบ้าคลั่งชวนสะพรึง ดุจบงกชเบ่งบานท่ามกลางสระอัสนี มิอาจเฉียดกรายเข้าใกล้
“ร่างเซียนอัสนีจากตระกูลเหลยโบราณ เมิ่งจิง!”
“มิใช่ลือกันว่าเมิ่งจิงกับเจียงผิงอันมีสัมพันธ ์อันดีต่อกันหรือ ไฉน พวกเขาดูเหมือนศัตรูกันมากกว่า?”
“มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว ร่างเซียนอัสนีในขณะนี้อยู่ในอันดับหนึ่ง เสมอกับเนตรเทวะสะท้อนลักษณ์ ไม่รู ้ระหว่างนางกับเจียงผิงอัน ผู้ใด จะแข็งแกร่งกว่ากัน”
ทันทีที่เมิ่งจิงปรากฏตัว ผู้คนมากมายก็หันมาสนใจนาง
ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ซึ่งพินิจศึกในอาคมอื่นเองก็ปรี่มาที่นี่
หลู่คุนฟื้นจากความตะลึง หัวเราะหยันชอบอกชอบใจ “ฮ่า ๆ เจียงผิงอัน ศัตรูเจ้าเยอะเพียงนี้ ข้าจะพูดอะไรได้ หากเจ้าแส่ไม่เข้า เรื่อง ปัญหาก็จะเกิดแน่แท้!”
หลู่คุนรู ้ว่าตนเอาชนะเจียงผิงอันมิได้ แต่ร่างเซียนอัสนีจาก ตระกูลเหลยโบราณผู้นี้สั่งสอนอีกฝ่ายได้แน่
เมิ่งจิงในขณะนี้มีพลังต่อสู้อันดับหนึ่ง เสมอกับอันดับสอง
คนเช่นนี้ลงมือเอง เจียงผิงอันน่วมแน่!
“ข้าไม่สู้กับเจ้าหรอก จดจาความแข็งแกร่งเจ้าไว้ล่ะ เดี๋ยว ภายหลังก็อาจพิการแล้ว”
หลู่คุนเหินจากอาคมยิ้ม ๆ สองมือกอดอก รอชมเรื่องสนุกอยู่ ข้างนอก
“เจียงผิงอัน! พร้อมรับความตายแล้วหรือยัง?”
เมิ่งจิงแยกเขี้ยวขาว อัสนีวาบไหวสู่เวหา แรงกดดันอันตรายกด ทับยากหายใจ เป็ นภาพอัศจรรย์ยิ่ง
เหล่าผู้ชมกลั้นใจจ้องสมรภูมิอย่างไม่วางตา
ร่างเซียนอัสนีจากตระกูลเหลยโบราณกับเจียงผิงอันผู้พิชิต จระเข้กลืนสวรรค์ ผู้ใดจะแข็งแกร่งกว่ากัน?
ศึกนี้อาจเลื่อนลั่นไปทั่วแดนบูรพาก็เป็ นได้
น่าตื่นเต้นจริง ๆ
ความเย็นชาหายไปจากใบหน้าของเจียงผิงอัน ดวงตามอง มายังเมิ่งจิงอย่างอ่อนโยน
แม่หนูนี่เติบใหญ่แล้ว รูปกายเพรียวสูง เปี่ยมความบริสุทธิ์และ ก าลังวังชา
“เจียงผิงอัน! ตายซะ!”
เมิ่งจิงกัดฟัน เรียวขางามสาวเข้ามา ออกหมัดน้อยสีชมพูเข้าใส่ อกของเจียงผิงอัน
“หวายหยา~”
แล้วเมิ่งจิงก็กรีดร ้องอย่างสุดเสแสร ้ง ทรุดฮวบลงกับพื้น เหวี่ยง หมัดพลางตะโกน “เจียงผิงอัน เจ้าแข็งแกร่งเกินไปแล้ว หมัดข้าแตก เลยเนี่ย อันดับหนึ่งเป็ นของเจ้าแล้ว!”
“???”
ทุกผู้ซึ่งรอดูศึกสะท้านแดนดินอยู่ต่างจังงัง เครื่องหมายคาถาม กลุ่มใหญ่เด้งขึ้นเหนือศีรษะ
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
ศึกสะท้านแดนดินที่พวกเขาเฝ้ ารออยู่ล่ะ?
“เลิกงอแงแล้วลุกขึ้นเถอะ”
เจียงผิงอันแย้มยิ้ม แม่หนู นี่ อายุยี่สิบแล้ว ยังติดเล่นไม่ เปลี่ยนแปลง
“ข้าบาดเจ็บสาหัสนะ เจ้าอุ้มข้าสิ” เมิ่งจิงนอนราบไม่ขยับบนพื้น ซนเสียยิ่งกว่าน้องหู่นิวอีก
เจียงผิงอันใช ้พลังจิตยกร่างของอีกฝ่ายขึ้น
เมิ่งจิงเบ้ปากอย่างไม่ชอบใจทันที “ข้าบอกให้เจ้าอุ้มข้าไง!”
นางเดือดดาลจนเด้งตัวเข้าใส่เจียงผิงอัน อ้าปากกัดไหล่อีกฝ่ าย จมเขี้ยว
“อ๊าย~ ฟันข้า! เจ้าท่อนไม้ตัวเหม็น ทาไมตัวแข็งแบบนี้ล่ะ!”
ดวงตาของเมิ่งจิงรื้นน้า รู ้สึกเหมือนฟันจะหลุดจากเหงือกชอบ กล
จากท่าทีของทั้งสอง ผู้ฝึกตนมากมายที่เร่งรุดมาชมศึกล้วนหน้า คล้าดา
“ศึกใหญ่ล่ะ? สองคนนั้นทาอะไรอยู่? จีบกันอยู่หรือ?”
“หลอกกันเกินไปแล้ว! ตรงปกตรงไหนก่อน!”
“เสียที่ข้าเล่นงานสองคนนั้นมิได้ หากทาได้คงขึ้นไปตีให้ตายทั้ง คู่”
“ใครก็ได้มาเร็ว มาตีเจ้าสองคนนี้ที!”
ผู้ฝึกตนโสดสนิทหลายคนร่าไห้ด้วยริษยา
ธิดาเทพผู้เรืองศักดิ์แห่งตระกูลเหลย ถือครองร่างเซียนอัสนี มา หวานแหววกับเจียงผิงอันอยู่ตรงหน้า จะท าร ้ายหัวใจสุนัขโสดอย่าง พวกเขาจนตายหรือไร!
หลู่คุนซึ่งรอดูเจียงผิงอันถูกเล่นงานยืนตะลึงทึ่มทื่อ
ทุกอย่างไม่เป็ นไปตามคิดเลย
หลู่คุนริษยา ขบเขี้ยวกรามแทบหัก ปรากฏว่าเจียงผิงอันมี ความสัมพันธ ์อันดีกับเมิ่งจิงเพียงนี้
ทันใดนั้น หลู่คุนก็สังเกตเห็นชายหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งอยู่มิไกลตน นัก ดวงตาของอีกฝ่ายพันด้วยผ้าขาว
เมื่อเห็นคนผู้นี้ สีหน้าของหลู่คุนก็สุดปรีดา รีบวิ่งเข้าไปหา “สหายหนานกง!”
ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ก็สังเกตพบชายหนุ่มผู้นี้เช่นกัน และเมื่อเห็น เขา สีหน้าก็ปรากฏความย าเกรง
“หนานกงเสินมาแล้ว!”
“เขามาท้าทายร่างเซียนอัสนี ไม่สิ ยามนี้อันดับหนึ่งเปลี่ยนเป็ น เจียงผิงอันแล้ว”
“ศึกใหญ่ของแท้มาแล้ว”
บทที่ 223 พรสวรรค์สะท้อนลักษณ์
ทันทีที่หนานกงเสิน ชายหนุ่มชุดขาวปรากฏกาย ทุกความสนใจ ก็มุ่งมาที่เขา มิด้อยไปกว่ายามเจียงผิงอันปรากฏตัวเลย
หลู่คุนรีบเดินไปข้างกายหนานกงเสิน
“สหายหนานกง เจ้ามาพอดีเลย ยามนี้อันดับหนึ่งของขอบเขต วิญญาณแรกก าเนิดกลายเป็ นเจียงผิงอันไปแล้วนะ หากเอาชนะเขา ได้ เจ้าก็จะได้เป็ นอันดับหนึ่ง!”
แม้เมิ่งจิงจะมิได้สั่งสอนอะไรเจียงผิงอัน แต่หนานกงเสินผู้ทรง พลังท าได้แน่
เจียงผิงอันสมควรตายนี่ ยิ่งมองยิ่งน่าโมโห
อันที่จริง หลู่คุนมิได้คับข้องอะไรกับเจียงผิงอันมากนัก แค่ไม่ พอใจเพราะอีกฝ่ายมาหยุดเขามิให้ฆ่าคน
เมิ่งจิงซึ่งเกาะโหนร่างเจียงผิงอันอยู่เห็นหนานกงเสินปรากฏตัว รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อย ๆ เลือนหาย
“เจ้าท่อนไม้ จากนี้เจ้าเจอศึกหนักแน่”
เจียงผิงอันมองชายหนุ่มพันผ้าขาวรอบดวงตา “อีกฝ่ ายเป็ นใคร หรือ?”
เขาเพิ่งพบอีกฝ่ ายครั้งแรก แต่กลับสัมผัสจิตมุ่งร ้ายจากอีกฝ่ าย ได้
เมิ่งจิงปล่อยเจียงผิงอัน อธิบายว่า “คนผู้นี้ชื่อหนานกงเสิน เป็ น คนของราชวงศ์ต้าเฉียน ขณะนี้เป็ นอัจฉริยะขอบเขตวิญญาณแรก กาเนิดอันดับสอง อยากได้อันดับหนึ่งมาตลอด”
“แต่เราสองคนเสมอกัน ข้าโชคดีได้อันดับหนึ่ง เขาเลยท้าทาย ข้าอยู่เรื่อยไป”
“คนผู้นี้มีวิชาเนตรแข็งแกร่ง ลอกเลียนวิชาของผู้อื่นได้ ไม่ว่าจะ เป็ นวิชาอัสนีของข้า หรือวิชาของผู้อื่น เขาก็ลอกเลียนไปเป็ นของ ตัวเองได้”
ได้ยินเช่นนี้ แม้เจียงผิงอันจะสุขุม เขาก็ยังเผยแววตาตกตะลึง อย่างช่วยไม่ได้
“ลอกเลียนวิชาของผู้อื่นได้ด้วยหรือ!”
เมิ่งจิงพยักหน้า “ใช่ แข็งแกร่งมากด้วย ขอเพียงเจ้าสู้ อีกฝ่ ายก็ จะลอกวิชาเจ้าได้”
“แม้วิชาที่ลอกเลียนจะไม่สมบูรณ์เต็มร ้อย แต่แข็งแกร่งถึงเก้าสิบ ในร ้อยส่วนเลยทีเดียว”
เจียงผิงอันตกใจยิ่ง วิชาที่ผู้อื่นฝึ กฝนแทบตาย อีกฝ่ ายแค่มา เผชิญก็ลอกเลียนไปใช ้ได้
สิ่งนี้ท าร ้ายจิตใจผู้ถูกลอกเลียนอย่างมหาศาลเลย
ก่อนหน้านี้เขาเคยพบร่างพิชิตหมื่นกฎเกณฑ์มาก่อน แต่มิคาด ว่าจะได้พบอัจฉริยะที่สามารถลอกวรยุทธ ์ผู้อื่นได้
สมแล้วที่เป็ นขุมกาลังใหญ่ รากฐานน่ากลัวเพียงนี้ อัจฉริยะที่ส่ง มาน่ากลัวนัก
เจียงผิงอันถามขึ้นอีกครั้ง “รางวัลแก่ผู้เป็ นผู้น ามากเพียงไร?”
เขาไม่รู ้อะไรเกี่ยวกับแผนบ่มเพาะอัจฉริยะนี้เลย
จ านวนรางวัลจะตัดสินว่าเขาจะทุ่มเทเพียงไร
เมิ่งจิงกล่าวยิ้ม ๆ “อู้ฟู่ เลยล่ะ ร ้อยกฎเกณฑ์ทุกสิบปี เลือกหนึ่งวร ยุทธ ์มูลค่าต่ากว่าร ้อยกฎเกณฑ์ได้ ผู้อาวุโสจากสามขุมกาลังใหญ่จะ ชี้แนะด้วยตนเอง ทุกผู้ล้วนเป็ นสัตว์ประหลาดเฒ่าซึ่งใช ้ชีวิตนับหมื่น ปี”
เมื่อได้ยินรายชื่อรางวัลเหล่านี้ หัวใจของเจียงผิงอันก็เร่ง ความเร็วขึ้นเล็กน้อย
รางวัลหนักหนามากจริงแท้
แค่รางวัลร ้อยกฎเกณฑ์ก็เพียงพอให้หัวใจยอดฝี มือขอบเขต หลอมสุญตาเต้นไม่เป็ นส่าได้แล้ว
นอกจากนั้น ยังเลือกวรยุทธ ์ขั้นสูงใด ๆ ก็ได้
รางวัลอันมีค่าที่สุดคือการชี้แนะจากสุดยอดฝีมือ
สัตว์ประหลาดเฒ่าเหล่านั้นใช ้ชีวิตนับหมื่นปี แต่ละคนเป็ นเช่น สารานุกรมเดินได้ หากให้พวกเขาชี้แนะ ก็ประหยัดเวลาได้หลายพัน ปี
ในเมื่อเป็ นเช่นนั้น เขาก็ต้องจริงจังหน่อย
เขาไม่สนตาแหน่งผู้นาอะไรหรอก เขาสนใจรางวัลเหล่านี้ ต่างหาก
“สู้เขา หากเจ้าชนะไม่ได้ คุณหนูผู้นี้จะช่วยเจ้าทวงคืนชัยชนะ เอง!”
เมิ่งจิงตบบ่าเจียงผิงอันยิ้ม ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็ นอัสนีพุ่งออกจาก อาคม เตรียมสมรภูมิ
ร่างของหนานกงเสินขยับเล็กน้อย ไหวกายเข้าสู่อาคมใน พริบตา
เจียงผิงอันมองวิชาเคลื่อนย้ายของอีกฝ่ าย แล้วดวงตาก็ยิ่งทวี ความประหลาดใจ
ปรากฏว่าเป็ น ‘อัสนีพริบตา’ จากตระกูลเหลยโบราณ นี่ลอกมา จากเมิ่งจิงหรือ?
อีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก
“ตาแหน่งผู้นามิใช่สิ่งที่คนนอกอย่างเจ้าควรได้”
เสียงของหนานกงเสินเย็นเยียบไร ้อารมณ์
ต าแหน่งผู้น าเป็ นของพวกเขาสามขุมก าลังใหญ่ คงขายหน้าสุด แสนหากผู้อื่นได้ไป
เจียงผิงอันพินิจเขาอย่างสุขุม นอกจากแข็งแกร่งแล้ว คนจาก สามขุมกาลังใหญ่ก็หยิ่งผยองด้วย
แค่เพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ก็มุ่งร ้ายต่อเขาเสียแล้ว
หรืออีกฝ่ายคิดว่ารางวัลของผู้น าควรเป็ นของตัวเองกัน
รางวัลของผู้นานั้นยั่วยวนใจกระทั่งกับยอดฝีมือขอบเขตหลอม สุญตา นับประสาอะไรกับผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกก าเนิด
ตาแหน่งผู้นานั้นเรื่องเล็ก แต่รางวัลนั้นเป็ นของจริง
ผู้ฝึกตนมากมายทรยศพี่น้องเพียงเพื่อหินวิญญาณไม่กี่ชิ้น การ มุ่งร ้ายต่อเขาเพื่อรางวัลมากมายนั้นเข้าใจได้
“อยากสู้หรือไม่?” เจียงผิงอันถามเบา ๆ
ประชันก็คือประชัน อย่าได้คิดไปไกลกว่านั้น
เมื่อเห็นท่าทีของเจียงผิงอัน หนานกงเสินก็แค่นยิ้ม “ข้ายังมิเคย ได้ลอกวิชาเทียมเทพสงครามกับหมัดอู๋จี๋ หวังว่าจะไม่ทาให้ข้า ผิดหวัง”
หนานกงเสินดึงผ้าขาวปิดตาตนออก
คู่เนตรสีทองปรากฏแก่ทุกสายตา
ทันทีที่คู่เนตรสีทองนั้นปรากฏ กฎฟ้ าดินก็นิ่งงัน
คู่เนตรสีทองนั้นเรืองรองด้วยคลื่นปราณประหลาด ประหนึ่งมอง ทะลุสรรพสิ่ง
ผู้ฝึกตนทั้งหลายมองตาสีทองคู่นั้นอย่างอิจฉา
ตาคู่นี้แหละที่มองทะลุวรยุทธ ์ของผู้อื่น และลอกเลียนมาเป็ นของ ตนได้
วรยุทธ ์ที่ผู้อื่นเคี่ยวกรามาหลายสิบปี หรือกระทั่งเป็ นพัน ๆ ปีกว่า จะบรรลุแจ้ง อีกฝ่ายใช ้เพียงศึกเดียวก็ลอกได้
ทุกวันนี้ หนานกงเสินบรรลุวรยุทธ ์แข็งแกร่งมากมาย ความ แข็งแกร่งเกินประมาณ
ยิ่งสู้กับผู้คนมากหน้า หนานกงเสินก็ยิ่งแข็งแกร่งทุกวันคืน
หากหนานกงเสินลอกวิชาเทียมเทพสงครามกับหมัดอู๋จี๋ไปได้ เจียงผิงอันจะยังชนะได้หรือ?
“ท่านแม่ ท่านว่าเจ้าท่อนไม้จะชนะได้หรือไม่เจ้าคะ?” เมิ่งจิงกอด เหลยหลานผู้เป็ นมารดา ดูร ้อนใจเล็กน้อย
นางเคยประมือหนานกงเสินมาก่อน ทราบดีว่าอีกฝ่ ายแข็งแกร่ง เพียงไร
“มีโอกาสชนะ ขอเพียงยืดเวลาได้ อาศัยปราณแข็งแกร่งที่สั่งสม ไว้ในกาย แต่……”
เหลยหลานเบนประเด็น “หนานกงเสินมีวรยุทธ ์จู่โจมทรงพลัง มากมาย ยามวิชาของเจียงผิงอันถูกลอกเลียน หนานกงเสินจะเลิก เยิ่นเย้อจบศึก”
เมิ่งจิงเม้มปาก “พรสวรรค์สะท้อนลักษณ์นี่น่าราคาญจริง ๆ วร ยุทธ ์ที่ข้าฝึกแทบตายโดนลอกไปเยอะทีเดียว”
พรสวรรค์เช่นนี้คือการล้อเล่นกับจิตใจคนอย่างจงใจ
วรยุทธ ์ที่ฝึกมาแทบตายกว่าจะบรรลุถูกคู่ต่อสู้เอามาใช ้พิชิตตน ผู้ใดก็ไม่สบายใจทั้งสิ้น
“เจ้าท่อนไม้! จบศึกในสองชั่วยามให้ได้นะ! มิเช่นนั้นถูกลอกวร ยุทธ ์แน่!”
หลู่คุนยิ้มเย้ย จบศึกในสองชั่วยาม? คิดว่าหนานกงเสินเป็ นขยะ หรือ?
ทุกผู้กลั้นหายใจรอศึกระหว่างสองอัจฉริยะเปิดฉาก
ดวงตาสีทองของหนานกงเสินจ้องมองเจียงผิงอัน รออีกฝ่ าย แผลงวิชา
วิชานั้นคือการโคจรปราณโดยกฎพิเศษในร่างกาย แผลงเป็ น อ านาจต่าง ๆ
รูปแบบโครงสร ้างของวิชาอันทรงพลังสามารถดึงดูดกฎฟ้ าดิน ได้
ต่างวิชาต่างรูปแบบ ยิ่งแข็งแกร่ง รูปแบบยิ่งซับซ ้อน
และดวงตาของหนานกงเสินก็มองทะลุรูปแบบวรยุทธ ์ในกายคน อื่น ลอกเลียนสู่ร่างของตนได้
เพราะพรสวรรค์นี้ เขาจึงสามารถใช ้วิชากฎเกณฑ์ใดก็ได้ ไม่ จาเป็ นต้องทาความเข้าใจกฎเกณฑ์ฟ้ าดิน ผิดปกติอย่างยิ่ง
“มาสิ ให้เจ้าลงมือก่อนเลย”
หนานกงเสินอยากลอกวิชาเทียมเทพสงครามกับหมัดอู๋จี๋ของ เจียงผิงอันเต็มแก่แล้ว
สองวิชานี้ระดับสูงล้า กระทั่งในต้าเฉียนยังมีผู้สาเร็จอยู่ไม่กี่คน
เจียงผิงอันมองคู่เนตรสีทองของหนานกงเสินแล้วขมวดคิ้ว เขา เกลียดวิชาของอีกฝ่าย รู ้สึกเหมือนตนถูกมองทะลุอย่างไรอย่างนั้น
ขณะครุ่นคิด อานาจสายหนึ่งก็ไหลบ่าขึ้นในดวงตา ขวางไว้ ตรงหน้าเขา
เจียงผิงอันผงะไปเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน หนานกงเสินพลันค้นพบว่าคลื่นปราณในกาย เจียงผิงอันพร่ามัว มิอาจมองเห็นได้ชัดเจน!
สีหน้าของหนานกงเสินชะงักงัน
เกิดอะไรขึ้น เหตุใดข้าจึงไม่เห็นวงโคจรปราณในตัวเจียงผิงอัน ได้ชัดเจน?
ขณะนี้ เจียงผิงอันไหวกายมาตรงหน้าหนานกงเสิน ออกหมัด ด้วยอ านาจอักขระ
หนานกงเสินสีหน้าเปลี่ยนอย่างมหันต์รีบใช ้วิชาป้ องกัน กาแพง พสุธาหนาหนักยกตัวตรงหน้า ขวางเขาเอาไว้
เปรี้ยง!
ทันทีที่ออกหมัด กาแพงพสุธาถล่มลง อานาจทรงฤทธิ์กวาดร่าง หนานกงเสินกระเด็นไป
บทที่ 224 สยบเนตรเทวะ
“หนานกงเสินใจลอยหรือไร เหตุใดการโจมตีง่าย ๆ เพียงนี้จึงยัง หลบไม่พ้น?”
“อยู่ดี ๆ สีหน้าหนานกงเสินก็ยากมอง ไม่รู ้เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ทุกผู้ต่างประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นหนานกงเสินถูกเจียงผิง อันชกกระเด็น
เพิ่งเริ่มศึกก็เป็ นเช่นนี้แล้ว
เจียงผิงอันฉวยโอกาสไล่ตาม ผสานอ านาจอักขระกับวิชาเทียม เทพสงคราม ทาให้หนานกงเสินถอยร่นเรื่อยไป
หนานกงเสินปัดป้ องอย่างทุลักทุเล เร่งอานาจเนตรทั้งสองอย่าง เต็มก าลัง คิดมองให้เห็นว่ารูปแบบวรยุทธ ์ในกายเจียงผิงอันเป็ นเช่น ไร
แต่มีอานาจไร ้ลักษณ์สายหนึ่งบังตาเขาไว้ มิอาจพินิจทะลุได้!
เปรี้ยง!
เจียงผิงอันออกหมัดชกหน้าหนานกงเสินจนซี่ฟันกระเด็น ร่าง กระแทกครูดไถลไปสิบกว่าลี้ เกิดเป็ นร่องหลุมลากยาวบนพื้น
เจียงผิงอันกล่าวกับหนานกงเสินอย่างสุขุม “หากเจ้ามีระดับเพียง เท่านี้ เอาชนะข้ามิได้หรอก”
ทุกผู้ซึ่งพินิจศึกอยู่ต่างดูงุนงง มันเกิดบ้าอะไรขึ้น เหตุใดหนาน กงเสินวันนี้จึงหมดมาดฝีมือตกนัก?
หนานกงเสินลุกขึ้นจากฟื้น ปัดฝุ่นจากกาย กัดฟันตะโกน
“เจ้าใช ้วิชาอะไร! ท าไมข้าไม่เห็นลวดลายปราณของเจ้า!”
ได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของผู้ฝึกตนที่รายล้อมอยู่ก็เบิกกว้าง
หนานกงเสินมิอาจมองทะลุเจียงผิงอัน?
เพราะเหตุใด?
หากมิอาจมองทะลุเจียงผิงอัน หมายความว่าหนานกงเสินลอกวร ยุทธ ์ของเจียงผิงอันมิได้หรือไร?
หนานกงเสินใช ้วิชาที่ลอกมาในศึก นอกจากจะลอกวิชาคู่ต่อสู้ ได้ ยังบ่อนท าลายสติอารมณ์ของอีกฝ่ายได้ด้วย
ในการต่อสู้ สงครามประสาทอาจมีบทบาทเกินสี่ส่วนจากสิบ
หากสติเกิดปัญหายามใด จิตวิญญาณการต่อสู้ ขวัญก าลังใจ และความคิดก็อาจถูกจ ากัด
ทว่า หนานกงเสินไม่อาจลอกเลียนวิชาของเจียงผิงอัน เขาจึงไม่ อาจเขย่าขวัญอีกฝ่ายได้
นอกจากนั้น ในศึกนี้ พรสวรรค์สะท้อนลักษณ์ของหนานกงเสิน ไร ้ประโยชน์ไปโดยสิ้นเชิง!
เจียงผิงอันมิคาดว่าดวงตาของตนจะมีอานาจเช่นนี้ สามารถ สกัดกั้นวิชาเนตรของอีกฝ่ายได้
นี่มันตาขวาของใครกัน? ถึงสกัดกั้นวิชาเนตรได้
เมิ่งจิงได้ยินเช่นนี้ก็แสนปรีดา “มิคาดว่าเจ้าท่อนไม้จะมี ความสามารถเช่นนี้ สักวันข้าต้องไปเรียนบ้าง!”
นางก็คิดเช่นกันว่าเจียงผิงอันไปส าเร็จวิชาพิเศษบางอย่างมา
สีหน้าของเหลยหลานเคร่งขรึม “อย่าด่วนดีใจ แม้หนานกงเสิน จะลอกวรยุทธ ์เจียงผิงอันมิได้ เขาก็ลอกวรยุทธ ์อัจฉริยะมามากมาย มิได้อ่อนแอหรอกนะ”
หนานกงเสินคู่ควรเป็ นอัจฉริยะ หลังตกใจเพียงครู่เดียว เขาก็ ปรับสติได้อย่างรวดเร็ว
“ข้าลอกวิชาเจ้าไม่ได้แล้วเช่นไร ข้าลอกวิชาแข็งแกร่งมาเกือบ ร ้อย อย่างไรก็ชนะเจ้าได้อยู่ดี!”
หนานกงเสินเร่งปราณในกาย เตรียมพร ้อมโจมตี
“จะใช ้วิชาอัสนีล่ะสิ?” เจียงผิงอันกล่าวขึ้นกะทันหัน
หนานกงเสินร่างสะท้าน เจียงผิงอันรู ้ได้อย่างไรว่าเขาจะใช ้วิชา ใด?
ฉับพลันนั้น ท้องนภามืดมัว เมฆสายฟ้ าชวนสะพรึงก่อตัวเหนือ เจียงผิงอัน อัสนีแปลบปลาบฟาดตัวลงจากฟ้ าด้วยความเร็วสูงสุดขีด
เจียงผิงอันหลบการโจมตีในพริบตา มาอยู่ตรงหน้าหนานกงเสิน
หนานกงเสินเองก็ใช ้อัสนีพริบตาหลบเลี่ยง “อัสนีพริบตา ข้าก็ ……”
เปรี้ยง!
หนานกงเสินพลันเจ็บแปลบที่ท้อง ร่างกระเด็นหัวทิ่ม กระแทก เข้ากับบรรพตลูกหนึ่งทันที
หนานกงเสินประคองกาย หยุดลงกลางอากาศ จ้องมองเจียงผิง อันเข้ามาใกล้ แล้วใช ้อัสนีพริบตาเลี่ยงหลบ
ทว่า เส้นทางการหนีของหนานกงเสินก็ถูกเจียงผิงอันดักไว้ได้ อีกครั้ง หนึ่งหมัดฟาดเขาลงกองกับพื้น
แดนดินปริแยก เศษหินกระเด็นปลิว
หนานกงเสินพุ่งขึ้นจากใต้พื้น ร่างเปรอะด้วยดินโคลน
เขามองเจียงผิงอันอย่างไม่อยากเชื่อ “เป็ นไปไม่ได้! เจ้ารู ้ทิศที่ข้า จะหนีได้อย่างไร!”
“สิ่งที่ลอกมา สุดท้ายก็มิใช่ของเจ้าเอง มีจุดบอดมากเกินไป”
ดวงตาของเจียงผิงอันพินิจอีกฝ่ายอย่างเยือกเย็น
ดวงตาของเขามองทะลุตัวคนได้นับแต่ยามอยู่ในขอบเขตสร ้าง รากฐาน
และเช่นกัน เขาก็เห็นทิศทางการเคลื่อนปราณจากร่างอีกฝ่าย
สาหรับ ‘อัสนีพริบตา’ นั้น เจียงผิงอันคุ้นเคยอยู่ไม่น้อย
ดังนั้น ยามอีกฝ่ ายใช ้อัสนีพริบตา เขาก็คาดการณ์การ เคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้แล้ว
หากหนานกงเสินส าเร็จ ‘อัสนีพริบตา’ ด้วยตนเอง การพินิจช่อง โหว่ให้พบในพริบตาก็คงไม่ง่าย
แต่หนานกงเสินลอกเลียนวิชานี้มา ซึ่งมีช่องโหว่
“เป็ นไปไม่ได้! เป็ นไปไม่ได้เด็ดขาด!” หนานกงเสินเร่งปราณ เตรียมโจมตี
ขณะที่เขากาลังจะลงมือ เจียงผิงอันก็กล่าวว่า “วิชาธาตุลม ลูกไม้เช่นนี้ผู้ฝึ กตนเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์เคยใช ้ ไม่ได้ผลกับข้า หรอก”
ม่านตาของหนานกงเสินหดตัว ถูกมองออกอีกแล้ว!
พายุหมุนหลายลูกปรากฏขึ้นโถมทะลวงในฟ้ าดิน กวาดกระหน่า เข้าใส่เจียงผิงอัน
เจียงผิงอันยกมือขึ้นโบก อานาจทรงพลังเร่งวายุรุนแรงยิ่งกว่า ทลายพายุหมุนเหล่านั้นท่ามกลางฝุ่นศิลาปลิวกระเด็น
“ลอบโจมตีไปก็ไร ้ประโยชน์”
เจียงผิงอันยกหมัดรับการลอบโจมตีของหนานกงเสินที่ย่อง ประชิดเข้ามา
หมัดของทั้งสองประสานกลางอากาศ แรงกระแทกบ้าคลั่งสะท้าน ไปทั่วฟ้ าดิน
“เจ้าคิดใช ้เพลิงเทวะวิหคอมตะ? ดูเหมือนเจ้าจะเคยประมือ กับอวิ๋นหวงมาก่อน แต่มันไม่ได้ผลกับข้าหรอกนะ”
เจียงผิงอันประจักษ์วิชาที่หนานกงเสินกาลังจะใช ้ และกล่าว ขึ้นมาอีกครั้ง
เวลาต่อมา เพลิงวิหคอมตะก็แผ่ปกคลุมร่างของเจียงผิงอัน
ม่านตาของเจียงผิงอันเรืองประกายสีทองหนึ่งหน แล้ววิญญาณ ศึกสีทองสูงสามสิบกว่าจั้งก็ปรากฏขึ้น
วิญ ญ า ณ ศึก อัน ท ร ง พ ลัง ท ล า ย เ พ ลิง เ ท ว ะ วิห ค อ ม ต ะ ขณะเดียวกันก็ตบร่างหนานกงเสินปลิวไป
เจียงผิงอันเปรียบเยี่ยงผู้ยิ่งใหญ่ ยืนยงท่ามกลางฟ้ าดิน
ปวงชนต่างตะลึงอึ้ง
มิใช่เพราะการปรากฏของวิญญาณศึก แต่เพราะเจียงผิงอันระบุ ได้ว่าหนานกงเสินคิดใช ้วิชาใดหลายหนแล้ว!
“นี่… มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“เหตุใดเจียงผิงอันจึงรู ้ล่วงหน้าว่าหนานกงเสินคิดใช ้วิชาใด?”
“หรือเจียงผิงอันมองเห็นอนาคตได้?”
จะใช ้วิชาใด มีเพียงเจ้าตัวที่ทราบได้ แต่เจียงผิงอันกลับทานาย ได้ล่วงหน้า!
หากคาดเดาล่วงหน้า และหลีกเลี่ยงได้ จะสู้ได้อย่างไร?
แต่เหตุใดกัน?
กระทั่งสัตว์ประหลาดเฒ่าทั้งหลายซึ่งพินิจศึกอยู่ยังมึนงงตื่นตะลึง
เมิ่งจิงอ้าปากหวอ นางก็ไม่รู ้ว่าเจียงผิงอันมีความสามารถนี้
หลู่คุนตะลึงงันไปแล้ว
หนานกงเสินผู้ถูกตบกระเด็นไปถ่มโลหิตออกจากปาก ม่านตาสี ทองสั่นไหว “เป็ นไปไม่ได้ เป็ นไปไม่ได้เด็ดขาด”
แค่เขาลอกวรยุทธ ์อีกฝ่ ายมิได้ก็พอแล้ว เหตุใดเจียงผิงอันจึงยัง เห็นอีกว่าเขาจะใช ้วิชาอะไร?
เจียงผิงอันกล่าวกับหนานกงเสินอย่างเยือกเย็น “แค่นี้หรือ?”
ร่างของหนานกงเสินสะท้าน เขาหยิ่งทะนงศักดิ์ศรี ลอกเลียน หมื่นกฎเกณฑ์ เป็ นผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดในหมู่ผู้ฝึ กตนขอบเขต วิญญาณแรกก าเนิดแห่งแดนบูรพา ทว่ากลับต้องทุลักทุเลเพียงนี้……
“ไม่สิ เจ้าก าลังท าลายดวงจิตแห่งเต๋าของข้า!”
หนานกงเสินตระหนักทันทีว่าเจียงผิงอันก าลังเปิ ดสงคราม ประสาท
“ต่อให้เจ้ารู ้แล้วเช่นไร ลอกวิชาเจ้ามิได้แล้วเช่นไร! ข้ายัง ช านาญวรยุทธ ์อีกมากมาย!”
หนานกงเสินปรับสติ ใช ้วิชาอัสนีของตระกูลเหลยโบราณจู่โจม เจียงผิงอัน
สายตาของเจียงผิงอันเผยประกายประหลาดใจ อัจฉริยะจากขุม กาลังใหญ่ยอดเยี่ยมทั้งฝีมือและการฝึกจิตใจ
หนานกงเสินใช ้วิชาทรงพลังเข้าต่อสู้กับเจียงผิงอัน
วรยุทธ ์จากสานักนับร ้อยเปลี่ยนผันพลิกแพลงได้ตามชอบใจ
หนานกงเสินในอาภรณ์ขาวดุจหิมะเปิดศึกกับเจียงผิงอัน สะท้าน สะเทือนไปทั่วเขตอาคม
เจียงผิงอันทาได้เพียงคาดเดาวิชาที่ตนเคยเห็นมาก่อน และมิ อาจรับมือวิชาที่ตนไม่เคยเห็นได้เร็วนัก
ทั้งเพลิงเทวะวิหคอมตะอันชวนสะพรึง พิรุณกระบี่โปรยปราย หมัดคลั่งอันบ้าระห่า……
สารพัดวิชาระดับสูงปะทะกับเจียงผิงอันอย่างต่อเนื่อง สาดรัศมี เรืองรอง ทั้งงดงามและสะท้านจิต
ทุกผู้ซึ่งมองอยู่ล้วนใจสะท้าน
นี่คือความน่ากลัวของเนตรเทวะสะท้อนลักษณ์ คังเหยียนซาน จากเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์บรรลุเพียงวิชาจากห้ากฎเกณฑ์ แต่หนาน กงเสินเจนจัดในหมื่นกฎเกณฑ์!
บทที่ 225 อวตารเทพพฤกษา
หนานกงเสินเปรียบเช่นดวงตะวัน แผดรัศมีเจิดจรัส สั่นสะท้าน ทุกดวงใจ
“นี่คือเจียงผิงอันหรอกนะ หากเปลี่ยนเป็ นผู้อื่นมาสู้แทน คงพ่าย ไปนานแล้ว”
“ข้าได้ยินว่ารัชทายาทแห่งต้าเฉียนแข็งแกร่งกว่าหนานกงเสิน อีก ขุมกาลังใหญ่นี่น่ากลัวจริง ๆ”
“ผู้ใดจะคว้าชัยกันแน่ ? ใครจะได้เป็ นผู้น าผู้ฝึ กตนขอบเขต วิญญาณแรกก าเนิด?”
“ขึ้นกับว่าเจียงผิงอันจะผลาญปราณวิญญาณของหนานกงเสิน หมดก่อน หรือการโจมตีของหนานกงเสินจะดุดันกว่า เอาชนะเจียง ผิงอันได้ก่อนกันแน่”
ผู้คนส่วนใหญ่เห็นได้ว่าหนานกงเสินมีวิชาโจมตีมากกว่า และ เป็ นผู้เริ่มลงมือโจมตีก่อนเสมอ
ขณะที่เจียงผิงอันเน้นการตั้งรับ
ความได้เปรียบของเจียงผิงอันอยู่ตรงที่ปราณมหาศาล ขณะที่ หนานกงเสินได้เปรียบที่มีวิชาแข็งแกร่งมากมาย และสามารถจู่โจม ได้อย่างเกินคาดหมาย
ศึกนี้กินเวลาหนึ่งชั่วยาม ทั่วทิศในอาคมพังทลาย
การโจมตีของหนานกงเสินทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ทว่า ความสามารถต้านรับของหมัดอู๋จี๋ก็แกร่งเกินไป มิอาจทาร ้ายเจียงผิง อันได้เลย
เปรี้ยง!
การโจมตีของหนานกงเสินถูกเจียงผิงอันดีดกลับได้อีกครั้ง ก้อน ปราณชวนสะพรึงระเบิดตัว ดีดร่างคนทั้งสองกระเด็นไป
หนานกงเสินหอบแฮ่ก มองใบหน้าที่ยังเฉยชาของเจียงผิงอัน แล้ว สีหน้าก็ยิ่งคล้าดาขึ้นทุกที
หมัดอู๋จี๋น่าสะอิดสะเอียนชะมัด
หนานกงเสินผ่อนลมหายใจยาว เขารู ้ว่าศึกนี้ท่าไม่ดีแล้ว หาก เป็ นเช่นนี้ต่อไป ผู้พ่ายก็มิน่าพ้นตนเอง
เช่นนี้ สู้ตัดสินกันไปให้เด็ดขาดเลยดีกว่า
หนานกงเสินเร่งปราณในกาย ออกวิชาใหม่อย่างสุดก าลัง
วิชานี้มิใช่สิ่งที่เขาลอกมา แต่เป็ นวิชาลับสูงสุดของราชวงศ์ ต้าเฉียน ‘อวตารเทพพฤกษา’
หนานกงเสินยกมือขึ้น กฎเกณฑ์แห่งไม้อันลึกลับเรืองขึ้นบน กาย อักขระเทพพริบพราย
ร่างของเขาแยกจากกัน ปรากฏหนึ่งอวตารซึ่งเหมือนกันไม่ ผิดเพี้ยน
เหลยหลานรีบถ่ายทอดกระแสปราณบอกเจียงผิงอัน “ระวังด้วย นี่คือ ‘อวตารเทพพฤกษา’ ของต้าเฉียน! สามารถแบ่งปราณสู่อวตาร ท าให้ร่างอวตารมีอ านาจเดียวกับร่างจริง!”
“แตกต่างจาก ‘ร่างเต๋า’ ของต้าเซี่ย อวตารนี้ตายไปก็ไม่กระทบ ร่างจริง”
“ ‘อวตารเทพพฤกษา’ ไม่มีขีดจ ากัดจ านวน ตามทฤษฎีแล้วจะ แยกกี่ร่างก็ได้ไม่จบสิ้น!”
ยามเหลยหลานถ่ายทอดวจีอธิบาย อวตารของหนานกงเสินก็ แยกเป็ นแปดร่างแล้ว!
เมื่อนับร่างจริงด้วยก็รวมทั้งสิ้นเก้าร่าง!
“ขอดูหน่อยเถอะว่าเจ้าแข็งแกร่งเพียงไรกันแน่!”
หนานกงเสินทั้งเก้าแผดเสียงประสาน ใช ้เก้าสุดยอดวิชาอัน แตกต่างจู่โจมใส่เจียงผิงอัน
ประกายแสงกฎเกณฑ์เรืองรองทั่วฟ้ าดิน ทะลวงชั้นเมฆา แผลง อานาจชวนสะพรึงเช่นระลอกคลื่น กวาดไปทั่วแดนดิน
ผู้ฝึกตนนอกอาคมอ้าปากหวอ
“นี่คือวิชาลับสุดยอดของต้าเฉียน ‘อวตารเทพพฤกษา’ หรือ?”
“หนานกงเสินจะทุ่มสุดก าลังแล้ว!”
“เก้าต่อหนึ่ง เจียงผิงอันตายแน่!”
หนานกงเสินทั้งเก้าแข็งแกร่งเท่าเทียม แต่ใช ้เก้าวิชาแตกต่างกัน
วิชานี้แข็งแกร่งยิ่ง แต่ก็สิ้นเปลืองปราณมหาศาล
หากหนานกงเสินล้มเจียงผิงอันไม่ได้ในหนึ่งชั่วยาม เขาจะสิ้น ปราณพ่ายไปเอง
ทว่า เมื่อหนานกงเสินเก้าคนรุมโจมตีเจียงผิงอันลาพัง เจียงผิง อันจะทนได้หรือ?
จากปฏิกิริยาของเจียงผิงอัน ผลลัพธ ์ก็ชัดเจนแล้ว
เจียงผิงอันใช ้อัสนีพริบตารีบหลบ เหินแยกกับวิญญาณศึกเป็ น สองทิศทาง
ขณะเดียวกัน อวตารในถุงเก็บสัตว์ภูตก็พุ่งออกมา แยกหนาน กงเสินทั้งเก้าจากกัน
สามต่อเก้า แรงกดดันลดลงไปมาก
แต่ถึงเช่นนั้นก็ยังสุดอึดอัดคับใจ เจียงผิงอันถูกโจมตีกระหน่าไป มาอยู่ดี
ยอดฝีมือสูงสุดสิบเอ็ดร่างประชันในอาคม ท าให้ค่ายกลอาคม สั่นสะท้านรุนแรง
เจ้าหน้าที่ดูแลค่ายกลอยากสรรเสริญมารดาเหลือเกิน
เจียงผิงอันออกมาสู้ทีไร งานเขาเพิ่มท่วมหัวทุกที
เขารีบโคจรค่ายกล เร่งอานาจอาคม เปลี่ยนพื้นที่ภายในเป็ นพัน ลี้
สารพัดวิชาชั้นสูงปรากฏเรียงกัน อัสนีสายฟ้ า มรสุมพิรุณโปรย ปราณกระบี่ เจตจานงกระบี่ทั้งหลายประดังประเดเข้าใส่เจียงผิงอันไม่ ขาดสาย
เจียงผิงอันบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง หากมิใช่ได้ ‘ทวีคูณอนันต์’ ฟื้นฟู ร่างของเขาคงเต็มไปด้วยรูพรุนแล้ว
เจียงผิงอันสู้สุดกาลัง วิชาเทียมเทพสงครามขั้นสองถูกเร่งใช ้ ลวดลายอักขระจากศิลาคนเถื่อนไต่โอบไปทั่วกาย
เมิ่งจิงกอดแขนมารดาอย่างเป็ นกังวล กลัวเจียงผิงอันจะพ่าย เหลือเกิน
ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ จังงังไปแล้ว
มีคนเพียงสอง แต่ภาพตรงหน้ากลับเป็ นศึกหมู่!
ชั่วขณะนั้น พวกเขาไม่รู ้จะจับตามองฝ่ายไหนดี
นี่คือเจียงผิงอัน มีร่างอวตารและวิญญาณศึก หากเปลี่ยนเป็ น ผู้อื่น คงถูกเก้าหนานกงเสินรุมกระทืบไม่เหลือแล้ว
แต่กระทั่งเจียงผิงอันยังบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง
ร่างของเจียงผิงอันวูบไหว ปรากฏต่อหน้าอวตารของหนานกง เสิน ออกหมัดชกศีรษะอีกฝ่ายอย่างไม่สนอาการบาดเจ็บ
กาจัดอวตารได้หนึ่งร่าง
แต่ขณะเดียวกันนั้น แขนของเขาก็ถูกสะบั้นขาด
เจียงผิงอันคว้าแขนข้างนั้นกลับมาต่อ เร่งวิชาเยียวยาบาดแผล ขณะที่อัสนีสายหนึ่งพุ่งลงฟาดสู่พื้น พฤกษามากมายระเนระนาด
เจียงผิงอันฝืนทนความเจ็บปวด ก้าวถอยออกไป
เจียงผิงอันยังคงแลกบาดแผล สู้ประชิดกับร่างอวตารของหนาน กงเสิน ทิ้งการป้ องกันมากระหน่าโจมตี
ไม่นานจากนั้น เขาก็กาจัดอวตารนี้ได้สาเร็จ แต่เจียงผิงอันก็ยัง ถูกหนึ่งมีดฟาดฟันจากเบื้องหลัง กระดูกสันหลังเจียนขาด กระดูกกา ยาศักดิ์สิทธิ์สีทองปรากฏขึ้น
ยามทุกผู้เห็นภาพนี้ พวกเขาต่างตกตะลึง
เจียงผิงอันก าลังจะพ่าย!
ว่าแล้วเชียว หนานกงเสินยังคงเหนือกว่า
เมื่อเห็นเจียงผิงอันบาดเจ็บ เมิ่งจิงก็ร ้อนใจน้าตาคลอ “หนานกง เสินสมควรตาย เจ้ารอก่อนเถอะ!”
หลู่คุนเสสรวล “ฮ่า ๆ สุดท้ายเราต้าเฉียนก็ยังแข็งแกร่งกว่า!”
มิต้องพูดถึงว่าเขามีความขัดแย้งนิดหน่อยกับเจียงผิงอัน หลู่คุน เป็ นคนจากราชวงศ์ต้าเฉียน หากหนานกงเสินชนะได้ เขาย่อมยินดี ภาคภูมิ
กระดูกสันหลังเจียงผิงอันเจียนขาด สีหน้าของเขาแปรสู่เย็นชา ในเมื่ออีกฝ่ายไร ้ความปรานี ก็อย่าโทษกันหากเขาจะไม่เกรงใจ
พลังจิตหลากสู่ดวงตา เร่ง ‘เคล็ดเทียนซา’ ออกมา
ปราณชั่วร ้ายทะลักไหลไร ้สิ้นสุด ภาพฉายผู้ฝึกตนที่ถูกสังหาร ไปปรากฏขึ้น ภูเขาซากศพทะเลโลหิตย้อมฟ้ าดินแดงเลือด
ความเย็นเยียบชวนสะพรึงก าซาบสู่ทุกดวงใจ
ร่างที่เหลือทั้งเจ็ดของหนานกงเสินชะงักค้างพร ้อมเพรียงกัน
และทันใดนั้น ร่างจริง อวตารและวิญญาณศึกของเจียงผิงอันก็ ออกหมัดจู่โจมทันที
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
สามอวตารระเบิดแหลก เหลืออีกสี่ร่าง
เมื่อมองภาพตรงหน้า ผู้ฝึกตนมากมายก็เบิกตาค้าง
“ดะ… เดี๋ยวสิ! ภาพนี้… ข้าว่าข้าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน!”
“ข้าก็เคยเห็นเช่นกัน! ที่เส้นทางสู่สวรรค์ไง! นี่คือ ‘เคล็ดเทียน ซา’ ที่ปัวซือจากสานักบัญชาศพแดนประจิมใช ้!”
“ไม่ใช่! ผู้ที่ไปถึงยอดสุดของเส้นทางสู่สวรรค์มิใช่ปัวซือแห่ง ส านักบัญชาศพแดนประจิม แต่เป็ นเจียงผิงอัน!”
หลายบุคคลใช ้เคล็ดเทียนซาได้ แต่นิมิตที่ปรากฏมิอาจซ้ากัน
ยาม ‘ปัวซือ’ ผู้นี้ประมือสองยอดฝี มือขอบเขตแปรเทวะ เคล็ด เทียนซาที่เขาแสดงเป็ นภาพเดียวกับตรงหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน
ไม่ถูกต้องอย่างชัดเจน!
ทันทีที่ข่าวปรากฏ เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทันที
“แน่ใจหรือว่าใช่? เคล็ดเทียนซาที่ปัวซือจากสานักบัญชาศพ แดนประจิมใช ้เหมือนตรงหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยนหรือ?”
“แน่ใจสุด ๆ! ข้าเห็นเหตุการณ์ยามนั้นกับตา! ก็คิดอยู่ว่าทาไม คนจากส านักบัญชาศพไม่ควบคุมซากศพ แต่อ านาจน่าสะพรึงกลัว ได้เพียงนี้ มันเป็ นเช่นนี้เอง!”
“มิใช่ปัวซือจากสานักบัญชาศพหรอก ผู้ที่ขึ้นสู่ยอดเส้นทางสู่ สวรรค์ได้คือเจียงผิงอัน!”
ยอดสุดของเส้นทางสู่สวรรค์คือสถานที่ไตร่ตรองคานึงของมหา จักรพรรดิ ปวงชนกล่าวกันว่าผู้ใดขึ้นถึงยอดบรรพตได้ จะมีพลังใจ เทียบเท่ามหาจักรพรรดิสมัยโบราณ
ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ แต่จนบัดนี้ มีเพียงเจียงผิงอันเท่านั้นที่ไปถึง ปลายเส้นทางสู่สวรรค์
สัญจรสู่ยอดเส้นทางสู่สวรรค์ สังหารตัวตนแปรเทวะ ประชัน อัจฉริยะจากแดนศักดิ์สิทธิ์และราชวงศ์ สร ้างขอบเขตของตนเอง…
ได้ยินว่าเจียงผิงอันเคยเป็ นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่ขณะนี้ เขา มาถึงจุดนี้ได้!
อัจฉริยะจากขุมกาลังใหญ่ทั้งหลายล้วนถูกเจียงผิงอันกลบรัศมี มิด!
หนานกงเสินที่เหลือทั้งสี่มองมายังร่างโชกเลือดของเจียงผิงอัน หัวใจบังเกิดความกลัวขึ้นมาเฉียบพลัน
บทที่ 226 พรสวรรค์สะท้อนลักษณ์ของเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันยืนกลางอากาศ เรือนผมด าปลิวไสว ปราณอันไร ้คู่ เปรียบโผนทะยานสู่ฟ้ า
คู่เนตรลึกล้าจับจ้องดวงตาสีทองของหนานกงเสิน
“คิดว่าเจ้าเป็ นคนเดียวหรือที่ลอกเลียนวิชาผู้อื่นได้?”
สีหน้าของเจียงผิงอันเคร่งเครียด และยามได้ยินวาทะเขา หัวใจ ปวงชนก็เต้นกระตุก ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกตะลึง
“เขา… พูดเช่นนี้หมายความเช่นไร!”
เจียงผิงอันเร่งอ านาจกฎเกณฑ์แห่งไม้สุดก าลัง “ข้าลอกวิชา แขนงอื่นไม่ได้ แต่พอดีข้ามีกฎเกณฑ์แห่งไม้อยู่”
กฎเกณฑ์แห่งไม้โถมทะลัก เจียงผิงอันสร ้างลวดลายโคจรในตัว เนิ่นนานจากนั้น อวตารไม้ร่างหนึ่งก็แยกออกจากร่าง!
เห็นเช่นนี้ ดวงตาของหนานกงเสินก็เปี่ยมความขวัญผวา อุทาน ออกมาดังลั่น “เป็ นไปไม่ได้!”
ผู้ฝึกตนมากมายในโลกภายนอกก็เปี่ยมความตื่นตะลึง
นั่นอวตารเทพพฤกษา!
‘อวตารเทพพฤกษา’ เป็ นวิชาลับของต้าเฉียนที่ถ่ายทอดให้แก่ บุคคลสาคัญเท่านั้น และแทบเป็ นไปไม่ได้เลยที่จะแพร่งพรายสู่ ภายนอก
กล่าวคือ เจียงผิงอันลอกมันได้จริง ๆ!
แต่เจียงผิงอันก็มีความสามารถเช่นนี้ได้อย่างไร?
จะน่ากลัวเกินไปแล้ว
เจียงผิงอันมองอวตารไม้ข้างกายอย่างเสียดายเล็กน้อย
เมื่อไร ้พรสวรรค์เช่นอีกฝ่ าย เขาก็ลอกเลียนได้เพียงอวตารร่าง เดียวเท่านั้น
ยิ่งกว่านั้น เขายังให้อวตารแต่ละร่างมีอานาจเทียบเท่าร่างจริง เช่นหนานกงเสินไม่ได้ด้วย
อวตารเทพพฤกษานี้เก็บปราณได้เพียงหกถึงเจ็ดส่วนของร่าง จริงเท่านั้น
แม้การลอกเลียนนี้จะสู้หนานกงเสินไม่ได้เลย แต่ก็เพียงพอแล้ว
ร่างจริง อวตารฝึกกายา วิญญาณศึกของเจียงผิงอัน เมื่อนับรวม อวตารเทพพฤกษาก็มีทั้งสิ้นสี่ร่าง
และหนานกงเสินขณะนี้ก็เหลือเพียงสี่ร่าง
บาดแผลของเจียงผิงอันเองก็ฟื้นตัวแล้ว และเข้าจู่โจมหนานกง เสินอีกครั้ง
แม้ร่างที่เหลืออีกสี่ร่างของหนานกงเสินจะมิได้อ่อนแอ แต่เขาก็ สิ้นจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ หัวใจปรากฏความกลัว พลังต่อสู้หด หายอย่างชัดเจน
ขณะที่ยิ่งเจียงผิงอันต่อสู้ ยิ่งทวีความแกร่งกล้า
วิชาโจมตีอันดับหนึ่งแห่งโลกาสยบหมื่นกฎเกณฑ์ วิญญาณศึก ถล่มฟ้ าทลายภพ ฤทธากายาศักดิ์สิทธิ์เทียมไร ้คู่เปรียบ…
เปรี้ยง!
เมื่ออวตารของหนานกงเสินระเบิดไปอีกร่าง สถานการณ์ก็ กลายเป็ นศึกฝ่ ายเดียว ท าลายอวตารของหนานกงเสินลงร่างแล้วร่าง เล่า
เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หนานกงเสินก็เหลือเพียงร่างจริง
เจียงผิงอันสู้สี่ต่อหนึ่ง หนานกงเสินถูกอัดกระดูกแหลก เครื่องใน ย่อยยับ กระอักเลือดไม่ขาดสาย
“ระบายโทสะเสร็จแล้ว ก็พอเถอะ”
หนึ่งร่างพลันปรากฏขึ้น
เจียงผิงอันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล ร่างของเขาถูกกด แนบพื้น มิอาจดิ้นรนได้ทันใด
นี่คือกฎแห่งแรงโน้มถ่วง
เจียงผิงอันเงยหน้าขึ้นมองผู้มา
นางเป็ นสตรีสวมอาภรณ์โบราณ เส้นผมยาวสยาย คลื่นพลัง ประหลาดบดบังในหน้า ผู้คนทั่วไปมิอาจเห็นได้ชัดเจน
แต่เจียงผิงอันเห็นชัดว่านางมีใบหน้างดงามไร ้ที่ติ
สตรีผู้นี้ไร ้อารมณ์บนใบหน้า คู่เนตรนั้นลึกล้ายิ่งกว่าจักรวาล พร่างพราว
แม้จะมิได้เผยปราณใดอย่างชัดเจน แต่เจียงผิงอันก็ยังสัมผัสแรง กดดันเกินกว่ายามใด
สตรีผู้นี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง เพียงหนึ่งคานึงก็กระทบถึงกฎฟ้ าดิน รอบข้างได้
เจียงผิงอันไม่บ้าพอต่อล้อต่อเถียงกับยอดฝีมือเช่นนี้แน่นอน
เขาเก็บวิญญาณศึก อวตารเทพพฤกษาหวนคืนสู่กาย ฟื้น ปราณคืนสู่ตน
สตรีผู้นั้นชาเลืองหนานกงเสินผู้บาดเจ็บ กล่าวเสียงเรียบไร ้ อารมณ์ “จงจดจาศึกนี้ให้ดี อย่าได้คิดว่าตนมีพรสวรรค์แข็งแกร่ง จะ ไม่เห็นผู้ใดในสายตาก็ได้”
หนานกงเสินยกมือแตกเละของตนกุมกาปั้น ก้มหัวลงคารวะ “น้อมรับค าสอนผู้อาวุโส”
นี่คือหนึ่งในบรรพชนผู้อาวุโสสูงสุดของราชวงศ์ต้าเฉียน เจ้าขุน มูลนายปัจจุบันในราชวงศ์ต้าเฉียนล้วนเป็ นหลานเหลนของนาง หนานกงเสินมิกล้าแย้งแม้เพียงค า
สตรีผู้นั้นย่างก้าวแผ่วเบา แล้วหายวับไป
มาเร็วไปไว
ทุกผู้ซึ่งมองศึกอยู่ต่างผ่อนลมหายใจโล่งอก ชั่วขณะที่นาง ปรากฏก่อนหน้านี้ ทุกผู้ล้วนหายใจติดขัดตามกัน
“ผู้อาวุโสแข็งแกร่งเช่นนี้ มาปรากฏที่นี่ได้อย่างไรกัน?”
“แผนบ่มเพาะอัจฉริยะใกล้คงตัวแล้ว ผู้อาวุโสท่านนี้น่าจะมาที่นี่ เพื่อชี้แนะอัจฉริยะเหล่านั้น”
“ข้าล่ะอิจฉาผู้ที่ได้ยอดฝี มือเช่นนี้ชี้นาจริง ๆ ช่วยย่นเวลาได้ หลายพันปีเลย”
ผู้ฝึกตนมากมายริษยาทรัพยากรที่อัจฉริยะเหล่านี้จะได้ยิ่งนัก ทั้ง ทรัพยากรมากมาย ผู้ชี้แนะแข็งแกร่ง ทุกรางวัลล้วนเป็ นสิ่งที่ผู้ฝึกตน ทั่วไปทาได้เพียงฝันถึง
หนานกงเสินมองเจียงผิงอันด้วยสีหน้าซับซ ้อน แม้ในใจจะสุด อิดออดยิ่ง เขาก็ยังยอมรับผลลัพธ ์อย่างเยือกเย็น “ข้าแพ้แล้ว”
“แต่ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดเจ้าจึงรู ้ว่าข้าจะใช ้วิชาใดออกมา เหตุใด เจ้าจึงลอกวิชาได้เหมือนกัน เหตุใดข้าจึงมองทะลุเจ้าไม่ได้?”
ผู้อื่นเองก็หูผึ่ง สิ่งเหล่านี้คาใจพวกเขาอยู่เช่นกัน
“เดาสิ” เจียงผิงอันหันกายเดินออกจากอาคมไป
ไพ่ตายเช่นนี้อธิบายมิได้ ต้องให้อีกฝ่ายเดาเอาเอง
หนานกงเสินข่มเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เจ้านี่…”
ท้ายที่สุด หนานกงเสินก็ถอนหายใจเบา ๆ
เขาพ่ายแล้ว
ต าแหน่งผู้น าผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกก าเนิดเป็ นของเจียง ผิงอัน
“สิบปีจากนี้! ข้าจะก้าวข้ามเจ้าให้ได้! ข้าจะทวงคืนต าแหน่งผู้น า กลับมา!”
หนานกงเสินไม่ยอมก้มหัวแต่โดยดี สิ่งที่เขาเสียไป เขาจะทวง คืนกลับมาด้วยมือตน!
สายตาที่ผู้คนรอบข้างมองมายังเจียงผิงอันเปี่ยมด้วยความยา เกรง
ตาแหน่งผู้นานี้สูงส่งอย่างยิ่ง คัดเฟ้ นมาจากอัจฉริยะร ้อยเมือง ขุมกาลังใหญ่มากมายทั่วแดนบูรพา กระทั่งสามขุมกาลังใหญ่ยังเข้า ร่วมคัดเลือกในขอบเขตเดียวกัน
มิต้องพูดถึงเรื่องที่เจียงผิงอันไร ้เทียมทานในขอบเขตวิญญาณ แรกกาเนิด เขาคือหนึ่งในอัจฉริยะซึ่งแข็งแกร่งที่สุดอย่างแน่แท้
“ฮ่า ๆ ข้าว่าแล้วว่าเจ้าจะชนะ ไม่ผิด ไม่ผิด แม้ระหว่างเจ้ากับข้า จะยังมีความห่างชั้น ก็ไม่เลวแล้ว”
เมิ่งจิงยิ้มตาหยีเป็ นจันทร ์เสี้ยว มือน้อย ๆ ตบบ่าเจียงผิงอัน ใบหน้าเปี่ยมด้วยความภาคภูมิ
เหลยหลานชาเลืองบุตรีตน แม่หนูนี่พูดมาได้ไม่อายเลย
ร่างของเหลยหลานเหินสู่เวหา “การจัดอันดับเบื้องต้นก็ตามนี้ ไปคุกโน้มถ่วงกันเถอะ องค์หญิงเก้ากับอวิ๋นหวงล่วงหน้าไปก่อนแล้ว”
“คุกโน้มถ่วงหรือขอรับ?” เจียงผิงอันทวนวาทะของเหลยหลาน อย่างงุนงง
“เจ้านี่ไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากการฝึกฝนจริง ๆ สินะ”
เหลยหลานเงยหน้ามองดวงดาวทั้งสามบนฟ้ า “ดวงซ ้ายสุดคือ ดวงตาของบรรพชนเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์”
“ดวงตรงกลางคือคุกโน้มถ่วง สถานที่กักนักโทษในกาลก่อน ขณะนี้ถูกเก็บกวาด ใช ้เป็ นสถานที่ฝึกฝนของเราในขณะนี้”
แม้เหลยหลานจะเป็ นแม่คนแล้ว นางก็ยังเป็ นอัจฉริยะผู้หนึ่ง หา ไม่ คงมิอาจให้กาเนิดอัจฉริยะอย่างเมิ่งจิงได้
และนางก็เข้าร่วมแผนบ่มเพาะอัจฉริยะครั้งนี้ด้วย
“แม้นี่จะเป็ นหนึ่งดวงดาว แต่มันก็มิได้ใหญ่นัก ห่างไกลเกินเทียบ กับพื้นที่แผ่นดินของเราข้างนอกนัก”
ขณะเหลยหลานอธิบาย ทั้งสามก็เหินขึ้นสู่ท้องนภาพร่างพราว แล้ว
ขณะนี้ เจียงผิงอันรู ้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก ร่างเบาโหวงไร ้ น้าหนัก ปราณวิญญาณรอบกายเบาบางแทบไม่มี
นี่หรือจักรวาล?
เขาพยายามอ้าปากพูด แต่กลับไม่ได้ยินเสียงใด
“ปล่อยปราณวิญญาณคลุมกาย เจ้าจะได้หายใจออก ใน จักรวาลด้านนอกนี้ ต้องใช ้วิชาถ่ายทอดกระแสปราณสู่โสตอีกฝ่ าย ตรง ๆ มิเช่นนั้น พูดไปก็ไม่มีใครได้ยินหรอก”
เมิ่งจิงถ่ายทอดกระแสปราณมาบอก
เมื่อใช ้ปราณคลุมกาย เจียงผิงอันก็ประหลาดใจ ที่แท้จักรวาลก็ เป็ นเช่นนี้ ประจักษ์แจ้งความรู ้ใหม่แล้ว
ทั้งสามเกินไปสู่คุกโน้มถ่วง
ขณะมองเจียงผิงอันจากไป หลู่คุนดูริษยาเคืองแค้น
“ต่อให้ได้ต าแหน่งผู้น าไป เจ้าก็ไม่มีทางเป็ นยอดฝีมือขอบเขต แปรเทวะได้หรอก ผู้ฝึ กตนขอบเขตแปรเทวะธรรมดาสักคนก็ตบเจ้า ตายง่าย ๆ แล้ว!”
ยามผู้คนรอบข้างได้ยิน พวกเขาก็ช าเลืองหลู่คุนอย่างเหยียด หยาม
เจ้านี่ตาขาวยิ่งนัก มิกล้าพูดกับเจียงผิงอันซึ่งหน้า จนอีกฝ่ าย จากไปแล้วจึงกล้าพูด
เจียงผิงอันตามเหลยหลานสู่ดาวดวงที่สอง
ทันทีที่เฉียดใกล้ แรงดึงดูดมหาศาลชวนสะพรึงก็ปรากฏขึ้น กระชากร่างเจียงผิงอันเข้าไปอย่างรวดเร็วยิ่ง
เปรี้ยง!
เจียงผิงอันกระแทกลงสู่พื้น ขาเจ็บแปลบไปหมด
ต้องทราบว่าขณะนี้เขาเป็ นยอดฝี มือขอบเขตวิญญาณแรก กาเนิด การที่กระทั่งเขายังรู ้สึกเจ็บ ก็คาดคิดได้ว่าต้องเจ็บปวดสาหัส เพียงไร
“แรงดึงดูดของดาวดวงนี้…”
บทที่ 227 คุกโน้มถ่วง
เจียงผิงอันพบว่าดาวดวงนี้มิได้มีกาลังสูบ แต่มีแรงโน้มถ่วง มากกว่าปกติหมื่น ๆ เท่า!
สิ่งที่ทาให้เขายิ่งตกใจคือ ภายใต้แรงโน้มถ่วงชวนสะพรึงนี้ การ เหินทะยานยากเย็นสาหรับเขายิ่งนัก
เหลยหลานร่วงลงมาข้างเจียงผิงอัน “เพื่อป้ องกันมิให้นักโทษ หลบหนี ในดาวดวงนี้จึงมีค่ายกลโน้มถ่วงขนาดมโหฬาร ยากนักที่ ตัวตนขอบเขตวิญญาณแรกกาเนิดจะเหินขึ้น”
“นี่มิใช่คุกจองจานักโทษจริง ๆ ที่นั่นมีสนามโน้มถ่วงแข็งแกร่ง กว่านี้อีก บริเวณใจกลางของมันรุนแรงที่สุด กระทั่งยอดฝี มือ ขอบเขตบูรณาการยังมิอาจเหินได้”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงผิงอันก็ลอบเดาะลิ้น
ดาวดวงนี้น่าสะพรึงกลัวจริง ๆ
“เหินยากถูกหรือไม่? ข้าจะพาเจ้าเหินไป”
เหลยหลานกางโล่ปราณของยอดฝี มือขอบเขตแปรเทวะ ปก คลุมร่างของเจียงผิงอันและเมิ่งจิงไว้
“ขอบคุณท่านป้ าหลานที่แสดงน้าใจ แต่ขอข้าเหินไปเองขอรับ”
เจียงผิงอันเดินออกจากโล่ปราณ
เหลยหลานชาเลืองเจียงผิงอัน “ยามนี้มิใช่เวลาทาตัวอวดเก่งต่อ หน้าสาวน้อยนะ”
นางคิดไปว่าเจียงผิงอันอยากอวดความสามารถต่อหน้าบุตรีนาง จึงมิยอมให้นางช่วยเหลือ
“ท่านป้ าหลานเข้าใจผิดแล้ว ข้าแค่อยากสัมผัสกฎแห่งแรงโน้ม ถ่วงที่นี่ให้ละเอียดขึ้นเท่านั้นขอรับ” เจียงผิงอันตอบ
“พอแล้ว คนกันเองทั้งนั้น อย่าเสแสร ้งต่อไปเลย”
เหลยหลานหารู ้ไม่ว่าเจียงผิงอันมีพรสวรรค์โน้มถ่วง และคิดไป ว่าเจียงผิงอันแค่รักษาหน้าตน
“จริง ๆ นะขอรับ”
เจียงผิงอันปลดปล่อยกฎแห่งแรงโน้มถ่วงในกายออกมา แม้ ระดับของมันจะไม่สูง แต่ก็เป็ นกฎแห่งแรงโน้มถ่วงจริง ๆ
เหลยหลานนิ่งไป
นางมิคาดว่าเจียงผิงอันจะบรรลุกฎแห่งแรงโน้มถ่วง
การบรรลุกฎจ านงสัประยุทธ ์ กฎแห่งก าลัง และกฎเกณฑ์แห่งไม้ ได้นับว่าแข็งแกร่งพอแล้ว มิคาดเลยว่าจะยังมีกฎเกณฑ์ที่สี่!
เจ้าเด็กน้อยนี่ยังมีไพ่ตายอีกเพียงไร?
เหลยหลานเตือนขึ้นในฐานะผู้อาบน้าร ้อนมาก่อน “ทิ้งกฎเกณฑ์ นี้เถอะ มันถ่วงเวลาฝึกฝนของเจ้าเปล่า ๆ”
“แม้ยามนี้ ยิ่งบรรลุกฎเกณฑ์มาก ภายหน้ายิ่งแข็งแกร่งก็เถอะ แต่ยิ่งกฎเกณฑ์ระดับสูงขึ้น เป็ นเคล็ดพลัง เขตแดน มหาเต๋า… แต่ละ แขนงล้วนต้องใช ้เวลาทาความเข้าใจเป็ นหมื่น ๆ ปี”
“หากเจ้าอยากเพิ่มพลังต่อสู้ ไปเรียนวรยุทธ ์ชั้นสูงมากกว่านี้ ดีกว่า”
เหลยหลานสอนอย่างจริงจัง
นางเป็ นคนจากตระกูลใหญ่ ประจักษ์แจ้งกว่าคนทั่วไป และทราบ ข้อดีข้อเสียของการบรรลุหลายกฎเกณฑ์
เจียงผิงอันตอบอย่างนอบน้อม “ท่านป้ าหลาน ขณะนี้ข้ายังไม่ อยากทิ้งเส้นทางนี้ขอรับ”
นี่เป็ นพรสวรรค์แรกที่เขาปลุกได้ มีคุณค่าทางจิตใจเป็ นพิเศษ
ต่อให้ต้องทิ้งมันในภายหน้า ก็มิอาจทิ้งมันยามนี้ได้
เหลยหลานขัดใจเล็กน้อยยามเห็นว่าเจียงผิงอันไม่ฟังคาเกลี้ย กล่อมของนาง เจ้าเด็กตัวเหม็นนี่กล้าขัดใจว่าที่แม่ยายอย่างนางด้วย
“กฎแห่งแรงโน้มถ่วงมิใช่กฎที่แข็งแกร่งเป็ นพิเศษอะไร บน เส้นทางนี้ มิอาจเห็นยอดฝี มือปรากฏมากมาย ฝึ กไปก็เสียเวลา เปล่า!”
ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามียอดฝีมือผู้ใดบรรลุสู่จุดสูงสุดได้เพราะ กฎแห่งแรงโน้มถ่วง
เจียงผิงอันเงียบไปนาน จึงเอ่ยว่า “ข้าไม่คิดว่ากฎเกณฑ์ใดจะ แข็งแกร่งหรืออ่อนแออย่างแท้จริงขอรับ”
“อย่างบนดาวดวงนี้ เนื่องจากแรงโน้มถ่วงมหาศาล ผู้ฝึ กตน ขอบเขตวิญญาณแรกกาเนิดจึงยากเหินขึ้น โคจรปราณก็ล าบาก ยามต่อสู้ หากใช ้อ านาจโน้มถ่วง จะมีประโยชน์มากแน่นอนขอรับ”
เมิ่งจิงกระเด้งตัวมาข้างกายเขา พูดสนับสนุนขึ้น “ข้าเห็นด้วย กับเจ้าท่อนไม้!”
“เจ้าเด็กสองคนนี่!”
เหลยหลานผู้หงุดหงิดเหลืออด ยกมือตบศีรษะแล้วหนีบคอทั้ง สองใต้รักแร ้ ถูลู่ถูกังลากไป
เมิ่งจิงส่งกระแสปราณถึงเจียงผิงอันอย่างเศร ้าสร ้อย “เจ้าท่อนไม้ อย่าโกรธเลยนะ แม่ข้าหัวแข็งแบบนี้เสมอ นางทนให้ผู้อื่นแย้งนาง มิได้”
เจียงผิงอันยิ้มอย่างหาได้ยาก “ไม่เป็ นไรหรอก”
แม้เหลยหลานจะมิได้สุภาพกับเขา แต่นี่ก็ทาให้เจียงผิงอันรู ้สึก ผ่อนคลายยิ่ง
ยามบุคคลเผชิญหน้า ยิ่งสุภาพเกรงใจ ยิ่งห่างเหินต่อกัน
กฎแห่งแรงโน้มถ่วงปกคลุมทั่วทั้งดวงดาว สกัดการเดินปราณ ของเจียงผิงอัน
เมื่อเห็นฤทธิ์แรงโน้มถ่วงนี้ เจียงผิงอันก็ยิ่งตั้งมั่นจะบรรลุ พรสวรรค์นี้ยิ่งกว่าเก่า
เหลยหลานพาเจียงผิงอันและเมิ่งจิงมาที่ประตูโถงใหญ่แห่งหนึ่ง
โถงนั้นเป็ นสีดาสนิท ให้บรรยากาศกดดันอย่างรุนแรง
ที่หน้าโถงหลัก ผู้ฝึ กตนขอบเขตสร ้างรากฐานและจินตาน มากมายก าลังฝึกฝน
กระทั่งเจียงผิงอันยังสัมผัสแรงกดดันได้ นับประสาอะไรกับผู้ฝึก ตนระดับต่าเหล่านี้
คนเหล่านี้ล้วนเป็ นอัจฉริยะที่ผ่านการเลือกเฟ้ น มาฝึ กฝน ร่างกายกันที่นี่
หากเคลื่อนไหวที่นี่ได้อย่างอิสระ ยามออกจากคุกโน้มถ่วงก็จะ แข็งแกร่งขึ้นแน่นอน
ตรงหน้าประตู ชายชราผมขาวผู้หนึ่งนั่งที่โต๊ะ เสวนากับอัจฉริยะ ผู้หนึ่ง
“หนึ่งการประชันย่อยทุกห้าปี หนึ่งการประชันใหญ่ในสิบปี สามสิบปี จากนี้ เราต้องไปยังแนวป้ องกันที่ทะเลบูรพาเพื่อรักษา ดินแดน ออกศึกทัพหน้าเป็ นเวลาร ้อยปี จะรับเงื่อนไขเหล่านี้หรือไม่”
ได้ยินเช่นนี้ อัจฉริยะผู้มาลงนามถามขึ้นเฉียบพลัน “ผู้อาวุโส ข้างนอกลือกันว่าอัตราการตายที่ทัพหน้าทะเลบูรพาคือเจ็ดในสิบ เรื่องนี้จริงหรือไม่ขอรับ?”
“ไม่จริง” ชายชราตอบ
ขณะที่อัจฉริยะผู้นั้นกาลังจะถอนใจโล่งอก ชายชราผมขาวก็ กล่าวต่อ “นั่นเป็ นข่าวเมื่อสามพันปีก่อน ขณะนี้ อัตราการตายที่ทัพ หน้าทะเลบูรพาเป็ นแปดในสิบแล้ว”
อัจฉริยะผู้มาลงนามยิ้มค้าง ลังเลอยู่เนิ่นนาน จนสุดท้ายก็พยัก หน้า
เหตุผลหลักเป็ นเพราะสามขุมก าลังใหญ่ให้ทรัพยากรมากมาย เกินไป
ชายชราลงนามอัจฉริยะผู้นั้น มอบป้ ายให้กับเขาชิ้นหนึ่ง “เข้าไป รับทรัพยากร และหาผู้ชี้แนะที่เหมาะกับเจ้าได้”
“ขอบคุณผู้อาวุโส”
อัจฉริยะกุมกาปั้นคารวะชายชรา แล้วหายเข้าสู่โถงสีดา เบื้องหลัง
ชายชราผมขาวเงยหน้าขึ้น ใบหน้าซึ่งเดิมเคร่งขรึมแย้มยิ้มขึ้น ทันทีเมื่อเห็นเหลยหลานและเมิ่งจิง
“ในที่สุดเสี่ยวจิงก็มาแล้ว ในที่สุดก็เอาชนะเนตรเทวะสะท้อน ลักษณ์จากราชวงศ์ต้าเฉียนได้แล้วหรือ ข้าว่าแล้ว เสี่ยวจิงของเรา แข็งแกร่งที่สุดเลย”
ชายชราผู้นี้คือผู้อาวุโสห้าของตระกูลเหลยโบราณ เหลยซื่อชิง
เมิ่งจิงส่ายหัว ผมหางม้าของนางร่ายระบาแผ่วเบา กล่าวยิ้ม ๆ
“ท่านปู่ห้า ผู้เอาชนะหนานกงเสินได้มิใช่ข้า แต่เป็ นเจ้าท่อนไม้… เจียงผิงอันเอาชนะข้ากับหนานกงเสิน ได้ต าแหน่งผู้น าไปต่างหาก”
ดวงตาของผู้อาวุโสห้าเบิกกว้าง แล้วหันมองเจียงผิงอัน “เป็ นไป ได้เช่นไร เขาเอาชนะพวกเจ้าสองคนได้อย่างไร?”
ต่อให้เอาชนะเนตรเทวะสะท้อนลักษณ์ได้ ร่างเซียนอัสนีของ ตระกูลพวกเขาจะพ่ายได้เช่นไร?
“เสี่ยวจิง เจ้าจงใจแพ้ใช่หรือไม่?” สีหน้าผู้อาวุโสห้าคล้าดา
เมิ่งจิงผู้นี้เหมือนแม่ไม่มีผิด ความรักมาก่อนความคิด
“เปล่านะ เจ้าท่อนไม้แข็งแกร่งกว่าข้า” เมิ่งจิงกอดแขนเจียงผิง อันพลางแย้มยิ้มงดงาม
เห็นท่าทีของเมิ่งจิง ผู้อาวุโสห้าก็หน้าดา กล่าวเตือนเจียงผิงอัน ออกมาตรง ๆ
“เจ้าหนู ข้าบอกเจ้านะ หากในพันปียังไม่บรรลุขอบเขตหลอม สุญตา เจ้าห้ามแตะต้องเมิ่งจิงของตระกูลข้าเด็ดขาด!”
เมิ่งจิงเป็ นธิดาหัวแก้วหัวแหวนของพวกเขาตระกูลเหลยโบราณ จะให้ชายใดมาพาหนีไปมิได้
แม้เจียงผิงอันก็เป็ นอัจฉริยะ เขาก็ยังไม่เติบโตยิ่งใหญ่ เป็ นเพียง ขยะที่มือเดียวก็ยังตบตายได้
“ท่านปู่ ห้า ถ้าท่านพูดแบบนี้ ภายหน้าข้าเกลียดท่านแน่” เมิ่งจิ งเม้มปาก มองชายชราอย่างไม่พอใจ
สีหน้าของผู้อาวุโสห้าชะงัก รีบร ้อนกลับมาแย้มยิ้มอีกครั้ง “ปู่ห้า ก็แค่อยากกระตุ้น สร ้างแรงบันดาลใจให้เจ้าหนูนี่หน่อยเอง”
“เจียงผิงอัน ภายหน้าเจ้าจะฝึกฝนกับผู้อาวุโสผู้นี้ ผู้อาวุโสผู้นี้จะ ชี้แนะเจ้าด้วยตนเอง”
เขาไม่ได้คิดระบายแค้นกับเจียงผิงอัน แต่อีกฝ่ ายมีพรสวรรค์ดี หากเขาเลี้ยงดูชี้แนะอีกฝ่าย ก็จะมีบุญคุณดุจอาจารย์ต่อกัน
แม้จะมิใช่ศิษย์อาจารย์กันจริง ๆ แต่ก็ถือเป็ นบุญคุณน้าใจ
หากภายหน้าเจียงผิงอันประสบความส าเร็จ เขาก็จะพลอยได้ อานิสงส์
โลกหล้าผู้ฝึ กตนมิได้มีเพียงการเข่นฆ่าต่อสู้ มันเต็มไปด้วย ความซับซ ้อนของน้าใจคน และกระทั่งมหาอานาจเช่นนี้ก็ยังไม่พ้น พัวพัน
เจียงผิงอันเงียบไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “ผู้อาวุโส ข้าอยากหาผู้ อาวุโสสักท่านที่เชี่ยวชาญกฎแห่งแรงโน้มถ่วงเพื่อขอคาชี้แนะขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของผู้อาวุโสห้าพลันชะงัก
ผู้อาวุโสห้าแห่งตระกูลเหลยโบราณผู้ยิ่งใหญ่อาสาชี้แนะเจ้าเด็ก ขอบเขตวิญญาณแรกก าเนิดเอง แต่กลับถูกปฏิเสธเสียได้!
บทที่ 228 สตรีผู้เข้าใจยากยิ่งกว่ากฎเกณฑ์
เหลยหลานปิดหน้า โมโหเจียนอกแตกตาย
ผู้อาวุโสตระกูลเหลยโบราณของพวกนางเป็ นสุดยอดฝีมือ ไม่ว่า จะมีอัจฉริยะกราบกรานขอร่าเรียนมากเพียงไรก็ไร ้โอกาส
ยามนี้เมื่อผู้อาวุโสเสนอชี้แนะเอง เจียงผิงอันกลับปฏิเสธ!
ผู้อาวุโสห้าก็โมโหเคราเกือบส่าย
“กฎแห่งแรงโน้มถ่วงบ้าบออะไร มีผู้ฝึ กตนสักกี่คนกันจะบรรลุ จุดสูงสุดได้โดยท าความเข้าใจกฎแห่งแรงโน้มถ่วง? นี่เจ้าโง่หรือไร?”
ยามเขาแผดเสียง เหล่าอัจฉริยะซึ่งฝึกฝนอยู่ไม่ห่างกันนักต่าง สะดุ้งโหยงรีบกระเถิบหนี ก่อนจะชาเลืองมาที่เจียงผิงอันอย่างเห็นใจ
เจ้าโง่นี่ทาให้ยอดฝีมือมีโทสะเสียได้ เขาจบเห่แล้ว
ขณะที่เจียงผิงอันกาลังจะเอ่ย หนึ่งบุคคลก็พลันปรากฏตัว
เมื่อเห็นผู้มาใหม่ เจียงผิงอันก็ผงะไปเล็กน้อย
นี่มิใช่ยอดฝีมือจากราชวงศ์ต้าเฉียนที่ออกมาช่วยหนานกงเสิน ก่อนหน้านี้หรือ?
สตรีผู้นี้สวมอาภรณ์โบราณ เรือนผมยาวสยาย ใบหน้างดงามดู ราวสลักจากศิลา ไร ้คลื่นอารมณ์ใด ๆ
“เหลยซื่อชิง เจ้าดูแคลนกฎแห่งแรงโน้มถ่วงหรือ?”
ยามเหลยซื่อชิงเห็นนาง สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยน เหตุใด สตรีผู้นี้จึงมาด้วย?
“ข้ามิได้ดูแคลนกฎแห่งแรงโน้มถ่วง แค่พูดความจริงว่ากฎแห่ง แรงโน้มถ่วงมิได้แข็งแกร่งในศึกเท่านั้น”
“สู้กันสักตั้งสิ” เฉียนฮวั่นโหรวห่างเหินเย็นชา
“อะแฮ่ม ข้ายังต้องทาหน้าที่ลงนาม มิอาจสู้ได้”
เหลยซื่อชิงมิกล้าสู้กับเฉียนฮวั่นโหรว อายุของสตรีผู้นี้มากกว่า เขาถึงสองเท่า ยามอีกฝ่ ายเรืองนามในโลกหล้า บิดาเขายังฉี่รดที่ นอนอยู่เลย
เหลยซื่อชิงถลึงตามองเจียงผิงอันอย่างเดือดแค้น
“มิใช่เจ้าอยากเรียนกฎแห่งแรงโน้มถ่วงหรือ? ท่านนี้คือผู้เลิศล้า สูงสุดในกฎแห่งแรงโน้มถ่วงทั่วแดนบูรพา ไปเรียนกับนางสิ หวังว่า สิบปีจากนี้เจ้าจะไม่เสียใจ!”
ไม่ช ้าก็เร็ว เจ้าเด็กนี่จะนึกเสียใจว่ากฎแห่งแรงโน้มถ่วงเป็ นเพียง ของหลอกเด็ก
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ ายคือผู้เลิศล้าสูงสุดในกฎแห่งแรงโน้มถ่วงทั่ว แดนบูรพา หัวใจของเจียงผิงอันก็เต้นกระตุก กุมกาปั้นคารวะทันที “ขอผู้อาวุโสชี้แนะด้วย”
เฉียนฮวั่นโหรวเงียบไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “กฎแห่งแรงโน้มถ่วง มีผลเพียงกลาง ๆ ในด้านการต่อสู้ วิชาที่เกี่ยวข้องก็มีไม่มาก เป็ น เส้นทางที่เดินตามไม่ง่าย หากเลือกเช่นนั้น เจ้าจะเสียใจนะ”
เหตุผลหลักที่นางปรากฏตัวก็เพราะมิอาจทนให้ความชานาญ ของตนถูกดูหมิ่นได้
แต่แท้จริง กฎแห่งแรงโน้มถ่วงก็มิได้แข็งแกร่งอะไรจริง ๆ
เจียงผิงอันยังค้างในท่าคารวะ “วอนผู้อาวุโสชี้แนะด้วย”
เฉียนฮวั่นโหรวมองเจียงผิงอันผู้ดื้อด้านเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะ หยิบป้ ายหยกชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้
“ยามเจ้าเสร็จธุระอื่น ก็ส่งปราณวิญญาณใส่ป้ ายหยกนี้ เจ้าจะ ถูกเคลื่อนย้ายมาหาข้า”
พูดจบ เฉียนฮวั่นโหรวก็หายตัวไป
“เจ้าท่อนไม้นี่ ทาไมโง่เง่านักนะ!”
เหลยหลานยกมือขึ้นตบศีรษะเจียงผิงอัน อยากตบให้จมดินเสีย เดี๋ยวนี้
ได้ร่าเรียนกับผู้อาวุโสตระกูลเหลยของพวกนางไม่ดีหรือไร?
เจียงผิงอันกุมกาปั้นขอขมาเหลยซื่อชิง “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ เมตตา น้าใจนี้จะไม่มีทางถูกลืม แต่ข้ามีความยึดติดในหัวใจ หากไม่ ลองดู ก็อาจมิอาจปล่อยวางได้ชั่วชีวิต”
เหลยซื่อชิงเห็นเจียงผิงอันสุภาพอยู่ไม่น้อย เขาจึงไม่คิดติดใจ แต่สีหน้าก็ยังยากมองอยู่ไม่น้อย
“ยามเจ้าตามอัจฉริยะผู้อื่นไม่ทัน ก็อย่าเสียใจแล้วกัน”
“หนึ่งการประชันย่อยทุกห้าปี หนึ่งการประชันใหญ่ในสิบปี สามสิบปี จากนี้ เราต้องไปยังแนวป้ องกันที่ทะเลบูรพาเพื่อรักษา ดินแดน ออกศึกทัพหน้าเป็ นเวลาร ้อยปี จะรับเงื่อนไขเหล่านี้หรือไม่”
เจียงผิงอันพยักหน้า
เขาพอเข้าใจเรื่องที่ทะเลบูรพาอยู่นิดหน่อย แดนบูรพาและเผ่า ปีศาจทะเลบูรพาเกิดสงครามกันบ่อยครั้ง เป็ นความขัดแย้งอันมีมา แต่ช้านาน
เผ่าปีศาจทะเลบูรพาเป็ นขุมกาลังที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าเผ่าจระเข้ กลืนสวรรค์เสียอีก
สามขุมกาลังหลักบ่มเพาะอัจฉริยะเหล่านี้ แน่นอนว่ามิใช่ฝึกฝน เสียเปล่า พวกเขาก็มีหน้าที่ต้องทา
เหลยซื่อชิงลงนามเจียงผิงอัน มอบป้ ายทองชิ้นหนึ่งให้กับเขา
บนนั้นเขียนอักษรสองตัวว่า ‘ผู้น า’
เจียงผิงอันเป็ นผู้น ายอดฝีมือขอบเขตวิญญาณแรกก าเนิดกลุ่ม นี้ และภายหน้ายามไปสู่ทัพหน้าทะเลบูรพา เขาก็จะเป็ นนายกอง
เจียงผิงอันหารู ้เรื่องนี้ไม่ เขาทราบเพียงว่าตาแหน่งผู้นามี ทรัพยากรมากมาย
หลังได้ป้ ายมา ทั้งสามก็เข้าสู่โถงสีดา
ภายในมีประตูสี่บาน
พวกมันคือประตูทางเข้าส าหรับตัวตนขอบเขตสร ้างรากฐาน จิน ตาน วิญญาณแรกก าเนิดและแปรเทวะตามล าดับ
เหลยหลานเอ่ยปาก “เราจะต้องแยกทางแล้ว พวกเจ้าตั้งใจ ฝึ กฝนล่ะ อย่าคิดว่ายามนี้ตนแข็งแกร่งมาก จึงไร ้ผู้อื่นในสายตา เชียว”
“ทุกห้าปี อัจฉริยะจะสับเปลี่ยนตาแหน่ง หากไม่ตั้งใจฝึกฝนก็จะ ถูกอัจฉริยะในคณะแซงหน้าได้ กระทั่งอัจฉริยะรุ่นถัดไปยังล้าหน้าได้ เลย”
ในเมืองเล็ก ๆ การก าเนิดผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกก าเนิด สักคนในสองสามปี อาจทาไม่ได้ แต่หากพินิจทั้งแดนบูรพา การ บังเกิดอัจฉริยะนั้นรวดเร็วอย่างยิ่ง
จนบัดนี้ เจียงผิงอันเพิ่งฝึกฝนเพียงหกปี
นับแต่เริ่มมาถึงขอบเขตวิญญาณแรกกาเนิด ความเร็วการ ฝึ กฝนของเขาก็ชะลอตัว จากยามนั้นจนวันนี้ มีอัจฉริยะมากมาย บรรลุถึงขอบเขตวิญญาณแรกก าเนิดตามมาแล้ว
เหลยหลานเดินไปยังประตูบานที่สี่ แต่ไม่ทันไรก็เหมือนนึก บางอย่างได้ จึงหันกลับมาพูด
“พวกเจ้าอย่าเพิ่งด่วนมีลูกนะ หากมาเรียกข้าเป็ นยายตอนนี้ ข้า คงรู ้สึกแก่นัก”
“ท่านแม่ ท่านพูดเพ้อเจ้ออะไรอยู่!”
เมิ่งจิงกระทืบเท้าน้อย ๆ ใบหน้าแดงก่าเฉียบพลัน ชาเลืองเจียง ผิงอันอย่างไม่แน่ใจ
เหลยหลานไม่พูดมาก นางหายเข้าประตูที่สี่ไปหลังจากนั้น
เมิ่งจิงมิกล้ามองเจียงผิงอัน ก้มหน้าก้มตาพูดขึ้น “เจ้าท่อนไม้ อย่าฟังแม่ข้าเพ้อเจ้อนะ…”
“ไม่เลวเลย! กฎแห่งแรงโน้มถ่วงที่นี่แข็งแกร่งยิ่ง ความเร็วการ เข้าใจกฎแห่งแรงโน้มถ่วงจะเพิ่มขึ้นแน่ ๆ!”
เจียงผิงอันพินิจกฎแห่งแรงโน้มถ่วงในโถงด้วยสีหน้ายินดี
เมิ่งจิงหน้าชะงักแข็ง “เจ้าท่อนไม้ตัวเหม็น! ไปตายซะ!”
นางถีบเจียงผิงอันเข้าประตูบานที่สามไป
เจียงผิงอันงุนงง เกิดอะไรขึ้นหรือ?
ทาไมเมิ่งจิงโมโหขึ้นมาล่ะ?
ไฉนจึงรู ้สึกว่าสตรีทาความเข้าใจยากยิ่งกว่ากฎเกณฑ์อีก
เมื่อเข้าประตูบานที่สาม ภาพตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนไป
เขามายังอีกมิติหนึ่ง
ภาพรอบข้างถูกปิดสนิท ตรงหน้าเป็ นจัตุรัสกว้างซึ่งมีอัจฉริยะ ขอบเขตวิญญาณแรกก าเนิดมากมายฝึกฝนอยู่
สองข้างจัตุรัสนี้เต็มไปด้วยห้องมากมาย ซึ่งก็คือห้องขังกรงเหล็ก
แรงโน้มถ่วงที่นี่เพิ่มขึ้นจากกาลก่อน มิอาจเหินขึ้นอย่างสมบูรณ์
ปราณในกายของเขาดุจควบตัวเป็ นของแข็ง ยากโคจร เคลื่อนไหว แค่หายใจยังลาบาก
“พวกเจ้ามากันแล้ว”
อวิ๋นหวงในอาภรณ์แดงเดินยิ้มมาหา
เมื่อชาเลืองเห็นป้ ายทองในมือเจียงผิงอัน คู่เนตรงามของอวิ๋น หวงก็วูบไหว
“ว่าแล้วเชียว เจ้ายังคงเป็ นที่หนึ่ง แต่อย่าเพิ่งได้ใจไป ไม่นานข้า จะไล่ตามเจ้าให้ทัน”
อวิ๋นหวงมั่นใจในตัวนางขณะนี้นัก
เจียงผิงอันถาม “พบวิชาลับเผ่าวิหคอมตะแล้วหรือ?”
อวิ๋นหวงพยักหน้า “ข้าจ่ายไปหนักอยู่ แต่สุดท้ายก็ได้วิชาลับมา บางส่วน”
อวิ๋นหวงนาป้ ายหยกสื่อสารชิ้นหนึ่งออกมา “องค์หญิงฝากมาให้ เจ้า นี่คือป้ ายหยกสื่อสารของอาจารย์เจ้าหวังเหริน อาจารย์เจ้าฟื้น ตัวจวนหายดีแล้ว อย่าห่วงเลย”
เจียงผิงอันรับป้ ายหยกสื่อสารมา สีหน้าของเขาพลันคล้าดา
ท่านอาจารย์เป็ นยอดฝีมือขอบเขตหลอมสุญตา มีต้าเซี่ยช่วย เยียวยารักษา แต่ถึงเช่นนั้น เวลาผ่านไปปีกว่า เขาก็ยังมิอาจหายดี
บาดแผลของท่านอาจารย์ต้องรุนแรงกว่าที่เซี่ยชิงบอกแน่ ๆ!
จระเข้กลืนสวรรค์ พวกเจ้ารอก่อนเถอะ
อีกไม่นาน พวกเจ้าก็จะได้เผชิญกรรม!
ขอเพียงเขาเรียนวิชาลับอีกสักสองวิชา เจียงผิงอันก็จะบุกเผ่า จระเข้กลืนสวรรค์
เผ่าจระเข้กลืนสวรรค์ทาร ้ายอาจารย์เขาหนึ่งครั้ง เขาก็จะสังหาร จระเข้กลืนสวรรค์หมื่นตนสนองให้!
นอกจากจะไปล้างแค้นให้อาจารย์แล้ว ยังจะไปผ่านพิธีกรรม ปลุกอ านาจของอวตารเขมือบให้สมบูรณ์ด้วย
“โอ้ หญิงงามมาอีกคนแล้ว”
ขณะนี้ ชายหนุ่มผู้ดูหล่อเหลาคนหนึ่งเห็นเมิ่งจิงปรากฏกาย ก็ หันมาสนใจทันที
ในอัจฉริยะเกือบร ้อยคนที่นี่ มีผู้ฝึกตนหญิงอยู่ไม่มากนัก และผู้ที่ งามที่สุดก็คืออวิ๋นหวง
มิคาดว่าจะมีมาปรากฏอีกคน
ชายผู้ดูรูปงามเดินยิ้มเข้ามาหา “สวัสดี ข้าชื่อเสิ่นเจ๋อ……”
ขณะที่เขากาลังจะแนะนาตัว เจียงผิงอันก็ได้ยินเสียงคนขยับแล้ว เงยหน้าขึ้นเฉียบพลัน
เพราะเขากาลังคิดเรื่องเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์อยู่ สีหน้าของเขา จึงบึ้งตึงเล็กน้อย ดวงตายังเจือจิตสังหาร
เสิ่นเจ๋อเหมือนสัมผัสจิตสังหารสะเทือนขวัญ แตกตื่นจนทรุดลง คุกเข่ากับพื้นทันที “ข… ขออภัย ข้าไม่รู ้ว่านางเป็ นผู้หญิงของท่าน!”
ว่าแล้ว เขาก็ล้มลุกคลุกคลานหนีไปอย่างขวัญเสีย
เจียงผิงอันสงบอารมณ์ ถามขึ้นอย่างงุนงง “คนผู้นี้ใครหรือ?”
อวิ๋นหวงชาเลืองเจียงผิงอันอย่างลึกล้า ตอบกลับว่า “คนผู้นี้ชื่อ เสิ่นเจ๋อ อันดับสิบห้า อานาจสัมผัสรู ้แข็งแกร่ง สัมผัสที่หกแข็งกล้า ยิ่ง”
เสิ่นเจ๋อต้องสัมผัสบางอย่างได้จากเจียงผิงอัน อัจฉริยะลาดับสิบ ห้าจึงแตกตื่นขวัญเสียได้เพียงนั้น
ก่อนเสิ่นเจ๋อจะมาหา เขาไม่มีทางมองข้ามป้ ายทองในมือเจียงผิง อันไปได้ เช่นนั้นก็หมายความว่า แม้เสิ่นเจ๋อจะรู ้ว่าเจียงผิงอันคือผู้น า เขาก็หาใส่ใจไม่
จนเมื่อเจียงผิงอันเงยหน้าขึ้นเมื่อครู่ เสิ่นเจ๋อจึงสังเกตเห็นบางสิ่ง แล้วแตกตื่นหนีไป
“อย่ามัวทาหน้าตายสิ ยิ้มบ้าง ทาผู้อื่นกลัวแล้วเห็นไหม ข้าไม่ไป จากเจ้าหรอก”
เมิ่งจิงซึ่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็ นแย้มยิ้ม เฉียบพลัน
เจียงผิงอันงุนงงยิ่งกว่า แม่หนูนี่ยังโมโหอยู่เมื่อครู่แท้ ๆ ไฉนจู่ ๆ ยิ้มแย้มขึ้นมาอีกแล้ว?
บทที่ 229 ผนึกสรวง
“ข้าจะไปรับทรัพยากรกับวรยุทธ ์ได้ที่ใดหรือ?”
เหตุผลสาคัญที่เจียงผิงอันเข้าร่วมแผนบ่มเพาะอัจฉริยะนี้ก็เพื่อ ทรัพยากร
อันดับหนึ่งได้ร ้อยกฎเกณฑ์ และหนึ่งวรยุทธ ์อันมีราคาไม่ถึงร ้อย กฎเกณฑ์
เขาในขณะนี้ขาดเคล็ดวิชาพลังวิญญาณ และวรยุทธ ์เกี่ยวกับ แรงโน้มถ่วง
“ตรงนั้นเลย” อวิ๋นหวงมองไปทางมุมขวา
ที่นั่นมีร ้านเล็ก ๆ อยู่ ชายชราร่างผอมผู้หนึ่งนอนอยู่ภายใน ดู เหมือนคนธรรมดาเป็ นอย่างยิ่ง
แต่คนธรรมดาที่ไหนจะมาปรากฏตัวที่นี่ได้
เจียงผิงอันเดินไปหา “ผู้อาวุโส ข้ามารับทรัพยากรขอรับ”
ชายชราถือคัมภีร ์โบราณเคลิ้ม ๆ จะหลับ เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ลืม ตาขึ้นอย่างงัวเงีย ชาเลืองมาที่ป้ ายในมือเจียงผิงอัน
เมื่อเห็นเป็ นป้ ายผู้นา ดวงตาง่วงงุนของชายชราก็ค่อย ๆ เบิกขึ้น มองหน้าของเจียงผิงอัน
| “เจ้าชื่ออะไร ขานนามมา”“เจียงผิงอันขอรับ” |
“ที่แท้เจ้าก็คือเจียงผิงอัน มาดเจ้าพอ ๆ กับข้าในกาลก่อนเลย แต่หล่อไม่เท่าข้ายามนั้นหรอกนะ”
มือแห้งเหี่ยวของชายชรายกพู่กันเขียนชื่อเจียงผิงอัน หลังจาก หาวไปหนึ่งหวอด เขาก็นาแหวนเก็บของวงหนึ่งออกมาโยนให้เจียง ผิงอัน
“นี่คือร ้อยกฎเกณฑ์ แล้วอยากได้วรยุทธ ์อะไรหรือ?”
“ผู้อาวุโสมีเคล็ดวิชาพลังวิญญาณใดแนะน าบ้างไหมขอรับ?”
ท่าทีของเจียงผิงอันสุภาพอ่อนน้อม ผู้อาวุโสที่นี่ทุกคนล้วนเป็ น ตัวตนเลิศล้า มิอาจล่วงเกินได้
“เคล็ดวิชาพลังวิญญาณ?”
ชายชรามองเจียงผิงอันอย่างประหลาดใจ “มุ่งเน้นฝึกควบกายา วิญญาณก็พอแล้ว ไม่ต้องศึกษาพลังวิญญาณต่อหรอก”
“แน่นอน ตาเฒ่าผู้นี้แค่ออกความเห็นนะ ทางเลือกยังคงเป็ นของ เจ้า”
เจียงผิงอันกล่าว “ผู้อาวุโส ข้าอยากได้เคล็ดวิชาพลังวิญญาณ ขั้นสูงสุดขอรับ ซื้อไม่ได้ทั้งหมดก็ไม่เป็ นไร ข้าอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดที่นี่ ขอรับ”
ชายชราเห็นเจียงผิงอันยืนกรานขอเคล็ดวิชาจิตวิญญาณ ก็ มิได้เกลี้ยกล่อมเขาต่อ
“ที่นี่มีสามเคล็ดวิชาพลังวิญญาณขั้นสูงอยู่”
“อย่างแรกคือ ‘เนตรดูดวิญญาณ’ สามารถผลาญเผาวิญญาณ ผู้อื่น ยิ่งบาปหนาหนัก ความเสียหายยิ่งร ้ายแรง มันจะไม่เป็ นอันตราย ต่อผู้มีจิตใจไร ้ที่ติ แต่สามารถส่งผลย้อนเข้าตัวได้ง่าย”
“สองคือ ‘กระบี่วิญญาณ’ ควบแน่นพลังวิญญาณเป็ นกระบี่ เมื่อ ฝึกถึงจุดสูงสุด หนึ่งคานึงก็ผ่าดวงดาวได้ ยิ่งพลังใจแกร่งกล้า ปราณ ดาบยิ่งแข็งแกร่ง”
“สามคือ ‘ผนึกสรวง’ เป็ นวิชาผนึกวิญญาณ ฝึกฝนถึงขั้นสูงสุด ผนึกมิติเวลาก็ท าได้”
“สามเคล็ดวิชานี้ราคาแพง เจ้าแลกได้เพียงห้าขั้นแรก หาก อยากได้เคล็ดวิชาพลังวิญญาณอื่น ๆ ก็ยังมีอยู่ แต่มิอาจเลิศล้าเทียบ สามวิชานี้ได้”
เจียงผิงอันฟังคาอธิบายของชายชราแล้วรู ้สึกตื่นเต้น เคล็ดวิชา พลังวิญญาณทั้งสามแข็งแกร่งมาก เขาอยากได้ทั้งหมดเลย
แต่ยามนี้ปราณของเขามีจากัด ต่อให้ซื้อมาทั้งหมดได้ก็ไม่มี เวลาฝึกฝน ดังนั้นเลือกมาสักอย่างก็พอ
เขาในขณะนี้ไม่ขาดวิชาจู่โจม แต่ขาดวิชาสายควบคุม
เจียงผิงอันจึงทราบแล้วว่าตนต้องการอะไร “ผู้อาวุโส ข้าขอเลือก ‘ผนึกสรวง’ ขอรับ”
ชายชราหาวหวอด โยนม้วนหยกม้วนหนึ่งออกมาอย่างเฉยชา “ใช ้มันที่นี่เลย”
การให้เขาใช ้มันทันทีก็เพื่อป้ องกันมิให้เจียงผิงอันนาไปส่งต่อให้ ผู้อื่น
เจียงผิงอันถือม้วนหยก ส่งจิตสัมผัสเข้าไปภายใน
ข้อมูลมหาศาลหลากเข้าสู่มโนส านึก กว่าจะย่อยได้ก็ใช ้เวลา ครึ่งก้านธูปมอด แล้วม้วนหยกในมือก็แหลกสลายไป
เจียงผิงอันลืมตาขึ้นถาม “ผู้อาวุโส ที่นี่มี ‘อวตารเทพพฤกษา’ ขายหรือไม่ขอรับ?”
ในการต่อสู้กับหนานกงเสิน เจียงผิงอันได้ประจักษ์ฤทธาของ วิชานี้
หากเขาได้ ‘อวตารเทพพฤกษา’ มา ผนวกกับปราณมหาศาลใน ตัว พลังต่อสู้จะโถมทะยานหลายระดับอย่างแน่นอน
ชายชราช าเลืองเจียงผิงอัน “วิชาลับเฉพาะของหนึ่งขุมกาลัง ใหญ่ จะเอามาให้เจ้าใช ้ได้อย่างไรกัน?”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงผิงอันก็ขัดเขินเล็กน้อย “แล้วจุลศาสตร ์ไร ้ ลักษณ์ล่ะขอรับ?”
ยามต่อสู้กับเหลียงซีผู้มีร่างพิชิตหมื่นกฎเกณฑ์ อีกฝ่ ายใช ้จุล ศาสตร ์ไร ้ลักษณ์ขยายร่างเป็ นพันจั้ง พลังต่อสู้โถมทะยาน หลายเท่าตัว
ได้ยินว่ามันถูกสร ้างขึ้นโดยอิงจากอานาจศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุด แขนงหนึ่ง
“อันนี้มี” ชายชรากล่าว
“หนึ่งร ้อยกฎเกณฑ์ ซื้อได้เพียงไหนขอรับ?”
“อัจฉริยะอย่างพวกเจ้าต่อรองราคาได้นะ เจ้าเป็ นผู้น า ก็ลดราคา เพิ่มอีกได้ ร ้อยกฎเกณฑ์ซื้อได้หกขั้นแรก” ชายชรากล่าว
“ถ้าเช่นนั้น ซื้อหกขั้นแรกขอรับ”
ชั่วขณะนี้ยังไม่ต้องซื้ออะไรมากมาย ยามนี้ขอบเขตต่าเกินไป ซื้อมาก็ไม่มีทางฝึกฝนถึง
หกขั้นแรกนี้ ใช ้ได้เป็ นพันปีแล้ว
เขาส่งร ้อยกฎเกณฑ์ที่เพิ่งได้มาให้ชายชราไป
“กฎเดิม ใช ้มันเดี๋ยวนี้” ชายชราเก็บกฎเกณฑ์ไป ส่งม้วนหยกให้ เจียงผิงอัน
จิตสัมผัสของเจียงผิงอันแทรกเข้าไป สลักเนื้อหาวรยุทธ ์ในใจตน
ชั่วขณะนี้ เมิ่งจิงก็ได้รับทรัพยากรส่วนของนางเช่นกัน
ยามเจียงผิงอันจดจ า ‘จุลศาสตร ์ไร ้ลักษณ์’ ได้ครบถ้วน เขาก็ลืม ตาขึ้นอีกครั้ง
ได้สองวิชาชั้นสูง ‘ผนึกสรวง’ และ ‘จุลศาสตร ์ไร ้ลักษณ์’ มา เป็ น ผลได้มากมาย
“ข้าจะไปฝึกฝนแล้ว พวกเจ้าสองคนฝึกฝนกันดี ๆ นะ”
พูดจบ เจียงผิงอันก็มอบแหวนเก็บของให้ทั้งสองคนละวง
จากนั้นก็นาป้ ายหยกเคลื่อนย้ายที่ผู้อาวุโสซึ่งพบกันที่หน้าประตู ให้ออกมา
หลังส่งปราณวิญญาณเข้าไป ร่างของเจียงผิงอันก็ปลาสนาการ ไปทันที
“เจ้าท่อนไม้ตัวเหม็น! พอเจอหน้าก็หนีไปเลยหรือ! อย่างน้อยก็ ทิ้งอวตารไว้หน่อยสิ!”
เมื่อเห็นเจียงผิงอันรีบร ้อนหนีหาย เมิ่งจิงก็อกกระเพื่อมด้วยโทสะ แยกเขี้ยวน้อย ๆ อย่างฉุนเฉียว
เจ้าท่อนไม้ตัวเหม็นนี่อายุจะยี่สิบแล้ว แต่ก็ยังทื่อเป็ นท่อนไม้ไม่ เปลี่ยนแปลง
อวิ๋นหวงซึ่งยืนข้างกันสืบจิตสัมผัสสู่แหวนเก็บของ และเมื่อเห็น สิ่งที่อยู่ภายใน หัวใจของนางก็เต้นกระตุกรุนแรง ใบหน้างดงามเปี่ยม ความตื่นตะลึง “นี่…”
โอสถกระจ่างแจ้งสองเม็ด โอสถเทียนเสวียนห้าเม็ด และเม็ด บงกชแจ้งวิถีจ านวนมาก!
สมบัติเหล่านี้มิอาจประมาณค่า ยากหาซื้อได้ ล้าค่ายากได้มายิ่ง นัก
โอสถกระจ่างแจ้งปลุกพรสวรรค์ได้ โอสถเทียนเสวียนช่วย พัฒนาพรสวรรค์ และเม็ดบงกชแจ้งวิถีก็สามารถเร่งความเข้าใจ……
ขอเพียงสิ่งเหล่านี้ปรากฏขึ้นในตลาด ผู้คนก็จะแย่งซื้อกันอย่าง เป็ นบ้าเป็ นหลัง
เจียงผิงอันมีเยอะขนาดนี้ได้อย่างไร?
ราชวงศ์ต้าเซี่ยเองก็มิอาจนาออกมาได้มากมายเพียงนี้ในคราว เดียวกระมัง?
สีหน้าของเมิ่งจิงผ่อนลงมากยามเห็นทรัพยากรกองใหญ่ใน แหวนเก็บของ แต่ก็ยังบ่นหงุงหงิง “เจ้าท่อนไม้ตัวเหม็น คอยก่อน เถอะ พบกันครั้งหน้า ข้าจะจับเจ้ากินเสีย!”
เจียงผิงอันไม่อยากเสียเวลา เขาจะต้องไปสู่ทัพหน้าในสามสิบปี และต้องอยู่ที่นั่นร ้อยปีเต็ม
ในสามสิบปี เขาต้องท าความเข้าใจกฎเกณฑ์ให้ลุล่วง และ ฝึกฝนวรยุทธ ์ขั้นสูงเหล่านี้ให้ถึงจุดยอด
แล้วเดินทางบุกถิ่นเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์
เวลากระชั้นอยู่นิดหน่อย
เจียงผิงอันใช ้ป้ ายหยกเคลื่อนย้าย เคลื่อนกายไปหายอดฝี มือ ผู้เชี่ยวชาญกฎแห่งแรงโน้มถ่วง
ทว่า เมื่อมาถึง เจียงผิงอันก็ผงะไปทันที
เขาร่วงลงไปในอ่างอาบยา ยาในอ่างล้วนเป็ นโอสถชั้นเลิศ เพียง สูดปราณจากมันไม่กี่หน ร่างของเขาก็เจียนระเบิด
แต่นั่นมิใช่ประเด็น ประเด็นคือสุดยอดฝีมือท่านนั้นกาลังอาบน้า อยู่!
เจียงผิงอันรีบหันหลังตะกายออกไป หันหลังให้เฉียนฮวั่นโหรว “ผู้อาวุโส ข้ามิได้ตั้งใจ ขออภัยด้วยจริง ๆ ขอรับ”
สีหน้าของเฉียนฮวั่นโหรวไร ้อารมณ์ สูดหายใจลึก ๆ ดูดฤทธิ์ โอสถในอ่างจนหมดเกลี้ยง
หยดน้าบนร่างของนางระเหยหาย ปราณก่อตัวเป็ นชุดคลุมสีขาว เท้าหยกขาวเหยียบย่างเหนือผิวน้า เดินออกจากอ่างไป
บทที่ 230 การชี้แนะของเฉียนฮวั่นโหรว
ในคุกอันกว้างขวาง ก าแพงสลักค่ายกลไม้มากมาย เจียงผิงอัน หันหลังให้เฉียนฮวั่นโหรว
“เจ้ามีพรสวรรค์โน้มถ่วงหรือ?”
เฉียนฮวั่นโหรวถามเสียงเรียบ
ราวเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และมิได้ถือสาเอาความใด ๆ
“ขอรับ ผู้อาวุโส”
เจียงผิงอันปลดปล่อยอ านาจโน้มถ่วงของตน
แรงโน้มถ่วงรอบข้างเพิ่มขึ้น
เฉียนฮวั่นโหรวกล่าวเสียงเรียบ “เส้นทางนี้มิคุ้มเดิน ทิ้งเสียยามนี้ ยังประหยัดเวลาได้”
“วิชาชั้นสูงมากมายต้องใช ้กฎเกณฑ์หลากหลายผสานกัน ต้อง ทาความเข้าใจกฎเกณฑ์มากยิ่งขึ้น แต่กฎแห่งแรงโน้มถ่วงแทบมิอาจ น าไปผสานกับอะไรได้เลย”
“สู้ไปทาความเข้าใจกฎเกณฑ์อื่นเสียยังดีกว่า”
น้าเสียงของนางไร ้การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ ดุจเป็ นสมณเพศอัน ตัดขาดจากโลกหล้าแล้ว
“วอนผู้อาวุโสชี้แนะด้วยขอรับ” เจียงผิงอันหันกลับมากุมกาปั้น คารวะ ยังคงยืนกรานเช่นเดิม
“เจ้าแบกรับความเสี่ยงเองนะ” เฉียนฮวั่นโหรวมิเกลี้ยกล่อมต่อไป
คนผู้นี้มิได้เกี่ยวข้องอะไรกับนาง ต่อให้เดินผิดทางก็ไม่เกี่ยวกับ นาง
นางมาที่นี่ก็แค่เพื่อศึกษาแรงโน้มถ่วงที่นี่ และเพื่อชี้แนะผู้น้อย ตามหน้าที่
“กฎแห่งแรงโน้มถ่วงเป็ นกฎเกณฑ์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ยิ่ง น้าหนักมาก แรงโน้มถ่วงยิ่งสูง ดวงดาวยิ่งใหญ่ แรงโน้มถ่วงก็ใหญ่
ตาม สามารถดึงให้เรามิต้องล่องลอยบนอากาศ สุดท้ายแล้ว นี่ก็คือ กฎแห่งแรงโน้มถ่วงแขนงหนึ่ง…”
เฉียนฮวั่นโหรวนั่งบนเก้าอี้ข้างอ่างอาบยา เริ่มอธิบายความ เข้าใจในกฎแห่งแรงโน้มถ่วงของนางออกมาทันที
เจียงผิงอันดูเคร่งขรึม นั่งลงขัดสมาธิฟังนางอย่างตั้งใจ
แม้เขาจะฟังเรื่องเหล่านี้ไม่เข้าใจ พวกมันก็ล้วนเป็ นสิ่งที่ผู้อาวุโส ท่านนี้สรุปออกมา เป็ นเนื้อแท้แก่นสาคัญทั้งสิ้น
เฉียนฮวั่นโหรวพูดสามวันติด เจียงผิงอันก็ฟังตลอดสามวัน
แม้จะไม่เข้าใจ เขาก็จดจ าไว้แล้ว
“ค่อย ๆ ตกตะกอน หนึ่งปีถามข้าได้ครั้งหนึ่ง”
อธิบายจบ เฉียนฮวั่นโหรวก็ไม่สนใจเจียงผิงอันอีก นางหลับตา ลง ทาความเข้าใจกฎแห่งแรงโน้มถ่วงในดาวดวงนี้ต่อไป
ส่วนเจียงผิงอันจะเข้าใจถ่องแท้ได้หรือไม่ นั่นเป็ นเรื่องของเขา เอง
เฉียนฮวั่นโหรวใช ้ชีวิตมาเป็ นหมื่นปี เห็นอัจฉริยะตกตายมานัก ต่อนัก
กระทั่งสามีผู้มากสามารถของนางยังหนีชะตาไม่พ้น
มีเพียงผู้ที่มีชีวิตยืนยาว ฝึกฝนในระดับนางได้เท่านั้น จึงคู่ควร ให้ช าเลืองดี ๆ อีกสักหน
“ขอบคุณผู้อาวุโส ผู้อาวุโส ข้าฝึ กฝนที่นี่ได้หรือไม่ขอรับ?” เจียงผิงอันถาม
“ตามใจ” เสียงของเฉียนฮวั่นโหรวยังคงไร ้อารมณ์
เจียงผิงอันไม่รบกวนอีกฝ่ายอีก
สองอวตารออกมาจากถุงเก็บสัตว์ภูต
ภายใต้การปรับสภาพของแรงโน้มถ่วง ก็สามารถช่วยฝึ กฝน ร่างกายอวตารที่นี่ได้อย่างมาก
อวตารเขมือบท าลายจินตานของตนแล้วฝึกฝนใหม่
ก่อนหน้านี้ เพื่อต้องการรีบสัมผัสอานาจการกลืนกิน เขาจึงเร่ง ทะลวงขอบเขต
จินตานธรรมดา ๆ ที่เขามีในขณะนี้มิใช่สิ่งที่เจียงผิงอันต้องการ เลย
อวตารเขมือบจะท าลายการฝึกฝน เรียน ‘วิชาซ่อนจักรวาล’ เปิด จุดชีพจรแล้วเก็บปราณในนั้น
ในเมื่ออวตารเขมือบสืบทอดเส้นทางเติบโตจากร่างหลัก ยาม เปิดจุดชีพจรจึงไม่เจ็บปวดเท่าร่างต้น
เจียงผิงอันหลับตาลง ตกตะกอนความรู ้ความเข้าใจในกฎแห่ง แรงโน้มถ่วงที่ได้ผู้อาวุโสชี้แนะมา
ขณะที่เฉียนฮวั่นโหรวซึ่งนั่งบนเก้าอี้พลันสัมผัสได้ถึงบางอย่าง ลืมตาขึ้นมองอวตารเขมือบของเจียงผิงอันด้วยสายตาลึกล้า
ยามเห็นจุดชีพจรบนร่างอีกฝ่ ายเรืองแสงขึ้น ดวงตาของ เฉียนฮวั่นโหรวก็ทอประกายประหลาดใจ
นี่คือขอบเขตที่เจ้าเด็กนี่สร ้างขึ้นหรือ?
น่าสนใจอยู่เอาการเลย
เฉียนฮวั่นโหรวเคยได้ยินเรื่องของเจียงผิงอันมาเล็กน้อย และ ทราบเช่นกันว่าอีกฝ่ายสร ้างขอบเขตหนึ่งขึ้นมาด้วยมือตนเอง
แต่ก่อนหน้านี้ นางมิได้สนใจมันมาก่อน ด้วยคิดว่าเป็ นเรื่องไร ้ สาระ ไม่สมเหตุสมผลนัก
สร ้างแค่หนึ่งขอบเขต ไม่เห็นต้องสนใจอะไร ระบบฝึกฝนอันเป็ น เอกลักษณ์มักปรากฏจากดวงดาวและเผ่าห่างไกลอื่น ๆ บ่อยครั้ง แต่ พวกมันมิได้ดีเลิศเท่าระบบปัจจุบันแต่อย่างใด
จนเมื่อนางเห็นภาพตรงหน้า จึงประจักษ์ว่าขอบเขตที่ชายหนุ่มผู้ นี้สร ้างขึ้นน่าสนใจอยู่นิดหน่อย
นางส่งจิตติดต่อหาตระกูลของตน ให้รวบรวมข้อมูลของเจียงผิง อัน
ด้านนอก แผนบ่มเพาะอัจฉริยะคงตัวแล้ว
อัจฉริยะทั้งหลายเข้าสู่คุกโน้มถ่วงและเริ่มฝึกฝน สามขุมกาลัง ใหญ่ส่งยอดฝีมือมาชี้แนะ
อัจฉริยะทั้งหลายล้วนเปี่ยมกาลัง ต่างตั้งใจพัฒนาตนเองตลอด ช่วงเวลานี้
ยิ่งอันดับสูง รางวัลที่ได้ยิ่งยอดเยี่ยม
ทุกผู้ล้วนอยากถีบอันดับหนึ่งลงจากบัลลังก ์ และยึดครอง ต าแหน่งเป็ นของตน
ผู้ฝึกตนมากมายรวมตัวหน้าเส้นทางสู่สวรรค์ เสียงอุทานดังอื้อ อึงสนั่นโสต
“เขาขึ้นถึงยอดบรรพตแล้ว!”
“สตรีผู้นั้นเป็ นใคร ปีนถึงยอดเขาได้ด้วย!”
“เขามิใช่สตรี เป็ นผู้ชาย ชื่อเยี่ยอู๋ฉิง ได้ยินว่าสัญจรบนวิถีไร ้ใจ”
“วิถีไร ้ใจ? ข้าหรือก็อยากทาบทามเขามาเข้าพวก น่าเสียดาย คนไร ้ใจไม่สนคุณธรรมอย่างเขาปีนถึงยอดเขาได้เช่นไรกัน”
บุคคลที่สองซึ่งบรรลุถึงยอดเส้นทางสู่สวรรค์ปรากฏแล้ว คนคน นั้นคือเยี่ยอู๋ฉิง!
เยี่ยอู๋ฉิงยืนบนยอดเขา เส้นผมปลิวไสว คู่เนตรงดงามมอง ดวงดาวดวงกลางซึ่งไกลออกไป
“ที่แท้ หากคิดปกป้ องใครสักคน ความรู ้สึกจะเป็ นเช่นนี้เอง ชีวิต ก็ยอมเสี่ยงได้ ยอมมลายเสียได้ทุกสิ่ง……”
คลื่นกฎเกณฑ์ประหลาดพลันแผ่จากร่างเยี่ยอู๋ฉิง มันมืดดา เย็น เยียบ ชวนสิ้นหวัง
เมื่อสัมผัสคลื่นอานาจนี้ ชายชราที่ตีนเขาพลันเบิกตาอุทาน “กฎมรณะ!”
เมื่อได้ยินเสียงอุทานของเขา หัวใจทุกดวงพลันสะท้าน
“กฎมรณะ? จริงหรือ?”
กฎมรณะและกฎแห่งชีวิตเป็ นสองมหากฎเกณฑ์ในชีวิต
กฎเกณฑ์ ทั้งสองอย่างน้อยที่สุดก็เป็ นกฎเกณฑ์ขั้นสอง!
กฎเกณฑ์ที่ผู้ฝึ กตนขอบเขตวิญญาณแรกกาเนิดทาความ เข้าใจได้ ทั้งหมดล้วนอยู่ในขั้นหนึ่ง
เมื่อบรรลุขอบเขตแปรเทวะ จึงเริ่มทาความเข้าใจกฎเกณฑ์ขั้น สอง ขอบเขตหลอมสุญตาคือขั้นสาม และหลังจากนั้นก็จะเป็ นเคล็ด พลัง……
กฎเกณฑ์แห่งชีวิตเป็ นกฎพิเศษ ระดับต่าสุดอยู่ที่ระดับสองมาแต่ ต้น!
ปกติแล้ว มีเพียงผู้เผชิญชีวิตเจียนตายเยี่ยงสัตว์ประหลาดเฒ่า ใกล้สิ้นขัยเท่านั้นที่จะสัมผัสกฎแห่งชีวิตและกฎมรณะได้
แต่เยี่ยอู๋ฉิงผู้นี้ฝึ กฝนเพียงขอบเขตวิญญาณแรกกาเนิด แต่ สัมผัสกฎมรณะได้!
มันเกิดอะไรขึ้น?
“คืนชีพแล้วหรือ?”
เส้นผมยาวของเยี่ยอู๋ฉิงส่ายสะบัด วิญญาณแรกกาเนิดในกาย เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหันต์ มันเพิ่มขนาดขึ้นหลายต่อหลายเท่า ปราณในฟ้ าดินเคลื่อนคลั่งรุนแรง กฎทั่วทิศสั่นสะท้านบ้าคลั่ง แรง กดดันมหาศาลกวาดไปทั่วแดนนภา
เหล่าผู้ฝึกตนต่างผงะ
บรรลุแปรเทวะในทันที! เรื่องเช่นนี้ยากบังเกิดแต่โบราณมา!
นี่เป็ นเพราะกฎมรณะหรือ?
เยี่ยอู๋ฉิงเมินผู้อื่น หลังรับร ้อยกฎเกณฑ์มา เขาก็หายตัวไป
ไม่นานนัก เหตุการณ์นี้ก็ลือลั่นไปทั่วซากโบราณมหาจักรพรรดิ
หลายขุมกาลังอยากหาตัวเยี่ยอู๋ฉิงให้พบเพื่อทาบทามมาเป็ น พวก แต่อีกฝ่ายกลับปลาสนาการไปเสียแล้ว
ไม่นานจากนั้น อัตราการตายของเหล่าเจ้าหน้าที่ในต้าฉู่ก็ เพิ่มขึ้นพรวดพราด
แต่กลับไร ้ผู้ใดนาสองเรื่องนี้มาปะติดปะต่อกัน
ยามทุกผู้เกลียดแค้น รังเกียจและใช ้ประโยชน์จากเยี่ยอู๋ฉิง หนึ่ง บุคคลมอบแสงสว่าง ชี้ทางแก่เขา
เยี่ยอู๋ฉิงอยากมอบแสงสว่างแก่อีกฝ่ายบ้าง
กาลเวลาผ่านไป โลกหล้าผู้ฝึกตนเกิดเรื่องเล่าตานานต่อเนื่อง
บางเรื่องอาจมีผู้สนใจเพียงประเดี๋ยว แต่เมื่อนานไป ก็จะถูกลืม เลือน
จนเมื่อตานานผู้นั้นหวนปรากฏ ทุกผู้จึงจาได้เฉียบพลันว่า โอ้ มี คนเช่นนี้อยู่ด้วย
ในเวลาเพียงหนึ่งปี อวตารเขมือบของเจียงผิงอันก็ฝึ กฝนใหม่ มาถึงขอบเขตผนึกวิญญาณ
ขณะนี้ หากสามร่างผสานกัน พลังต่อสู้จะชวนขนลุก
ทว่าเจียงผิงอันมิได้ดีใจนัก
หากก้าวเดินขั้นต่อไปมิได้ เขาก็จะติดค้างในขอบเขตผนึก วิญญาณชั่วชีวิต มิอาจเทียบชั้นแปรเทวะ ไม่มีวันบรรลุเป็ นเซียน
หนึ่งปีผ่านไป ในที่สุดเจียงผิงอันก็ถามคาถามได้ เขานั่งตรงหน้า เฉียนฮวั่นโหรวหนึ่งปีเต็ม สองฝ่ายต่างไม่กระดิกตัว
“ผู้อาวุโส”
เจียงผิงอันลุกขึ้นกุมกาปั้นคารวะ
“ถาม” เฉียนฮวั่นโหรวลืมตาขึ้น สงวนวาจาดุจทอง
“ผู้อาวุโส ผู้น้อยมีเรื่องมากมายที่ไม่เข้าใจขอรับ เหตุใดยิ่ง น้าหนักมาก แรงโน้มถ่วงจึงยิ่งแข็งแกร่ง ท่านเคยบอกว่าทุกสิ่งล้วนมี แรงโน้มถ่วง แต่เหตุใดผู้น้อยจึงสัมผัสมันมิได้? แรงโน้มถ่วงมีแรงดึง หรือไม่ขอรับ? อานาจนี้มาจากที่ใดกันแน่?”
เจียงผิงอันถามค าถามมากมายที่คาใจเขามาตลอดปี
เฉียนฮวั่นโหรวกล่าวเบา ๆ “หลายเรื่องเกี่ยวข้องกับกฎต้น ก าเนิด เจ้าไม่ต้องเข้าใจพวกมันหรอก”
“ยามนี้ เจ้าเข้าใจเพียงว่ากฎแห่งแรงโน้มถ่วงควบคุมอะไรก็ได้ มิ เพียงเพิ่มแรงโน้มถ่วงแก่สิ่งอื่นก็พอ”
“ขอรับ ผู้อาวุโส”
แม้เจียงผิงอันจะมีหลายเรื่องที่ไม่เข้าใจ วาทะของอีกฝ่ ายก็ยัง มอบแรงบันดาลใจแก่เขามากมาย ทาให้เขาเพิ่มความเร็วในการ ควบคุมกฎแห่งแรงโน้มถ่วง เข้าใจกฎแห่งแรงโน้มถ่วงอย่างสมบูรณ์ ขึ้นได้
วันนี้ สี่กฎเกณฑ์ล้วนถึงจุดสูงสุดของกฎเกณฑ์ขั้นหนึ่งหมดแล้ว
“ครั้งนี้ รบกวนผู้อาวุโสแล้วขอรับ”
เจียงผิงอันกุมกาปั้นคารวะ เตรียมพร ้อมกล่าวลา
ความรู ้ที่ผู้อาวุโสท่านนี้อธิบายเพียงพอให้เขาใช ้ทาความเข้าใจ กฎเกณฑ์ก่อนถึงระดับเคล็ดพลังแล้ว
“รอเดี๋ยว”
ทันใดนั้น เฉียนฮวั่นโหรวก็เปิดปากขึ้นก่อน “ร่างกายของเจ้า ข้าอยากใช ้มันหน่อย”