สู่วิถีอมตะ - บทที่ 451 เป็นสาวใช้ของข้านะ
เหลียงผิงเล่าสถานการณ์ที่นี่แก่บุคคลระดับสูงในแดนศักดิ์สิทธิ์
เทียนเจ๋อทั้งหลาย
ผู้อาวุโสคนหนึ่งรำพึง “ปรากฏว่าเจียงผิงอันเติบโตถึงจุดนี้แล้ว”
“ไฉนยามก่อนเจ้าจึงตามใจบุตรศักดิ์สิทธิ์จนเกิดความแค้นกับ
เจียงผิงอันขึ้นมาได้ ในศึกนี้ จะมีหนึ่งคนต้องตายแน่นอน”
แดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อขวัญผวากับอัตราการเติบโตของเจียงผิง
อัน เกิดความกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบุตรศักดิ์สิทธิ์เหลียงเซียวหง
“เพราะเช่นนี้ไง ข้าจึงบอกว่าต้องหยุดการประลองนี้ ไม่ว่าต้องทำ
เช่นไร”
เหลียงผิงกล่าวเสียงเข้ม
ประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อเอ่ยปาก “บุตรศักดิ์สิทธิ์ก้าวเดิน
บนเส้นทางไร้เทียมทาน ไม่มีทางปฏิเสธได้ หาไม่ ก็คุยกับเจียงผิงอัน
มอบผลประโยชน์ให้เขาสักหน่อย แล้วให้เขายอมแพ้ออกมาเองก็ได้”
“ไม่มีทาง เจียงผิงอันเป็นผู้ให้ค่าความรู้สึก ไม่มีทางยอมละการ
ล้างแค้นเพื่อผลประโยชน์ ข้าในปัจจุบันมีหนึ่งหนทางในการหยุดการ
ประลองนี้”
เหลียงผิงเว้นช่วง ก่อนจะกล่าวกับยันต์สื่อสารต่อไปว่า
“ให้ทัพของเราแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อที่ทะเลบูรพาถอนตัว ให้
โอกาสปีศาจสมุทรทะเลบูรพาโจมตี”
“ในทะเลบูรพามีญาติมิตรของเจียงผิงอันอยู่ เมื่อทำเช่นนี้ เขาจะ
ทิ้งการประลองไปช่วยเหลืออย่างแน่นอน!”
ได้ยินเช่นนี้ ปวงชนก็ตกตะลึง
“เหลียงผิง เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? หากเราดึงทัพกลับ ทะเลบูรพาจะ
แตกพ่ายแน่นอน จะมีผู้ตกตายที่นั่นกี่มากน้อย?”
ในทัพขจัดปีศาจทะเลบูรพา กำลังสามในสิบเป็นของพวกเขา
แดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อ หากพวกเขาเรียกทัพกลับ ผลกระทบก็จะ
เกิดกับทัพขจัดปีศาจทะเลบูรพาอย่างมหาศาล
เมื่อสงครามบังเกิด ทะเลบูรพาจะแตกพ่ายอย่างแน่นอน
สีหน้าของเหลียงผิงเย็นเยียบ กล่าวเสียงเฉยชา “ผู้ตายมิได้มา
จากแดนศักดิ์สิทธิ์ของเราเสียหน่อย เกี่ยวอะไรกับเราล่ะ?”
“ยามนี้ เรื่องสำคัญที่สุดคือปกป้องลูกของข้าไว้ โอกาสที่ลูกข้า
ได้มาจะทำให้เราแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อเป็นขุมกำลังสูงสุดของเผ่า
มนุษย์!”
หนึ่งในผู้อาวุโสแย้งขึ้นทันที “ไม่ได้! หากปีศาจสมุทรที่ทะเล
บูรพาโจมตีขึ้นมา ก็จะเป็นหายนะสำหรับแดนบูรพายามนั้น!”
“นอกจากนั้น ยามเรื่องนี้แพร่งพราย เราจะยังมีที่ยืนในแดน
บูรพาได้หรือ? จะยืนหยัดในหมู่เผ่ามนุษย์ได้อย่างไร? รากฐานนับ
หมื่น ๆ ปีจะพังทลายในพริบตา”
การทำเช่นนี้หาแตกต่างจากทรยศเผ่ามนุษย์ไม่
เหลียงผิงเอ่ย “เรื่องนี้หาต้องห่วงไม่ เราก็แค่ไปก่อสงคราม ณ
สมรภูมิจักรวาลอีกฟากหนึ่ง บอกว่าส่งกำลังไปสนับสนุนก็
สมเหตุสมผลแล้ว”
สมรภูมิจักรวาลเป็นสมรภูมิหลักของเผ่ามนุษย์ มีศัตรูรวมตัวอยู่
มากที่สุด และเป็นสมรภูมิอันหนักหนาร้ายกาจที่สุดด้วย
ขอเพียงเกิดสงครามขึ้นที่นั่น ก็ต้องมีผู้ไปสนับสนุน จึงใช้เป็น
ข้ออ้างชักทัพออกจากทะเลบูรพาได้
แม้วิธีนี้จะเล็งเห็นปัญหาได้ง่าย แต่ต่อให้เห็นจุดประสงค์ ก็ยัง
สามารถโป้ปดเล่นอุบายกลบเกลื่อนได้
“คุ้มค่าแล้วหรือ?”
ประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อเอ่ยเสียงเข้ม
หากเป็นเพื่อเหลียงผิงคนเดียว แลกกับชื่อเสียงและชีวิตของ
ทหารจากแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อมากมาย หาได้คุ้มค่าไม่
“คุ้มสิ เพราะว่า… บุตรข้าได้รับมรดกจากมหาจักรพรรดิมาแล้ว”
“เฮือก!!”
ทันทีที่วาจาของเหลียงผิงถูกกล่าว เสียงสูดหายใจเฮือกก็ดังลอด
มาจากอีกฝั่งของยันต์สื่อสาร
หากเป็นเช่นนี้ ให้สละอะไรก็ล้วนคุ้มค่า นี่คือโอกาสของพวกเขา
แดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อในการพัฒนาไปอีกขั้น!
ผู้อาวุโสคนหนึ่งครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน จึงถามขึ้น “หากเป็นเช่นนี้
ไฉนจึงต้องมากปัญหา บุตรศักดิ์สิทธิ์ได้มรดกเช่นนี้มา ไฉนเลยจะยัง
เอาชนะเจียงผิงอันมิได้?”
เหลียงผิงว่า “เจียงผิงอัน คนผู้นี้พิกลยิ่ง มีโอกาสยิ่งใหญ่ ข้าไม่
อยากให้บุตรข้ารับความเสี่ยง ลูกข้ายังต้องการเวลาพัฒนาตน”
ต่อให้คนต้องตายเป็นล้าน ๆ เหลียงผิงก็จะช่วยชีวิตเพียงบุตรตน
เหลียงเซียวหง
“ข้าเห็นด้วยกับแผนของผู้อาวุโสเหลียง บุตรศักดิ์สิทธิ์คือโอกาส
ของเราแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อ” ผู้นำระดับสูงคนหนึ่งเอ่ย
“ข้าไม่เห็นด้วย น่าขยะแขยงนัก”
“ข้าเห็นด้วย บุตรศักดิ์สิทธิ์ยังต้องเติบโต จะรับความเสี่ยงมิได้”
“ข้าเห็นด้วย…”
บุคคลระดับสูงมากมายของแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อเห็นด้วยกับ
แผนของเหลียงผิง แม้จะมีเสียงคัดค้านบ้าง แต่ก็น้อยยิ่งนัก
ท้ายที่สุด คนกลุ่มน้อยก็ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ แดนศักดิ์สิทธิ์
เทียนเจ๋อตัดสินใจทำตามแผนของเหลียงผิง
ที่ตีนเขาจักรพรรดิ ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมือง
เมิ่งจิงทอดกายในอ้อมแขนของเจียงผิงอัน นิ้วเรียววาดวงกลม
บนหน้าอกเจียงผิงอัน
“เจ้าท่อนไม้ เหลียงเซียวหงแข็งแกร่งมากนะ เช่นนี้เป็นไร ลืม
เรื่องการดวลตัดสินเป็นตาย รอเจ้าเติบโตขึ้นก่อน แล้วค่อยล้างแค้น
ก็ได้”
เจียงผิงอันส่ายหัว “ไม่มีการเติบโตอะไรให้รอหรอก มีแต่ต้อง
เผชิญมันจึงเติบโตต่างหาก”
“โอกาสที่เหลียงเซียวหงได้มามิใช่ธรรมดา ความเร็วการเติบโต
ของอีกฝ่ายจะไม่ช้าไปกว่าข้า หากยามนี้ฆ่าเขาไม่ได้ ภายหน้าก็จะ
ยิ่งเป็นปัญหา”
เจียงผิงอันอยากจัดการกับศัตรูให้หมดเสียยามนี้ แล้วจึงตั้งใจ
ฝึกฝน
ซือถูหลิงเฟิง เหลียงเซียวหง… ที่ว่ามามิใช่เป้าหมายของเขาสัก
คน
เป้าหมายของเขาคือบรรลุเซียน ฟื้นชีวิตบุพการีขึ้นมาต่างหาก
สิ่งที่ทำให้เจียงผิงอันรู้สึกสุดกดดันก็คือ เส้นทางบรรลุเซียนช่าง
แสนยากเย็น และภพเซียนก็ดูมิเหมือนสิ่งที่เขาวาดฝันไว้
ยามเขาได้เห็นความตายของปีศาจต้นไม้ระดับสูงสุดกับตา อีก
ฝ่ายตะโกนอย่างเสียขวัญว่า ‘อย่าบรรลุเซียน’ และทำให้เจียงผิงอัน
รู้สึกกดดันนัก
ราวในภพเซียนมีบางสิ่งน่ากลัวสุดแสน
บางที แค่บรรลุเซียนอาจไม่เพียงพอ เขาต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้น
เรื่องที่ต้องทำจากนี้คือบรรลุกฎเกณฑ์ให้แตกฉานหลายต่อ
หลายกฎ พัฒนาขอบเขตวิญญาณสวรรค์
ทันใดนั้น เจียงผิงอันก็นึกถึงบางสิ่งได้ เขาก่ออาภรณ์ปราณขึ้น
คลุมกายอีกครั้ง ก่อนจะเข้าไปในถุงเก็บสัตว์ภูต
มัวแต่จดจ่อกับการต่อสู้ เกือบลืมคนผู้หนึ่งไปเสียแล้ว
อดีตเจ้าสำนักขวานฟ้า หนิงโหยว
หนิงโหยวฝึกฝนอยู่ในถุงเก็บสัตว์ภูต นางมีรูปร่างผอมเพรียว
สวมกระโปรงหนังสัตว์ ห้อยขวานไว้ที่เอว ฝังอัญมณีก้อนหนึ่งที่สะดือ
ข้างกันนั้นสักลายขวานด้ามน้อย เผยความอาจหาญบ้าดีเดือด
หนิงโหยวเห็นเจียงผิงอันเดินเข้ามา ยามนี้ก็อยากเอาหน้ามุด
แขนตัวเองให้หายใจไม่ออกตายไปเสีย
แม้หนิงโหยวจะอยู่ในถุงเก็บสัตว์ภูตตลอดมา นางก็ยังได้ยินวา
ทะด้านนอกอยู่
ยามนี้ นางรู้ถึงตัวตนของเจียงผิงอันแล้ว
เดิมทีมันก็ไม่เป็นไร แต่ก่อนหน้านี้นางดันไปอวดโอ่ต่อหน้าอีก
ฝ่ายว่าเจียงผิงอันหลงรักนาง ขณะที่นางตอบปฏิเสธไป…
เมื่อนึกถึงตรงนี้ หนิงโหยวก็อายเสียจนอกแทบระเบิด
งามหน้านัก งามหน้าเหลือเกิน
“เจ้าท่อนไม้! ปรากฏว่าเจ้าแอบเลี้ยงสตรีไว้ในนี้!”
เมิ่งจิงตามเข้ามาในถุงเก็บสัตว์ภูต และตกใจยิ่งยามเห็นหนิง
โหยว
“ใต้เท้าธิดาเทพ ท่านเข้าใจผิดแล้ว!”
หนิงโหยวกลัวว่าตนจะสร้างปัญหา จึงรีบอธิบายตัวตนและ
สถานการณ์ของนางออกมา
“อย่างนี้นี่เอง ข้ารึก็นึกว่าเจ้าท่อนไม้ของข้าจะกำเริบใหญ่ รู้จัก
เข้าหาสตรีก่อนเสียแล้ว”
เมิ่งจิงมิได้สงสัยในวาทะของอีกฝ่ายเลย เพราะนางรู้จักเจ้าท่อน
ไม้ดีมากนัก คนผู้นี้ไม่สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากการฝึกฝน เมื่อครู่
ยามอยู่กับนาง เขาก็ยังแอบฝึกฝนอยู่เลย
“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้า ข้าขอตัวก่อน”
หนิงโหยวก้มหัวขอบคุณเจียงผิงอัน มิกล้ามองชายผู้นี้ตรง ๆ
ว่าแล้ว นางก็เตรียมพร้อมจรจาก ยังละอายเกินกว่าจะเผชิญหน้า
ชายผู้นี้จริงแท้
“รอเดี๋ยวสิ”
เมิ่งจิงคว้ากระโปรงหนังเสือของอีกฝ่ายไว้
หนิงโหยวสีหน้าเปลี่ยน นี่ธิดาเทพมิคิดปล่อยนางไปหรือ?
บุคคลเล็กจ้อยอย่างนางมิอาจล่วงเกินอีกฝ่ายได้เลย
เมิ่งจิงเอ่ยปาก “พรสวรรค์เจ้าไม่เลว ข้ายังขาดสาวใช้ เจ้าเป็น
สาวใช้ข้าไหม?”
หนิงโหยวผ่อนหายใจโล่งอก ที่แท้นางก็มิได้จะหาเรื่องกัน
ให้นางเป็นสาวใช้? เป็นไปไม่ได้หรอก
หนิงโหยวคุ้นชินกับการเป็นเจ้าสำนัก มีผู้อื่นคอยดูแล ไม่อยาก
เป็นฝ่ายรับใช้ผู้อื่น
“ขออภัยด้วย ข้า…”
“ดูจากที่เจ้าใช้ขวานเป็นอาวุธ ตระกูลเหลยของข้ามีวิชาขวาน
ธาตุอัสนีระดับสูงสุด ‘วิชาขวานอัสนีสวรรค์’ อยู่ ฝึกฝนถึงขีดสุด ผ่า
แยกดารา กวาดล้างมวลศัตรูได้ และหากมาเป็นสาวใช้ของข้า
เงินเดือนคือครึ่งกฎเกณฑ์ต่อเดือน”
ตุ้บ!
หนิงโหยวคุกเข่าลงบนพื้นทันควัน “ทรัพยากรหาสำคัญไม่ เรื่อง
สำคัญคือข้านับถือใต้เท้าธิดาเทพยิ่งนัก เต็มใจรับใช้ใต้เท้าธิดาเทพ
เจ้าค่ะ!”
แม่จ๋า ‘วิชาขวานอัสนีสวรรค์’ นี่มันวิชาลับสูงสุดที่ผู้ฝึกขวานทั่ว
โลกหล้าเฝ้าฝัน ก่อนหน้านี้นางมิกล้าแม้แต่จะคิดถึงมันเลย
มิคาดว่าโอกาสนี้จะมาเยือนในชั่วชีวิต
ยิ่งกว่านั้น ก่อนหน้านี้ยามนางเป็นเจ้าสำนัก รายได้ต่อปีของนาง
มีเพียงหนึ่งกฎเกณฑ์ หากนางคิดกอบโกยมากกว่านี้ ก็ต้องออกมา
หางานทำเอาข้างนอก
ยามนี้แค่ติดตามอีกฝ่าย หนึ่งเดือนก็ได้แล้วครึ่งกฎเกณฑ์ มิอาจ
คาดฝันถึงได้เลย
หนิงโหยวมาแสวงโอกาสที่หทัยแผ่นดิน
แล้วใต้เท้าธิดาเทพผู้นี้มิใช่โอกาสของนางหรือ?