สู่วิถีอมตะ - บทที่ 450 ศึกตัดสินเป็นตาย
แม้เจ้าสำนักบัญชาศพจะมีโทสะ แต่เขาก็มิได้เปลี่ยนจุดยืนใหม่
การพูดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจะทั้งน่าอายและเสียศักดิ์ศรี
ยามนี้ การเผชิญหน้าบังเกิดระหว่างขุมกำลังมากมายเพราะเรื่อง
ของเจียงผิงอันแล้ว
ฝั่งหนึ่งคือหอตำราเทียนเต้า แดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อ เทวนิกาย
สุริยันและแดนศักดิ์สิทธิ์เฮ่าเยว่
อีกฝ่ายคือตระกูลเหลยโบราณ ราชวงศ์ต้าเฉียน แดนศักดิ์สิทธิ์
เสินหุนและสำนักบัญชาศพ
นอกจากนั้น เจียงผิงอันยังมีนิกายเทวมารอยู่เบื้องหลังด้วย
ว่ากันด้วยจำนวน ฝั่งเจียงผิงอันได้เปรียบ
ยามขุมกำลังอื่น ๆ เห็นภาพนี้ พวกเขาล้วนรู้สึกเหลือเชื่อ
เล็กน้อย
นับแต่โบราณมา ไม่เคยมีผู้ฝึกตนคนใดที่เพิ่งบรรลุเพียง
กฎเกณฑ์ขั้นสามมีอิทธิพลสูงล ้าได้เพียงนี้
เจียงผิงอันผู้นี้น่าเหลือเชื่อจริง ๆ
สองฝ่ายตึงเครียด บรรยากาศชวนหดหู่
ขณะนี้เอง ชายสวมอาภรณ์มังกรทอง บรรยากาศอหังการ
ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งก็เดินออกมา
“ความขัดแย้งระหว่างผู้น้อย อย่าให้สะเทือนถึงขุมกำลังใหญ่ หา
ไม่ มันจะเป็นหายนะสำหรับเผ่ามนุษย์”
ผู้พูดคือเซวียนหยวนลั่วรื่อ จักรพรรดิของราชวงศ์จักรพรรดิ
มนุษย์ผู้มากอิทธิพล ปวงชนล้วนไว้หน้าเขา
“นี่เป็นเรื่องระหว่างเราสองคน รับคำท้าหรือไม่”
เจียงผิงอันจ้องตรงที่เหลียงเซียวหง
“เวลา”
ต่อหน้าคนมากมายเพียงนี้ ไม่มีทางที่เหลียงเซียวหงจะปฏิเสธได้
หาไม่ก็จะถือว่าเขากลัว
นอกจากนั้น เหลียงเซียวหงเองก็เหมือนเจียงผิงอัน ไร้เทียมทาน
สิ้นความกลัวต่อคู่ต่อสู้ใดในระดับเดียวกัน
“อีกสามเดือนให้หลัง”
อวตารกลืนสวรรค์ของเจียงผิงอันกำลังผสานกับพลังกลืนกิน
ใหม่อยู่ในแดนอุดร ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะรีบเร่งมาถึงได้
ไม่ว่ารับมือศัตรูใดล้วนต้องระวัง มิต้องพูดถึงอัจฉริยะทรงพลังซึ่ง
เอาชนะร่างโกลาหลมาแล้ว
ต้องให้อวตารร่างอื่นมาด้วยเพื่อความแน่ใจ
“ได้ อีกสามเดือน เจอกันบนสุญตา”
เหลียงเซียวหงทิ้งคำนี้ไว้แล้วหันกายจาก
เขาต้องรีบบรรลุกฎเกณฑ์ให้ได้มากที่สุดภายในสามเดือนนี้
ศึกนี้จะตัดสินว่าเขาจะได้เป็นผู้นำทางจิตใจของยุคสมัยนี้หรือไม่
เมื่อประจักษ์ฤทธาเจียงผิงอัน เหลียงเซียวหงรู้สึกกดดันอย่าง
มหาศาล
“น่าระทึกใจนัก ข้าต้องมาดู”
รัชทายาทราชวงศ์อวี้โซ่วกล่าวอย่างตื่นเต้น
ศึกตัดสินเป็นตาย มิอาจทราบว่าผู้ตกตายจะเป็นใคร
เจียงผิงอันหันกลับไปกุมกำปั้นคารวะเหล่าผู้อาวุโสจากแดน
ศักดิ์สิทธิ์เสินหุน สำนักบัญชาศพ ตระกูลเหลยโบราณและราชวงศ์
ต้าเฉียน
“ขอบคุณผู้อาวุโสทุกท่านที่สนับสนุน บุญคุณนี้ผู้น้อยจดจำไว้
แล้ว ภายหน้าหากมีสิ่งใดให้ช่วยเหลือ ผู้น้อยจะช่วยเหลืออย่างสุด
สามารถ”
ไม่ว่าขุมกำลังใหญ่เหล่านี้จะมีจุดประสงค์อะไร การที่พวกเขา
ช่วยสนับสนุนย่อมต้องขอบคุณ
“หึ ๆ ไม่ว่าจะสามารถแค่ไหน สุดท้ายเจ้าก็แค่ผู้ฝึกตนระดับต ่าผู้
หนึ่ง ยังคิดอีกหรือว่าตัวเองเก่งกล้าอะไร”
เหลียงผิงจากแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อเดินผ่านมา ก็ทิ้งวาทะเย้ย
หยันไว้ก่อนจาก
ไร้ผู้ใดสนใจเหลียงผิง ขณะที่ซูปิน ประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุน
พูดขึ้นอย่างนุ่มนวล
“ช่วยอะไรไม่ต้องหรอก ข้าสงสัยเพียงว่าวิชาลับพลังวิญญาณที่
เจ้าใช้ควบคุมภาพฉายเมื่อครู่ชื่ออะไรหรือ”
สิ่งที่ซูปินสนใจที่สุดก็คือวิชาพลังวิญญาณที่เจียงผิงอันใช้
ออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
บุคคลรอบข้างต่างหูผึ่ง กลั้นหายใจตั้งใจฟัง พวกเขาก็อยากรู้
เช่นกันว่านี่มันวรยุทธ์อะไร ไฉนจึงประหลาดนัก
การให้ศัตรูที่ฆ่าไปมาช่วยสู้นั้นผิดมนุษย์จริงแท้
“เรียนผู้อาวุโส ยังไม่มีชื่อขอรับ” เจียงผิงอันตอบ
“ไม่มีชื่อ? วรยุทธ์ไร้นาม?”
“เปล่าขอรับ แต่ข้ายังไม่รู้จะตั้งชื่อมันเช่นไร” เจียงผิงอันว่า
“ยังไม่รู้จะตั้งเช่นไร?”
ซูปินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักบางสิ่งโดยพลัน เบิกตากว้าง
กะทันหัน
“เจ้าหมายความว่า เจ้าสร้างวรยุทธ์นี้ขึ้นมาหรือ?”
เหลยจั้งกล่าวยิ้ม ๆ “วิชาแข็งแกร่งเช่นนี้ต้องเป็นของผู้ฝึกตน
แข็งแกร่งสักครั้ง แล้วหลานเขยของข้าได้มันมาแน่ ๆ”
วรยุทธ์แข็งแกร่งเช่นนี้จะถูกสร้างโดยเจียงผิงอัน ผู้ฝึกตนซึ่ง
เข้าใจเพียงกฎเกณฑ์ขั้นสามได้อย่างไร
แต่วาทะของเจียงผิงอันทำให้ปวงชนนิ่งงันไปทันที
“ผู้น้อยไร้สามารถ สร้างมันขึ้นได้เพราะโชคช่วย ให้ผู้อาวุโส
ขบขันเสียแล้ว”
ยามเผชิญผู้ฝึกจิตระดับสูงสุดของเผ่ามนุษย์ เจียงผิงอันมิกล้า
ถือตัวต่อหน้าอีกฝ่ายเลย
“ไร้สามารถ…”
เมื่อได้ยินคำนี้ อัจฉริยะทั้งหลายก็ดูทึ่มทื่อ ยอดฝีมือมากมาย
ใบหน้ากระตุก
หากเจ้า ‘ไร้สามารถ’ แล้วพวกเขาล่ะนับเป็นอะไร? แมลงกลิ้งขี้
หรือไร?
สร้างสามขอบเขตฝึกฝน สองวรยุทธ์ หนึ่งร่างวิถีขนาดนี้ นี่เรียก
‘ไร้สามารถ’ หรือ?
ไม่รู้ทำไม แต่ปวงชนที่นี่นึกอยากตบตีเจียงผิงอันขึ้นมาเป็น
พิเศษ
“เจ้าท่อนไม้ตัวเหม็นนี่น่าโมโหนัก”
กระทั่งเมิ่งจิงยังโมโหจนกระโจนเข้ามาใช้แขนเหนี่ยวศีรษะเจียง
ผิงอัน ลากเขาไปยังเมืองที่ตีนเขา เตรียมจองโรงเตี๊ยมสั่งสอนผู้ชาย
เลิศล ้าคนนี้ ‘อย่างไร้ปรานี’ สักยก
พรวด!
บางทีร่างโกลาหลซือถูหลิงเฟิงอาจบาดเจ็บสาหัสไปหน่อย เขา
กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง
ขณะนี้ เขาตระหนักแล้วว่าตนต่างชั้นกับเจียงผิงอันเพียงไร
ขุมกำลังมากมายที่มีความขัดแย้งกับเจียงผิงอันล้วนมีสีหน้ายาก
มอง
ยิ่งเจียงผิงอันเลิศล ้า พวกเขายิ่งเป็นกังวล
หากผู้เก่งกาจอย่างเจียงผิงอันเติบโต จะเป็นภัยคุกคามยิ่งใหญ่
อย่างแน่นอน
เมิ่งจิงลากเจียงผิงอันเข้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง หลังจากเปิดอาคม
นางก็กระโจนใส่เขาราวสุนัขดุร้ายทันที
“เจียงผิงอัน รับการโจมตีสายฟ้าฟาดจากธิดาเทพผู้นี้ซะ!”
หากให้เหล่าสมาชิกตระกูลเหลยรู้ว่าธิดาเทพผู้เย็นชา วัน ๆ รู้จัก
แต่ฝึกฝน แท้จริงเป็นสตรีซุกซนเช่นนี้ คงไม่รู้จะรู้สึกเช่นไร
ภูเขาจักรพรรดิ โถงประชุมของตระกูลฉางซุน
สมาชิกระดับสูงของตระกูลฉางซุนนั่งรวมตัว บรรยากาศหนักอึ้ง
เกินครั้งใด
ไม่นานนัก บุตรของฉางซุนผิงเจิ้นก็รีบเร่งเดินเข้ามา
เขาหยุดยืนไม่พูดจา ส่งม้วนหยกบันทึกข้อมูลให้ตรงหน้าฉาง
ซุนผิงเจิ้น
ฉางซุนผิงเจิ้นซึ่งนั่งบนบัลลังก์ประธานชำเลืองม้วนหยก แล้ว
กล่าวขึ้นเสียงแหบ “เจ้าพูดเถอะ”
ฉางซุนหาวเอ่ยเสียงเข้ม “ระเบิดสุสานไปสามพันสี่ร้อยกว่าแห่ง
ทำลายสมุนไพรไปกว่าหกหมื่นสามพันต้น วางยาพิษสมาชิกตระกูล
เราสี่หมื่นกว่าคน บาดเจ็บสาหัสสองหมื่นกว่าคน”
“เมื่อนับรวมยอดฝีมือขอบเขตมหายานสองคนที่ตกตายไปก่อน
หน้า เราตระกูลฉางซุนเสียหายสาหัสยิ่งในครั้งนี้ เหมือนถูกย้อนเวลา
กลับไปอย่างน้อย ๆ ก็สองพันปี…”
เปรี้ยง!
ที่วางแขนเก้าอี้ของฉางซุนผิงเจิ้นถูกบีบจนแหลกเป็นผง
ตระกูลฉางซุนแห่งหอตำราเทียนเต้าอันทรงศักดิ์ของเขากลับ
เสียหายถึงเพียงนี้เพราะผู้ฝึกตนระดับต ่าเพียงหนึ่ง
หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ศักดิ์ศรีและสถานะของพวกเขาตระกูล
ฉางซุนจะถูกกระทบอย่างแน่นอน
“ท่านพ่อ ยามนี้ทำเช่นไรดีขอรับ? มีขุมกำลังมากมายปกป้อง
เด็กเวรนั่น เราทำอะไรไม่ได้เลย”
หัวใจของฉางซุนหาวอัดแน่นด้วยเปลวเพลิง
ฉางซุนผิงเจิ้นสูดหายใจลึก ๆ สงบโทสะในใจลง
คนในตระกูลตายไปเท่าไหร่ หาได้อยู่ในใจเขาไม่ สิ่งสำคัญ
สำหรับเขาคือหน้าตาและซือถูหลิงเฟิงต่างหาก
“ข้าจะพานายน้อยไปที่เขตหวงห้ามโกลาหล ระหว่างนี้ไม่ต้อง
เป็นห่วงเจียงผิงอันนั่นหรอก”
เมื่อได้ยินคำว่าเขตหวงห้ามโกลาหล สีหน้าของฉางซุนหาวก็
ชะงัก ถามขึ้นเสียงเบา
“ท่านพ่อ ในเขตหวงห้ามโกลาหลมีอะไรอยู่ ใต้เท้าซือถูกับเขต
หวงห้ามโกลาหลสัมพันธ์กันเช่นไรแน่?”
เมื่อหลายปีก่อน บิดาเขาฉางซุนผิงเจิ้นถึงจุดจบแห่งอสงไขย จึง
ไปแสวงโอกาสในเขตหวงห้ามโกลาหล
หลายปีจากนั้น ยามที่ฉางซุนหาวคิดว่าบิดาตนได้สละชีพในเขต
หวงห้ามโกลาหลแล้วนั้นเอง จู่ ๆ บิดาก็หวนกลับมา
พร้อมกันนั้น เขาก็นำเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกลับมาด้วย บอกให้ตระกูล
ฉางซุนให้เกียรตินอบน้อมต่อเขา บอกว่านี่คือโอกาสของตระกูลฉาง
ซุน
เด็กหนุ่มผู้นี้ก็คือร่างโกลาหล ซือถูหลิงเฟิงในปัจจุบัน
เขตหวงห้ามทั้งสามในโลกหล้าเต็มเปี่ยมด้วยปริศนา อยู่ยงมา
เนิ่นนานยิ่งกว่าเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์ มิอาจทราบว่ามีตัวตนมานาน
เพียงไร
ฉางซุนหาวรู้ว่าร่างโกลาหลต้องมีบางสิ่งเกี่ยวพันกับเขตหวง
ห้ามโกลาหลแน่นอน
แต่ในเขตหวงห้ามมีอะไรอยู่กันแน่นั้น เขาหาทราบไม่
ดวงตาเฒ่าชราของฉางซุนผิงเจิ้นปรากฏความครั่นคร้ามลึกล ้า
และยังคงตอบเหมือนกาลก่อน
“มิอาจนิยาม มิอาจถกเถียง มิอาจพินิจได้”
ฉางซุนผิงเจิ้นมิได้ตอบคำถามของบุตรชาย เขานำยันต์สื่อสาร
ไปและออกเดินทางพร้อมกับซือถูหลิงเฟิง
อีกฝั่งหนึ่ง เหลียงผิง ผู้อาวุโสแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อติดต่อ
บุคคลระดับสูงของแดนศักดิ์สิทธิ์ผ่านยันต์สื่อสาร
“ครั้งนี้ ไม่ว่าต้องจ่ายด้วยอะไร ต้องหยุดการประลองนี้ไว้ให้ได้”