สู่วิถีอมตะ - บทที่ 550 ผลการประเมินรอบที่สาม
ดวงแสงแปดดวงซึ่งบรรจุโจทย์ประเมินลอยมาตรงหน้าเจียงผิง
อันอีกครั้ง
เมื่อเห็นหัวข้อการประเมินสุดท้าย เจียงผิงอันก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ
มิใช่เพราะหัวข้อนี้ยากเย็นเช่นไร แต่… มันช่างง่ายนัก
ง่ายจนพิกล
เขายกมือแตะดวงแสงสีทองดวงหนึ่งอย่างเฉยชา
แถวข้อความตัวใหญ่ปรากฏบนฟ้า
‘หัวข้อ: ทดสอบพลังโจมตี’
‘ขอบเขตของทุกผู้จะถูกกดที่ขั้นปลายขอบเขตหลอมสุญตา ให้
โจมตีกำแพงพิเศษที่ถูกสร้างขึ้น ตัดสินคะแนนจากจำนวนกำแพงที่
ถูกทำลายไป’
‘ท้ายการประเมินจะมีการจัดอันดับตามคะแนนรวม’
เมื่อเห็นหัวข้อ เหล่าผู้ฝึกตนที่ตกรอบไปก่อนหน้าก็บ่นอุบกัน
ทันที
“หากโจทย์นี้โผล่ในด่านประเมินแรก ข้าไม่มีทางตกรอบ
แน่นอน”
“นั่นสิ ด่านนี้ง่ายเกินไป พลังโจมตีของข้าแข็งแกร่งมากเลยนะ”
“นี่แหละชะตา จับต้องมิได้แต่มีตัวตน ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้มี
เจ้าคนโชคดีคนหนึ่ง เดิมทีฝีมือก็งั้น ๆ แต่กลับได้มรดกเซียนไป”
เหล่าผู้เข้าประเมินต่างโล่งใจยามเห็นโจทย์ประเมินด่านนี้
พวกเขาล้วนมั่นใจในพลังโจมตีของพวกตน
ตู้ม!
กำแพงสูงยี่สิบชั้นผุดขึ้นจากพื้น ปรากฏตรงหน้าคนทั้งหลาย
ประมุขศาลาใหญ่กล่าวยิ้ม ๆ “ด่านสุดท้ายแล้ว ทุกคนพยายาม
หน่อย ด่านนี้พลิกผลลัพธ์ได้ ไม่รู้สุดท้ายวิชาจำแลงเซียนจะไปอยู่กับ
ใคร”
“เอาล่ะ เริ่มการประเมินรอบสามได้!”
สิ้นคำ อำนาจไร้ลักษณ์สายหนึ่งก็ปกคลุมคนทั้งหลาย
อำนาจเคล็ดพลังของยอดฝีมือขอบเขตบูรณาการล้วนถูกสะกด
การฝึกฝนถูกลดขอบเขตลง
เจียงผิงอันเห็นผู้เข้าประเมินคนอื่นไม่ขยับก็ไม่อยากเสียเวลา จึง
ก้าวเท้าเดินออกมาช้า ๆ
ใบหน้าเด็ดเดี่ยวของเขาไร้อารมณ์แปรเปลี่ยน
ทุกสายตาจับจ้องที่เจียงผิงอัน
“ไม่รู้ว่าเจ้าคนชื่อเจียงผิงอันนี่จะมีพลังต่อสู้แค่ไหน”
“น่าจะดีแหละ หากเขาเดินบนเส้นทางไร้เทียมทาน ก็ย่อม
แข็งแกร่งสุดขั้วอยู่แล้ว”
“บางทีเขาอาจได้วิชาจำแลงเซียนมาจริง ๆ แล้วเช่นนั้นก็เท่ากับ
ทะยานฟ้าเหนือใคร”
สำหรับอัจฉริยะซึ่งจู่ ๆ ก็ปรากฏตัวคนนี้ ปวงชนล้วนประเมินไว้
สูงยิ่ง
เจียงผิงอันมายังกำแพงสูง ยืนมองมันตรงหน้า
กำแพงสูงเหล่านี้มีปราณประมาณขอบเขตบูรณาการ ด้วยพลัง
ต่อสู้ของเขา เขาจะสามารถทะลวงกำแพงทั้งยี่สิบชั้นได้ทันที
แต่นั่นหมายความว่าไร้เรื่องใดผิดคาดเลย…
เจียงผิงอันเริ่มโคจรพลัง ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง สายลมรุนแรง
พัดกระพือรอบกาย
ลวดลายอักขระคนเถื่อนเลื่อนคลุมฝ่ามือ เพิ่มพละกำลังสองเท่า
ใช้จุลศาสตร์ไร้ลักษณ์ขยายขนาดตัว พละกำลังพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง
ปลดปล่อยอัสนีหยิน โอบคลุมร่างกายด้วยฤทธิ์อัสนี
กฎทำลายล้าง กฎแห่งกำลัง กฎจำนงสัประยุทธ์และกฎแห่งแรง
โน้มถ่วงล้วนอัดรวมกันที่มือ…
ปราณมารร้ายแรงทะลักโถม คลื่นพลังรุนแรงทำให้ทุกดวงใจสั่น
สะท้านรุนแรง
นี่มันพลังอะไรกัน? ทำไมจึงน่ากลัวขนาดนี้?
นี่คืออำนาจศักดิ์สิทธิ์หรือ?
ปวงชนรู้สึกราวได้พบมารร้ายไร้เทียมทานตรงหน้า
สีหน้าของผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมประเมินแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์
การโจมตีนี้น่ากลัวยิ่งนัก แล้วจะก้าวข้ามมันไปได้อย่างไร?
สายตาของประมุขศาลาทั้งสิบล้วนแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
นี่มันวิชาอะไรกัน? ไฉนจึงไม่เคยเห็นมาก่อนเลย?
เจียงผิงอันเหวี่ยงหมัดทำลายล้าง ฟ้าดินคลับคล้ายถูกกระชาก
เข้ามาป่นขยี้
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังรัวกลางจัตุรัส กำแพงทั้งหลายระเบิดถล่ม
ยามแรงลมจากหมัดกระทบกำแพงชั้นที่เจ็ด แรงลมนี้ก็ถูก
สะท้อนแยก กำแพงหยุดการถล่มตัว
หมัดนี้ถล่มกำแพงได้หกชั้น
เจียงผิงอันมองกำแพงตรงหน้าแล้วหรี่ตาลง
“เจียงผิงอันได้หกแต้ม รวมยี่สิบหกแต้ม”
ชิวเฟิง ประมุขศาลาสี่ประกาศผล “หมัดของเจ้าดูแข็งแกร่งมาก
แต่พลังโจมตีมิได้สูง”
บุคคลมากมายผงะไปยามได้ยินเช่นนี้
“หมัดนี้ดูแรงแค่เปลือกนอก? แต่มันให้ความรู้สึกรุนแรงมากเลย
นะ”
“ความรู้สึกเจ้านับเป็นอะไร ประมุขศาลาพูดแล้วว่ามันไม่
แข็งแกร่งนี่”
“ที่แท้ก็แค่มีไว้อวด ตกอกตกใจหมด ข้ารึก็นึกว่าหมัดนี้แข็งแกร่ง
มาก”
ปวงชนหากังขาวาทะของประมุขศาลาไม่ ประมุขศาลาเป็นเซียน
มนุษย์ ยอดฝีมือสูงสุดในภพบุกเบิก จะรับรู้ผิดพลาดได้อย่างไร
เจียงผิงอันยืนหน้ากำแพงเงียบ ๆ อยู่นาน มองกำแพงที่ร่วงถล่ม
ประกอบตัวใหม่
“เจ้าไม่ไหวหรอก”
หนึ่งเสียงหัวเราะเสียดโสตดังมาจากข้างหลังเจียงผิงอัน ชิวผิง
เซิงเดินเข้ามาตะโกนไล่ “ไสหัวไป ข้าจะให้เจ้าประจักษ์ฤทธิ์ข้า”
เจียงผิงอันชำเลืองอีกฝ่ายแล้วเดินจากไปเงียบ ๆ
ชิวผิงเซิงรวบรวมพลังในกาย เพลิงแท้สมาธิปะทุออกมาย้อม
นภาแดงฉาน ไอความร้อนทำให้ผู้ฝึกตนซึ่งอยู่ห่างออกไปเกิด
ความรู้สึกราวอยู่ประชิดดวงตะวัน
ชิวผิงเซิงใช้เพลิงแท้สมาธิสุดกำลัง ลงมือโจมตีกำแพงตรงหน้า
เปรี้ยงงงง!
เสียงระเบิดดังระรัว กำแพงสูงชั้นแล้วชั้นเล่าถูกทะลวงแหลก
กำแพงถูกถล่มไปคราวเดียวสิบสามชั้น
ชิวเฟิงประกาศ “ชิวผิงเซิง สิบสามแต้ม รวมแล้วสามสิบแต้ม!”
เกิดเสียงอุทานขึ้นในหมู่ผู้ชม
“สมเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์เพลิงแท้สมาธิ แข็งแกร่งยิ่งนัก!”
“คะแนนรวมสามสิบ! ล ้าหน้าเจียงผิงอันไปแล้ว เขาจะได้วิชา
จำแลงเซียนไปแน่!”
“สมแล้วที่เป็นบุตรเซียน แข็งแกร่งจริงๆ”
หลายบุคคลตกใจกับความแข็งแกร่งของชิวผิงเซิง
ชิวผิงเซิงเชิดคาง หันมากล่าวกับเจียงผิงอันอย่างถือตัว “เห็น
หรือไม่? นี่คือความต่างชั้นระหว่างเรา ข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้าสองเท่า!”
เฉียนฮวั่นโหรวขมวดคิ้ว ตระหนักถึงบางสิ่งแล้วหันมองเจียงผิง
อัน
เจียงผิงอันพยักหน้า
เฉียนฮวั่นโหรวเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงก้าวออกมาประเมิน
นางใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ‘หมัดดาราพร่างพราย’ ซึ่งเป็น
อำนาจศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของราชวงศ์ต้าเฉียน สร้างโดยบรรพบุรุษของ
ราชวงศ์ต้าเฉียนโบราณ มีพลังทำลายล้างแข็งแกร่งสุดขั้วออกมา
ทันที
วินาทีที่นางออกหมัด บรรยากาศสุขุมสง่างามของนางก็เลือน
หาย แปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรงทรงพลัง แสงดาวเรืองรองพร่างพรายดุจ
เทพีแห่งสงคราม
ขณะที่ปวงชนคิดว่าหมัดนี้จะแผลงฤทธิ์รุนแรง ถล่มกำแพงได้
มากมายนั้นเอง ผลลัพธ์ก็ปรากฏอย่างน่าตกใจยิ่ง
ทะลวงกำแพงได้เพียงหกชั้น
“เฉียนฮวั่นโหรวได้หกแต้ม รวมแล้วยี่สิบหกแต้ม”
ชิวเฟิงประกาศผลการประเมิน
เฉียนฮวั่นโหรวจากไปอย่างเงียบเชียบ ให้ผู้อื่นเข้าทดสอบต่อไป
“หยวนเผิง ห้าแต้ม รวมยี่สิบแต้ม”
“จูจื้อซ่วย เจ็ดแต้ม รวมเก้าแต้ม”
“เจี่ยชุนอิง สิบสองแต้ม รวมยี่สิบเจ็ดแต้ม”
ไม่นานนักก็ปรากฏสองบุคคลที่ได้แต้มเกินเจียงผิงอันกับเฉียนฮ
วั่นโหรว
นี่ยังหมายความว่าทั้งสองสิ้นคุณสมบัติได้วิชาจำแลงเซียนมา
โอกาสที่รอคอยมาสิบปีล้วนเสียเปล่า
มิใช่เพราะพวกเขาไม่แข็งแกร่งพอ แต่การประเมินรอบสุดท้ายนี้
มีปัญหา!
กำแพงจะถล่มกี่ชั้น สามารถควบคุมได้ทั้งหมด!
แต่พวกเขาก็จนใจ
ต่อให้รู้ก็ขัดขืนมิได้
เซียนมนุษย์ เพียงคำนึงเดียวก็ฆ่าพวกเขาได้
เมื่อเห็นทั้งสองเสียโอกาสได้วิชาจำแลงเซียน รอยยิ้มก็พลัน
ปรากฏบนใบหน้าเย็นชาของเซินถูอี้
ถึงพวกเจ้าจะเยี่ยมยอดแล้วเช่นไร? สุดท้ายก็ยังมิได้วิชาจำแลง
เซียนมาเหมือนเขานั่นแหละ
เจียงผิงอันไม่อยากอยู่ดูต่อ กล่าวกับเฉียนฮวั่นโหรวว่า “ไปกัน
เถอะ”
เฉียนฮวั่นโหรวไม่พูดอะไรมาก นางพยักหน้าเงียบ ๆ แล้วตามไป
ชิวผิงเซิงเห็นทั้งสองคล้อยหลังก็ถ่ายทอดกระแสปราณท้าทาย
“น ้าหน้าอย่างพวกเจ้ายังอยากสู้กับข้า? ยังอยากได้วิชาจำแลงเซียน
อีกหรือ?”
“ข้าบอกพวกเจ้าตรง ๆ เลยก็ได้ เดิมทีผู้ที่จะได้วิชาจำแลงเซียน
ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเจ้าพยายามให้ตายก็สู้ข้าไม่ได้
หรอก”
“คนอย่างพวกเจ้าไม่รู้จักประมาณตน พยายามเพื่อชิงของของ
พวกเราอย่างเสียเปล่า ภายหน้าก็จำไว้ด้วยล่ะ เดี๋ยวจะไม่รู้ด้วยซ ้าว่า
ตายกันอย่างไร”