สู่วิถีอมตะ - บทที่ 549 การประเมินรอบที่สองปิดฉาก
ขณะที่ผู้เข้ารับการประเมินคนอื่น ๆ ยังคงต่อสู้ เจียงผิงอัน
กับเฉียนฮวั่นโหรวก็ออกมาแล้ว
ทั้งสองมิได้พบคู่มือใด ๆ ก็ผ่านการประเมินรอบสองไปได้ทันที
มิต้องสงสัยเลยว่าทั้งสองได้โอกาสเข้าสู่การประเมินรอบสามกัน
แล้ว
รัศมีของอัจฉริยะคนอื่น ๆ ถูกทั้งสองกลบเสียมิด
เหนือศาลาเซียน ใบหน้าของภาพฉายเซียนมนุษย์ทั้งสิบเคร่ง
ขรึมสุดขั้ว
“สองคนนี้มันอะไรกัน? ค่ายกลมีปัญหาหรือไม่?”
“เปล่า ค่ายกลปกติดี แค่สองคนนี้หามีคู่ต่อสู้ที่กลัวในใจไม่”
“ลำบากแล้วสิ”
พวกเขาทั้งสองได้คะแนนเต็มในด่านประเมินแรก และยังออก
จากค่ายกลก่อนใครในการประเมินรอบสอง
สองคนนี้ยอดเยี่ยมนัก ให้ความรู้สึกกระทั่งเหมือนมีเงาของเซียน
ทั้งหลายทับซ้อน
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป หากทั้งสองชนะต่อเนื่อง วิชาจำแลงเซียนก็
จะเป็นของทั้งสอง
ประมุขศาลาสี่ชิวเฟิงส่งกระแสปราณหาประมุขศาลาคนอื่น ๆ
“ด่านสามต้องเปลี่ยนโจทย์แล้ว”
เขาจะไม่ยอมให้โอกาสของบุตรชายตนเลื่อนหลุดต่อหน้าต่อตา
เพื่อให้บุตรชายได้โอกาสนี้ เขาจึงผนึกบุตรเขาไว้หลายร้อยปี
และไม่อยากผนึกบุตรตนซ ้าสอง
แท้ที่จริง วิชาจำแลงเซียนมิใช่วรยุทธ์ แต่เป็นพิธีกรรมที่ต้องใช้
ทรัพยากรพิเศษ และเนื่องด้วยทรัพยากรมีจำกัด ทุก ๆ สามร้อยปีจึง
มีผู้ได้รับมันเพียงห้าคน
ห้าตำแหน่งนี้เป็นทรัพยากรที่ประมุขศาลาทั้งสิบแบ่งส่วนกัน
เสมอมา ไม่มีทางที่คนจากศาลาสาขาจะได้มันไป
“อย่าให้ชัดเจนนักเล่า” ประมุขศาลาใหญ่เอ่ยเตือน
มีบางเรื่องที่พวกเขารู้ แต่มิอาจยอมรับออกมาได้ตรง ๆ พวกเขา
ยังต้องรักษาหน้าตากันอยู่
ประมุขศาลาใหญ่ประกาศต่อปวงชน “อันดับหนึ่ง เฉียนฮวั่น
โหรว เจียงผิงอัน สิบแต้ม”
เมื่อผลลัพธ์ถูกประกาศ มันก็เหมือนอัสนีระเบิดเปรี้ยงในใจเหล่า
ศิษย์ ทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นระทึกรัวแรง
กระทั่งประมุขศาลายังประกาศผลประเมิน นี่หมายความว่าทั้ง
สองมิได้โกง แต่ผ่านด่านนี้ด้วยความสามารถของพวกเขาจริง ๆ
“สัตว์ประหลาดสองคนนี่มันบ้าอะไรกัน!”
“ร้ายกาจ! ร้ายกาจเกินไปแล้ว!”
“ศาลาสาขาแคว้นชางหลานให้กำเนิดอัจฉริยะไร้เทียมทานสอง
คนแล้ว”
แม้จะเป็นที่ศาลาหลัก ระดับของทั้งสองก็ยอดเยี่ยมไร้กังขา
ยามศิษย์จากสาขาแคว้นชางหลานได้ยินปวงชนชื่นชมพวกเขา
พวกเขาก็รู้สึกมีหน้ามีตาขึ้นมาในใจเช่นกัน
จะมีก็เพียงเซินถูอี้ที่เกิดความริษยารุนแรงในใจเมื่อเห็นความเลิศ
ล ้าของเจียงผิงอัน เนื่องด้วยความขัดแย้งที่มีต่อกันก่อนหน้านี้
หลัวอีเฟยตกใจจนกล่าวกับเยี่ยอู๋ฉิง “มิน่า เจ้าจึงเต็มใจเรียก
เจียงผิงอันเป็นลูกพี่ กระทั่งข้าก็จะจำนนแล้ว”
ฝีมือของเจียงผิงอันและเฉียนฮวั่นโหรวเกินความคาดหมายของ
นาง มิอาจทราบจริง ๆ ว่าสองคนนี้ซ่อนอะไรไว้มากเพียงไร
แต่แม้ทั้งสองจะเลิศล ้า ก็ไม่มีทางได้วิชาจำแลงเซียนมาอยู่ดี
หากไร้สิ่งใดผิดคาด โจทย์ประเมินที่สามจะมีเรื่องน่าประหลาดใจ
เกิดขึ้นแน่นอน
เจ้าเฒ่าเหล่านี้ไม่มีทางมองสิ่งที่พวกตนเตรียมให้ทายาทตัวเอง
ไปอยู่ในมือคนจากศาลาสาขาได้หรอก
การประเมินดำเนินต่อ ไม่นานนักก็มีผู้เข้าร่วมประลองบางคน
พ่ายแก่คู่ต่อสู้จนตกรอบไป
เมื่อคนเหล่านี้ออกมาแล้วพบว่าเจียงผิงอันกับเฉียนฮวั่นโหรวอ
อกมาแล้ว อารมณ์ซึ่งเดิมหดหู่ก็พลันดีขึ้นกะทันหัน
ที่แท้เขาก็มิใช่คนแรกที่ตกรอบ เช่นนั้นก็ดี มิได้ขายหน้ามากนัก
แต่ยามคนเหล่านี้เดินไปหาเหล่าผู้ชม ได้ยินเสียงเสวนารอบกาย
จึงตระหนักว่าพวกตนเข้าใจผิดเพียงไร
ปรากฏว่าคนทั้งสองเข้าค่ายกลไปปั๊บก็ออกมาเลย!
เป็นปีศาจกันหรือ?
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ผู้เข้ารับการประเมินคนแรกก็เอาชนะคู่ต่อสู้
ได้
มิใช่ใครอื่นนอกจากชิวผิงเซิง
หลังจากฝึกต่อสู้มาห้าปี ชิวผิงเซิงพบหนทางเอาชนะพี่ใหญ่ของ
เขาแล้ว
แน่นอน เขาเอาชนะพี่ใหญ่ของตนได้ก็แค่ในขอบเขตนี้ ยังมี
ความต่างชั้นมหาศาลระหว่างเขากับพี่ใหญ่อยู่
“ครั้งนี้ข้าจะเป็นที่หนึ่งแน่ ๆ!”
ชิวผิงเซิงเดินอย่างผึ่งผายออกมาจากค่ายกล
เป็นไปตามคาด เสียงอุทานดังขึ้นกระหึ่มโสต
“ชิวผิงเซิงออกมาแล้ว!”
“ยอดเยี่ยมนักที่เขาก้าวข้ามพี่ชาย พ้นความกลัวมาได้”
“ยอดเยี่ยมจริง ๆ หากมิใช่เพราะเฉียนฮวั่นโหรวกับเจียงผิงอัน
ร้ายกาจเกินไป อันดับหนึ่งคงเป็นของเขาแล้วแน่แท้”
ชิวผิงเซิงผู้กำลังดื่มด ่ากับคำชมลืมตาขึ้นกะทันหัน
เดี๋ยวก่อน คนเหล่านี้พูดอะไรนะ?
เขามิใช่คนแรกที่เอาชนะคู่ต่อสู้ออกมาได้หรือ?
ชิวผิงเซิงตวัดศีรษะขวับ แล้วก็พบว่าเจียงผิงอันและเฉียนฮวั่น
โหรวกำลังนั่งดื่มชากันอยู่ข้างจัตุรัส!
สองคนนี้ก็เอาชนะคู่ต่อสู้ของพวกตนออกมาได้?
เป็นไปไม่ได้หรอก!
เขารู้โจทย์ล่วงหน้า ฝึกฝนมาห้าปี กว่าจะออกมาได้ในเวลาครึ่ง
ชั่วยาม
สองคนนี้จะไวกว่าเขาได้อย่างไร?
ขณะนั้นเอง ประมุขศาลาใหญ่ประกาศขึ้น “ชิวผิงเซิง อันดับสาม
แปดแต้ม”
ชิวผิงเซิงรู้สึกสมองมึนตึง การต่อสู้เข้มข้นครึ่งชั่วยามและการ
กระทบกระเทือนครั้งนี้ทำให้เขาทรุดกับพื้นทันที
มันเกิดบ้าอะไรขึ้น?
ไฉนสองคนนี้จึงไวนัก?
“อย่ากังวลไป วิชาจำแลงเซียนจะเป็นของเจ้าแน่”
เสียงของชิวเฟิงดังขึ้นในใจชิวผิงเซิง
“ท่านพ่อ มันเกิดอะไรขึ้นกันขอรับ? ทำไมสองคนนั้นจึงไวกว่า
ข้า?”
ชิวผิงเซิงรับไม่ได้ที่สองบุคคลซึ่งอยู่ในขอบเขตเดียวกันแท้ ๆ แต่
กลับเลิศล ้ายอดเยี่ยมกว่าเขา
ชิวเฟิงตอบว่า “สองคนนี้มีความเชื่อมั่นกล้าแกร่ง อาจจะอยู่บน
เส้นทางไร้เทียมทาน หามีศัตรูใดที่กลัวเกรง จึงไร้คู่ต่อสู้ในค่ายกล”
“เจ้ามิต้องไปเทียบกับพวกเขาหรอก ยามเจ้าได้วิชาจำแลงเซียน
มา เจ้าก็เดินบนเส้นทางนี้ได้”
ได้บิดาปลอบใจ แต่อารมณ์ของชิวผิงเซิงกลับยิ่งแย่
เส้นทางไร้เทียมทานเป็นความฝันของอัจฉริยะเกินนับถ้วนแต่
โบราณมา มีหลายต่อหลายคนเคยลอง แต่น้อยนักจะทำสำเร็จ
คนทั้งสองนี้ยังไม่ทันได้วิชาจำแลงเซียน แต่ก็ก้าวเดินบนเส้นทาง
ไร้เทียมทานแล้ว
ความริษยาและไม่ยินยอมอัดแน่นในใจชิวผิงเซิง
ขณะเดียวกัน ลึก ๆ ในใจก็ยังมีเสียงกระซิบอย่างยินดี
ไม่ว่าสองคนนี้จะยอดเยี่ยมแค่ไหน วิชาจำแลงเซียนก็ยังเป็นของ
เขา!
ผู้ฝึกตนอีกสองคนที่ทราบโจทย์มานานแล้วต่างตามกันออกมา
เมื่อพวกเขาทราบเรื่องเจียงผิงอันกับเฉียนฮวั่นโหรว พวกเขาก็
แค่นิ่งไปเล็กน้อย มิได้สนใจมากนัก
ประมุขศาลาย่อมหาทางจัดการเรื่องนี้กันเอง พวกเขาจึงไร้
จำเป็นต้องกังวล
การประเมินรอบสองใช้เวลาหนึ่งวัน ผู้ฝึกตนสิบคนเดินออกจาก
ค่ายกล ผู้อื่นซึ่งยังต่อสู้ไม่เสร็จก็ตกรอบไปด้วยกัน
โหยวเชียนชิวอยู่ในหมู่ผู้ที่ตกรอบเหล่านี้
เมื่อทราบว่าเจียงผิงอันและเฉียนฮวั่นโหรวผ่านการประเมิน เขา
ก็ไม่มีทางไร้ความริษยา แต่ด้วยความที่ความสำเร็จนี้ได้มาด้วยความ
แข็งแกร่งของพวกเขาเอง ก็ควรค่าให้ชื่นชมนับถือ
เขาเดินไปกล่าวกับทั้งสองว่า “พวกเจ้าสองคนสู้ ๆ นะ พยายาม
ให้ดีที่สุด สู้เพื่อหน้าตาของเราสาขาแคว้นชางหลาน”
ว่าแล้ว เขาก็หันกายเดินจาก
ท้ายที่สุดก็เหลือเพียงสิบบุคคล
คนทั้งสิบนี้ถูกคัดมาจากศิษย์ศาลาหลักมากมาย เป็นหัวกะทิ
ของหัวกะทิ
ทั้งผู้เข้าประเมินและผู้ชมล้วนกระวนกระวาย
โจทย์ประเมินสุดท้ายกำลังจะเริ่ม ไม่ช้าจะปรากฏชัดว่าผู้ใดจะได้
วิชาจำแลงเซียนไป
“ประการแรก ขอแสดงความยินดีที่ผ่านมาไกลถึงเพียงนี้”
ประมุขศาลาใหญ่เอ่ยยิ้ม ๆ “พวกเจ้าล้วนเป็นศิษย์ชั้นเลิศของ
ศาลาเติงเซียนเรา เป็นตัวแทนอนาคตของศาลาเติงเซียน เราอยาก
ให้วิชาจำแลงเซียนกับพวกเจ้าทุกคนเลย แต่ทรัพยากรมีจำกัด เรา
เองก็จนใจ”
“ต่อจากนี้ พวกเจ้าพึ่งได้เพียงความสามารถตน สู้เพื่อโอกาสนี้
ของพวกเจ้า”
ดวงแสงแปดดวงซึ่งบรรจุหัวข้อประเมินเหินมาตรงหน้าทั้งสิบ
“ต่อจากนี้จะเป็นการประเมินรอบสุดท้าย เลือกหัวข้อเถิด”