สู่วิถีอมตะ - บทที่ 557 วิกฤติอันเกินคาดคิด
เจียงผิงอันทะลวงสุญตา ทะยานหนีสามวันไม่หยุดพัก เลี้ยวลด
ไปมาต่อเนื่อง กระทั่งมุดพสุธาดำดินหนี
เขากลัวจะยังมีผู้ติดตามมา
ข้อได้เปรียบของการดำดินหนีก็คือ ที่นี่มีอิทธิพลจากกฎศิลา
มารดา สามารถหยุดจิตสัมผัสมิให้พบที่ซ่อนได้
“นักพรตเสินซวีผู้นี้ต้องซ่อนความลับยิ่งใหญ่ไว้แน่นอน”
เมื่อทราบว่าพลังเซียนของเจียงผิงอันมาจาก ‘วิชาซ่อนจักรวาล’
เฉียนฮวั่นโหรวก็ยิ่งเคลือบแคลงในนักพรตเสินซวี
“นักพรตเสินซวีผู้นี้ทำตัวเป็นปริศนาตลอดมา กว่าจะแผลงฤทธิ์
ออกมาบ้างก็เป็นยามเขาเจียนบรรลุเซียนแล้ว”
“นอกจากนั้น ยามเขาถึงคราวบรรลุเซียน เขาก็สามารถฆ่ามังกร
มารตายได้ในหนึ่งฝ่ามือ พลังของทั้งสองมิใช่ระดับเดียวกันเลย”
“ทั้งหมดนี้ผิดปกติเหลือเกิน”
เจียงผิงอันพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนั้น ผู้อาวุโสท่านนี้ต้องมีเรื่อง
มากมายที่เราไม่รู้แน่”
“พอแล้ว หยุดแค่นี้ก่อน เสี่ยวเซียง เจ้าทะลวงขอบเขตก่อนเถอะ
การเคลื่อนไหวระหว่างการทะลวงขอบเขตนั้นใหญ่โตไปสักนิด หาก
ทำยามกลับถึงสำนักจะเกิดปัญหาเกินจำเป็นได้”
เจียงผิงอันขุดพื้นที่ใหญ่โตใต้พสุธา เรียงร้อยค่ายกลให้
เฉียนฮวั่นโหรวทะลวงขอบเขต
เฉียนฮวั่นโหรวกล่าว “เราไม่กลับศาลาเติงเซียนกันจะดีกว่า
เรื่องนี้ใหญ่เกินไป”
ทุก ๆ สามร้อยปี มีผู้ได้โอกาสเข้ารับวิชาจำแลงเซียนเพียงห้า
ตำแหน่งในศาลาเติงเซียน แต่พวกเขากลับบรรลุอำนาจเซียนได้
ผ่านวรยุทธ์ หากเรื่องเหล่านี้แพร่งพราย ภพบุกเบิกต้องสั่นสะท้านทั่ว
ทิศแน่แท้
แม้ประมุขศาลาหลัวซู่จะเมตตาพวกเขา มิกระทำการใด แต่ผู้อื่น
เล่า?
“วางใจเถอะ ขอเพียงเจ้าไม่อยากเผยตัว ก็จะไม่ถูกเปิดโปง
หรอก”
เจียงผิงอันยิ้มเฉยชา ยกมือขึ้น ปราณเซียนสีทองก่อตัวในมือ
เขา
เพียงพริบตาต่อมา ปราณเซียนก็แปรเปลี่ยนเป็นปราณ
วิญญาณธรรมดา
“เราสามารถเปลี่ยนปราณไปมาเองได้ ใช้ปราณไปตามปกตินั่น
แหละ ปราณเซียนมีชั้นพลังลึกลับอยู่ กระทั่งตาข้ายังยากมองทะลุ
นับประสาอะไรกับผู้อื่น”
ก่อนหน้านี้ เจียงผิงอันเองก็กังวลเรื่องปราณเซียนถูกเปิดเผยอยู่
และในสองสามวันนี้เขาจึงค้นพบว่าการสลับเปลี่ยนปราณเซียนและ
ปราณวิญญาณนั้นง่ายดาย
นอกจากนั้น ปราณเซียนยังบรรจุกฎเกณฑ์ทรงพลังที่มิอาจมอง
ทะลุได้
เฉียนฮวั่นโหรวผ่อนหายใจโล่งอก ขอเพียงไม่ถูกพบก็ดีแล้ว
นางมองเจียงผิงอันด้วยแววตาชื่นชม
ความล ้าเลิศของชายผู้นี้ยากจะบรรยายเป็นถ้อยคำได้แล้ว ผู้ฝึก
ตนคนอื่น ๆ มิอาจประสบความสำเร็จใด ๆ ได้ในอายุเท่ากัน ทว่าชาย
ผู้นี้เริ่มสร้างขอบเขต ประดิษฐ์อำนาจศักดิ์สิทธิ์ของตนเองแล้ว
ยามนี้ สร้างได้กระทั่งขอบเขตที่สี่ด้วย
“ขอบเขตนี้ชื่ออะไรหรือ?”
เสียงของเฉียนฮวั่นโหรวไร้ความเฉยชาเช่นกาลก่อน แต่เจือ
ด้วยอารมณ์แปรปรวนเช่นสาวน้อยคลั่งรัก
หากให้ราชวงศ์ต้าเฉียนรู้ว่าจักรพรรดิสูงสุดของพวกเขาพูดด้วย
น ้าเสียงเช่นนี้ คงไม่รู้จะทำหน้าอย่างไร
“รวมศูนย์ ขอบเขตรวมศูนย์”
เจียงผิงอันนึกชื่อเอาไว้แล้ว และอธิบายว่า “ผสานชีพจรทั้งสาม
ร้อยหกสิบจุดสู่หนึ่งเดียว ใช้อวัยวะในกายเป็นตัวชี้นำ ผสานปราณ
วิญญาณสู่ ‘ปฐมสสาร’ ขณะเดียวกันก็ผนวกวิญญาณเข้ากับกาย
เช่นผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการ”
เฉียนฮวั่นโหรวพยักหน้า “รวมศูนย์ เป็นชื่อที่ดียิ่ง”
ขณะนี้มีสี่ขอบเขตแล้ว คือขอบเขตผนึกวิญญาณ จอม
จักรพรรดิ วิญญาณสวรรค์และรวมศูนย์
เฉียนฮวั่นโหรวนั่งบนพื้น เริ่มศึกษา ‘ระบบวิวัฒน์ชีพ’ ตาม
วิธีการของเจียงผิงอัน
เมื่อเรียนรู้ทุกสิ่ง ก็เริ่มหลอมละลายชีพจร
ทันใดนั้น เฉียนฮวั่นโหรวก็ขมวดคิ้ว “ไฉนข้าจึงสลายชีพจร
มิได้?”
“สลายชีพจรมิได้? ไม่น่าสิ การสลายชีพจรน่าจะง่ายแท้ ๆ”
เจียงผิงอันงุนงง
“ผิงอัน วางมือที่จุดชีพจรบนอกข้า แล้วลองชี้นำข้าดูสิ”
เฉียนฮวั่นโหรวพูดอย่างจริงจัง
เจียงผิงอันพยักหน้า ยกมือจะไปวางที่อกของอีกฝ่าย แต่ยังไม่
ทันสัมผัสถูกตัว เขาก็พลันชะงักมือ
การวางมือบนตัวอีกฝ่ายดูจะอุกอาจจาบจ้วงไปหน่อย ทั้งยังไม่
สุภาพยิ่ง
เฉียนฮวั่นโหรวรู้ความคิดของเจียงผิงอัน “ไม่เป็นไรหรอก ข้าอยู่
มาจนป่านนี้ เรื่องเช่นนี้ข้าไม่สนใจแล้ว อีกอย่าง กระทั่งข้าซึ่งเป็น
สตรียังไม่ถือสา แล้วเจ้ามัวกลัวอะไร?”
เมื่อได้รับคำอนุญาต เจียงผิงอันก็วางมือ ใช้พลังของตนช่วย
ชี้นำจุดชีพจร
“ทำได้แล้วหรือไม่?”
เจียงผิงอันรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างง่ายนัก แต่ไฉนเสี่ยวเซียงจึงทำไม่ได้
เฉียนฮวั่นโหรวส่ายหัว “แปลกนัก ข้าสลายมันเองไม่ได้ ต้อง
รบกวนเจ้าแล้วล่ะผิงอัน ช่วยข้าสลายชีพจรทั้งร่างให้ทีนะ”
เจียงผิงอันดูสับสน “มันเกิดอะไรขึ้นกัน? เสี่ยวเซียง เจ้ารอเดี๋ยว
นะ ขอข้าศึกษาก่อน ระบบนี้อาจจะมีอะไรผิดปกติ”
เจียงผิงอันเริ่มตั้งหน้าตั้งตาศึกษาอีกครั้ง
เฉียนฮวั่นโหรวถอนใจอย่างอับจน เจ้าซื่อบื้อนี่ “เจ้าจะศึกษา
สมองตัวเองก่อนหรือไม่?”
เจียงผิงอันผงะไปเล็กน้อย “สมองข้า? สมองข้ามีอะไรให้
ศึกษา…”
เขายังพูดไม่ทันจบ เฉียนฮวั่นโหรวก็กดศีรษะเขาจมอ้อมแขน
นาง กระซิบเบา ๆ ที่ข้างหู
“ข้ากำลังใบ้เจ้าอยู่ ให้เจ้าส่งปราณเซียนเข้ามาในตัวข้า”
“ส่งปราณเซียน? หลังจากเจ้าทะลวงขอบเขต เจ้าก็จะสามารถ
กระตุ้น ‘วิชาซ่อนจักรวาล’ เปลี่ยนปราณสู่ปราณเซียนได้เองโดยไม่
ต้องให้ข้าส่งปราณให้แล้วนี่นา!”
เจียงผิงอันไม่อาจเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายจะสื่อได้
เฉียนฮวั่นโหรว “…”
ช่างมันเถอะ ดูดซับปราณเซียนเองเลยแล้วกัน
ที่ศาลาหลักของศาลาเติงเซียน ในสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง
ชิวผิงเซิงอาบอยู่ในวารีเซียนสีทอง ร่างกายแผ่คลื่นพลังเซียนอัน
ทรงพลังลึกลับ ทำให้ตัวเขาดูเช่นเทพไท้
เมื่อดวงตาเบิกขึ้น กฎฟ้าดินก็สั่นสะท้านรุนแรง
“นี่คือพลังเซียน แข็งแกร่งยิ่งนัก”
ชิวผิงเซิงกำหมัด มิติตรงหน้าถูกฉีกกระชากแสนง่ายดาย พลัง
ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง แข็งแกร่งกว่ากาลก่อนสิบเท่าตัว
ชิวผิงเซิงเปี่ยมความมั่นใจ “จากวันนี้ไป ข้าชิวผิงเซิงจะเดินบน
เส้นทางไร้เทียมทาน!”
“เจียงผิงอัน คอยก่อนเถอะ อีกไม่ช้าเจ้าจะได้รู้ถึงความต่าง
ระหว่างเรา สุดท้ายเจ้าก็เป็นเพียงบันไดให้ข้าเหยียบข้าม!”
กาลก่อน หมัดของเจียงผิงอันเกือบทำลายดวงจิตแห่งเต๋าของ
เขา
แต่ทั้งหมดนี้เปลี่ยนไปแล้ว เขาได้พลังเซียนมาแล้ว
หลังจากย่อยพลังนี้เสร็จสิ้น เขาจะไปยังศาลาสาขาแคว้นชาง
หลาน เหยียบย ่าเจียงผิงอันให้จมดิน!
เขาได้พลังเซียนมาแล้ว เจียงผิงอันจะเอาอะไรมาชนะ?
เมื่อนึกถึงสภาพน่าสมเพชของเจียงผิงอันยามถูกเหยียบย ่าจม
ดิน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก็ปรากฏที่มุมปากของชิวผิงเซิงโดยไม่รู้ตัว
ข้าล่ะรอวันนั้นจริง ๆ
ที่ไหนสักแห่งใต้ทิวเขาแห่งหนึ่ง
เจียงผิงอันเช็ดน ้าลายออกจากตัว
“เสี่ยวเซียง ทำเช่นนี้ไม่ดีนะ ภายหน้าอย่าทำเช่นนี้อีกเลย”
ภาพลักษณ์เสี่ยวเซียงไม่เหลือแล้ว นางเป็นจักรพรรดินีผู้เย็นชา
สง่างามยิ่งแท้ ๆ แต่ยามไร้ผู้ใดรอบข้าง นางกลับบ้าระห ่าเสียยิ่งกว่า
จิ้งจอกเก้าหางจี้เฟยอีก น่ากลัวเกินไปแล้ว
เฉียนฮวั่นโหรวคลับคล้ายมิได้ยินอะไร หลังจากพักผ่อนเสร็จสิ้น
นางก็เริ่มฝึกฝนทะลวงขอบเขตอย่างจริงจัง
เมื่อการทะลวงขอบเขตเริ่มต้น คลื่นกฎฟ้าดินทรงพลังก็
กระเพื่อมพล่านรุนแรง รัศมีเซียนเรืองรองเจิดจรัส
เจียงผิงอันสีหน้าเปลี่ยน ก่อนหน้านี้ยามเขาทะลวงขอบเขต เขา
มียอดสมบัติระฆังสีดำคลุมไว้ จึงมิเกิดคลื่นพลังแปรปรวนมากมาย
แต่ยามนี้ แม้จะอยู่ใต้พสุธา ก็ยังเกิดการเคลื่อนไหวรุนแรง
เจียงผิงอันรีบนำธงค่ายกลออกมาก่ออาคม
แต่หาได้ผลไม่
รัศมีเรืองรองเจิดจรัสทะลวงแดนดินขึ้นสู่จักรวาลพร่างพราว
เจียงผิงอันรีบนำระฆังสีดำออกมาครอบร่างของเฉียนฮวั่นโหรว
หากยอดฝีมือมาพบเข้า ทุกอย่างก็อาจจบสิ้น!
เจียงผิงอันคิดลบตราวิญญาณจากมันออกไป ทว่าตราวิญญาณ
บนยอดสมบัติชิ้นนี้ทรงพลังยิ่งจนลบมิได้ นี่มิใช่ตราวิญญาณของ
เถียนซี!
ในเมื่อมิใช่ตราวิญญาณของเถียนซี หรือว่า…
ทันใดนั้น ท้องนภาก็ถูกฉีกกระชาก ร่างหนึ่งข้ามสุญตามา
ปรากฏ พร้อมกันนั้น กฎเกณฑ์ฟ้าดินทั้งปวงล้วนหยุดเคลื่อนไหว
“ผู้ใดบังอาจชิงสมบัติของเซียนผู้นี้!”
เขาก็คือเจ้าคหาสน์เทพจันทรา!
เถียนปั๋วหนิง!
หัวใจของเจียงผิงอันสะท้าน อัดแน่นด้วยความสิ้นหวัง