สู่วิถีอมตะ - บทที่ 590 อันดับใหม่
ไร้ผู้ใดคาดหวังว่าจนบัดนี้ เจียงผิงอันก็ยังมีไพ่ตาย!
พลังต่อสู้ของเจียงผิงอันซึ่งเดิมเพิ่มพูนห้าเท่า บัดนี้เพิ่มเป็นหก
เท่า
นี่คือวิชาเทียมเทพสงครามขั้นห้า เพิ่มพลังต่อสู้หกเท่าตัว
ศึกอันดุเดือดหลายสิบวันติดต่อกันทำให้เจียงผิงอันได้พัฒนา
กฎเคล็ดพลัง ยามนี้จึงมีโอกาสได้ใช้วิชาเทียมเทพสงครามขั้นห้า
เขามิได้จนมุมขนาดนั้น แต่ก็พอแล้ว
ขณะนี้ เจียงผิงอันเป็นเช่นเทพปรากฏลักษณ์ แผ่ปราณ
แข็งแกร่งทั่วทั้งกาย อาคมมิติสะท้านเทิ้มรุนแรง
ร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นอัสนีทมิฬ วูบไหวด้วยความเร็วสุดขั้ว
รูปสลักราชันศักดิ์สิทธิ์ปฏิกิริยารวดเร็ว ใช้วิชาลับเบญจธาตุเข้า
รับทันที
เจียงผิงอันใช้หมัดทำลายล้างกระบวนท่าที่สอง ป่วนบรรพ์
กฎฟ้าดินรวนเรสิ้นระเบียบ ทุกกฎเกณฑ์บิดเบี้ยวเสียกระบวน
วิชาป้องกันของราชันศักดิ์สิทธิ์มลายหาย เจียงผิงอันฉวยโอกาส
นี้ใช้ผนึกสรวงตรึงราชันศักดิ์สิทธิ์ไว้ชั่วขณะ ก่อนจะออกหมัดทำลาย
ล้างกระบวนท่าแรกเข้าใส่
ราชันศักดิ์สิทธิ์รีบถอยออกมา
แต่คลื่นกฎเกณฑ์เจือปราณเซียนอันถาโถมเข้ามาก็เปรียบดัง
ปากมารร้ายอ้ากว้าง กลืนร่างทั้งสามของราชันศักดิ์สิทธิ์เข้าไป
คลื่นอัดอากาศจากหมัดผ่านที่ใด สรรพสิ่งล้วนแหลกสลายสิ้น
สูญ ร่างทั้งสามถูกบดขยี้ด้วยอำนาจยิ่งใหญ่
นอกจากเศษซากของกายาคลั่งที่หลงเหลืออยู่ อีกสองร่างล้วน
มลายหายสิ้น
สมรภูมิอันอึกทึกพลันเงียบสงบ เหลือเพียงคลื่นลมกระโชกแรง
กวาดกระหน ่า
เจียงผิงอันยืนกลางเวหา เส้นผมสีขาวโบกสะบัด โลหิตแดงฉาน
ไหลเลียบปลายนิ้ว กระหืดกระหอบโกยอากาศหายใจ
ทั้งกายใจของเขาล้วนถึงขีดจำกัด
นี่คือหมัดสุดท้ายของเขา
เขาพิชิตราชันศักดิ์สิทธิ์ด้วยหนึ่งหมัด
ปวงชนคลับคล้ายถูกสะกดนิ่ง ตะลึงค้างกับที่ จ้องมองร่าง
ตรงหน้าอย่างเหลือเชื่อ
ขณะนี้ ร่างนี้สูงตระหง่านเกินใดเทียมในสายตาพวกเขา ทำได้
แค่เพียงแหงนมอง
ราชันศักดิ์สิทธิ์ผู้สร้างระบบฝึกฝน มิอาจสั่นคลอนตลอดมา พ่าย
แล้ว!
เปรี้ยง!
เหนือจัตุรัส รูปสลักศิลาอันดับสุดท้ายแหลกระเบิด รูปสลักที่
เหลืออีกเก้าสิบเก้าเคลื่อนขยับพร้อมเพรียงในกลุ่มควัน
นี่เป็นครั้งแรกตราบกาลนานที่เหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏ รูปสลัก
เหล่านี้อาจไม่เขยื้อนสักครั้งในรอบหลายสิบปีก็เป็นได้
แต่ครั้งนี้ รูปสลักทั้งหมดเคลื่อนขยับ
“เจียงผิงอันชนะได้จริงด้วย!”
“ประวัติศาสตร์! ข้าได้เป็นสักขีในประวัติศาสตร์!”
“เหลือเชื่อยิ่ง! พลังต่อสู้ของเจียงผิงอันในขอบเขตบูรณาการ
บรรลุอันดับหนึ่งของเผ่ามนุษย์!”
เสียงตะโกนเอ็ดอึงดังตามกัน คลับคล้ายจะเดือดพล่านแผ่วงไป
ทั่วเคหาสน์เซียนเทียนหลาน
ไร้ผู้ใดคาดไว้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้
เจียงผิงอันสร้างตำนานครั้งใหม่ เหตุการณ์นี้เพียงพอจะสร้าง
เสียงฮือฮาทั่วภพบุกเบิก ทำให้ขุมกำลังใหญ่ทั้งปวงตกตะลึง!
ผู้ฝึกตนจากเคหาสน์เทพจันทราซึ่งผิวสีเทา บัดนี้ยิ่งคล ้าดำไป
ใหญ่
จิตสังหารและความกลัวหลากทะลักอยู่ในใจ
เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะคาดคิดได้ว่ายามเติบโต เจียงผิงอันจะ
เป็นสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวเพียงไร
ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร ก็ต้องฆ่าคนผู้นี้!
หร่านหงเฉินยกมือปิดปาก ดวงตาเปี่ยมความตกใจ ในที่สุดนาง
ก็เข้าใจว่าเหตุใดจึงมิอาจใช้พรสวรรค์ของนางลอกเลียนเจียงผิงอัน
ได้ในกาลก่อน
สัตว์ประหลาดเช่นนี้ จะลอกเลียนได้อย่างไร?
ด้วยเหตุผลบางประการ หร่านหงเฉินพบว่าเจียงผิงอันผู้นี้ช่าง
หล่อเหลา ประหนึ่งเรืองรัศมีได้
เซินถูอี้ซึ่งเดิมริษยาเจียงผิงอันด้วยเหตุผลบางอย่าง หลังจากสี
หน้าเปลี่ยนไปมาอยู่สองสามครั้ง เขาก็พลันแย้มยิ้มเย้ยตัวเอง
เขาเคยอิจฉาอีกฝ่าย แต่ทั้งสองหาอยู่ในระดับเดียวกันไม่ ริษยา
คนเช่นนี้ไปก็รังแต่ทำร้ายตัวเองเปล่า ๆ
คนเช่นนี้ มีแต่ต้องแหงนมองเท่านั้น
รูปสลักศิลาของเจียงผิงอันปรากฏขึ้น ณ ตำแหน่งสองพันเก้า
ร้อยหนึ่ง
นี่คืออันดับสูงสุดที่เผ่ามนุษย์ของภพบุกเบิกเคยไปถึง
ทว่า ประเมินจากทั่วทั้งเคหาสน์เซียนเทียนหลาน เจียงผิงอันมี
อันดับเพียงสองพันเก้าร้อยหนึ่ง ซึ่งเป็นปลายแถว
ตรงหน้ายังมีผู้แข็งแกร่งกว่านี้อีกสองพันเก้าร้อยนาม แต่ละ
อันดับห่างไกลราวคนละโลก
ในภพเซียน มิใช่จะเป็นเซียนกันทั้งหมด ผู้ฝึกตนระดับต ่าก็มีอยู่
และผู้ที่ทำความเข้าใจกฎเคล็ดพลังในภพเซียนนั้นมิใช่จะเรียกเป็นผู้
ฝึกตนขอบเขตบูรณาการได้ทั้งหมด
เพราะบุคคลตรงหน้าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผู้ฝึกตนที่บรรลุกฎเคล็ด
พลัง
อาคมมิติสลายไป เจียงผิงอันซึ่งยืนอยู่กับรูปสลักศิลาของตนเอง
เอ่ยขึ้นเสียงดัง “ข้าต้องการผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะ”
ปกติแล้ว สถานที่เช่นนี้จะมีสติรู้คิดที่ยอดฝีมือทิ้งไว้ประจำอยู่ รับ
หน้าที่ประเมินการเป็นไปของบททดสอบ
เจียงผิงอันอยากลองดูว่าเขาสามารถขอผลวิญญาณเซียนมหา
สุญญะได้ตรง ๆ หรือไม่
จัตุรัสทดสอบนี้ให้รางวัลเพียงหนึ่ง แต่ละรางวัลเกิดขึ้นแบบสุ่ม
ยิ่งอันดับสูง รางวัลยิ่งใหญ่ตาม
ด้วยความสำเร็จของการได้เป็นอันดับหนึ่งของเผ่าพันธุ์ ก็น่าจะ
เกินพอสำหรับผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะแล้ว
หนึ่งเสียงดังขึ้นกึกก้องอย่างเฉียบพลัน
“เอาชนะรูปสลักอีกสามรูป แล้วข้าจะให้ผลวิญญาณเซียนมหา
สุญญะ”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ผู้คนซึ่งยังตกใจไม่หายก็สะดุ้งสะเทือนกันอีก
ครั้ง
สติรู้คิดของเคหาสน์เซียนตอบกลับด้วย!
หลายบุคคลทราบว่าเคหาสน์เซียนเทียนหลานยังมีจิตสำนึก
เจ้าของเคหาสน์เซียนคอยควบคุมอยู่
แต่มันมิได้ปรากฏตัว
ในอดีต อัจฉริยะล ้าเลิศมากมายได้มาทดสอบ ผู้สร้างผลงานดี
ล้วนอยากติดต่อกับเคหาสน์เซียน
ทว่า นับแต่ต้นจนบัดนี้ เคหาสน์เซียนเทียนหลานก็มิเคยตอบ
เหตุที่ปวงชนอยากติดต่อกับจิตสำนึกของเคหาสน์เซียนก็
ง่ายดายยิ่ง เพราะเคหาสน์เซียนเหล่านี้มีมรดกบรรจุอยู่ และพวกเขา
ล้วนอยากได้มรดกนั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เคหาสน์เซียนเทียนหลานตอบกลับผู้อื่น!
ทุกสายตามองมายังเจียงผิงอันอย่างสุดริษยา
เหตุผลที่จิตสำนึกของเคหาสน์เซียนเทียนหลานตอบเจียงผิงอัน
ต้องเป็นเพราะฝีมือของเจียงผิงอันเป็นที่ประจักษ์ยอมรับอย่างยิ่ง
แน่นอน
ยามได้ยินเงื่อนไขของอีกฝ่าย เจียงผิงอันก็ขมวดคิ้ว
ด้วยความสำเร็จของเขา การได้ผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะ
มาก็คู่ควรแล้ว ไฉนอีกฝ่ายจึงยังออกข้อแม้มาอีก
นอกจากนั้น ข้อแม้นี้ยังไม่ธรรมดา รูปสลักแต่ละรูปห่างชั้น
มหาศาล ยิ่งอันดับสูงยิ่งแข็งแกร่ง
นั่นคือความเลิศล ้าที่กระทั่งราชันศักดิ์สิทธิ์ยังเอื้อมไม่ถึง
ด้วยระดับปัจจุบันของเจียงผิงอัน เขามิอาจเอาชนะได้เลย
แต่เจียงผิงอันในยามนี้ก็ไร้ทางเลือก
หากมิได้ผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะมา เขาก็มิอาจสร้างราก
เซียน มิอาจทะลวงขอบเขตถัดไป ติดอยู่เช่นนี้ตราบกาล
ไร้วาจาอื่นใด เจียงผิงอันนั่งลงขัดสมาธิบนรูปสลักศิลาของตน
ฟื้นพลังกายและพลังวิญญาณ
เอาชนะสามบุคคลติดต่อ แม้จะยากเย็น แต่ก็ใช่จะทำมิได้
ขณะนี้ เขาเพิ่งได้สัมผัสอำนาจเคล็ดพลัง ยังทำความเข้าใจ
อย่างแท้จริงมิได้
หากทำความเข้าใจเคล็ดพลังได้อย่างถ่องแท้ พลังต่อสู้ของเขาก็
จะพัฒนาสู่ระดับใหม่
เพียงแค่ว่ามันใช้เวลานาน บางทีอาจเป็นปี สิบปี หรือร้อย ๆ ปี
เมื่อเห็นว่าเจียงผิงอันไม่ออกมา ปวงชนใกล้เคียงก็เริ่มหารือ
“เจียงผิงอันคงมิได้จะท้าทายต่อหรอกกระมัง?”
“เขาเอาชนะราชันศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างฉิวเฉียด ย่อมไม่มีทางท้า
ทายต่อในระดับเช่นนี้ได้อยู่แล้ว”
“บางทีอาจมีโอกาสก็ได้ อย่าลืมนะว่าเคล็ดพลังของเขายามนี้หา
สมบูรณ์ไม่ อย่าว่าแต่กฎอื่นใด เพียงกฎทำลายล้างอย่างเดียว กฎหา
ยากนี้เมื่อมาถึงระดับเคล็ดพลังก็เทียบกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์สูงสุดได้
หากใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ก็จะยิ่งทรงพลังไปใหญ่”
“แต่ถึงอย่างนั้น รูปสลักตรงหน้านั่นก็เป็นผู้ฝึกตนของภพเซียน
ทั้งนั้นเลยนะ พวกเขาบรรลุวรยุทธ์เซียน มีหรือจะอ่อนแอ?”
มีบางผู้เชื่อว่าเจียงผิงอันท้าทายได้ ทว่าส่วนใหญ่แล้วไม่คิด
เช่นนั้น
ผู้ใดก็ตามที่เคยท้าทายรูปสลักมาสักหนล้วนทราบ ว่าแต่ละรูป
สลักต่างชั้นมหาศาล
ตรงหน้าเจียงผิงอันเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนจากภพเซียน คนเหล่านี้
มีวรยุทธ์เซียน บรรลุเข้าใจกฎเต๋าเซียน
ข้อจำกัดขอบเขตของเผ่ามนุษย์ในขอบเขตบูรณาการคือราชัน
ศักดิ์สิทธิ์ ไม่สิ ขณะนี้คือเจียงผิงอันแล้ว
อย่างมากที่สุด เจียงผิงอันก็ท้าทายรูปสลักได้เพียงหนึ่ง ไม่มีทาง
ท้าทายสามรูปสลักไหว