สู่วิถีอมตะ - บทที่ 640 ความช่วยเหลือของโจวซุ่น
“ผู้อาวุโสมีเรื่องอะไรหรือขอรับ?”
เจียงผิงอันถามอย่างนอบน้อม
โจวซุ่นนำเศษกระดูกขนาดราวฝ่ามือออกมา มันแผ่ปราณเซียน
เล็กน้อย อำนาจมหาเต๋าอัดแน่นภายใน
“นี่คือสิ่งที่ตาเฒ่าผู้นี้ได้มาจากร่างของศัตรูในยามเยาว์ มีอำนาจ
มหาเต๋าแห่งกำลังอันเสียหาย ยามนี้ให้เจ้า”
เจียงผิงอันผงะ “ผู้อาวุโส นี่…”
“รับไปสิ”
โจวซุ่นโยนท่อนกระดูกแตกให้เจียงผิงอัน “ของสิ่งนี้ ตาเฒ่าผู้นี้
เก็บไว้ก็เป็นเพียงอนุสรณ์ มูลค่ามิได้สูง หามีประโยชน์กับตาเฒ่าผู้นี้
ไม่”
“กระดูกท่อนนี้มิได้ล ้าค่าอะไรนัก ผู้ฝึกตนระดับสูงมิเห็นกระดูกนี่
ในสายตา ผู้ฝึกตนระดับล่างมิอาจทำความเข้าใจ การที่เจ้าทำความ
เข้าใจกฎเกณฑ์ที่นี่ได้หมายความว่าเจ้าต้องมีความสามารถในการ
เรียนรู้แข็งแกร่ง และมันก็เป็นประโยชน์กับเจ้าพอดิบพอดี”
“กระดูกท่อนนี้น่าจะช่วยเจ้าให้บรรลุเขตแดนแห่งกำลังอย่าง
สมบูรณ์ได้”
โจวซุ่นเกิดในตระกูลสามัญ รู้ดีถึงความลำบากของผู้ฝึกตน
ทั่วไปยามฝึกฝนเป็นเซียน ทุกครั้งที่เขาเห็นศิษย์ผู้ขยันฝึกฝน เขาก็
จะหวนนึกถึงตนเองในกาลก่อน
โจวซุ่นรู้ว่าพรสวรรค์ของเขามาถึงทางตันแล้ว ชาตินี้มิอาจ
ทะลวงขอบเขตได้อีก และมิคาดฝันว่าจะได้ทะลวงขอบเขต ความสุข
สูงสุดในยามนี้ของเขาจึงเป็นการเฝ้ามองเหล่าผู้น้อยเติบโตแข็งแกร่ง
มองสำนักเซียนอวี่หวงทวีความทรงอำนาจ
ดังนั้น เขาจึงมักแจกจ่ายทรัพยากรบางส่วนที่ตนมิได้ใช้แก่เหล่า
ศิษย์ สำหรับเขา ทรัพยากรเหล่านี้หามีค่าไม่ แต่สำหรับศิษย์ทั่วไป
พวกมันช่วยพวกเขาเปลี่ยนชีวิตท้าทายสวรรค์ได้
เจียงผิงอันมองท่อนกระดูกในมือ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนสู่เคร่ง
ขรึม คารวะขอบคุณชายชราอีกครั้ง
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่บริจาคสมบัติให้ ผู้น้อยตื้นตันยิ่ง มิทราบผู้
อาวุโสมีนามเช่นไรหรือขอรับ?”
แม้เศษกระดูกแตกนี้จะบรรจุมหาเต๋าอันไม่สมบูรณ์ มันก็เป็น
ประโยชน์ต่อเขายิ่ง ประหยัดเวลาและผลึกเซียนได้มากมาย
อำนาจมหาเต๋าเป็นอำนาจกฎเกณฑ์เหนือเขตแดน มีเพียงยอด
ฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติหรือระดับเซียนเท่านั้นที่บรรลุเข้าใจได้
เขาไร้ความสัมพันธ์ใดกับผู้อาวุโสท่านนี้ จึงสะเทือนใจยิ่งที่อีก
ฝ่ายมอบของล ้าค่าเช่นนี้แก่เขาโดยไร้เหตุผลบังคับ
“รีบ ๆ ไสหัวกลับไปฝึกฝนได้แล้ว แสดงผลงานดี ๆ หน่อยในการ
ประลองประเมินเดือนหน้าแล้วกัน หากผลงานออกมาแย่ ตาเฒ่าผู้นี้
จะมาริบกระดูกเซียนนี่คืน”
โจวซุ่นไม่อยากได้สิ่งใดตอบแทน ไม่คิดทิ้งนามไว้ แล้วไล่เจียง
ผิงอันไปทันที
“ผู้อาวุโสอยากให้ผู้น้อยมีผลงานเช่นไรขอรับ?” เจียงผิงอันถาม
เขาไม่อยากทำร้ายเจตนาดีของผู้อาวุโสท่านนี้ และจะพยายามมิ
ให้ผู้อาวุโสท่านนี้ผิดหวังอย่างเต็มที่
โจวซุ่นเองก็คิดว่าเจียงผิงอันกลัวเขามาริบกระดูกเซียน และ
อยากเตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้า จึงถามว่าอยากให้เขามีระดับ
เช่นไร
“ติดร้อยอันดับแรกได้ก็พอ”
โจวซุ่นกล่าวเนิบ ๆ แล้วจากไป เขารู้ว่าศิษย์ผู้นี้ไต่เต้าถึงอันดับนี้
มิได้หรอก จึงตั้งเป้าหมายให้อีกฝ่ายพากเพียรตะกายให้ถึง
หากผลงานดี ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็จะนึกโปรดปราน ต่อให้ถูกรับ
เป็นเพียงศิษย์ในนาม ก็ยังเลี่ยงความสับสนบนเส้นทางแห่งการ
ฝึกฝนได้มากมาย
ในกาลก่อน เขาไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้อาวุโสท่านใด ภายหลัง
จึงลำบากยากเข็ญ จะมีก็เพียงยามโชคช่วยเล็กน้อย จึงกราบ
อาจารย์ได้สำเร็จ
หลังได้เป็นศิษย์ในนาม การฝึกฝนของเขาก็เข้าสู่ทิศทางอัน
ถูกต้อง
เจียงผิงอันมองตามหลังผู้อาวุโสผู้นี้ กำกระดูกเซียนในมือแน่น
ขึ้นเล็กน้อย
การประเมินศิษย์ใหม่ครั้งนี้ เขาต้องตั้งใจจริงจัง จะให้ผู้อาวุโส
ผิดหวังมิได้ หาไม่แล้ว ความคาดหวังของผู้อาวุโสจะเสียเปล่า
เจียงผิงอันเก็บกระดูกเซียนไปแล้วเดินออกไปด้านนอก ยามนี้
เขาต้องย่อยวิชาพลองในใจ
วิชาพลองเหล่านี้สลักอยู่เพียงในมโนสำนึก ยังมิได้บรรลุอย่าง
แท้จริง
ทันทีที่เจียงผิงอันเดินออกจากหอวรยุทธ์ ชายผู้มีหัวยุ่งเช่นรังนก
ก็วิ่งรี่เข้ามา
“ลูกพี่ ในที่สุดเจ้าก็ออกมา เหตุใดเจ้าจึงเลือกวรยุทธ์นานนัก
เล่า?” หยางหลวนซึ่งรออยู่ที่ประตูวิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น
เมื่อเห็นอีกฝ่าย เจียงผิงอันก็ชะงักเท้า สีหน้าของเขาพลัน
แปรเปลี่ยนพิกล “สองเดือนมานี้ เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ตลอดเลยหรือ?”
“ใช่น่ะสิ หากพี่ใหญ่ไม่ออกมา น้องน้อยอย่างข้าจะไปไหนได้”
หยางหลวนพูดราวเป็นเรื่องธรรมดา
เจียงผิงอันแน่ใจเต็มที่แล้ว ว่าอีกฝ่ายหามีจุดประสงค์ในการเข้า
หาเขาไม่ แต่เพราะสมองอีกฝ่ายคิดอ่านง่ายจนผิดเพี้ยนต่างหาก
“ข้าไม่ใช่ลูกพี่เจ้า มีเวลาก็ไปฝึกฝนเถอะ”
“อย่างนั้นไม่ได้นะ ยามข้าออกจากบ้าน พี่หญิงของข้าบอกว่า
คนอย่างข้าโดนหลอกง่าย ระหว่างทางข้าก็โดนหลอกมาแล้วหลาย
หน เพื่อมิให้โดนหลอกอีก ข้าเลยต้องหาคนที่ดูฉลาด ๆ มาเป็นลูกพี่
อย่างไรเล่า”
หยางหลวนดูมั่นอกมั่นใจ ประหนึ่งสุดแสนภาคภูมิในสติปัญญา
ของตน
เจียงผิงอัน “…”
เจ้านี่รอดมาจนบัดนี้ได้ ไม่ง่ายเอาเสียเลย
“ลูกพี่ เรามาเรียนรู้กันเถอะ ข้าสังหรณ์ชอบกลว่าลูกพี่แข็งแกร่ง
มากเลย” หยางหลวนพูดอย่างคาดหวัง
“หนึ่งเดือนจากนี้ ศิษย์ใหม่ที่มายังสำนักในก็จะถูกประเมิน ยาม
นั้นก็จะได้เรียนรู้จากกันแล้ว อีกอย่าง อย่าเรียกข้าเป็นลูกพี่ เจ้าเรียก
คนอื่นลูกพี่ซี้ซั้วเช่นนี้ก็โดนหลอกเอาง่าย ๆ ได้”
เจียงผิงอันปฏิเสธคำท้าของอีกฝ่าย เขายังมีเรื่องสำคัญต้องทำ
กำปั้นขวาของหยางหลวนทุบอุ้งมือซ้าย เผยสีหน้าตระหนักแจ้ง
เฉียบพลัน “ลูกพี่ฉลาดจริง ๆ ข้าเรียกลูกพี่สุ่มสี่สุ่มห้าก็โดนหลอกได้
ง่าย ๆ จริงด้วย ว่าแล้วเชียว ลูกพี่ฉลาดกว่าข้า ข้าเลือกไม่ผิด”
เจียงผิงอัน “…”
เขาไม่รู้จะบ่นอะไรเจ้านี่ดีแล้ว
เขาไม่อยากเสียเวลากับคนผู้นี้ จึงเดินไปยังโถงคุมกฎ
“ลูกพี่ไปไหนหรือ ยอดเขาพำนักของเราอยู่อีกฟากนะ”
“ไปโถงคุมกฎ รายงานผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ส่งคนมาฆ่าข้า”
ดวงตาของเจียงผิงอันเรืองประกายเย็นเยียบ
ก่อนที่ศิษย์ของชิวซื่อผิงจะตกตาย เขาได้ยอมรับทางอ้อมว่าเป็น
คำสั่งของชิวซื่อผิง
จากกฎของสำนักเซียนอวี่หวง ชิวซื่อผิงจะถูกลงทัณฑ์สถาน
หนัก
“สมกับเป็นลูกพี่ที่ข้ายอมรับ เท่ระเบิดเลย กระทั่งผู้อาวุโสยังกล้า
รายงาน ข้าไปด้วยคน!”
หยางหลวนพลันสุดแสนระริกระรี้ ตามติดประหนึ่งจะสิงร่าง ร่าเริง
หรรษาราวเกิดเรื่องดีขึ้นกระนั้น
ใบหน้าของเจียงผิงอันกระตุก เหตุที่เขาบอกเรื่องนี้กับอีกฝ่ายก็
เพื่อให้อีกฝ่ายทราบถึงอันตรายแล้วไม่ตามมา ทำไมเจ้านี่ยังตามมา
อีก?
“หากเจ้าตามข้ามา เจ้าจะติดร่างแหไปด้วยนะ”
เจ้านี่สมองต้องขาดอะไรไปแน่ อธิบายตรง ๆ ไปเลยจะดีกว่า
“ลูกพี่ไม่กลัว แล้วข้าจะกลัวทำไม เดี๋ยวข้าก็ดูเป็นคนขลาดกัน
พอดี” หยางหลวนเผยสีหน้าห้าวหาญ
“ข้ากับอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่มิอาจอยู่ร่วมหล้ากันแล้ว ไร้ทางใด
คลี่คลายได้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า หากเจ้าติดร่างแหไปด้วย ชีวิต
เจ้าจะอยู่ในอันตรายนะ”
“ในเมื่อชีวิตจะอยู่ในอันตราย แล้วเหตุใดลูกพี่จึงไปเล่า?” หยาง
หลวนถามอย่างสงสัย
“ในสำนัก อีกฝ่ายมิกล้าทำอะไรข้าหรอก”
“เช่นนั้น เขาก็ไม่กล้าทำอะไรข้าเหมือนกัน!” หยางหลวนฉีกยิ้ม
เจียงผิงอัน “…”
ช่างมันเถอะ ไม่อยากคุยกับเจ้านี่แล้ว กระบวนความคิดเจ้านี่ไม่
เหมือนชาวบ้านเอาเสียเลย
ในโถงคุมกฎ ศิษย์คุมกฎมากมายกำลังคุยเล่นกันอยู่
“ยังเหลือเวลาอีกเดือน ศิษย์ใหม่เดือนนี้ก็จะประลองกัน ศิษย์ใหม่
ที่เข้ามาสำนักในปีนี้มีศิษย์น้องหญิงสวย ๆ สักคนไหมหนอ หากมีล่ะ
ก็ ข้าจะไปดูเสียหน่อย”
“ไม่รู้สิ ข้ามิได้สนใจมากมาย แต่ได้ยินว่ามีศิษย์คนหนึ่งมาจาก
สำนักเซียนเป่ยฮวงด้วยนะ”
“สำนักเซียนเป่ยฮวง? ศิษย์พวกเขามาอยู่กับเราได้อย่างไร?”
สำนักเซียนเป่ยฮวงก็เป็นหนึ่งในห้าสำนักเซียนใหญ่ในแดน
จันทร์มายา ระดับและความแข็งแกร่งแทบจะเทียบเท่ากับพวกเขา
สำนักเซียนอวี่หวงทุกประการ
จึงเป็นเรื่องแปลกยิ่งที่ศิษย์ของพวกเขาจะเปลี่ยนมาอยู่ที่นี่แทน
ไม่ว่าจะมองเช่นไร ก็ดูเหมือนเป็นสายลับแฝงตัว แต่สายลับผู้นี้
กระโตกกระตากเหลือเกิน
ขณะนั้นเอง สองบุคคลมายังโถงคุมกฎ ศิษย์คุมกฎทั้งหลายรีบ
หยุดเสวนา
“สองท่านนี้ มาโถงคุมกฎเพื่อการใดกัน?”
“ข้าขอรายงานว่ามีผู้ลอบส่งมือสังหารมาฆ่าคน” เจียงผิงอันเอ่ย
เสียงเข้ม
สีหน้าของศิษย์คุมกฎทั้งหลายเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
“ใครกันกล้ามาก บังอาจเมินกฎเกณฑ์ของสำนักเซียนถึงเพียง
นี้”
“ผู้อาวุโส ชิวซื่อผิง”
โครม!
ศิษย์โถงคุมกฎผู้หนึ่งนั่งเสียหลัก หงายหลังลงกองกับพื้นทันที
เขาลุกพรวด ดวงตาเบิกกว้าง ถามขึ้นเสียงสั่น “ผ-… ผู้ใดส่งมือ
สังหารนะ?”