สู่วิถีอมตะ - บทที่ 639 วรยุทธ์เซียน
เจียงผิงอันเข้ามาในห้องอันไร้คนห้องหนึ่ง
ห้องนั้นมิได้กว้าง ตรงหน้าเขามีคันฉ่องบานหนึ่งซึ่งก่อตัวจาก
ค่ายกล ร่างของเขาสะท้อนอยู่ภายใน
ป้ายทองที่เอวเจียงผิงอันวูบไหว แล้วข้อความบรรทัดหนึ่งก็
ปรากฏบนคันฉ่อง
‘ศิษย์เข้าใหม่สามารถเลือกวรยุทธ์ระดับเซียนมนุษย์ใดก็ได้ ว่า
มาได้เลยว่าอยากได้วรยุทธ์ประเภทไหน’
วรยุทธ์มีมากมายหลายประเภท ซึ่งโดยหลักแล้วแบ่งเป็นวิชาฝึก
ใจและวรยุทธ์
‘วิชาซ่อนจักรวาล’ เป็นวิชาฝึกใจ ใช้ในการดูดซับและจ่าย
ปราณเซียน เป็นรากฐานของวรยุทธ์อื่น ๆ หากมีวิชาฝึกใจที่ดี ก็จะ
ช่วยให้ใช้วรยุทธ์ได้ดีขึ้น
นอกจากวิชาฝึกใจ ยังมีวิชาคาถาและศิลปะการต่อสู้ ความ
แตกต่างระหว่างทั้งคู่มิได้ต่างกันมาก หน้าที่หลักคือต่อสู้และ
สนับสนุน
วรยุทธ์เหล่านี้ยังแยกย่อยตามอาวุธและธาตุคาถาต่อไปอีก
เจียงผิงอันมิได้ขาดวิชาฝึกใจ และรู้สึกว่า ‘วิชาซ่อนจักรวาล’ มี
ประโยชน์ยิ่ง
เช่นนั้น เขาจึงจะเลือกวรยุทธ์สายโจมตี
เขามักต่อสู้โดยใช้หมัด แต่ก็มีวิชาหมัดมวยอยู่แล้ว
“วิชาพลองแล้วกัน”
เจียงผิงอันเอ่ยปาก
เขามีกิ่งมารสะเทือนสรวงอยู่ ภายหน้าก็สามารถใช้เป็นพลองได้
การบรรลุวิชาพลองไว้ล่วงหน้าจะทำให้เขาใช้กิ่งมารสะเทือนสรวงได้
ดีขึ้น
ข้อความสองบรรทัดปรากฏขึ้นจากคันฉ่อง
‘วิชาพลองระดับเซียนมนุษย์มีทั้งสิ้นยี่สิบแปดวิชา ส่วนใหญ่เป็น
วิชาพลองสายกำลัง เจ้าอยากได้ตัวอย่างหรือไม่?’
“ขอรับ”
เมื่อเจียงผิงอันตอบ คันฉ่องอันก่อขึ้นจากค่ายกลก็ปรากฏภาพ
ของตัวเขาถือพลอง เริ่มใช้วิชาพลองให้ดู
ด้วยค่ายกลนี้ ยามภาพฉายในคันฉ่องใช้วิชาพลอง อำนาจ
กฎเกณฑ์ก็ปรากฏให้เห็นชัดเจน ให้ความรู้สึกสมจริงเหนือใด จึง
สัมผัสได้ว่าวิชาใดเหมาะสมกับผู้ฝึกตนมากกว่ากัน
สมกับเป็นภพเซียน ระดับค่ายกลสูงยิ่งนัก ประหนึ่งคนจริงกำลัง
ใช้วิชาพลองตรงหน้าเขา
ดวงตาของเจียงผิงอันจ้องตรงที่คันฉ่อง ค่อย ๆ จดจำภาพ
ภายในสู่มโนสำนึก
นี่คือพรสวรรค์พิเศษของเขา ทำให้เขาสามารถจดจำภาพการ
ต่อสู้ของผู้ฝึกตนไว้ในวิญญาณ และทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ของอีก
ฝ่ายได้ดีขึ้น
มิเพียงจะได้เรียนวิชาพลอง ยังจะได้เข้าใจกฎแห่งกำลังระดับสูง
ขึ้นด้วย
พอซื้อกฎเกณฑ์ระดับสูงไม่ได้ ก็มิอาจบรรลุได้แล้วหรือ? ได้มา
เปล่า ๆ เลยเถอะ
ยากนักที่เขาจะตัดสินใจ วิชาพลอง ‘ระดับเซียนมนุษย์’ ยี่สิบ
แปดแขนงนี้จะเยอะเกินไปแล้ว การเลือกก็มิได้ง่าย เช่นนั้นก็เรียนมัน
ให้หมด
“ข้าแค่ขอดูสักพัก ไม่น่าจะเป็นปัญหากระมัง…”
เจียงผิงอันนั่งขัดสมาธิบนพื้น จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตา
ทั้งสอง อุทิศใจกายเรียนรู้วิชาพลองควบคู่ไปกับทำความเข้าใจ
อำนาจเขตแดน
เขานั่งอยู่เช่นนี้หนึ่งเดือน
ในหอวรยุทธ์มีห้องบริหารแก่นค่ายกลอยู่ ซึ่งรับหน้าที่บำรุงรักษา
ค่ายกลต่าง ๆ ในหอวรยุทธ์
หอวรยุทธ์รวบรวมความพากเพียรพยายามของบรรพชนรุ่นแล้ว
รุ่นเล่าในสำนักเซียนอวี่หวง รวบรวมวรยุทธ์ไว้มากมาย เป็นสถานที่
สำคัญที่สุดของสำนักเซียนอวี่หวง มีผู้อาวุโสมากมายประจำการ
ผู้อาวุโสโจวซุ่นมายังห้องบริหารแก่นค่ายกลเหมือนเช่นกิจวัตร
ถามผู้อาวุโสภายในว่า
“เฒ่าหม่า ค่ายกลไร้ปัญหาใดใช่หรือไม่”
“ทุกอย่างปกติ”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งภายในตอบกลับเบา ๆ “จะว่าไป หากเจ้าไม่
ติดขัดอะไร ช่วยไปดูที่ห้องหมายเลข 357 หน่อย ในนั้นมีศิษย์ใหม่ที่
เพิ่งเข้าสำนักเลือกวรยุทธ์อยู่ แต่ยังไม่ออกมาเลย”
โจวซุ่นลูบเคราเอ่ยปาก “สำหรับเจ้าหนูพวกนี้ นี่อาจเป็นวรยุทธ์
เซียนแรกในชีวิตพวกเขา ย่อมไม่มีทางเลือกสุ่มสี่สุ่มห้าได้ อยู่สักพัก
ก็ไม่เป็นไรหรอก”
แม้จะผ่านกาลนับแสน ๆ ปี เขาก็ยังจำความประหม่ายามเลือกวร
ยุทธ์เซียนวิชาแรกได้ จึงเข้าใจเด็ก ๆ เหล่านี้เป็นอย่างดี
“แต่เขาอยู่ในนั้นมาหนึ่งเดือนแล้ว อาจมีปัญหาก็ได้นะ” ผู้อาวุโส
หม่ากล่าว
“หนึ่งเดือน? นั่นนานไปนิดนะ ข้าจะไปตรวจดู”
โจวซุ่นออกจากห้องบริหารแก่นค่ายกล ไปยังห้องหมายเลข
357
เมื่อมาถึงประตูห้องหมายเลข 357 โจวซุ่นก็เคาะประตูเบา ๆ “เจ้า
หนู มีปัญหาอะไรหรือไม่? หากมีข้อข้องใจ ตาเฒ่าผู้นี้ช่วยเจ้าได้นะ”
เจียงผิงอันผู้กำลังขบคิดอยู่ในห้องพลันฟื้นจากภวังค์ เขาอยู่
ต้องมองที่นี่มานานจนถูกผู้อาวุโสจับสังเกตได้แล้วหรือ?
เขารีบตอบ “ขอบคุณผู้อาวุโสที่แสดงน ้าใจ ผู้น้อยมิได้พบ
ปัญหาใด เดี๋ยวจะเลือกวรยุทธ์ได้แล้วขอรับ”
“อืม หากมีปัญหาใด มาถามเราผู้อาวุโสได้เลยนะ ทุกผู้จะชี้แนะ
ได้ทั้งสิ้น”
โจวซุ่นทิ้งวาทะนี้ไว้แล้วหันหลังจาก อีกฝ่ายอยู่มาหนึ่งเดือนแล้ว
อีกเดี๋ยวก็คงไป
เจียงผิงอันผ่อนหายใจโล่งอก ทำความเข้าใจวิชาพลองและ
กฎเกณฑ์ต่อไป
ขอเพียงเขาไม่ตัดสินใจเลือก เขาก็อยู่เรียนวิชาเปล่า ๆ เช่นนี้ได้
โจวซุ่นกลับห้องบริหารแก่นค่ายกล นำคัมภีร์เซียนอันบรรจุ
อักขระเซียนขึ้นมาอ่าน ทำหน้าที่ไปพลางเรียนวรยุทธ์ระดับสูง
เขาอ่านอยู่เช่นนี้หนึ่งเดือน แล้วผู้อาวุโสหม่าข้างตัวเขาก็เอ่ย
ปาก “เฒ่าโจว หนก่อนที่เจ้าไปห้องหมายเลข 357 เจ้าเด็กใหม่นั่นว่า
เช่นไร?”
โจวซุ่นนิ่งไปเล็กน้อย ห้องหมายเลข 357? อ้อ พอคิดดูแล้ว ก็มี
เจ้าหนูคนหนึ่งอยู่ในนั้นหนึ่งเดือน
“ไฉนจึงถามเช่นนี้เล่า?”
“เพราะเจ้าเด็กนั่นยังไม่ออกมาน่ะสิ”
ผู้อาวุโสหม่าขยับค่ายกล แล้วภาพค่ายกลในห้องหมายเลข 357
ก็ปรากฏตรงหน้าทั้งคู่
ในภาพนั้น ดวงตาเจียงผิงอันจ้องตรงมา บางครั้งขมวดคิ้ว บาง
หนเลิกคิ้ว
ผู้อาวุโสหม่ามองภาพตรงหน้า กล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึม “ข้าจับ
ตามองเขามาหลายวันแล้ว เขาดูไม่ได้จะเลือกวรยุทธ์ แต่เหมือน
กำลังครุ่นคิดบรรลุแจ้งมากกว่า”
“อย่าล้อเล่นน่า ใครจะบรรลุวรยุทธ์ได้จากเพียงจ้องมองบ้าง หาก
จะทำเช่นนั้นได้คงต้องมีจิตดำริสัจรังสรรค์ในตำนานเท่านั้นแหละ”
โจวซุ่นไม่เชื่อวาจาผู้อาวุโสหม่าสักนิด
จิตดำริสัจรังสรรค์ ทั่วทั้งภพเซียนมีผู้ปรากฏพรสวรรค์นี้ไม่มาก
นัก
นี่เป็นพรสวรรค์พิเศษที่ยามมองผู้อื่นต่อสู้ ก็จะสามารถ
บันทึกภาพการต่อสู้ของอีกฝ่ายสู่มโนสำนึก เห็นกระบวนการออกวร
ยุทธ์ของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน และเรียนรู้วรยุทธ์ตามได้
ในยุคสมัยนี้ มีเพียงมหาจักรพรรดิที่มีพลังนี้
ผู้อาวุโสหม่าปริปาก “แน่นอน เขาไม่มีจิตดำริสัจรังสรรค์หรอก
แต่เขาอาจมีพรสวรรค์พิเศษด้านการเรียนรู้ที่สามารถตระหนักทราบ
ถึงอำนาจกฎเกณฑ์ก็ได้ และยามนี้เขาก็กำลังอยู่ระหว่างทำความ
เข้าใจอำนาจเขตแดน”
“หากเจ้าไม่เชื่อก็รอดู เจ้าจะเห็นเขาเอาโอสถออกมากินเป็นพัก
ๆ เพื่อเติมพลังวิญญาณ”
ขณะทั้งสองกำลังเสวนา เจียงผิงอันก็นำโอสถเม็ดหนึ่งออกมา
โยนเข้าปาก ขณะจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา
โจวซุ่นผงะไปครู่หนึ่ง แล้วจึงหัวเราะอย่างฉุนเฉียว “เจ้าเด็กตัว
เหม็นนี่แอบเรียนสบายใจเฉิบเลยนะ!”
เขาเชื่อวาทะผู้อาวุโสหม่าแล้ว คนทั่วไปเลือกวรยุทธ์ ใครจะนั่ง
อยู่ที่นี่สองเดือนเต็ม แถมยังกินโอสถเพื่อเติมพลังวิญญาณตลอด
ด้วย
เห็นได้ชัดว่าเขากำลังทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ สิ้นเปลืองพลัง
วิญญาณมหาศาล จึงต้องกินยาเสริมเข้าไป
หากผู้ฝึกตนระดับเขตแดนคิดเร่งความเข้าใจต่อกฎเกณฑ์ ก็
ต้องซื้อกฎเขตแดนมาด้วยราคามหาศาล เจ้าเด็กนี่จึงมาแอบเรียน
เปล่า ๆ เพื่อมิให้ต้องเสียเงิน
โจวซุ่นเก็บหนังสือ เดินออกจากห้องบริหารแก่นค่ายกล แล้ว
เดินไปผลักประตูเข้าห้องหมายเลข 357
“เจ้าหนู พอได้แล้ว”
หัวใจของเจียงผิงอันดิ่งวูบ ดูเหมือนเขาจะถูกจับได้แล้ว
เขารีบลุกขึ้นหันมองมา แล้วก็พบชายชราร่างเล็กเตี้ยไว้เครา
ยาวผู้หนึ่ง
ชายชราสะกดปราณไว้ แต่เจียงผิงอันก็เห็นได้ว่าคนผู้นี้คือยอด
ฝีมือระดับเซียนมนุษย์ บรรจุพลังอันยิ่งใหญ่ในกาย
“ผู้อาวุโส” เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะ
“เลือกวรยุทธ์สักแขนงแล้วรีบไปเสีย อย่ามัวมาขลุกอยู่ที่นี่ ค่าย
กลเช่นนี้เปลืองผลึกเซียนมากนะ นอกจากนั้น เดือนหน้าศิษย์ใหม่
ต้องประลองแล้ว รีบกลับไปเตรียมตัวเสีย”
โจวซุ่นไม่ชอบการล้างผลาญทรัพยากรสำนักอย่างไม่แยกแยะ
เช่นนี้เลย
“ขอรับ ผู้อาวุโส”
ท่าทีของเจียงผิงอันดีมาก หลังคารวะ เขาก็หันกายจาก มิได้
เลือกวรยุทธ์
วิชาพลองทั้งยี่สิบแปดแขนงถูกสลักในใจเขาแล้ว ยามนี้เลี่ยง
ความสนใจไปก่อน ไว้ค่อยกลับมาใหม่คราวหน้า…
“รอเดี๋ยว”
โจวซุ่นพลันตะโกนไล่หลัง
หัวใจของเจียงผิงอันสะท้าน หรืออีกฝ่ายจะอ่านความคิดเขา
ออก?